Russula เครื่องดื่มจากเห็ดน้ำแป้ง

        เห็ดน้ำแป้ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Russula  alborealata Hongo เป็นเห็ดพื้นเมืองในภาคอีสานของไทย ซึ่งจากผลการวิจัยของ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พบว่า เห็ดชนิดนี้ มีสารสำคัญ คือ 4,5-dicaffeoylquinic acid มีสรรพคุณทางเภสัชวิทยาที่สามารถช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย และ ลดภาวะเสี่ยงโรคมะเร็ง ด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจดังกล่าว วว. จึงได้ทำการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มจากเห็ดชนิดนี้ขึ้น เพื่อถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการได้นำไปผลิตและจัดจำหน่ายกันค่ะ

หากท่านใดสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38  หรือ
Call  center วว. โทร.0 2577 9300  ในวันและเวลาราชการ 
E-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Good Knowledge : มารู้จัก Functional Foods กันเถอะ

มาทำความรู้จักกับ Functional Foods กันว่า คืออะไร ต่างจากอาหารปกติไหม มีประโยชน์กับเราอย่างไร เราจำเป็นต้องกินหรือไม่ ได้จาก Good Knowledge เลยค่ะ

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์ และ เปรมรัตน์ เฉลิมพักตร์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)


Infographic_Mushroom_180760


การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

เห็ดเมืองหนาว (Mushroom Cultivation)

พัฒนาโดย กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)


เห็ดเมืองหนาว Mushroom Cultivation

ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคสำหรับผู้สูงอายุ (Elderly Food)

พัฒนาโดย กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)


ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคสำหรับผู้สูงอายุ Elderly Food

มาทำความรู้จักกับ…..เห็ดโต่งฝนกันเถอะ

โดย  ธนภักษ์ อินยอด ตันติมา กำลัง สุพัตรา เปี่ยมวารี และวันณรงค์ เติมอารมย์

ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

เห็ดโต่งฝน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lentinus gigeatus มีถิ่นกำเนิดในประเทศลาว คำว่า โต่งฝน หรือ ต่งฝน เป็นภาษาอีสาน แปลว่า ภาชนะรองรับน้ำฝน ลักษณะดอกเห็ดเมื่อเล็กคล้ายถ้วยหรือกรวย ดอกมีขนาดเล็กตั้งแต่เท่าถ้วยเล็กๆ จนถึงขนาดฝ่ามือ หรือใหญ่เท่าหมวก บางดอกหนักมากกว่า 1 กิโลกรัม เมื่อดอกโตเต็มที่ขอบดอกจะหยักและม้วนขึ้น มีลักษณะดอกคล้ายเห็ดเป๋าฮื้อ หมวกดอกทรงร่ม สีครีม ในช่วงดอกตูมจะมีรูปร่างกลมๆ สีน้ำตาลอ่อน มีขนอ่อน เมื่อดอกโตขึ้น ปลายดอกจะบานเต็มที่ สีจะจางลงเป็นสีครีมขาว และแผ่แบนออกเต็มที่ ส่วนก้านดอกจะใหญ่แข็งและเหนียว พบมากในฤดูฝน ในธรรมชาติ เห็ดโต่งฝนจะขึ้นได้ดีในดินที่อุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุและความชื้นสูง
การเปิดดอก ไม่ยุ่งยากนัก หากคลุมดิน และรักษาสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เห็ดจะออกมาเป็นกอ จำนวน 2-12 ดอก/กอ น้ำหนัก 1-3 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุปลูก สามารถเพาะลงถุงขี้เลื่อยหรือปุ๋ยหมักผสมขี้เลื่อยรำละเอียด และปูนขาว โดยใช้สูตรการเพาะเห็ดทั่วไป แต่ไม่ต้องสร้างโรงเรือนสำหรับเปิดดอกเห็ดเหมือนเห็ดนางรม นางฟ้า และสามารถเพาะแบบเดียวกับเห็ดตีนแรด คือ ฝังดินตื้นๆ พร้อมกับโรยเมล็ดพันธุ์ผักไปด้วย ได้ทั้งเห็ดได้ทั้งผัก โดยนำก้อนเชื้อเห็ดโต่งฝนมาฝังลงในดินที่ปูรองพื้นด้วยปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว เลียนแบบธรรมชาติ หรือเพาะในตะกร้าก็ได้ สถานที่เพาะเห็ดนี้จะต้องอยู่ในที่ร่ม เช่น ใต้ร่มไม้ใหญ่ อากาศค่อนข้างเย็น การรดน้ำแบบปลูกผัก เมื่อเส้นใยเห็ดมีจำนวนมากพอ และดินมีความชื้นเหมาะสม จะสร้างดอกเห็ดขึ้นมาเหนือผิวดิน ลักษณะคล้ายถ้วยแล้วค่อยๆ บานออก โดยเห็ดจะงอกภายใน 7-10 วัน

ระยะที่เหมาะสมสำหรับการเก็บดอกเห็ด ควรเก็บเมื่อดอกเริ่มบานเป็นรูปกรวย หากปล่อยให้บานกว่านี้ สีจะซีดลง และปลายดอกจะฉีกขาดหรือหักง่ายหลังจากเก็บเห็ดรอบแรกแล้วจะเกิดพักตัวระยะหนึ่ง แล้วก็จะเกิดดอกเห็ดรอบหลังๆ ต่อไป สามารถเก็บผลผลิตได้ 4-6 เดือน เห็ดโต่งฝน 1 ก้อน ให้ผลผลิตประมาณ 0.3-1 กิโลกรัม ต่อการเพาะ 1 รุ่น ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังสามารถเพาะเห็ดโต่งฝนในแปลงได้อีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการของเห็ดโต่งฝน
เห็ดจัดเป็นอาหารประเภทผักที่มีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างต่ำ แต่เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี เมื่อเทียบกับผักอีกหลายชนิด อีกทั้งยังมีรสชาติและกลิ่นที่ชวนรับประทาน ซึ่งรสชาติที่โดดเด่นนี้มาจากการที่เห็ดมีกรดอะมิโนกลูตามิคเป็นองค์ประกอบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะลดน้ำหนัก สามารถรับประทานอาหารที่ทำจากเห็ดได้โดยไม่ต้องกังวลใจ เห็ดแต่ละชนิดจะมีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันไป จากการวิเคราะห์ปริมาณสารอาหารในเห็ดโต่งฝนที่ได้จากการเพาะโดยใช้ขี้เลื่อยเป็นวัสดุเพาะ พบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีส่วนประกอบของโปรตีน 16.06 กรัม คาร์โบไฮเดรต 56.12 กรัม ไขมัน 1.28 กรัม นอกจากนี้ยังพบแร่ธาตุหลัก ได้แก่ ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม และโซเดียม 0.53, 1.64, 0.16 และ 0.1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของเห็ดแห้ง ตามลำดับ และแร่ธาตุรอง ได้แก่ เหล็ก แมงกานีส และสังกะสี เท่ากับ 93.29, 11.08 และ 23.32 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของเห็ดแห้ง ตามลำดับ (วิเคราะห์โดยห้องปฏิบัติการดินและพืช สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย) เห็ดชนิดนี้จึงน่าจะได้มีการส่งเสริมให้รู้จักเพื่อให้บริโภคมากขึ้นเพื่อสุขภาพที่ดี

เห็ดโต่งฝน นำไปประกอบอาหารได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นต้มยำ แกงเลียง ผัดผักรวม เห็ดชุบแป้งทอด นึ่งจิ้มน้ำพริก แต่จะมีรสชาติขมเฝื่อนติดคอ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเห็ดโต่งฝน วิธีแก้ คือ ต้องลอกเอาเนื้อหุ้มก้านดอกออกเสียก่อน สารขมที่มีอยู่นี้คาดว่าจะเป็นสารสำคัญที่มีคุณสมบัติเป็นยา และต่อต้านอนุมูลอิสระ ในอนาคตอันใกล้คาดว่าจะมีการส่งเสริมให้มีการเพาะเห็ดโต่งฝนในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากวิธีการเพาะที่ไม่ยุ่งยาก อีกทั้งมีสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนั้น ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงมุ่งเน้นที่จะวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดชนิดนี้ ทั้งในด้านการเพิ่มปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ในแง่ของอาหารเสริมสุขภาพและยา ในอนาคตอันใกล้ต่อไป

ปัจจุบัน เริ่มมีเห็ดโต่งฝนวางจำหน่ายตามตลาดสด หรือบางช่วงจะมีวางจำหน่ายที่ซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ราคาค่อนข้างสูง ประมาณ 60-100 บาท/กก.

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือสนใจอยากจะศึกษาเรียนรู้ ติดต่อ ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เทคโนธานี คลอง 5 คลองหลวง ปทุมธานี 12120
โทร. 02-5779004 โทรสาร 02-5779007

การผลิตน้ำมะขามพร้อมดื่ม

มะขามเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญสำหรับประเทศไทย มะขามหวานและมะขามเปรี้ยว สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรสูงโดยเฉพาะมะขามหวาน     มะขามส่วนใหญ่มีคุณค่าทางโภชนาการ ด้านอาหารและยา    นอกจากนี้มีประโยชน์ด้านแคลเซียม  เช่น   แคลเซียม  ฟอสฟอรัส   (ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง )  เบต้า แคโรทีน   (ช่วยบำรุงสายตา)    และวิตามิน ซี   (ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคแก่ร่างกาย        นอกจากนี้เนื้อมะขามมีสารประเภทกรด อินทรีย์ (กรด ทาร์ทาร์ลิค  กรด มาลิค    กรดซิตริก)   ความเปรี้ยวของกรดทำให้มีฤทธิ์เป็นยาระบาย  ช่วยลดความร้อนภายในร่างกาย   แก้ร้อนใน  และขับเสมหะ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.) ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์มะขามเปรี้ยว เป็นน้ำมะขามพร้อมดื่ม ซึ่งมีลักษณะใสและมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเหมือนธรรมชาติ   ช่วยให้ชาวเกษตรกรที่สนใจปลูกมะขามเปรี้ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถส่งจำหน่ายภายในและภายนอกประเทศได้
ถ้าหากผู้สนใจที่จะให้จัดฝึกอบรมให้ติดต่อมาที่   ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร    สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)    35  หมู่3  เทคโนธานี   ต.  คลองห้า  อ.  คลองหลวง  จ.  ปทุมธานี   12120  โทร.   02 577 9130 – 02 577 9131
กระบวนการผลิตน้ำมะขาม
เริ่มจาก นำเนื้อมะขามเปรี้ยวหรือเนื้อมะขามเปียก (300 กรัม) มาแยกเส้นใยและเมล็ดออก แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด
จากนั้นนำมาต้มในน้ำร้อน ในอัตราส่วน เนื้อมะขาม 300 กรัม ต่อ น้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลา แล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง  จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 1 ประมาณ  1.1 – 1.2   ลิตร
จากนั้นนำเนื้อมะขามบีบเอาน้ำออกแล้ว ต้มในน้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลา แล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 2 ประมาณ  1.5 -1.6  ลิตร
จากนั้นนำเนื้อมะขามบีบเอาน้ำออกแล้ว ต้มในน้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลา แล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 3 ประมาณ  1.5 – 1.6  ลิตร
นำเนื้อมะขามบีบเอาน้ำออกแล้ว ต้มในน้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลาให้นำเนื้อมะขามทิ้ง  กรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 4  ประมาณ  1.5 -1.6  ลิตร
จากนั้นนำน้ำมะขามทั้ง   4    ส่วนมาผสมรวมกัน กรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขามประมาณ     5.0 – 5.5  ลิตร
เติมน้ำตาลและเกลือ คนให้เข้ากัน
นำไปตั้งไฟ ที่อุณหภูมิ 80-85°ซ
แล้วจึงบรรจุลงในภาชนะ

มะขามเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญสำหรับประเทศไทย โดย มะขามหวานและมะขามเปรี้ยว สามารถทำรายได้ให้กับเกษตรกรสูงโดยเฉพาะมะขามหวาน

มะขามส่วนใหญ่มีคุณค่าทางโภชนาการ ด้านอาหารและยา โดยมะขามมีประโยชน์ด้านแคลเซียม ฟอสฟอรัส (ซึ่งช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ) เบต้า แคโรทีน (ซึ่งช่วยบำรุงสายตา)  และวิตามิน ซี (ซึ่งช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคแก่ร่างกาย) นอกจากนี้ เนื้อมะขามยังมีสารประเภทกรดอินทรีย์ (กรดทาร์ทาร์ลิค กรดมาลิค กรดซิตริก) ซึ่งความเปรี้ยวของกรด มีฤทธิ์เป็นยาระบาย ช่วยลดความร้อนภายในร่างกาย แก้ร้อนใน และขับเสมหะ

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.) ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์มะขามเปรี้ยว เป็นน้ำมะขามพร้อมดื่ม ซึ่งมีลักษณะใสและมีรสชาติหวานอมเปรี้ยวเหมือนธรรมชาติ ช่วยให้ชาวเกษตรกรที่สนใจปลูกมะขามเปรี้ยวมีรายได้เพิ่มขึ้น และสามารถส่งจำหน่ายภายในและภายนอกประเทศได้ ผู้สนใจที่จะให้จัดฝึกอบรมสามารถติดต่อมาได้ที่ ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) 35 หมู่ 3 เทคโนธานี ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 โทร.   02 577 9130 – 02 577 9131

กระบวนการผลิตน้ำมะขาม

  • เริ่มจาก นำเนื้อมะขามเปรี้ยวหรือเนื้อมะขามเปียก (300 กรัม) มาแยกเส้นใยและเมล็ดออก แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด
  • จากนั้นนำมาต้มในน้ำร้อน ในอัตราส่วน เนื้อมะขาม 300 กรัม ต่อ น้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลา แล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง  จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 1 ประมาณ  1.1 – 1.2   ลิตร
  • แล้วจึงนำเนื้อมะขามบีบเอาน้ำออกแล้ว ต้มในน้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลา แล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 2 ประมาณ  1.5 -1.6  ลิตร
  • หลังจากนั้นนำเนื้อมะขามบีบเอาน้ำออกแล้ว ต้มในน้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลา แล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 3 ประมาณ  1.5 – 1.6  ลิตร
  • นำเนื้อมะขามบีบเอาน้ำออกแล้ว ต้มในน้ำ 2 ลิตร ให้ความร้อนอุณหภูมิ 80-85 °ซ จนเริ่มเดือด โดยมีการคนตลอดเวลาให้นำเนื้อมะขามทิ้ง  กรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขาม ส่วนที่ 4  ประมาณ  1.5 -1.6  ลิตร
  • จากนั้นนำน้ำมะขามทั้ง   4    ส่วนมาผสมรวมกัน กรองด้วยผ้าขาวบาง จะได้น้ำมะขามประมาณ     5.0 – 5.5  ลิตร
  • เติมน้ำตาลและเกลือ คนให้เข้ากัน
  • นำไปตั้งไฟ ที่อุณหภูมิ 80-85°ซ
  • แล้วจึงบรรจุลงในภาชนะ

น้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม

กล้วยหอมเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ปลูกมากในแถบจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร เพชรบุรี นครปฐม ราชบุรี จังหวัดปทุมธานี ฯลฯ กล้วยหอมสามารถเป็นสินค้าส่งออกระดับประเทศ  เพราะกล้วยหอมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารชนิดต่าง ๆ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น สรรพคุณของกล้วยหอม แก้โรคท้องผูก โรคลำไส้ โรคซึมเศร้า โรคโลหิตจาง เป็นต้น

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้พัฒนาสูตรน้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม เพื่อช่วยเหลือชาวเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอม ในช่วงฤดูที่กล้วยหอมออกผลผลิตมามากเกินความต้องการของตลาด

ขณะนี้ทาง ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้นำเทคโนโลยีการผลิตน้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม เปิดการฝึกอบรมเพื่อให้กับผู้ที่สนใจจะเข้ารับการอบรม

ขั้นตอนในการนึ่งกล้วย


ขั้นตอนในการผลิตน้ำกล้วยพร้อมดื่ม

กล้วยหอมตัดเป็นลูกๆ

ล้างน้ำสะอาด

นึ่ง 8 นาที

ปอกกเปลือกเอาแต่เนื้อ 3 กก. + ซิตริก 1%

ใส่เครื่องปั่น นาน 1-2 นาที

กล้วยบดละเอียด+น้ำสะอาด (1:4 )

กรอง

น้ำกล้วยที่ได้จากการกรอง 11  กก.

ตั้งไฟอุณหภูมิ 80-90  องศา

ผสมน้ำตาลทรายขาว 650 กรัม +แซนแทนกัม 0.1%

กรอง

ตั้งไฟอุณหภูมิ 80-90  องศา

บรรจุ

ในภาชนะที่เตรียมไว้

วิธีการทำน้ำมะขามพร้อมดื่มระดับครัวเรือน

  • คัดเลือกมะขามเปรี้ยวหรือมะขามเปียกในสภาพดีไม่มีมอด รา เนื้อสีน้ำตาลอมแดง แกะเมล็ดและรกออก ล้างด้วยน้ำเปล่า 1 ครั้ง
  • ใช้เนื้อมะขาม 300 กรัม ต่อน้ำ 2 ลิตร ผสมรวมกัน ตั้งไฟใช้อุณหภูมิประมาณ 80-85 องศาเซลเซียส พร้อมคนตลอดเวลา
  • ยกขึ้นกรองด้วยผ้าขาวบาง 2 ชั้น บีบเอาน้ำออก นำกากไปต้ม และคั้นน้ำออกจำนวนทั้งหมด 4 ครั้ง
  • นำน้ำมะขามที่กรองจำนวน 4 ครั้งมาผสมรวมกันและกรองด้วยผ้าขาวบางอีก 1 ครั้ง
  • จากนั้นนำน้ำมะขาม 5 ลิตร น้ำตาลทราย 600 กรัม และเกลือ 4 กรัม มาผสมรวมกัน และตั้งไฟต้มให้เดือด
  • จากนั้นเทน้ำมะขามกรองด้วยผ้าขาวบาง
  • บรรจุลงในภาชนะที่ฆ่าเชื้อแล้วในขณะที่น้ำมะขามยังร้อนอยู่ ทั้งนี้ภาชนะนำมาฆ่าเชื้อด้วยการลวกในน้ำต้มเดือดแช่ทิ้งไว้ 1-2 นาที
  • นำน้ำมะขามบรรจุในภาชนะที่เตรียมไว้ จากนั้นคว่ำขวดลงเพื่อต้องการฆ่าเชื้อที่ฝาขวด

เครื่องดื่มเสริมสุขภาพต้านอนุมูลอิสระ

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  โดยความร่วมมือในการวิจัยของฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร  (ฝทอ.)  และฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ  (ฝภผ.)  ได้ดำเนินโครงการวิจัยนี้,  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากวัตถุดิบผักพื้นบ้าน.  จากข้อมูลผลการทดสอบสมบัติการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธีการทดสอบต่างๆ ทางเภสัชวิทยาทั้งในหลอดทดลองและในสัตว์ทดลอง  พบว่า  ผักหวานบ้านและผักเชียงดามีศักยภาพสูงในการต้านอนุมูลอิสระ,  นอกจากนี้  ยังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่สัมพันธ์กับภาวการณ์เกิดโรคเบาหวานด้วย.  ดังนั้น  ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว.  จึงได้วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเสริมสุขภาพด้วยสารต้านอนุมูลอิสระจากผักหวานบ้านและผักเชียงดา  ทั้งหมดจำนวน 4 สูตรผลิตภัณฑ์  ได้แก่  เครื่องดื่มผักหวานบ้านพร้อมดื่ม 2 รสชาติ (รสธรรมชาติและรสน้ำผึ้งมะนาว),  เครื่องดื่มผักเชียงดาพร้อมดื่ม 2 รสชาติ (รสธรรมชาติและรสน้ำผั้งมะนาว),  ซึ่งผลิตภัณฑ์ในรูปแบบบรรจุขวดพาสเจอร์ไรส์มีอายุการเก็บประมาณ 6 สัปดาห์ที่อุณหภูมิแช่เย็น  (4 – 10 องศาเซลเซียส)  สำหรับผลิตภัณฑ์ที่บรรจุกล่องปลอดเชื้อแบบ  UHT  มีอายุการเก็บมากกว่า 6 เดือน  ที่อุณหภูมิห้อง (25 – 30 องศาเซลเซียส).  ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระสูง  เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ลักษณะเดียวกันที่มีจำหน่ายในท้องตลาดทั่วไป.