วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการจัดการขยะชุมชน

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
เรวดี อนุวัฒนา
นักวิจัยอาวุโส
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม (ศนพ.)

จุลินทรีย์ผู้สร้างและผู้ทำลายพลาสติก

นิตยาพร  สมภักดีย์
นักทดลองวิทยาศาสตร์บริการ
ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

          ขยะพลาสติกจากการใช้งานด้านบรรจุภัณฑ์ เช่น ถุงใส่อาหาร ขวดเครื่องดื่ม กล่องโฟม จัดเป็นปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอันดับต้นๆของโลก เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นพลาสติกที่ผลิตจากพอลิเมอร์สังเคราะห์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีปริมาณความต้องการใช้งานที่สูงมากแต่ระยะการใช้งานสั้น ก่อให้เกิดปัญหาปริมาณขยะพลาสติกล้นเมืองขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีความคงทนสูง เมื่อถูกทิ้งให้เป็นขยะจะต้องใช้เวลาในการสลายตัวตามธรรมชาติไม่ต่ำกว่า 20 ปีไปจนถึงมากกว่า 1,000 ปี

 

image001
ขยะในบ่อฝังกลบของไทย

          จุลินทรีย์…สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เป็นประโยชน์ในการผลิตและถนอมอาหาร ตลอดจนการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ การเกษตร เป็นต้น สำหรับด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาจากการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ จุลินทรีย์จัดเป็นสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายพลาสติก  กล่าวคือ นอกจากการสลายตัวของพลาสติกที่เกิดขึ้นได้โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในธรรมชาติที่ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานแล้ว จุลินทรีย์บางชนิดสามารถที่จะผลิตพลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ นำมาใช้ประโยชน์ได้เหมือนผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  แต่สลายตัวได้ง่ายในธรรมชาติ หรือที่เรียกกันว่า “พลาสติกชีวภาพ” ซึ่งในปัจจุบันพลาสติกชีวภาพที่นำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ได้แก่

          1. Polylactic acid (PLA) เป็นพลาสติกชีวภาพชนิดแรกที่มีงานวิจัยรองรับและได้รับความสนใจในเชิงพาณิชย์มากที่สุด ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากถึงร้อยละ 54 โดยทั่วไป กระบวนการผลิต PLA เริ่มจาก การผลิตกรดแลคติกจากกิจกรรมของจุลินทรีย์กลุ่มแลคติกแอซิดแบคทีเรียในกระบวนการหมักวัตถุดิบธรรมชาติ อาทิ แป้งข้าวโพด แป้งมันสำปะหลัง เป็นต้น จากนั้น นำกรดแลคติกมาผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นสารใหม่ที่มีโครงสร้างทางเคมีเป็นวงแหวนเรียกว่า แลคไทด์ แล้วนำมากลั่นในระบบสุญญากาศเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างได้เป็นพอลิเมอร์ของแลคไทด์ ที่เป็นสายยาวขึ้น (Polymerization) เรียกว่า PLA ผลิตภัณฑ์จาก PLA มีหลากหลายชนิด อาทิ แก้วน้ำ กล่องบรรจุอาหาร ถุงใส่ของ เป็นต้น หลังสิ้นสุดการใช้งาน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกย่อยสลายได้ง่ายด้วยจุลินทรีย์ในธรรมชาติ

PLA-1

Polylactic acid รูปแบบ pellets
(http://www.alibaba.com/product-detail)

PLA-2

ผลิตภัณฑ์จาก Polylactic acid
(http://www.nkrpackage.com/site/bioplastic.html)

 

         2. Polyhydroxyalkanoates (PHAs)  เป็นโพลิเมอร์ที่จุลินทรีย์ เช่น Ralstonia eutropha, Rhodobacter shaeroides, Pseudomas putida   สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะสมในเซลล์ การสร้าง PHAs จะเกิดขึ้นเมื่อแหล่งอาหาร เช่น ไนโตรเจนหรือฟอสฟอรัสขาดแคลน ในขณะที่มีแหล่งคาร์บอนอื่นๆ อยู่มากเกินความจำเป็น การผลิต PHA เริ่มต้นจากการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ในอาหารเลี้ยงเชื้อที่เหมาะสมต่อสะสม PHA เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจดูที่เซลล์ของจุลินทรีย์จะเห็น PHAs เป็นแกรนูลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.2-0.5 ไมโครเมตร กระจายอยู่ทั่วไปในไซโทพลาซึม เมื่อสิ้นสุดการเพาะเลี้ยงจะนำเซลล์จุลินทรีย์มาสกัดและทำบริสุทธิ์ให้ได้ PHA  ปัจจุบันมีการนำพลาสติกชีวภาพในกลุ่ม PHA มาใช้ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น แก้วน้ำ ฝาขวดน้ำ ฝาแก้ว รวมทั้งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารเคมีกลุ่ม Fire chemical และวัสดุเคลือบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

PHA-2

PHAs ภายในเซลล์ของ Rhodobacter shaeroides
(http://www.biotechnologyforums.com/thread-2280.html)                        

PHA-7

ผลิตภัณฑ์จาก PHAs
(https://www.biooekonomie-bw.de/en/articles/news/bacteria-to-produce-bioplastics/)

 

          อย่างไรก็ตาม วัสดุใดๆในโลกต้องมีวันเสื่อมสลาย หรือเปลี่ยนจากรูปแบบหนึ่งไปเป็นรูปแบบอื่น โดยอาศัยปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยที่ไม่มีชีวิต เช่น แสง ความร้อน ความชื้น ความเป็นกรด ด่าง เป็นต้น และปัจจัยที่มีชีวิต คือ จุลินทรีย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการ “ย่อยสลายทางชีวภาพ”

          การย่อยสลายทางชีวภาพของวัสดุทั่วไปหลังจากทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ ทั้งบนดิน ในแหล่งน้ำ หรือในทะเล เมื่อได้รับแสง ความร้อน ความชื้น กรด ด่างในระยะเวลาหนึ่ง วัสดุเหล่านั้นจะมีการเสื่อมของโครงสร้างทางเคมี จากวัสดุที่มีขนาดใหญ่จะมีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ และเมื่อมีขนาดเล็กกว่า  0.2 ไมโครเมตร จุลินทรีย์จะสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานในการเจริญเติบโต ทั้งนี้ ถ้าเป็นการย่อยสลายแบบใช้ออกซิเจน จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ เป็นผลิตภัณฑ์สุดท้าย ในขณะที่การย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และก๊าซมีเทน กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม กล่าวได้ว่าการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์เป็นกระบวนการที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

เอกสารอ้างอิง

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ. 2556. INNOVATION TREND: พลาสติกชีวภาพ. http://www.nia.or.th/innolinks/page.php.

ประดินันท์ เอี่ยมสะอาด. 2560. โพลีไฮดรอกซีอัลคาโนเอตซ พลาสติกชีวภาพจากแบคทีเรีย. วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. ปีที่ 27. ฉบับที่ 1. หน้า 147-158.

จตุพร วุฒิกนกกาญจน์และคณะฯ. 2556.  การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ จากพลาสติกชีวภาพชนิด PLA. คณะพลังงานสิ่งแวดและวัสดุ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี.
http://www.seem.kmutt.ac.th/research/pentec/interestingarticle.php.

วว. กับงาน CSR

โดย วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง

             CSR หรือ Corporate Social Responsibility หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี โดยมีความรับผิดชอบสังคมและสิ่งเเวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กรอันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

CSR1             สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้มีการจัดกิจกรรม CSR ในลักษณะ After process หรือกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมโดยไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรโดยตรง เช่น การปลูกป่า, การบริจาคทุนการศึกษา, การรณรงค์สร้างจิตสำนึกในเรื่องต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด วว. ได้จัดโครงการค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกในการรักษาสัตว์ป่า ธรรมชาติ และสร้างความตระหนักในการใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดย วว. ได้เชิญโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงอันได้แก่ โรงเรียนคลองห้า พฤกษชัฏราษฎร์บำรุง, โรงเรียนบึงเขาย้อน คงพันธุ์อุปถัมภ์ และโรงเรียนบางชวดอนุสรณ์ เข้าร่วมโครงการ ซึ่งโครงการค่ายนี้ ได้รับการตอบรับจากคณะครู อาจารย์เป็นอย่างดี โดยทั้ง 3 โรงเรียนได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน 87 คน เพื่อเดินทางไปร่วมกิจกรรมค่ายเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน โดยนักเรียนจะได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นสถานีวิจัยภายใต้การกำกับดูแลของ วว.  ตั้งอยู่บนผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ของอำเภอวังน้ำเขียว และยังเป็น 1 ใน 4 ของพื้นที่สงวนชีวมณฑลของประเทศที่ได้รับการประกาศจัดตั้งจากองค์กรยูเนสโกอีกด้วย

CSR3

 

       สำหรับกิจกรรมภายในค่ายนั้น ประกอบไปด้วย กิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ดูนก ดูไก่ฟ้าพญาลอ นกประจำชาติของไทยที่หายาก การฝึกใช้กล้อง Binocular และ Telescope กิจกรรมดูดาว กิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ การฝึกคิดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ (Think out of the box & Creative thinking) การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.) การใช้ศิลปะ ประดิษฐ์งานศิลปะในเชิงวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมนันทนาการต่างๆ แต่กิจกรรมที่เป็นกุญแจสำคัญในการปลูกจิตสำนึกในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติให้แก่เยาวชน คือ “Conservative Role Play” เป็นการนำให้เยาวชนตระหนักถึงทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังจะหมดไปถ้ามนุษย์เราไม่ร่วมมือช่วยกันรักษา ซึ่งกิจกรรมนี้จะเริ่มต้นจากการใช้คลิปวีดีโอสั้นๆ ในการสร้างความตระหนัก จากนั้นจึงมีการพูดคุย อธิบาย ถามตอบ เพื่อประเมินความเข้าใจของเยาวชน และปิดท้ายด้วยการให้เยาวชนออกมาแสดงบทบาทสมมติ เรื่องความไม่สมดุลของห่วงโซ่อาหาร (food chain) ว่า หากความสัมพันธ์กันของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ขาดลง จะก่อให้เกิดผลเสียมหาศาลมากมายถึงประการใด ซึ่งเยาวชนมีความสนุกสนานอย่างมากในการร่วมกิจกรรมทุกๆ กิจกรรม เพราะได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ได้รับความรู้ในรูปแบบ “Learning by Playing” ซึ่งมีเป้าหมายที่จะให้เยาวชนได้เรียนรู้ในสิ่งที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ด้วยความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ซึมซับความรู้ที่แฝงอยู่กิจกรรมต่างๆ ระหว่างเข้าร่วมโครงการฯ อย่างไม่รู้ตัว อันเป็นผลดีต่อการสร้างทัศนคติและจิตสำนึกที่ดีต่อตนเองและสังคมต่อไป

CSR2

       โครงการค่ายครั้งนี้ นับว่าเป็นงาน CSR ที่ วว. ตั้งใจดำเนินการเพื่อเยาวชน  และได้รับการตอบรับที่ดีจากชุมชน โดยต่อจากนี้ วว. จะมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัย และการช่วยเหลือสังคมควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้ดีและน่าอยู่อย่างยั่งยืน

แมลงปอเข็มน้ำตก อัญมณีแห่งลำธาร

แมลงปอเข็มน้ำตก อัญมณีแห่งลำธาร

>>> เรื่องและถ่ายภาพโดย วิศรุต สุขะเกตุ และ ภาวินี เขตร์นนท์ <<<

>>> สถานีวิจัยลำตะคอง <<<

damsel_01

          “เขาใหญ่” อุทยานแห่งชาติผืนใหญ่มรดกแห่งประเทศอาเซียนที่อุดมไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิด และด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากสถานีวิจัยลำตะคองมากนัก เราจึงเลือกที่จะมาสำรวจกันที่นี่ การมาครั้งนี้ทำให้เราได้พบกับแมลงที่มีความสวยงามน่าทึ่งชนิดหนึ่ง บินโฉบเฉี่ยวตามซอกหินที่มีน้ำเซาะในลำธาร ปีกและลำตัวสีเขียวมันวาว ดั่งมรกตสะท้อนรับกับแสงอาทิตย์ บ้างก็สีฟ้าอมม่วงประดุจไพลิน อัญมณีมีชีวิตแห่งลำธารนั้นคือ “แมลงปอเข็มน้ำตก (damselfly)”

          แมลงปอเข็มน้ำตก เป็นแมลงที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ Odonata อันดับรอง Zygoptera  ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับแมลงปอ (dragonfly) แต่ถ้าหากสังเกตให้ดีแล้ว เราสามารถจำแนกแมลงปอเข็มน้ำตกออกจากแมลงปอทั่วไปได้จากรูปร่างของพวกมันที่มีความผอมเพรียวกว่า และเมื่อเวลาแมลงปอเข็มน้ำตกเกาะพักตามโขดหินหรือกิ่งไม้ ปีกทั้ง 2 คู่จะพับเข้าหากันและเหยียดไปด้านหลัง

damsel_03

          แมลงปอเข็มน้ำตกมีวงจรชีวิตช่วงหนึ่งที่อาศัยอยู่ในน้ำ ไข่จะถูกวางและรอการฟักอยู่ตามต้นพืชในลำธารที่มีน้ำไหลเวียนตลอดเวลา ตัวอ่อนของแมลงปอเข็มน้ำตกไม่มีปีกถูกเรียกว่า “Naiad” ใช้ชีวิตอยู่ในสายลำธารที่มีความใสสะอาดเท่านั้น อาหารของพวกมัน ได้แก่ ลูกอ๊อด ลูกปลาตัวเล็กๆ หรือสัตว์น้ำอื่นๆ ที่มีขนาดเล็ก และใช้เวลาในการเจริญเติบโตก่อนเข้าสู่ตัวเต็มวัยประมาณ 2 เดือน หรือบางชนิดอาจยาวนานถึง 3 ปี ก่อนจะลอกคราบในครั้งสุดท้าย พวกมันจะคลานขึ้นมาเกาะบนต้นพืชหรือโขดหินตั้งแต่เช้าตรู่ ผิวหนังชั้นนอกสุดจะถูกลอกคราบออกเผยให้เห็นสีสันสวยงามภายในของตัวเต็มวัย ของเหลวในร่างกายจะค่อยๆ ถูกสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงยังส่วนต่างๆ ของร่างกายทั้งปล้องท้อง และปีกที่สวยงามทั้ง 2 คู่ โดยมีความร้อนจากแสงอาทิตย์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา จนกว่าอวัยวะทุกส่วนแข็งแรงพอที่จะโบยบิน อาหารในระยะตัวเต็มวัยของแมลงปอเข็มน้ำตกได้แก่ แมลงขนาดเล็กชนิดต่างๆ หรือแม้กระทั่งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่นๆ ที่มีขนาดเล็ก

damsel_08

          ที่เขาใหญ่ คุณสามารถพบแมลงปอเข็มน้ำตกนี้ได้ตามลำธารที่มีน้ำไหลเซาะตามโขดหิน การบินฉวัดเฉวียนระเรี่ยผิวน้ำวนไปมากับพวกพ้องคืองานอดิเรกของมัน และนอกจากพฤติกรรมที่บินค่อนข้างเร็วแล้ว ยังเป็นแมลงที่ขี้อายมากอีกด้วย จึงเป็นสิ่งท้าทายมากสำหรับการถ่ายภาพแมลงปอเข็มน้ำตกเหล่านี้ พวกเราต้องใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง ตั้งแต่แดดแรกเริ่มจนคล้อยบ่ายเพื่อเก็บภาพ

damsel_07

          เป็นที่น่าสังเกตว่า เราสามารถพบแมลงปอเข็มน้ำตกที่สวยงามนี้ได้เฉพาะบริเวณลำธารที่มีน้ำสะอาดไหลเวียนตลอดเวลาเท่านั้น ทำให้แมลงปอเข็มน้ำตกกลายเป็นดัชนีชีวภาพ (Bio-indicator) ชนิดหนึ่งที่บ่งชี้ถึงคุณภาพของน้ำได้เป็นอย่างดี (BULANKOVA 1997)  และถึงแม้ว่ายังไม่พบการวิจัยเกี่ยวกับประชากรของแมลงปอเข็มน้ำตกนี้อย่างชัดเจน แต่ก็นับว่าเป็นแมลงอีกชนิด ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ในการมาเยือนตามแหล่งน้ำลำธารครั้งหน้าของทุกคน ลองมองหาสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่แสนสวยงามนี้ให้ดี โดยเฉพาะตามต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมลำธารหรือโขดหิน อาศัยความอุตสาหะอีกสักเล็กน้อย คุณก็จะได้พบกับอัญมณีแห่งลำธารที่คุ้มค่ากับการเฝ้าชม

damse_0l4

เอกสารอ้างอิง

BULANKOVA, E., 1997. Dragonflies (Odonata) as bioindicators of environment quality. Biologia, Bratislava, 52(2), pp.177–180.

 

มลพิษในดิน

มลพิษในดิน

>>> โดย  ปฐมสุดา อินทุประภา (กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร)

และ ชลธิชา นิวาสประกฤติ  (ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์) <<<

          มลพิษในดินเกิดจากการปนเปื้อนของสารเคมีและมลพิษต่างๆ ในปริมาณที่สูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งพืช สัตว์ มนุษย์  และสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันมลพิษในดินทำให้พื้นที่การเกษตรหลายแห่งในหลายประเทศประสบกับปัญหาหน้าดินแตกระแหง ซึ่งเกิดจากหลายหลากสาเหตุไม่ว่าจะเป็น การใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงในการเกษตร การปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมสู่ผิวดิน การรั่วซึมของสารเคมีจากการฝังกลบขยะ การรั่วไหลของน้ำมันจากยานพาหนะและเครื่องจักรกลการเกษตร การรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี และสภาวะฝนกรด ภาวการณ์ต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้ดินมีสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดิน ทำให้ดินขาดธาตุอาหารและไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก

          มลพิษในดินที่เกิดขึ้นนั้น นอกจากจะส่งผลต่อการทำเกษตรกรรมแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

toxic-waste-2089779_1920ผลกระทบต่อมนุษย์

          สารเคมีปนเปื้อนที่ตกค้างในดินสามารถถ่ายทอดสู่มนุษย์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งสารเคมีปนเปื้อนเหล่านี้หากสะสมในร่างกายในปริมาณหนึ่งจะเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงต่างๆ อย่างมะเร็งได้ การสัมผัสดินที่มีสารเคมีปนเปื้อนตกค้างอย่างเบนซินและพอลิคลอริเนตไบฟีนีลเป็นประจำ อาจมีความเสี่ยงทำให้เกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งตับได้  ผลกระทบจากมลพิษในดินยังสามารถถ่ายทอดสู่มนุษย์ได้ทางอ้อมแม้ว่าเราจะไม่ได้สัมผัสกับดินโดยตรง ซึ่งเกิดจากการใช้ดินที่มีสารเคมีหรือโลหะหนักปนเปื้อนในการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร พืชจะดูดซับสารเคมีและโลหะหนักเหล่านั้นมาเก็บไว้ เมื่อเรานำพืชผลทางการเกษตรเหล่านั้นมาบริโภคก็จะทำให้สารเคมีและโลหะหนักเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย สารโลหะหนักส่วนใหญ่ที่พบตกค้างอยู่ในดินและก่อให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์ได้แก่ สารตะกั่วและสารปรอท สารสองตัวนี้หากสะสมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากจะก่อให้เกิดอันตรายต่อตับและไตearthworm-686593_1280-2

ผลกระทบต่อสัตว์  

         สารเคมีปนเปื้อนที่ตกค้างในดินทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่มีลำตัวเป็นข้อปล้อง (arthropods)  และจุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติ ทำให้วงจรห่วงโซ่อาหารถูกทำลาย ผู้ผลิตไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ผู้บริโภคในแต่ละลำดับขั้นของห่วงโซ่อาหารขาดแหล่งอาหาร เป็นสาเหตุการตายและการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในแต่ละลำดับชั้นของห่วงโซ่อาหารในที่สุด

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

farmland-801817_1920          สารเคมีที่ตกค้างและปนเปื้อนอยู่ในดินนั้น สามารถก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและน้ำได้ การเกิดมลพิษทางอากาศจากสารเคมีที่ตกค้างในดินเกิดจากการระเหยตัวของสารประกอบต่างๆ เช่น ก๊าซไนโตรเจน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งสารสองชนิดนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก  นอกจากนี้การระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ยังก่อให้เกิดภาวะฝนกรด ซึ่งเมื่อตกลงสู่พื้นดินจะทำให้พื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ได้รับผลกระทบทางด้านเคมี มีสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก  ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรด้อยคุณภาพลง การเกิดมลพิษทางน้ำจากสารเคมีจำพวกไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่ตกค้างในดิน หากสารสองชนิดนี้มีในปริมาณมากเกินและถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งทำให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้มากกว่าปกติ ส่งผลให้พืชน้ำขาดออกซิเจนและตายในที่สุด เกิดผลเสียต่อระบบนิเวศในน้ำ สารปนเปื้อนในดินยังส่งผลให้สภาพความเป็นกรด-ด่างของดินเปลี่ยนแปลงไป จนเป็นสาเหตุทำให้ต้นไม้ยืนต้นตาย

          ปัญหามลพิษในดินนั้น เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยดินในการเพาะปลูก มีการคาดการณ์ว่าในอีก 40 ปีข้างหน้า ประชากรมนุษย์จะเพิ่มมากขึ้นอีกราว 2 พันล้านคน จึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตรอย่างน้อยประมาณ 40% ให้เพียงพอต่อประชากรที่เพิ่มขึ้น  แต่เนื่องจากพื้นที่การเกษตรที่อุดมสมบูรณ์และเหมาะสมแก่การเพาะปลูกนั้นเหลืออยู่ประมาณ 11% บนพื้นผิวโลกเท่านั้น ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ดินและหันมาทำการเกษตรแบบยั่งยืนเพื่อลดการเกิดมลพิษทางดิน

แปลและเรียบเรียงจาก บทความเรื่อง Soil Pollution http://www.everythingconnects.org/soil-pollution.html

ป่าพรุกับโอกาสของการเป็นแหล่งสารสำคัญทุติยภูมิ

ป่าพรุกับโอกาสของการเป็นแหล่งสารสำคัญทุติยภูมิ
(Peat Swamp Soil and its opportunistic of secondary metabolite source)
โดย คนึงนิจ บุศราคำ     นักวิจัยฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร
email: kanungnid@tistr.or.th

ลักษณะทั่วไปของป่าพรุ (Background)

     ป่าพรุจัดเป็นป่าไม่ผลัดใบชนิดหนึ่ง  และเป็นหนึ่งในสามของสังคมพืชที่มีระบบนิเวศน์แบบน้ำท่วมขังติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ได้แก่ป่าชายเลน (mangrove forest) 2. ป่าพรุ (peat swamp forest) และ 3. ป่าบึงน้ำจืด (fresh water swamp forest)  บางครั้งอาจเกิดความสับสนไม่มากก็น้อยระหว่างป่าพรุและป่าบึงน้ำจืด   แต่สิ่งที่ทำให้สามารถแยกป่าทั้งสองชนิดออกจากกันได้คือ ป่าพรุนั้นไม่ติดต่อกับแหล่งน้ำจืดทางธรรมชาติโดยตรง  ในขณะที่ป่าบึงน้ำจืดนั้นเกิดจากการที่แหล่งน้ำตามธรรมชาติเอ่อล้นลงในที่ลุ่มจนทำให้เกิดการขังของน้ำในแอ่งดังกล่าว    เพื่อความเข้าใจป่าพรุให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำและทำความเข้าใจลักษณะที่สำคัญอื่นๆ ของป่าพรุ ดังต่อไปนี้    คำว่า “พรุ” นั้นเป็นภาษาถิ่นทางภาคใต้ซึ่งหมายความว่าบริเวณที่เป็นที่ลุ่ม  และมีน้ำแช่ขังติดต่อกันเป็นเวลานาน    และเนื่องจากพันธุ์ไม้ในป่าพรุจัดอยู่ในประเภทป่าไม่ผลัดใบ  ดังนั้นจึงมีความเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี  และในแอ่งน้ำของป่าพรุนั้นจะมีการสะสมเศษซากอินทรียวัตถุ ได้แก่ซากพืช ซากสัตว์  แต่เนื่องจากการย่อยสลายของเศษซากอินทรีย์เหล่านี้มีอัตราต่ำกว่าการสะสมเศษซากฯ จึงทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่าดินอินทรียวัตถุ หรือดินเชิงอินทรีย์ (organic soil)

p1

รูปที่1    แสดงการขึ้นของพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ อย่างหนาแน่น   ในป่าพรุสองแห่งสวนพฤกษศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย) จ.ตรัง (ซ้าย)  และป่าพรุ อ.คันธุลี จ.นครศรีธรรมราช (กลางและขวา)

(http://www.seub.or.th/index.php)กล่าวคือดินนั้นจะมีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ  มีความหนาแน่นน้อย  ทำให้ดินดังกล่าวมีลักษณะ
อ่อนยวบ  และอุ้มน้ำสูง   ป่าพรุมีดินอินทรีย์ปิดหน้าดินเดิมไว้หนาประมาณ 0.5 ถึง 5.0 เมตร   การไหลเวียนของน้ำในป่าพรุที่ค่อนข้างต่ำ หรือไม่ไหลเวียนเลย   จึงส่งผลให้ดินและน้ำในป่าดังกล่าวมีสีน้ำตาลคล้ายน้ำชา   รสชาติเฝื่อน   มีค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ที่ต่ำกว่า  7  โดยบางแหล่งพบว่าค่าความเป็นกรดด่างนั้นประมาณ 4.5-6  (https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/
envi2/pu/pu.htm)

     พันธุ์ต่างๆไม้ที่ขึ้นในป่าพรุก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่ทำให้สามารถแยกป่าพรุออกจากป่าบึงน้ำจืดได้  กล่าวคือพันธุ์พืชที่ขึ้นในป่าพรุนั้นจะมีระบบรากแก้วที่ค่อนข้างสั้น  และจะมีระบบรากแบบต่างๆ เข้ามาเสริมความแข็งแรง ได้แก่รากแขนง ที่แผ่กว้างและแข็งแรง  ระบบรากค้ำยัน (stilt root)  นอกจากนี้โคนต้นยังมีลักษณะแผ่ขยายเป็นพูพอน (buttress)  เพื่อป้องกันการล้มอันส่งผลมาจากลักษณะของดินในบริเวณดังกล่าวที่มีความหนาแน่นต่ำนั่นเอง   รวมทั้งระบบรากหายใจ (breathing root)    ดังนั้นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นในป่าพรุและป่าบึงน้ำจืดจึงไม่มีความเหมือนกันอย่างสิ้นเชิง  รวมทั้งลักษณะการขึ้นของต้นไม้นั้นก็ต่างกัน โดยต้นไม้ในป่าพรุนั้นจะขึ้นอย่างหนาแน่นและสูงใหญ่ซึ่งต่างจากต้นไม้ในป่าบึงน้ำจืดที่มีลักษณะโปร่ง  ในปีพ.ศ.2529 กรมป่าไม้ได้สำรวจจำนวนชนิดและพันธุ์ไม้ที่ขึ้นในป่าพรุ  พบว่ามีทั้งสิ้น 68 วงศ์ (family)  223 ชนิด (species)  ตัวอย่างพันธุ์พืชที่ขึ้นอยู่ในป่าพรุ เช่น มะฮัง  สะเตียว  หลุมพี  สาคู  หลาวชะโอน  กะพ้อแดง  ตังหนใบใหญ่  ช้างไห้  หมากแดง เป็นต้น    ทั้งนี้มี 44 ชนิดที่เป็นรายงานว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ (new species)  เช่นสะท้อนบก  เทียะ  หมากแดง รัศมีเงินหรือริ้วเงิน เป็นต้น (https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi2/pu/pu.htm)

p2

รูปที่ 2   ป่าพรุควนเคร็ง  จ.นครศรีธรรมราช  ป่าพรุแห่งนี้เป็นป่าพรุที่ค่อนข้างเสื่อมโทรม  โดยพืชส่วนใหญ่ที่ขึ้นในบริเวณนี้คือ ต้นเสม็ดขาวและหญ้ากระจูด

     ป่าพรุในประเทศไทยสามารถพบได้ ในแถบจังหวัดภาคใต้และภาคตะวันออก ฝนตกชุกเกือบตลอดปี  อุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างสูง ผลการสำรวจของกรมพัฒนาที่ดินในปี 2525    พบว่าพื้นที่ป่าพรุที่ใหญ่ที่สุดนันอยู่ในจังหวัดนราธิวาส 283,350 ไร่ นครศรีธรรมราช  76,875  ไร่   ชุมพร  16,900  ไร่  สงขลา  5,545  ไร่  พัทลุง  2,786  ไร่  ปัตตานี  1,127  ไร่ และตราด 11,980 ไร่
และพบการกระจายตัวบ้างในจังหวัด สุราษฎร์ธานี  ตรัง  กระบี่  สตูล  ระยอง  จันทบุรี และเชียงใหม่ (http://www.forest.go.th/
index.php?option=com_content&id=311
)       อย่างไรก็ตามเมื่อมีการพัฒนาที่ขาดความเข้าใจลักษณะทางธรรมชาติของป่าพรุ  ได้แก่การขุดร่องเพื่อระบายน้ำจากป่าพรุให้ลงแหล่งน้ำธรรมชาติอื่น  ส่งผลให้น้ำที่ขังในป่าพรุเหือดแห้งลง  นอกจากจะส่งผลให้ระบบนิเวศฯของป่าพรุเปลี่ยนและเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว  และไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาเป็นป่าพรุที่สมบูรณ์ได้อีกครั้ง (รูปที่ 2)  เมื่อเข้าสู่หน้าแล้งที่อากาศแห้งแล้งจัด  เหล่าอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายไม่หมดนั่นเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีเมื่อเกิดไฟป่าทั้งโดยธรรมชาติและฝีมือของมนุษย์   ทำให้เกิดการลุกไหม้ติดต่อกันเป็นเวลานาน  ซึ่งการควบคุมการแพร่กระจายของไฟนั้นทำได้ยาก ทำให้ป่าพรุผืนนั้นกลายสภาพเป็นป่าพรุเสื่อมโทรมที่ไม่สามารถฟื้นฟูกลับไปเป็นสภาพเดิมได้อีกต่อไป   จากการสำรวจของกรมป่าไม้ในปี 2528  พบว่าปัจจุบันป่าพรุที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน คือ ป่าพรุสิรินธร หรือป่าพรุโต๊ะแดง  จังหวัดนราธิวาส  มีเนื้อที่ประมาณ 125,625 ไร่ (http://www.seub.or.th/index.php)

ป่าพรุกับความหลากหลายของแบคทีเรียแกรมบวก

     แบคทีเรียแกรมบวก (Gram positive bacteria) ในบทความนี้ขอกล่าวถึง กลุ่มแอ๊คติโนแบคทีเรีย (actinobacteria)  เป็นแบคทีเรียแกรมบวกที่มีสัดส่วนเบส กัวนีน และไซโตซีนสูง    และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ  นับตั้งแต่การค้นพบสารปฏิชีวนะ (antibiotic) ที่ชื่อว่าเพนนิซิลิน (penicillin) ในปี ค.ศ.1929 โดย Alexander Flamming   ซึ่งทำให้อัตราการรอดชีวิตของคนในยุคก่อนจากการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากสาเหตุการติดเชื้อเพิ่มขึ้น    และนับจากนั้นเป็นต้นมาอีก 60 ปี  ซึ่งนับว่าเป็นยุคทองของการค้นพบสารปฏิชีวนะ (golden edge) เนื่องจากมีการค้นพบสารปฏิชีวนะ หรือสาระสำคัญทุติยภูมิจากแบคทีเรียกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น actinomycin, bacitracin, cephalosporin, erythromycin, kanamycin, novobiocin, streptomycin, tetracycline และ vancomycin เป็นต้น (http://smellslikescience.com/a-need-for-new-antibiotic)   (รูปที่ 3)

รูปที่ 3   แสดงชนิดของสารสำคัญทุติยภูมิที่ค้นพบในช่วงระยะเวลาต่างๆ  (ที่มา: http://smellslikescience.com/a-need-for-new-antibiotic )

     ประโยชน์ของสารสำคัญทุติยภูมิเหล่านั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นสารปฏิชีวนะใช้รักษาคนและสัตว์เท่านั้น    แต่ยังนำไปใช้ในการเกษตรและสารต้านอักเสบ (agrochemical และ antitumor agents)     โดยกลุ่มที่เป็นแหล่งในการผลิตสารปฏิชีวนะที่สำคัญมากที่สุด คือ Streptomyces  หลังจากผ่านช่วงยุคทองของการค้นพบสารดังกล่าว  อัตราการค้นพบสารสำคัญทุติยภูมินั้นลดลงอย่างรวดเร็ว (รูปที่ 4)     เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวจึงมีการพิจารณานำเอาดินหรือตัวอย่างวัสดุจากธรรมชาติที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ทั่วไป เช่น ดินจากทะเลทราย ที่ดินตะกอนดินจากทะเลลึก  หรือแม้กระทั่งดินจากบริเวณที่มีค่าความเป็นกรดสูงอย่างดินจากป่าพรุ  เป็นต้น  ในการนำมาใช้ค้นหาสารสำคัญทุติยภูมิชนิดใหม่จากจุลินทรีย์ชนิดใหม่หรือหายาก (Goodfellow & Fiedler (2010)

รูปที่4    แสดงปริมาณสาระสำคัญทุติยภูมิที่ค้นพบลดลงในแต่ละช่วงปี (ที่มา: ดัดแปลงจาก Bassetti et al.,2011).

     จากสมมติฐานดังกล่าวทำให้สามารถค้นพบสารสำคัญทุติยภูมิได้จำนวนหลายชนิด เช่น สาร abyssomicins ที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและต้านการอักเสบ จาก Verrucossispora maris AB-18-032T ที่แยกได้จากดินตะกอนบริเวณ Mariana Trench (ส่วนที่ลึกที่สุดของทะเล) จากมหาสมุทธแปซิฟิก  และสาร atacamicin ที่มีฤทธิธ์ต้านอักเสบ จาก Streptomyses leeuwenhoekii C34T จากทะเลทราย Atacama ประเทศชิลิ โดยทะเลทรายแห่งนี้ไม่มีฝนตกมาเป็นพันล้านปี (Hartley et al., 2005; Gómez-Silva et al., 2008)  จึงเป็นที่น่าสนใจมากที่สามารถค้นพบจุลินทรีย์จากแหล่งที่ไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตหรือจุลินทรีย์
อาศัยอยู่ได้   สำหรับประเทศไทยนั้นสภาพสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่พอหาได้นั้นคือแหล่งที่มีดินและน้ำที่เป็นกรดจัดอย่างป่าพรุ จึงเป็นที่น่าสนใจสำหรับใช้ในการแยกจุลินทรีย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอ๊คติโนแบคทีเรียเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งนี้มีรายงานว่าพบการแยกจุลินทรีย์ชนิดใหม่จากป่าน้ำขังในต่างประเทศเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Streptacidiphilus durhamensis และ Streptacidiphilus hamsterleyensis (Golinska et al., 2013a; Golinska et al., 2013b)

p5
รูปที่ 5    แสดงการเดินทางไปเก็บตัวอย่างดินจากป่าพรุที่ต่างๆ : บนซ้าย และขวา ป่าพรุที่สวนพฤกษศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย) จ.ตรัง   ล่างซ้าย ป่าพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช  และ ล่างขวา  ป่าพรุจากสวนพฤกษศาสตร์พนางดง จ.พัทลุง

     ดังนั้นผู้เขียนและทีมงานวิจัยจึงได้ทำการสำรวจแหล่งป่าพรุที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นแหล่งในการศึกษาความหลากหลายของแอ๊คติโนแบคทีเรีย เพื่อศึกษาหาความสามารถในการยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรค รวมทั้งการนำเอาไปใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตร    จากการทดสอบศักยภาพเบื้องต้นของแอ๊คติโนแบคทีเรียส่วนใหญ่ที่แยกได้จากดินป่าพรุพบว่าความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรียสาเหตุโรค คือ Bacillus subtilis,  Pseudomonas fluorescens และ Saccharomyces cerevisiae   จึงเป็นที่น่าสนใจในการที่ศึกษาให้ลึกลงไปถึงกลไกการยับยั้งของสารสำคัญทุติยภูมิต่อแบคทีเรียสาเหตุเหล่านั้น ตลอดจนการจัดจำแนกชนิดของแอ๊คติโนแบคทีเรียด้วยเทคนิคชีวโมเลกุล (molecular technique) โดยใช้ 16S rRNA gene ต่อไป

รูปที่ 6   แสดงลักษณะการยับยั้งของแอ๊คติโนแบคทีเรียที่แยกได้จากดินป่าพรุแหล่งต่างๆ ต่อแบคทีเรียสาเหตุโรค

เอกสารอ้างอิง

Available at: http://smellslikescience.com/a-need-for-new-antibiotic [accessed 11 June 2013]

Available at:  http://www.forest.go.th/index.php?option=com_content&id=311 [accessed 11 June 2016]   

Available at:  https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi2/pu/pu.htm [accessed 11 June 2016]

Available at: http://www.seub.or.th/index.php [accessed 11 June 2016]

Betina, V., 1983.  The Chemistry and Biology of Antibiotics.  Elsevier Scientific Publishing Company, Amsterdam.

Golinska, P., Kim, B.-K., Dahm, H.  and Goodfellow, M., 2013b.  Streptacidiphilus hamsterleyensis sp. nov., isolated from a spruce forest soil.  Antonie van Leeuwenhoek 104, 965-972.

Golinska, P., Wang, D. and Goodfellow, M., 2013c.  Norcardia aciditolerans sp. nov., isolated from a spruce forest soil.  Antonie van Leeuwenhoek 103, 1079-1088.

Gómez-Silva, B., Rainey, F.A., Warren-Rhodes, K.A., McKay, C.P. and Navarro-González, R., 2008.  Acatama Desert soil microbiology.  Soil Biology 13, 117-132.

Goodfellow, M. and Fiedler, H.P., 2010.  A guide to successful bioprospecting: informed by actinobacterial systematics.  Antonie van Leeuwenhoek 98, 119-142.

Hartley, A.J., Chong, G., Houston, J. and Mather, A.F. (2005). 150 million years of climatic stability: evidence from the Atacama Desert, northern Chile. Journal of Geological Science 162,421–424.

ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ

ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ
พงศกร นิตย์มี
สถานีวิจัยลำตะคอง ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร

 

     พืชมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยบนพื้นพิภพแห่งนี้ เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ได้โดยตรง โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง ที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอาหารในรูปของเมล็ด ใบ ลำต้น ดอก รากและผล นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ในทางอ้อมต่อมนุษย์ เช่น การใช้เป็นยารักษาโรค ใช้เป็นที่อยู่อาศัย  เป็นแหล่งพลังงาน เป็นต้น นอกจากนั้นพืชยังเป็นศูนย์กลางในระบบนิเวศต่างๆ ทั้งมวล เช่น การควบคุมสภาพภูมิอากาศ การดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ  ความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งความบริสุทธิ์ของน้ำและอากาศ

     พืชมีความหลากหลายโดยอยู่ในรูปลักษณ์ต่างๆ เช่น สาหร่าย ลิเวอร์เวิร์ต มอส เฟิร์น และพืชที่มีเมล็ด โดยพืชที่มีเมล็ดมีบทบาทมากที่สุดต่อชีวิตของมนุษย์  แต่กลับเป็นกลุ่มที่ถูกคุกคามมากที่สุด ประเมินกันว่า มากกว่า 80,000 ชนิด (ประมาณร้อยละ 20 ของพืชทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก) กำลังถูกคุกคาม โดยสาเหตุหลักส่วนใหญ่มาจากความสมดุลของระบบนิเวศลดลง การเข้ารุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และการใช้ประโยชน์ที่มากเกินไป การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ภัยจากการคุกคามนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและสำคัญมากในศตวรรษนี้ เนื่องจากความหลากหลายของพืชส่งผลต่อความมั่นคงของมนุษย์โดยตรง ทั้งในด้านพลังงาน อาหาร และยารักษาโรค โดยจากข้อมูลพบว่า ร้อยละ 80 ของพืชที่มนุษย์บริโภคคิดเป็นชนิดของพืชเพียง 12 ชนิดเท่านั้น  คือ ธัญพืช 8 ชนิด และพืชหัว 4 ชนิด ที่เป็นแหล่งอาหารหลักของมนุษย์ ซึ่งมีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งของประชากรมนุษย์และความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ

     การจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ จัดเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการอนุรักษ์ความหลากหลายของชนิดพืชในศตวรรษนี้  เพราะสามารถเก็บรวบรวมความหลากหลายได้ในปริมาณมาก ใช้ต้นทุนต่ำ และมีประสิทธิผล ซึ่งการใช้เทคโนโลยีนี้ถูกเริ่มนำมาใช้เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา โดยมีจุดมุ่งหมายในการเก็บรักษาความแปรปรวนของพืชปลูกเพียงไม่กี่ชนิดสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ แต่ในช่วงสองทศวรรษให้หลัง องค์ความรู้เหล่านั้นถูกนำมาขยายผลเพื่อการอนุรักษ์พรรณพืชป่า  เพื่อใช้เป็นแหล่งปลูกป่าและสร้างระบบนิเวศใหม่ ทำให้พืชที่สูญหายไปได้มีโอกาสเกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่เดิม  และการสร้างประชากรพืชในพื้นที่ใหม่ เพื่อให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ในอนาคต    นอกจากนั้นการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชป่ายังมีประโยชน์มากในการพัฒนาพันธุ์พืชปลูกส่งผลต่อพืชปลูก โดยการถ่ายทอดลักษณะต่างๆ ไปยังพืชปลูกได้โดยง่าย

     ประเทศไทยเองได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ความหลากหลายของชนิดพืช และในปี พ.ศ. 2557 โครงการพรรณพฤกษชาติของประเทศไทย (Flora of Thailand) ได้จัดการประชุมครั้งที่ 16  ณ สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) สหราชอาณาจักร ในการนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุม และทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ส่วนหนึ่งที่ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยมาก คือ ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (Millennium Seed Bank) เนื่องด้วยพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของพรรณพืชป่า รวมถึงชนิดพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับพันธุ์ปลูก ซึ่งสามารถนำมาปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นพันธุ์ปลูกได้ จึงทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยกับหน่วยงานธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ  เกิดเป็นโครงการความร่วมมือเก็บเมล็ดพันธุ์พืชป่า ชนิดใกล้เคียงพืชปลูกในประเทศไทย โดยจัดเก็บเมล็ดพันธุ์พืชป่า ที่เป็นชนิดใกล้เคียงพืชปลูกจำนวน 70 ชนิด และจัดส่งไปเก็บรักษาที่ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ เพื่อเป็นแหล่งสำรองเชื้อพันธุกรรมของประเทศไทย ในกรณีที่พรรณพืชของประเทศไทยสูญพันธุ์หรือหายไปจากแหล่งเดิม ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งสำรองเชื้อพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางพันธุกรรมพืช
b1

     ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (MSB) ได้จัดตั้งพันธมิตรธนาคารเมล็ดแห่งสหัสวรรษ (Millennium Seed Bank Partnership, MSBP) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการปกป้องความหลากหลายของพรรณพืชป่า ที่อาจเกิดจากภัยพิบัติต่างๆ ที่จะมีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์  รวมถึงการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือจากพันธมิตรทั่วโลก ประกอบด้วย  123 สถาบันจาก 54 ประเทศ ได้ดำเนินงานโดยการกำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติงานทั้งในระดับนานาชาติและจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ซึ่งมีรูปแบบ วิธีการและความร่วมมือที่ถูกพัฒนาขึ้น ทั้งด้านเทคโนโลยีและความรู้ที่ล้ำอนาคต ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของความร่วมมือเกี่ยวกับพันธมิตรธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (MSBP) โดยมีสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน นั่นคือ แนวปฏิบัติในการสร้างทุนทางปัญญา สร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนองค์กรต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
b2

     ในส่วนของสวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) ได้พัฒนาการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชป่า ในช่วงปี พ.ศ. 2503 ถึงปี พ.ศ. 2517  และได้ย้ายกิจกรรมธนาคารเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดไปที่เวคเฮิร์ต เพลส (Wakehurst Place) โดยในช่วงปี พ.ศ. 2533 ถึงปี พ.ศ. 2535 โดยงานทางด้านธนาคารเมล็ดพันธุ์พืช  ในระยะแรกส่วนใหญ่จะเน้นในด้านการอนุรักษ์ชนิดพรรณพืชท้องถิ่นของสหราชอาณาจักร และพืชจากระบบนิเวศที่แห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้งจากทั่วโลก (arid and semi-arid) โดยได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการวิจัยเมล็ดพันธุ์ จนกระทั้งในปี พ.ศ. 2539 โครงการธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษถูกก่อตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการแห่งสหัสวรรษ โดยมีภารกิจหลักเพื่อการอนุรักษ์พรรณไม้ของสหราชอาณาจักรเกือบทั้งหมด และอีก 24,200 ชนิด จากพื้นที่ในเขตแห้งแล้งจากทั่วโลก จัดเก็บในสถานที่แห่งใหม่ (ต่อมาเรียกว่าอาคารหลังนี้ว่า Welcome Trust Millennium Building) โดยใช้ค่าจ่ายไปจำนวน 73 ล้านปอนด์ เสร็จในเดือนมีนาคมปี พ.ศ. 2553 โดยงบประมาณขยายผลไปถึงความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในหลายประเทศ   ปัจจุบันได้มีการรวบรวมชนิดพรรณพืชป่าประมาณ  13% ของชนิดพรรณพืชป่าที่มีอยู่ในโลก  และใน พ.ศ. 2565  คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น  20% มีจำนวนเมล็ดพันธุ์ประมาณ 75,000 ชนิด ซึ่งอยู่ภายใต้ภารกิจของโครงการนี้

ที่มา: ไม่ปรากฏผู้แต่ง.ม.ป.ป. Kew’s UK Native Seed Hub. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://www.kew.org/business-centre/welcome-uk-native-seed, [เข้าถึงเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2559].

หมายเหตุนิเวศวิทยา (Ecological Notes)

นกกระเต็นเฮอร์คิวลิส (Blyth’s Kingfisher: Alcedo hercules) Blyth’s
Kingfisher: Alcedo hercules (Coraciiformes: Alcedinidae)……………………….3
งูลายสอจุดเหลือง Yellow-spotted mountain stream snake (Serpentes:
Colubridae: Natricinae)…………………………………………………………………………………..5
ปลาตีนใหญ่อันดามัน (Periopthalmus walailakae) Walailak’s mudskipper
(Gobiidae: Oxudercinae)………………………………………………………………………………..7
ค้างคาวยอดกล้วย (Kerivoula spp.) ชนิดใหม่ของไทย Two new records
of Thai Kerivoula (Chiroptera: Vespertilionidae)………………………………10
แหล่งแพร่กระจายแห่งใหม่ของค้างคาวปีกขนใหญ่ (Harpiocphalus
mordax) ในประเทศไทย New locality of Harpiocephalus mordax
(Chiroptera: Vespertilionidae) in Thailand………………………………………….13
จิ้งเหลนห้วยเขมร Tropidophorus microlepis Gunther,1861 จากภาค
ตะวันออกของประเทศไทย On the Khao Sebab water skink (Tropidophorus
microlepis Gunther, 1861) in Eastern Thailand…………………………………………..16
พบงูปล้องฉนวนเขมร (Lycodon cardamomensis Daltry and Wuster,
2002) ที่จังหวัดชลบุรี New distributional records for Lycodon
cardamomensis Daltry & Wuster, 2002 (Ophidia: Colubridae) in Chon
Buri province, Thailand………………………………………………………………………………..20
งูทางมะพร้าวแดงภูหลวง (Oreophis porphyraceus coxi (Schulz &
Helfenberger, 1998)) รายงานแรกจากจังหวัดพิษณุโลก New Record
of Oreophis porphyraceus coxi (Schulz & Helfenberger, 1998)
(Serpentes: Colubridae) from Pitsanulok Province, Thailand……….22
พบถิ่นอาศัยใหม่ของกบดอยช้าง (Nanorana aenea) และภัยคุกคาม
ที่ยังดำรงอยู่ A new locality of Nanorana aenea (Amphibians: Anura:
Dicroglossidae) and their threatened factors……………………………………..24
พฤติกรรมการปอ้ งกันศัตรูของอึ่งกรายขา้ งแถบ (Brachytarsophrys
carinensis) Self-defence techniques of the Burmese Horned Frog
Brachytarsophrys carinensis (Anura: Megophryidae)……………………27
ปลาหมอแคระ (Badis spp.) ที่พบในประเทศไทย Badis spp.
(Perciformes: Actinopterygii: Badidae) of Thailand…………………………30
พฤติกรรมการป้องกันอาณาเขตแมลงปอเข็มภูเขาหางส้ม
(Rhinagrion mima) Territory defending of Rhinagrion mima (Insecta:

Odonata: Megapoagrionidae) and other damselflies in

Thailand…..34

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เผยแพร่ หมายเหตุนิเวศวิทยา (Ecological Notes) บันทึกธรรมชาติหลากเผ่าพันธุ์ The record of natures ที่ เว็บไซต์ วว. หรือ หมายเหตุนิเวศวิทยา

ซึ่งภายในบันทึกประกอบด้วยเนื้อหา ดังนี้

  • นกกระเต็นเฮอร์คิวลิส (Blyth’s Kingfisher: Alcedo hercules) Blyth’s Kingfisher: Alcedo hercules (Coraciiformes: Alcedinidae)
  • งูลายสอจุดเหลือง Yellow-spotted mountain stream snake (Serpentes: Colubridae: Natricinae)
  • ปลาตีนใหญ่อันดามัน (Periopthalmus walailakae) Walailak’s mudskipper (Gobiidae: Oxudercinae)
  • ค้างคาวยอดกล้วย (Kerivoula spp.) ชนิดใหม่ของไทย Two new records of Thai Kerivoula (Chiroptera: Vespertilionidae)
  • แหล่งแพร่กระจายแห่งใหม่ของค้างคาวปีกขนใหญ่ (Harpiocphalus mordax) ในประเทศไทย New locality of Harpiocephalus mordax (Chiroptera: Vespertilionidae) in Thailand
  • จิ้งเหลนห้วยเขมร Tropidophorus microlepis Gunther,1861 จากภาคตะวันออกของประเทศไทย On the Khao Sebab water skink (Tropidophorus microlepis Gunther, 1861) in Eastern Thailand
  • พบงูปล้องฉนวนเขมร (Lycodon cardamomensis Daltry and Wuster, 2002) ที่จังหวัดชลบุรี New distributional records for Lycodon cardamomensis Daltry & Wuster, 2002 (Ophidia: Colubridae) in Chon Buri province, Thailand
  • งูทางมะพร้าวแดงภูหลวง (Oreophis porphyraceus coxi (Schulz & Helfenberger, 1998)) รายงานแรกจากจังหวัดพิษณุโลก New Record of Oreophis porphyraceus coxi (Schulz & Helfenberger, 1998) (Serpentes: Colubridae) from Pitsanulok Province, Thailand
  • พบถิ่นอาศัยใหม่ของกบดอยช้าง (Nanorana aenea) และภัยคุกคามที่ยังดำรงอยู่ A new locality of Nanorana aenea (Amphibians: Anura: Dicroglossidae) and their threatened factors
  • พฤติกรรมการปอ้ งกันศัตรูของอึ่งกรายข้างแถบ (Brachytarsophrys carinensis) Self-defence techniques of the Burmese Horned Frog Brachytarsophrys carinensis (Anura: Megophryidae)
  • ปลาหมอแคระ (Badis spp.) ที่พบในประเทศไทย Badis spp. (Perciformes: Actinopterygii: Badidae) of Thailand
  • พฤติกรรมการป้องกันอาณาเขตของแมลงปอเข็มภูเขาหางส้ม (Rhinagrion mima) Territory defending of Rhinagrion mima (Insecta: Odonata: Megapoagrionidae) and other damselflies in Thailand

ชวนน้องดูนก-ดูแมลงที่สะแกราช “แหล่งสงวนชีวมณฑล” แห่งแรกของไทย

ในขณะที่เด็กๆ คนอื่นจะไปซ้อมนั่งเก้าอี้นายกที่ทำเนียบ ปีนรถถัง กินไอติมกันในช่วงวันเด็กๆ ก็มีเยาวชนจำนวนหนึ่งทำกิจกรรมที่ต่างออกไป ด้วยการดูนก-ดูแมลงภายในป่าเต็งรังและป่าดิบแล้งที่สะแกราช ซึ่งยูเนสโกจัดให้เป็น “แหล่งสงวนชีวมณฑล” แห่งแรกของไทยมากว่า 30 ปี

เป็นอีกครั้งที่ทีมข่าววิทยาศาสตร์ ASTV- ผู้จัดการออนไลน์ได้ไปเยือน “สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช” สถานีวิจัยภูมิภาคของ สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยการร่วมกิจกรรม “ค่ายคุยกัน…ฉันวิทย์สัญจร” ที่จัดต้อนรับวันเด็กแห่งชาติโดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระหว่างวันที่ 7-8 ม.ค.54 ทั้งนี้สถานีวิจัยตั้งอยู่บนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา

สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชได้รับการรับรองจากยูเนสโกให้เป็น “แหล่งสงวนชีวมณฑล” แห่งแรกของประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2519 ซึ่งทั่วโลกมีแหล่งสงวนชีวมณฑลนี้ 529 แห่งใน 105 ประเทศ ภายในสถานีมีพื้นที่ป่ากว่า 50,000 ไร่ และเป็นป่าต้นแบบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือผสมผสานระหว่างป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง ซึ่งมีความสมบูรณ์ที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นกแขกเต้าตัวผู้ มีปากสีแดง

นายทักษิณ อาชวาคม ผู้อำนวยการสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช ให้ข้อมูลว่าป่าของสถานีวิจัยนั้นเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่าหลายชนิด บางชนิดเป็นสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์และบางชนิดเป็นสัตว์ป่าเฉพาะถิ่น ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีสัตว์ป่าถึง 385 ชนิด เช่น เก้ง กวาง กระทิง หมี หมูป่า กระต่ายป่า อ้นเล็ก พญากระรอกดำ กระลอกบินเท้าขน หมีควาย แมวป่า และเสือโคร่ง เป็นต้น โดยเมื่อต้นปี 2552 สามารถจับภาพเลียงผาและหมีควาย ซึ่งเป็นสัตว์หายากได้ด้วยกล้องดักจับภาพสัตว์ (Camera Trap)

ในค่ายคุยกันฉันวิทย์สัญจรนี้มีเยาวชนกว่า 140 คน จากหลายโรงเรียน อาทิ โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย โรงเรียนสาธิตแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นต้น เข้าร่วมกิจกรรม และมีกิจกรรมดูนกและดูไก่ฟ้าในตอนเช้าและตอนเย็น ซึ่งเป็นกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่โดดเด่นของสถานีวิจัยแห่งนี้ ตกกลางคืนมีกิจกรรมดูดาวและดูแมลง แต่เนื่องจากสภาพฟ้าปิดเยาวชนในค่ายนี้จึงพลาดโอกาสดูดาว

ในช่วงกิจกรรมดูนกเราได้เห็นนกประจำถิ่นจำนวนหนึ่ง โดยนกตัวแรกที่เราได้เห็นคือนกโพระดกสวน จากนั้นเราได้พบนกแขกเต้าซึ่งเป็นนกในวงศ์นกแก้วเมืองไทย 2 ตัว เป็นตัวผู้ที่มีปากสีแดงและตัวเมียที่มีปากสีดำซึ่งกำลังป้อนอาหารกัน นกแขกเต้านี้ถือเป็นนกประจำถิ่นของป่าสะแกราช และช่วงนี้เป็นช่วงผสมพันธุ์ของนกแขกเต้าเราจึงได้เห็นนกตัวผู้ตัวเมียจับคู่กัน ส่วนนกตัวสุดท้ายที่เราได้เห็นคือนกจับแมลงสีฟ้าบนต้นประดู่ ซึ่งบินโฉบจับแมลงแล้วกลับมาจับกิ่งไม้เดิมอยู่หลายครั้ง

มาถึงกิจกรรมช่วงกลางคืน แม้ว่าจะพลาดโอกาสดูดาวแต่เรามีโอกาสได้ดูแมลงกลางคืนรูปร่างแปลกตาจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นผีเสื้อกลางคืนที่บินมาหาหลอดไฟที่ทางเจ้าหน้าที่เปิดล่อแมลง และขึงผืนผ้าใบให้แมลงมาเกาะ ผีเสื้อกลางคืนที่เราได้เห็นมีทั้งผีเสื้อสามเหลี่ยมซึ่งเป็นผีเสื้อบินเร็ว และผีเสื้อราบซึ่งกางปีกราบไปกับสิ่งที่ยึดเกาะ ส่วนใหญ่เป็นผีเสื้อตัวเล็ก บินไม่เร็วและชอบเกาะราบไปกับต้นไม้หรือใบไม้

ความแตกต่างระหว่างผีเสื้อกลางคืนและผีเสื้อกลางวัน อย่างแรกคือสีสันของผีเสื้อกลางคืนจะไม่สดใสเหมือนผีเสื้อกลางวัน ทั้งนี้ เพื่อช่วงในการพลางตัวผู้ล่าในช่วงกลางวัน ลักษณะหนวดยังมีความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยผีเสื้อกลางคืนมีหนวดคล้ายซี่หวี ส่วนผีเสื้อกลางวันมีหนวดคล้ายเส้นด้ายหรือทรงกระบอก นอกจากนี้การวางปีกยังแตกต่างกัน ผีเสื้อกลางคืนจะกางปีกออก แต่ผีเสื้อกลางวันจะหุบปีกเข้า

นอกจากนี้ผีเสื้อกลางคืนจำนวนมากแล้วเรายังได้เห็น แมลงปอเข็ม แมลงช้างซึ่งดูคล้ายแมลงปอเข็มแต่มีลักษณะแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือมีหนวดเพิ่มมา 2 คู่ ในช่วงเป็นตัวอ่อนแมลงช้างจะขุดรูเป็นหลุมทรงกรวย ชอบเดินถอยหลังและชอบกินมด อีกทั้งยังมีแมลงปีกแข็งชื่อ “แมลงนูน” ตัวสีเขียว มอสมะเดื่อซึ่งในระยะตัวหนอนจะกินต้นมะเดื่อเป็นอาหาร แมลงส่วนใหญ่มีอายุไม่เกิน 1 ปี ยกเว้นจักจั่นที่จะใช้ชีวิตอยู่ใต้ดินนาน 16 ปี ก่อนจะขึ้นมาผสมพันธุ์และใช้ชีวิตนาน 1 เดือนแล้วตาย

น.ส.น้ำฝน เกิดผล นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนเศรษฐบุตรบำเพ็ญ กรุงเทพฯ ซึ่งกล่าวถึงกิจกรรมครั้งนี้ว่าเป็นของขวัญวันเด็กที่พิเศษ เธอเพิ่งมีโอกาสดูนกเป็นครั้งแรก และประทับใจภาพนกแขกเต้าป้อนอาหารกัน โดยได้เรียนรู้ว่านกนั้นมีสีสันกลืนกับธรรมชาติ ต้องมีความชำนาญจึงจะแยกแยะได้ แล้วยังได้แง่คิดอีกว่าสัตว์ทุกชนิดต่างปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเพื่อความอยู่รอด ส่วนการดูแมลงนั้นเป็นประสบการณ์ครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกเข้าค่ายที่ประจวบคีรีขันธ์ตอนเรียน ม.1 ซึ่งการดูแมลงนั้นทำให้รู้ว่าประเทศเรานั้นมีแมลงเยอะ แต่ก็หาดูไม่ง่าย อีกทั้งแมลงบางชนิดยังหายากด้วย

ด้าน นายภานุสรณ์ เจียรสุมัย นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย กล่าวว่า เคยมาเข้าค่ายที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชก่อนหน้านี้ แต่ครั้งนี้ได้เห็นนกมากกว่าครั้งก่อน โดยเห็นนกถึง 5 ชนิด ซึ่งที่ประทับใจคือนกแขกเต้าเพราะมีสีสันสวย และนกเขาใหญ่ นอกจากนี้ยังได้เห็นผีเสื้อแปลกๆ ระหว่างการดูแมลงด้วย และได้เรียนรู้สิ่งมีชีวิตต่างๆ ทั้งพันธุ์ไม้และสัตว์ในป่า รวมถึงการอยู่ร่วมกันด้วย

สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราชยังมีกิจกรรมเดินป่าเต็งรังเป็นอีกกิจกรรมเด่น ซึ่งการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ของสถานีที่เน้นการถ่ายทอดความรู้ในการอยู่ร่วมกันของธรรมชาติ การพึ่งพาอาศัยและได้ประโยชน์ร่วมกัน การสร้างสมดุลระหว่างธรรมชาติและคนในท้องถิ่น ตลอดจนการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว ทำให้ได้รับการยกย่องจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ดีเด่น ประจำปี 2549

ดูภาพเพิ่มเติม และที่มาบทความได้จาก…

Continue reading “ชวนน้องดูนก-ดูแมลงที่สะแกราช “แหล่งสงวนชีวมณฑล” แห่งแรกของไทย”

ความหลากหลายทางชีวภาพ

เรียบเรียงโดย จารุจินต์ นภีตะภัฏ

ความหลากหลายทางชีวภาพ (biological diversity หรือ biodiversity) หมายถึงจำนวนชนิด (species) ของสิ่งมีชีวิต รวมถึงความแตกต่างของบทบาททางนิเวศวิทยา และพันธุกรรมของชนิดดังกล่าว พิจารณาได้เป็น 3 ระดับทางชีววิทยา

  1. ความหลากหลายของชนิดของสิ่งมีชีวิต
  2. ความหลากหลายของสภาพสิ่งแวดล้อมที่สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดอาศัยอยู่
  3. ความแปรผันทางพันธุกรรมในกลุ่มประชากรของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิด

ความหลากหลายทั้งสามระดับนี้ มีความสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อนในสภาพแวดล้อม และจำเป็นต่อการคงอยู่ของชีวิตทุกชีวิตในโลกสิ่ง มีชีวิตเท่าที่คาดว่าจะมีอยู่บนโลกนี้ จะมีจำนวน 5–30 ล้านชนิด แต่เท่าที่ได้รับการวิเคราะห์ชื่อแล้วมีจำนวนประมาณ 1.4 ล้านชนิด แบ่งออกได้เป็น เชื้อไวรัส 1,000 ชนิด แบคทีเรีย 4,760 ชนิด เชื้อรา 47,000 ชนิด สาหร่าย 26,900 ชนิด สัตว์เซลล์เดียว 30,800 ชนิด สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง 990,000 ชนิด สัตว์มีกระดูกสันหลัง 44,000 ชนิด

ประเทศไทยจัดได้ว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ทั้งในแหล่งที่อยู่บนบกและในน้ำ เนื่องจากตั้งอยู่ใน เขตร้อนของโลก ในขณะที่มีจำนวนประชากรมนุษย์เพียง 1% ของประชากรโลก แต่มีชนิดพืชและสัตว์ถึง 7% ของจำนวนชนิดทั้งหมดในโลกเท่าที่ศึกษาวิเคราะห์แล้วมีทั้งสิ้นประมาณ 109,000 ชนิด แบ่งออกเป็นพืช 25,000 ชนิด และสัตว์ 84,000 ชนิด โดยยังไม่รวมพวกจุลินทรีย์อีกเป็นจำนวนมาก

โดยเหตุที่ความหลากหลายทางชีวภาพมีคุณประโยชน์ต่อชาวโลกและชาวไทยอย่างอเนกอนันต์ เป็นแหล่งอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค แหล่งวัสดุ ก่อสร้าง และเชื้อเพลิง นอกจากนั้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่ทำรายได้สูงเข้าประเทศก็ต้องอาศัยความงดงาม และความหลากหลายทาง ชีวภาพของ ป่าไม้และแนวปะการังเป็นจุดดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยว แต่ความหลากหลายทางชีวภาพ ยังไม่ได้รับความสนใจศึกษาเท่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม ความหลากหลายทางชีวภาพจัดเป็นปัญหาระดับโลกเนื่องจากประชากรมนุษย์ที่ เพิ่มอย่าง รวดเร็ว ได้ก่อ ให้เกิดความเสียหาย ต่อสภาพ แวดล้อมอย่างหนัก โดยเฉพาะการสูญเสียชนิดของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ไปจากการทำลายป่าเมืองร้อน ทั่วโลกจึงได้ร่วมลงนามในอนุสัญญา ที่จะร่วมกัน อนุรักษ์ความหลายหลายทาง ชีวภาพไว้ให้ได้ ในการประชุมสิ่งแวดล้อมโลกที่ ริโอ เดอ จาเนโร ประเทศบราซิล เมื่อเดือนมิถุนายน 2535