Archive for the “เกษตรน่ารู้” Category

เทคโนโลยีการเกษตร การเพาะปลูก การดูแล และการเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตร ผลไม้ พืชไร่ พืชสวน

 

โดย ดร. นิกร  แก้วแพรก

         ปัจจุบันการนำพลังงานทางเลือกมาใช้ อาทิ พลังงานความร้อน (thermal energy) พลังงานลม (wind energy) และพลังงานแสงอาทิตย์ (solar energy) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาด มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน และจากภาวะขาดแคลนพลังงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลายประเทศได้ให้ความสนใจในการลงทุนด้านพลังงานทางเลือกเพื่อลดต้นทุนการใช้พลังงานหลักจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อย่างประเทศไทยได้เริ่มมีการใช้พลังงานทดแทนอย่างเช่น แก๊สโซฮอล์ และ  ไบโอดีเชล ที่เห็นเป็นรูปประจักษ์ เมื่อไม่นานมานี้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ได้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นจากโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเพื่อใช้ประโยชน์ภายในโครงการและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำขึ้นไปเก็บไว้ยังอ่างเก็บน้ำหนองเสือแล้วปล่อยน้ำลงมาเพื่อใช้ในด้านเกษตรกรรมของโครงการชั่งหัวมัน และยังมีงานที่เกี่ยวข้องกับระบบสูบน้ำบาดาลด้วยโซลาเซลล์อีกมากมาย อาทิ โครงการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทนเพื่อลดต้นทุนการผลิตระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3 กิโลวัตต์ ของกลุ่มเกษตรบ้านหางแขยง ตำบลหางน้ำสาคร อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เป็นต้น

ในรอบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบปัญหาภัยแล้งจากภาวะการขาดแคลนน้ำใช้ในภาคเกษตรกรรมอย่างมาก ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้มีส่วนช่วยเหลืออย่างมากมายในการเป็นแหล่งพลังงานทดแทนด้านกำลังไฟฟ้าที่ใช้ในการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและประสบปัญหาภัยแล้ง แต่อาจยังไม่คลอบคลุมในหลายๆจังหวัดของประเทศไทย มีการคาดการณ์อีกว่าในปี 2560 อาจจะเกิดภัยแล้งขึ้นอีกครั้ง ระบบสูบน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จึงอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีของกลุ่มเกษตรกร เนื่องจากปัจจัยด้านราคาของวัสดุและอุปกรณ์มีราคาถูกลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา และจากการนำระบบผลิตไฟฟ้ามาใช้กับการสูบน้ำบาดาล บทความนี้จะกล่าวถึงการประยุกต์เทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทนสำหรับระบบประปาบาดาลเพื่อใช้อุปโภคและบริโภคสำหรับหมู่บ้านและลดต้นทุนด้านกำลังไฟฟ้าด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (solar cell) พร้อมระบบสำรองพลังงาน (battery backup)

 

pic1

รูปที่ 1 ระบบประปาบาดาลด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

หลักการทำงานของระบบ

เทคโนโลยีระบบสูบน้ำประปาบาดาลด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (The Photovoltaic Systems) พร้อมระบบสำรองพลังงาน มีหลักการทำงานดังต่อไปนี้

  • ขณะสูบน้ำขึ้นหอถัง
    • ในกรณีพลังงานแสงอาทิตย์มีเพียงพอ พลังงานไฟฟ้าจะถูกจ่ายไปยังเครื่องสูบน้ำผ่านเครื่องควบคุมหรืออินเวอร์เตอร์ และประจุสะสมเข้าแบตเตอรีสำรองไฟฟ้า
    • ในกรณีพลังงานแสงอาทิตย์มีไม่พอสำหรับเครื่องสูบน้ำ พลังงานไฟฟ้าที่ถูกสะสมไว้ในแบตเตอรีจะถูกนำมาเสริมกับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงอาทิตย์เพื่อให้ระบบเกิดการทำงานสมดุลแบบอัตโนมัติ
    • และในกรณีฉุกเฉิน เช่นพลังงานไฟฟ้าทั้งจากแสงอาทิตย์และไฟฟ้าจากแบตเตอรีสำรองมีไม่เพียงพอ หากมีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเชื่อมเข้ากับเครื่องควบคุม ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะจ่ายพลังงานให้กับเครื่องสูบน้ำและสามารถประจุแบตเตอรีในเวลาเดียวกัน (เช่น ในช่วงเวลาที่มีฝนตกต่อเนื่อง)
    • พลังงานที่ถูกสะสมในแบตเตอรี ยังสามารถนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ได้ ในขณะเครื่องสูบน้ำทำงาน เช่น ระบบแสงสว่าง กล้องวงจรปิด หรืออื่นๆ ขึ้นอยู่กับการออกแบบเพิ่มเติมตามความต้องการ

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ข้างต้นให้เข้ากับระบบสูบน้ำประปาบาดาลในปัจจุบัน

ระบบสูบน้ำบาดาลสามารถพิจารณาได้จากเครื่องสูบน้ำในแต่ละรุ่นประกอบไปด้วยประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยของมอเตอร์อยู่ที่ประมาณ 55% ของประสิทธิภาพโดยรวมและเมื่อชดเชยกับค่าการสูญเสียทางไฟฟ้า 5% ดังนั้นกำลังไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการขับมอเตอร์แต่ละรุ่นจึงมีขนาดดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 กำลังไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการขับมอเตอร์

Aviary Photo_131271988005523642

การนำพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์มาใช้ในระบบสูบน้ำประปาบาดาลจะต้องมีความสัมพันธ์กับอัตราการสูบที่กำหนดไว้นั้น เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่อง หากคำนวณเฉพาะแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะนำมาประยุกต์ใช้ สามารถสรุปได้ดังแสดงในตารางที่ 2

 

 ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบอัตราการสูบกับกำลังไฟฟ้าที่ต้องการ

Aviary Photo_131271988943119087

จากข้อมูลเชิงพฤติกรรมของกลุ่มผู้ใช้น้ำบาดาล ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชนบทพบว่า ระบบมีความต้องการใช้น้ำสูงสุด (peak demand) 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเช้า 06.00-08.00 น. และช่วงเย็น 16.00-18.00 น. ทั้งในกรณีประปาเพื่อการเกษตรและประปาหมู่บ้าน (ทั้งนี้เวลาอาจแตกต่างกันขึ้นกับปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการ (peak demand) ได้

ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบขนาดเครื่องสูบน้ำกับกำลังไฟฟ้าที่ต้องการจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์

Aviary Photo_131271989241228020

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลานอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น นั่นคือเวลา 08.00-16.00 น. จะเป็นระยะเวลาที่พลังงานแสงอาทิตย์ที่ความเข้มของแสงเหมาะสมที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด และยังเป็นช่วงเวลาที่ระบบประปาบาดาลสามารถสูบน้ำเข้าหอถังพักน้ำจนเต็ม จนกระทั่งระบบหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติในท้ายที่สุด หากนำปัจจัยด้านเวลามาพิจารณาจะพบว่า ระบบสูบน้ำจำเป็นจะต้องมีพลังงานส่วนเกิน (06.00-08.00 น. และ 16.00-18.00 น. รวม 4 ชั่วโมง) ที่สามารถชดเชยและนำมาประจุสะสมเข้าแบตเตอรีเพื่อนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่จำเป็น

การประยุกต์เทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนอย่างระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบประปาบาดาลทำให้เราสามารถลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าลงไปได้อย่างมากมาย มีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 10 ปี และเป็นประโยชน์สำหรับกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการใช้ทรัพยากรน้ำยามขาดแคลนในช่วงหน้าแล้ง

Tags: , , ,

Comments No Comments »

ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ
พงศกร นิตย์มี
สถานีวิจัยลำตะคอง ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร

 

     พืชมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยบนพื้นพิภพแห่งนี้ เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ได้โดยตรง โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง ที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอาหารในรูปของเมล็ด ใบ ลำต้น ดอก รากและผล นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ในทางอ้อมต่อมนุษย์ เช่น การใช้เป็นยารักษาโรค ใช้เป็นที่อยู่อาศัย  เป็นแหล่งพลังงาน เป็นต้น นอกจากนั้นพืชยังเป็นศูนย์กลางในระบบนิเวศต่างๆ ทั้งมวล เช่น การควบคุมสภาพภูมิอากาศ การดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ  ความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งความบริสุทธิ์ของน้ำและอากาศ

     พืชมีความหลากหลายโดยอยู่ในรูปลักษณ์ต่างๆ เช่น สาหร่าย ลิเวอร์เวิร์ต มอส เฟิร์น และพืชที่มีเมล็ด โดยพืชที่มีเมล็ดมีบทบาทมากที่สุดต่อชีวิตของมนุษย์  แต่กลับเป็นกลุ่มที่ถูกคุกคามมากที่สุด ประเมินกันว่า มากกว่า 80,000 ชนิด (ประมาณร้อยละ 20 ของพืชทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก) กำลังถูกคุกคาม โดยสาเหตุหลักส่วนใหญ่มาจากความสมดุลของระบบนิเวศลดลง การเข้ารุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และการใช้ประโยชน์ที่มากเกินไป การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ภัยจากการคุกคามนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและสำคัญมากในศตวรรษนี้ เนื่องจากความหลากหลายของพืชส่งผลต่อความมั่นคงของมนุษย์โดยตรง ทั้งในด้านพลังงาน อาหาร และยารักษาโรค โดยจากข้อมูลพบว่า ร้อยละ 80 ของพืชที่มนุษย์บริโภคคิดเป็นชนิดของพืชเพียง 12 ชนิดเท่านั้น  คือ ธัญพืช 8 ชนิด และพืชหัว 4 ชนิด ที่เป็นแหล่งอาหารหลักของมนุษย์ ซึ่งมีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งของประชากรมนุษย์และความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ

     การจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ จัดเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการอนุรักษ์ความหลากหลายของชนิดพืชในศตวรรษนี้  เพราะสามารถเก็บรวบรวมความหลากหลายได้ในปริมาณมาก ใช้ต้นทุนต่ำ และมีประสิทธิผล ซึ่งการใช้เทคโนโลยีนี้ถูกเริ่มนำมาใช้เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา โดยมีจุดมุ่งหมายในการเก็บรักษาความแปรปรวนของพืชปลูกเพียงไม่กี่ชนิดสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ แต่ในช่วงสองทศวรรษให้หลัง องค์ความรู้เหล่านั้นถูกนำมาขยายผลเพื่อการอนุรักษ์พรรณพืชป่า  เพื่อใช้เป็นแหล่งปลูกป่าและสร้างระบบนิเวศใหม่ ทำให้พืชที่สูญหายไปได้มีโอกาสเกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่เดิม  และการสร้างประชากรพืชในพื้นที่ใหม่ เพื่อให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ในอนาคต    นอกจากนั้นการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชป่ายังมีประโยชน์มากในการพัฒนาพันธุ์พืชปลูกส่งผลต่อพืชปลูก โดยการถ่ายทอดลักษณะต่างๆ ไปยังพืชปลูกได้โดยง่าย

     ประเทศไทยเองได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ความหลากหลายของชนิดพืช และในปี พ.ศ. 2557 โครงการพรรณพฤกษชาติของประเทศไทย (Flora of Thailand) ได้จัดการประชุมครั้งที่ 16  ณ สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) สหราชอาณาจักร ในการนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุม และทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ส่วนหนึ่งที่ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยมาก คือ ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (Millennium Seed Bank) เนื่องด้วยพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของพรรณพืชป่า รวมถึงชนิดพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับพันธุ์ปลูก ซึ่งสามารถนำมาปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นพันธุ์ปลูกได้ จึงทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยกับหน่วยงานธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ  เกิดเป็นโครงการความร่วมมือเก็บเมล็ดพันธุ์พืชป่า ชนิดใกล้เคียงพืชปลูกในประเทศไทย โดยจัดเก็บเมล็ดพันธุ์พืชป่า ที่เป็นชนิดใกล้เคียงพืชปลูกจำนวน 70 ชนิด และจัดส่งไปเก็บรักษาที่ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ เพื่อเป็นแหล่งสำรองเชื้อพันธุกรรมของประเทศไทย ในกรณีที่พรรณพืชของประเทศไทยสูญพันธุ์หรือหายไปจากแหล่งเดิม ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งสำรองเชื้อพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางพันธุกรรมพืช
b1

     ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (MSB) ได้จัดตั้งพันธมิตรธนาคารเมล็ดแห่งสหัสวรรษ (Millennium Seed Bank Partnership, MSBP) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการปกป้องความหลากหลายของพรรณพืชป่า ที่อาจเกิดจากภัยพิบัติต่างๆ ที่จะมีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์  รวมถึงการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือจากพันธมิตรทั่วโลก ประกอบด้วย  123 สถาบันจาก 54 ประเทศ ได้ดำเนินงานโดยการกำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติงานทั้งในระดับนานาชาติและจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ซึ่งมีรูปแบบ วิธีการและความร่วมมือที่ถูกพัฒนาขึ้น ทั้งด้านเทคโนโลยีและความรู้ที่ล้ำอนาคต ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของความร่วมมือเกี่ยวกับพันธมิตรธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (MSBP) โดยมีสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน นั่นคือ แนวปฏิบัติในการสร้างทุนทางปัญญา สร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนองค์กรต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
b2

     ในส่วนของสวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) ได้พัฒนาการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชป่า ในช่วงปี พ.ศ. 2503 ถึงปี พ.ศ. 2517  และได้ย้ายกิจกรรมธนาคารเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดไปที่เวคเฮิร์ต เพลส (Wakehurst Place) โดยในช่วงปี พ.ศ. 2533 ถึงปี พ.ศ. 2535 โดยงานทางด้านธนาคารเมล็ดพันธุ์พืช  ในระยะแรกส่วนใหญ่จะเน้นในด้านการอนุรักษ์ชนิดพรรณพืชท้องถิ่นของสหราชอาณาจักร และพืชจากระบบนิเวศที่แห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้งจากทั่วโลก (arid and semi-arid) โดยได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการวิจัยเมล็ดพันธุ์ จนกระทั้งในปี พ.ศ. 2539 โครงการธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษถูกก่อตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการแห่งสหัสวรรษ โดยมีภารกิจหลักเพื่อการอนุรักษ์พรรณไม้ของสหราชอาณาจักรเกือบทั้งหมด และอีก 24,200 ชนิด จากพื้นที่ในเขตแห้งแล้งจากทั่วโลก จัดเก็บในสถานที่แห่งใหม่ (ต่อมาเรียกว่าอาคารหลังนี้ว่า Welcome Trust Millennium Building) โดยใช้ค่าจ่ายไปจำนวน 73 ล้านปอนด์ เสร็จในเดือนมีนาคมปี พ.ศ. 2553 โดยงบประมาณขยายผลไปถึงความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในหลายประเทศ   ปัจจุบันได้มีการรวบรวมชนิดพรรณพืชป่าประมาณ  13% ของชนิดพรรณพืชป่าที่มีอยู่ในโลก  และใน พ.ศ. 2565  คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น  20% มีจำนวนเมล็ดพันธุ์ประมาณ 75,000 ชนิด ซึ่งอยู่ภายใต้ภารกิจของโครงการนี้

ที่มา: ไม่ปรากฏผู้แต่ง.ม.ป.ป. Kew’s UK Native Seed Hub. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://www.kew.org/business-centre/welcome-uk-native-seed, [เข้าถึงเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2559].

Tags: , ,

Comments No Comments »

โดย ดร. ชนะ พรหมทอง

   งานสนับสนุนโครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชถือได้ว่าความเป็นความภาคภูมิใจประการหนึ่งของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านการพัฒนาเกษตรที่สูง โดย ฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (ฝวช.)  ซึ่งทาง วว. ได้เข้าไปมีบทบทในการวิจัยและพัฒนา การเพาะเห็ดเขตหนาว ซึ่งในอดีตนั้นเห็ดเขตหนาวไม่สามารถเพาะปลูกได้ประเทศไทย จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงโปรดให้มีการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น โครงการพัฒนาการเพาะเห็ดเขตหนาวของไทยจึงได้เกิดขึ้นและได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะช่วยสร้างรายได้แก่ชุมชนบนพื้นที่สูงในภาคเหนือของไทยแล้ว ยังสามารถลดการนำเข้าเห็ดจากต่างประเทศที่มีราคาแพง

FullSizeRender (1)

 

   การวิจัยและพัฒนาการเพาะเห็ดเขตหนาวนี้ ดำเนินการโดยพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง ด้วยการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งทาง วว.ดำเนินการภายใต้ศูนย์กิจกรรมพิเศษ โดยต่อมาได้ตั้งขึ้นเป็นศูนย์ประสานงานพัฒนาเกษตรที่สูง(ศปก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกองได้ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ในปี พ.ศ. 2512 ในการส่งเสริมพัฒนาการเพาะเห็ด เพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพของชุมชนบนพื้นที่สูง โดยโครงการหลวงได้กันพื้นที่ประมาณ 1,200 ตารางวา ที่สถานีวิจัยดอยปุย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้เป็นพื้นที่สำหรับการวิจัย พัฒนาและทดสอบเห็ดเขตหนาว โดยเริ่มจากการเพาะเห็ดหอมในท่อนไม้จากการแนะนำของผู้เชี่ยวชาญไต้หวันที่เข้ามาช่วยงานโครงการหลวงยุคเริ่มโครงการหลวงโดยการนำไม้ก่อที่มีอยู่ในธรรมชาติแต่ถูกตัดเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับทำการเกษตร การเพาะเห็ดหอมท่อนไม้ประสบผลสำเร็จ เป็นอย่างดี ต่อมาได้ส่งนักวิจัยไปฝึกงานการเพาะเห็ดที่ประเทศไต้หวัน และสนับสนุนเครื่องจักรสำหรับเพาะเห็ดภายใต้ความร่วมมือของโครงการหลวงกับรัฐบาลไต้หวัน เพื่อนำความรู้กลับมาวิจัย พัฒนาการเพาะเลี้ยงเห็ดเขตหนาวชนิดอื่นๆ เช่น เห็ดแชมปิญอง เห็ดเข็มทอง เห็ดนางรมหลวง เห็ดโคนหลวง เห็ดปุยฝ้าย เห็ดนางรมดอย และเห็ดอื่นๆอีกหลายชนิด ปัจจุบัน ได้ดำเนินการทดสอบ และทดลองนำสายพันธุ์เห็ดเขตหนาวชนิดอื่นๆมาเพาะเลี้ยง กว่า 10 ชนิด และส่งเสริมเห็ดที่มีศักยภาพให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมต่อไป รวมทั้งโครงการหลวงมอบหมายให้ช่วยบริหารจัดการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่เป็นต้นมาจนถึงปี พ.ศ. 2549 และ วว. มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรให้ยุบรวมงานถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไปอยู่กับงานวิจัยพัฒนา ทำให้ ศปก. ถูกยุบรวมเป็นเพียงโครงการหนึ่งเท่านั้นโดยมีนักวิจัยเป็นหัวหน้าโครงการ

 

      ต่อมาในปีพ.ศ. 2553 โครงการหลวงได้แต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ วว. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ช่วยดูแลการบริหารจัดการ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตกอีกครั้งหนึ่ง และมีรับสั่งจากองค์ประทานมูลนิธิโครงการหลวงให้ขยายงานส่งเสริมการเพาะเห็ดไปยังศูนย์ต่างๆมากขึ้นนอกเหนือจากเดิมที่ทำเฉพาะงานทดสอบที่ศูนย์วิจัยเห็ดเขตหนาวดอยปุย ปัจจุบันงานเห็ดได้ขยายไปยังศูนย์/สถานีของโครงการหลวงทั้งหมด 5 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยมีศูนย์ดอยปุยเป็นศูนย์หลักในการผลิตหัวเชื้อเห็ดของโครงการหลวง และปัจจุบันศูนย์เห็ดดอยปุยขอสนับสนุนงบประมาณในรูปกองทุนโครงการ อีกช่องทางหนึ่ง เพื่อดำเนินการผลิตเห็ดสดเพื่อจำหน่ายผ่านโครงการหลวงตั้งแต่ปี 2557 เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค นอกเหนือจากงานทดสอบเห็ดชนิดใหม่

FullSizeRender (2)

     ในปี พ.ศ. 2557 อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ภายใต้การดูแลของ วว. ได้สนับสนุนงบประมาณโครงการหลวงประมาณ 13 ล้านบาท ในการสร้างอาคารเพาะเห็ดระบบปิดที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยงเพื่อพัฒนางานผลิตเห็ดของโครงการหลวงให้มากขึ้น และต่อมาในปีพ.ศ. 2546 ได้เริมการวิจัยพัฒนาการผลิตวานิลลา ที่ศูนย์ฯป่าเมี่ยงโดยโครงการหลวงให้ทุนวิจัย เพื่อขยายผลสู่งานส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงต่อไปจนถึงปัจจุบันได้ขยายผลไปยัง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ศูนย์ฯม่อนเงาะ และศูนย์ฯตีนตก โดยมีการผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ผ่านตลาดโครงการหลวง

      ทั้งหมดนี้จึงนับได้ว่า เป็นความภาคภูมิใจของ วว. ที่ได้มีส่วนร่วมในการนำความรู้ความเชี่ยวชาญของบุคคลากรในองค์กรช่วยในการพัฒนาประเทศตามพระราชประสงค์

Tags: , ,

Comments No Comments »

อนันต์ พิริยะภัทรกิจ 
กองกลาง ฝ่ายบริการกลาง 
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทไทย

          ปลูกสิ่งใดมักได้สิ่งนั้น? นั่นคงเป็นคำถามในใจสำหรับใครหลายๆ คน หลังจากที่ซื้อต้นไม้ที่ชอบมาปลูกด้วยความยากลำบาก พอหลายปีผ่านไป กลับพบว่าไม่ใช่ต้นไม้ที่เรานำมาปลูกกลายเป็นต้นอื่น โดยเฉพาะการปลูกเลี้ยงต้นมหาพรหมราชินี ซึ่งเป็นต้นไม้ประจำสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ที่มีผู้ให้ความสนใจนำไปปลูกเลี้ยงจำนวนมาก ภายหลังจากการปลูกไปแล้ว ประมาณ 2-3 ปี ต้นไม้ก็เริ่มออกดอกบานสะพรั่ง แต่กลับพบว่า ดอกที่ออกมา ไม่เหมือนกับภาพในหนังสือไม้ดอก จึงเกิดความสงสัย และเมื่อสอบถามจากแหล่งข้อมูล เพื่อคลายความสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับต้นไม้ที่นำมาปลูก

          โดยทั่วไป การขยายพันธุ์พืช มักใช้วิธีการเพาะเมล็ด แต่เนื่องจากพืชบางชนิดมีเมล็ดจำนวนน้อยหรือบางครั้งอยากให้มีลักษณะพิเศษเหมือนต้นเดิม เช่น ออกดอกไว ให้ผลเร็ว จึงนิยมขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอดหรือทาบกิ่ง วิธีการดังกล่าว ต้องอาศัยต้นตอที่มีความแข็งแรงและต้องเป็นพืชสกุลเดียวกัน ต้นมหาพรหมราชินีก็ต้องอาศัยวิธีการดังกล่าว โดยใช้ต้นมะป่วนเป็นต้นตอ เป็นต้น

ทำไมต้นไม้ถึงเปลี่ยนไป!

          สาเหตุนั้นเกิดจากการดูแลรักษาภายหลังการปลูกต้นไม้ ที่ได้จากการทาบกิ่งหรือเสียบยอด ควรหมั่นสังเกตดูว่า ต้นไม้ที่ปลูกตามบริเวณใต้รอยแผลที่ทาบหรือเสียบยอด มียอดใหม่ของต้นตอแตกขึ้นมาหรือไม่ เมื่อพบว่ามียอดใหม่แตกขึ้นมา ควรตัดทิ้งทันที อย่าไปเสียดาย เพราะยอดดังกล่าวจะไปแย่งอาหารจากโคนต้นและดันตัวเองให้เติบโตสูงชะลูดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งมีลำต้นใหญ่และแข็งแรง เจริญเติบโตแซงกิ่งพันธุ์ (มะป่วน) ในที่สุดกิ่งพันธุ์ที่ทาบหรือเสียบยอด (มหาพรหมราชินี) ที่นำมาปลูกก็ไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ และตายไปในที่สุด กลายเป็นว่าเราปลูกต้นตอ (มะป่วน) ที่ออกดอกสะพรั่งแทนที่มหาพรหมราชินี

          ท้ายสุด เมื่อวันเวลาผ่านล่วงเลยไป แม้จะไม่ได้ต้นไม้อย่างที่คัดเลือกมาปลูกตั้งแต่แรก อย่างเช่น ต้นมหาพรหมราชินีที่กล่าวมานั้น แต่กลับได้ต้นไม้ชนิดใหม่ที่ให้ความร่มเงา สร้างความร่มรื่น ออกดอกที่สวยงาม แม้ขนาดดอกจะมีขนาดที่เล็กกว่าก็ตาม หากทำความเข้าใจและรู้จักให้ดี คงไม่เสียหายที่ได้ต้นไม้อื่น และควรดูแลเขาให้ดีตลอดไป

          ดังนั้น การหมั่นดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่ต้นยังเล็กๆ อยู่ คอยตัดยอดของต้นตอที่จะแทรกแตกออกมา เพื่อไม่ให้ยอดต้นตอมาแย่งน้ำและอาหารของต้นมหาพรหมราชินี เหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการได้พันธุ์ไม้ที่แท้จริง ดั่งเรื่องราวของมหาพรหมราชินีนี้


          ต้นไม้ก็เหมือนสิ่งมีชีวิตทุกอย่างบนโลก ต้องหมั่นดูแลเอาใจใส่ แล้วผลลัพธ์จะงดงามสมความตั้ง

 


 

Tags: ,

Comments No Comments »

โดย  ธนภักษ์ อินยอด ตันติมา กำลัง สุพัตรา เปี่ยมวารี และวันณรงค์ เติมอารมย์

ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)

เห็ดโต่งฝน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Lentinus gigeatus มีถิ่นกำเนิดในประเทศลาว คำว่า โต่งฝน หรือ ต่งฝน เป็นภาษาอีสาน แปลว่า ภาชนะรองรับน้ำฝน ลักษณะดอกเห็ดเมื่อเล็กคล้ายถ้วยหรือกรวย ดอกมีขนาดเล็กตั้งแต่เท่าถ้วยเล็กๆ จนถึงขนาดฝ่ามือ หรือใหญ่เท่าหมวก บางดอกหนักมากกว่า 1 กิโลกรัม เมื่อดอกโตเต็มที่ขอบดอกจะหยักและม้วนขึ้น มีลักษณะดอกคล้ายเห็ดเป๋าฮื้อ หมวกดอกทรงร่ม สีครีม ในช่วงดอกตูมจะมีรูปร่างกลมๆ สีน้ำตาลอ่อน มีขนอ่อน เมื่อดอกโตขึ้น ปลายดอกจะบานเต็มที่ สีจะจางลงเป็นสีครีมขาว และแผ่แบนออกเต็มที่ ส่วนก้านดอกจะใหญ่แข็งและเหนียว พบมากในฤดูฝน ในธรรมชาติ เห็ดโต่งฝนจะขึ้นได้ดีในดินที่อุดมสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุและความชื้นสูง
การเปิดดอก ไม่ยุ่งยากนัก หากคลุมดิน และรักษาสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เห็ดจะออกมาเป็นกอ จำนวน 2-12 ดอก/กอ น้ำหนัก 1-3 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพของวัสดุปลูก สามารถเพาะลงถุงขี้เลื่อยหรือปุ๋ยหมักผสมขี้เลื่อยรำละเอียด และปูนขาว โดยใช้สูตรการเพาะเห็ดทั่วไป แต่ไม่ต้องสร้างโรงเรือนสำหรับเปิดดอกเห็ดเหมือนเห็ดนางรม นางฟ้า และสามารถเพาะแบบเดียวกับเห็ดตีนแรด คือ ฝังดินตื้นๆ พร้อมกับโรยเมล็ดพันธุ์ผักไปด้วย ได้ทั้งเห็ดได้ทั้งผัก โดยนำก้อนเชื้อเห็ดโต่งฝนมาฝังลงในดินที่ปูรองพื้นด้วยปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายดีแล้ว เลียนแบบธรรมชาติ หรือเพาะในตะกร้าก็ได้ สถานที่เพาะเห็ดนี้จะต้องอยู่ในที่ร่ม เช่น ใต้ร่มไม้ใหญ่ อากาศค่อนข้างเย็น การรดน้ำแบบปลูกผัก เมื่อเส้นใยเห็ดมีจำนวนมากพอ และดินมีความชื้นเหมาะสม จะสร้างดอกเห็ดขึ้นมาเหนือผิวดิน ลักษณะคล้ายถ้วยแล้วค่อยๆ บานออก โดยเห็ดจะงอกภายใน 7-10 วัน

ระยะที่เหมาะสมสำหรับการเก็บดอกเห็ด ควรเก็บเมื่อดอกเริ่มบานเป็นรูปกรวย หากปล่อยให้บานกว่านี้ สีจะซีดลง และปลายดอกจะฉีกขาดหรือหักง่ายหลังจากเก็บเห็ดรอบแรกแล้วจะเกิดพักตัวระยะหนึ่ง แล้วก็จะเกิดดอกเห็ดรอบหลังๆ ต่อไป สามารถเก็บผลผลิตได้ 4-6 เดือน เห็ดโต่งฝน 1 ก้อน ให้ผลผลิตประมาณ 0.3-1 กิโลกรัม ต่อการเพาะ 1 รุ่น ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ยังสามารถเพาะเห็ดโต่งฝนในแปลงได้อีกด้วย

คุณค่าทางโภชนาการของเห็ดโต่งฝน
เห็ดจัดเป็นอาหารประเภทผักที่มีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างต่ำ แต่เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี เมื่อเทียบกับผักอีกหลายชนิด อีกทั้งยังมีรสชาติและกลิ่นที่ชวนรับประทาน ซึ่งรสชาติที่โดดเด่นนี้มาจากการที่เห็ดมีกรดอะมิโนกลูตามิคเป็นองค์ประกอบ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะลดน้ำหนัก สามารถรับประทานอาหารที่ทำจากเห็ดได้โดยไม่ต้องกังวลใจ เห็ดแต่ละชนิดจะมีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันไป จากการวิเคราะห์ปริมาณสารอาหารในเห็ดโต่งฝนที่ได้จากการเพาะโดยใช้ขี้เลื่อยเป็นวัสดุเพาะ พบว่ามีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีส่วนประกอบของโปรตีน 16.06 กรัม คาร์โบไฮเดรต 56.12 กรัม ไขมัน 1.28 กรัม นอกจากนี้ยังพบแร่ธาตุหลัก ได้แก่ ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม และโซเดียม 0.53, 1.64, 0.16 และ 0.1 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของเห็ดแห้ง ตามลำดับ และแร่ธาตุรอง ได้แก่ เหล็ก แมงกานีส และสังกะสี เท่ากับ 93.29, 11.08 และ 23.32 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมของเห็ดแห้ง ตามลำดับ (วิเคราะห์โดยห้องปฏิบัติการดินและพืช สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย) เห็ดชนิดนี้จึงน่าจะได้มีการส่งเสริมให้รู้จักเพื่อให้บริโภคมากขึ้นเพื่อสุขภาพที่ดี

เห็ดโต่งฝน นำไปประกอบอาหารได้หลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นต้มยำ แกงเลียง ผัดผักรวม เห็ดชุบแป้งทอด นึ่งจิ้มน้ำพริก แต่จะมีรสชาติขมเฝื่อนติดคอ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของเห็ดโต่งฝน วิธีแก้ คือ ต้องลอกเอาเนื้อหุ้มก้านดอกออกเสียก่อน สารขมที่มีอยู่นี้คาดว่าจะเป็นสารสำคัญที่มีคุณสมบัติเป็นยา และต่อต้านอนุมูลอิสระ ในอนาคตอันใกล้คาดว่าจะมีการส่งเสริมให้มีการเพาะเห็ดโต่งฝนในเชิงพาณิชย์ เนื่องจากวิธีการเพาะที่ไม่ยุ่งยาก อีกทั้งมีสารสำคัญที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ดังนั้น ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงมุ่งเน้นที่จะวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเห็ดชนิดนี้ ทั้งในด้านการเพิ่มปริมาณและคุณภาพ รวมทั้งการนำไปใช้ประโยชน์ในแง่ของอาหารเสริมสุขภาพและยา ในอนาคตอันใกล้ต่อไป

ปัจจุบัน เริ่มมีเห็ดโต่งฝนวางจำหน่ายตามตลาดสด หรือบางช่วงจะมีวางจำหน่ายที่ซูเปอร์มาร์เก็ต แต่ราคาค่อนข้างสูง ประมาณ 60-100 บาท/กก.

ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือสนใจอยากจะศึกษาเรียนรู้ ติดต่อ ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เทคโนธานี คลอง 5 คลองหลวง ปทุมธานี 12120
โทร. 02-5779004 โทรสาร 02-5779007

Comments 1 Comment »

โดย ดร.กุศล เอี่ยมทรัพย์

ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการผลิตมะนาวนอกฤดูมี 3 วิธี

วิธีที่ 1

การใช้ปุ๋ยและฮอร์โมนในการบังคับการออกดอกนอกฤดู

ใช้ปุ๋ยทางใบสูตร 0-52-34 ร่วมกับปุ๋ยทางดินสูตร 0-46-01 หากต้นมะนาวมีสภาวะต้นที่สมบูรณ์ ก็สามารถที่จะออกดอกได้ดียิ่งขึ้นแม้ว่าจะไม่มีช่วงแล้งก็ตาม นอกจากนี้ อาจใช้ฮอร์โมนพาโคบิวทาโซลช่วยให้ออกดอกมากขึ้น แต่วิธีการนี้จะบังคับการออกดอกได้ยากและได้ผลไม่แน่นอน เพราะจะมีผลของความชื้นในดินที่ควบคุมไม่ได้มาเป็นปัจจัยที่ทำให้การออกดอกน้อยกว่าวิธีอื่นๆ

วิธีที่ 2

การควบคุมน้ำให้เกิดการสะสมอาหารและการเกิดดอก

ต้นมาะนาวมีการออกดอกได้ดีเมื่อผ่านช่วงของความแล้งมาระยะหนึ่งโดยใช้ระยะเวลาระหว่าง 20-30 วัน ทั้งนี้ย่อมแล้วแต่ความสมบูรณ์ของต้น ขนาดของทรงพุ่มต้นและสภาพของดิน หากเป็นดินทรายย่อมได้เปรียบมากกว่าดินเหนียว และสามารถชักนำให้เกิดสภาพแล้งให้กับระบบรากได้เร็วกว่า บางครั้งใช้เวลาเพียง 10 วันก็เพียงพอ การปฏิบัติดูแลรักษาเพื่อช่วยให้มีประสิทธิผลของการชักนำสภาพแล้งได้ดียิ่งขึ้น หรือการปลูกมะนาวในกระถางหรือบ่อซีเมนต์ การบังคับให้ออกดอก ในช่วงประมาณเดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน หลังจากให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ประมาณ 1 ช้อนแกง จึงรดน้ำพอให้ปุ๋ยละลาย แล้วต้องงดการให้น้ำอย่างสิ้นเชิง เป็นเวลา 15-20 วัน แต่ถ้าฝนตกก็จะต้องหาพลาสติกมาคลุมโคนต้นทุกต้น เมื่อเห็นว่ามะนาวเริ่มเฉาสลัดใบทิ้งจึงให้น้ำตามปกติ และให้ปุ๋ยสูตร 8-24-24 โดยใช้ 2 ช้อนแกงต่อต้น ต่อมาอีกประมาณ 15 วัน จะเห็นว่ามะนาวจะเริ่มแตกยอดอ่อน และออกดอกมาในคราวเดียวกัน ในช่วงระยะมะนาวมีดอก จะต้องดูแลโดยการฉีดพ่นสารสะเดาหรือสารขับไล่แมลงอื่นๆ ส่วนในช่วงมะนาวติดผลจะต้องฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อราและต้องให้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในอัตรา 1-2 ช้อนแกงต่อต้น ทุก 20 วัน

ขั้นตอนในการดำเนินการในปีที่ 2 มีดังนี้

  • ตัดแต่งกิ่ง เด็ดผลที่เหลือบนต้นออก เพื่อบำรุงต้น เร่งการสร้างยอดใหม่ ใบใหม่ โดยผลมะนาวที่คุณภาพดีที่สุดคือผลที่เกิดจากยอดใหม่ ผลที่เกิดจากกิ่งเก่าคุณภาพจะด้อยลงมา ผลที่คุณภาพต่ำสุดคือผลที่เกิดติดกิ่ง หลังตัดแต่งกิ่งเสร็จใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 เพื่อบำรุงต้นให้สมบูรณ์เท่าที่ควร
  • การให้ปุ๋ยชีวภาพซึ่งได้จากการหมักหอยเชอรี่ 30 กก. เศษผลไม้ 10 กก. กากน้ำตาล 10 กก. เชื้อพด. 2 จำนวน 25 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร สูตรนี้สามารถใช้ฉีดพ่นทางใบในอัตรา 20-25 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตรได้
  • ในระยะนี้ต้องรักษาใบและยอดให้ดี เนื่องจากมีโรค แมลงที่สำคัญเข้าทำลายในระยะยอดอ่อนถึงเพสลาดคือ  เพลี้ยไฟและโรคแคงเกอร์ ใช้ในระยะก่อนเก็บเกี่ยวไม่น้อยกว่า 2 เดือน
  • เนื่องจากมะนาว มีอายุผลประมาณ 5 เดือน สามารถเก็บขายได้ในเดือนที่ 6 การวางแผนการบังคับให้ออกนอกฤดู คือ ต้องทำให้ออกดอกเดือนตุลาคม เดือนกันยายนต้องงดปุ๋ย งดน้ำจนใบเหี่ยว สลด และหลุดร่วงประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ หลังจากนั้นให้น้ำตามปกติ ปุ๋ยเคมีที่ใช้เพื่อเปิดตาดอกในระยะนี้คือ ปุ๋ยสูตรที่มีตัวกลางสูง เช่น 12-24-12 หรือ 15-30-15 ปริมาณ 1 กำมือต่อวง รดน้ำให้ชุ่มเพื่อให้ปุ๋ยละลาย
  • หลังติดดอกแล้วให้น้ำตามปกติ

วิธีที่ 3

การใช้ต้นตอให้เกิดการสะสมอาหารและเกิดดอก

การเข้ากันไม่ได้สมบูรณ์ทำให้เกิดการสะสมอาหารและออกดอกนอกฤดู เช่น ใช้ต้นมะขวิดหรือต้นตอชนิดอื่น

Tags: , , , , , , ,

Comments No Comments »

โดย มนฑิณี กมลธรรม
ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
การยืดอายุการเก็บรักษากล้วยหอมทองโดยใช้สารดูดซับเอทิลีน
ปัญหาที่สำคัญในการส่งออกผลไม้สดของไทย ได้แก่การเน่าเสีย การสูญเสียคุณภาพของผลิตผลก่อนที่จะส่งถึงตลาดปลายทางและระหว่างการตลาดในประเทศผู้นำเข้า ซึ่งปัญหานี้เป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตลาดของผลิตผลสดหลังการเก็บเกี่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องใช้เวลาในการขนส่งนานๆในตู้เรือปรับอากาศไปยังประเทศต่างๆที่ห่างไกล ผู้ส่งออกส่วนใหญ่มักอาศัยอายุการเก็บเกียวผลไม้มาใช้ในการเก็บรักษา
การยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้มีหลายวิธี เช่น การเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ การใช้สารเคลือบผิว การเก็บรักษาในสภาพบรรยากาศดัดแปลง (modified atmosphere) และการใช้สารดูดซับเอทิลีน เนื่องจากตัวการที่ทำให้ผลไม้เกิดกระบวนการสุกแก่คือเอทิลีน ทำให้ดอกไม้เหี่ยวเร็วขึ้นและทำให้เกิดการหลุดร่วงของใบ เอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืชชนิดเดียวที่เป็นแก๊ส มีสูตรทางเคมีคือ C2H4 เกิดจากกระบวนการเมทาบอลิซึมของพืช การใช้สารดูดซํบเอทิลีนในการยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้เหมาะกับผลไม้ประเภท climacteric ซึ่งจะมีอัตราการหายใจสูงขึ้นและมีการผลิตเอทิลีนสูงในระยะที่กำลังสุก เช่น กล้วย ทุเรียน มะม่วง เป็นต้น
เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้สดเพื่อการส่งออก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาสารดูดซับเอทิลีน เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการส่งออก จากผลการศึกษาวิจัย ทำให้สามารถผลิตสารดูดซับเอทิลีนได้ในต้นทุนที่ต่ำและมีประสิทธิภาพดีไม่แตกต่างจากสารดูดซับเอทิลีนทางการค้า สามารถผลิตได้ง่าย เพื่อให้เหมาะสมในการใช้ในเชิงพาณิชย์ และลดการนำเข้าสารดูดซับเอทิลีนที่ผลิตจากต่างประเทศและสามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลิตผลสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การยืดอายุการเก็บรักษากล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกโดยใช้สารดูดซับเอทิลีนน้ำหนัก 10 กรัม (1 ซอง) บรรจุร่วมกับกล้วยหอมทองหนัก 12 กิโลกรัม โดยใส่ในถุง Polyethylene มัดปากถุงให้แน่นแล้วใส่ในกล่อง จากนั้นนำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียล สามารถเก็บรักษากล้วยหอมทองได้นานถึง 10 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับกล้วยหอมทองที่เก็บรักษาโดยไม่ใช้สารดูดซับเอทิลีนสามารถเก็บได้เพียง 4 สัปดาห์ โดยปริมาณแก๊สเอทิลีนในถุงที่ใช้สารดูดซับเอทิลีนร่วมในการเก็บกล้วยหอมทองจะอยู่ที่ 0.01-0.03 ppm ตลอดระยะการเก็บรักษา 10 สัปดาห์ แต่ในกลุ่มควบคุมปริมาณแก๊สเอทิลีนจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 0.29 ppm ในสัปดาห์ที่ 5 ของการเก็บรักษาคือกล้วยหอมทองสุกและเริ่มเน่าเสีย

โดย มนฑิณี กมลธรรม

ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

ปัญหาที่สำคัญในการส่งออกผลไม้สดของไทย ได้แก่การเน่าเสีย การสูญเสียคุณภาพของผลิตผลก่อนที่จะส่งถึงตลาดปลายทางและระหว่างการตลาดในประเทศผู้นำเข้า ซึ่งปัญหานี้เป็นปัจจัยสำคัญในการขยายตลาดของผลิตผลสดหลังการเก็บเกี่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องใช้เวลาในการขนส่งนานๆในตู้เรือปรับอากาศไปยังประเทศต่างๆที่ห่างไกล ผู้ส่งออกส่วนใหญ่มักอาศัยอายุการเก็บเกียวผลไม้มาใช้ในการเก็บรักษา

การยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้มีหลายวิธี เช่น การเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ การใช้สารเคลือบผิว การเก็บรักษาในสภาพบรรยากาศดัดแปลง (modified atmosphere) และการใช้สารดูดซับเอทิลีน

เนื่องจากตัวการที่ทำให้ผลไม้เกิดกระบวนการสุกแก่ คือ เอทิลีน ทำให้ดอกไม้เหี่ยวเร็วขึ้นและทำให้เกิดการหลุดร่วงของใบ

เอทิลีน เป็นฮอร์โมนพืชชนิดเดียวที่เป็นแก๊ส มีสูตรทางเคมีคือ C2H4 เกิดจากกระบวนการเมทาบอลิซึมของพืช การใช้สารดูดซับเอทิลีนในการยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้เหมาะกับผลไม้ประเภท climacteric ซึ่งจะมีอัตราการหายใจสูงขึ้นและมีการผลิตเอทิลีนสูงในระยะที่กำลังสุก เช่น กล้วย ทุเรียน มะม่วง เป็นต้น

เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาผลไม้สดเพื่อการส่งออก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร ได้ทำการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาสารดูดซับเอทิลีน เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการส่งออก จากผลการศึกษาวิจัย ทำให้สามารถผลิตสารดูดซับเอทิลีนได้ในต้นทุนที่ต่ำและมีประสิทธิภาพดีไม่แตกต่างจากสารดูดซับเอทิลีนทางการค้า สามารถผลิตได้ง่าย เพื่อให้เหมาะสมในการใช้ในเชิงพาณิชย์ และลดการนำเข้าสารดูดซับเอทิลีนที่ผลิตจากต่างประเทศและสามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลิตผลสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การยืดอายุการเก็บรักษากล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกโดยใช้สารดูดซับเอทิลีนน้ำหนัก 10 กรัม (1 ซอง) บรรจุร่วมกับกล้วยหอมทองหนัก 12 กิโลกรัม โดยใส่ในถุง Polyethylene มัดปากถุงให้แน่นแล้วใส่ในกล่อง จากนั้นนำไปเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 14 องศาเซลเซียล สามารถเก็บรักษากล้วยหอมทองได้นานถึง 10 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับกล้วยหอมทองที่เก็บรักษาโดยไม่ใช้สารดูดซับเอทิลีนสามารถเก็บได้เพียง 4 สัปดาห์ โดยปริมาณแก๊สเอทิลีนในถุงที่ใช้สารดูดซับเอทิลีนร่วมในการเก็บกล้วยหอมทองจะอยู่ที่ 0.01-0.03 ppm ตลอดระยะการเก็บรักษา 10 สัปดาห์ แต่ในกลุ่มควบคุมปริมาณแก๊สเอทิลีนจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 0.29 ppm ในสัปดาห์ที่ 5 ของการเก็บรักษาคือกล้วยหอมทองสุกและเริ่มเน่าเสีย

Tags: , , , , , , , , ,

Comments No Comments »

โดย สรวิศ แจ่มจำรูญ
ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
หลักการที่ใช้ยืดอายุผักและผลไม้
คือ การควบคุมกระบวนการเปลี่ยนแปลงผลผลิตที่นำไปสู่ความเสื่อมสลาย โดยการควบคุมอัตราการหายใจของผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ซึ่งสามารถทำให้ยืดอายุได้นาน โดยการจัดการปัจจัยภายนอกให้เหมาะสม ได้แก่
ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมกับผลผลิตแต่ละชนิด
ควบคุมความชื่นภายในภาชนะบรรจุไม่ให้เกิดหยดน้ำ
ควบคุมและป้องกันการเข้าทำลายของโรคและแมลง
ควบคุมปริมาณแก๊สเอทิลีน ที่ผลผลิตสร้างขึ้นภายในภาชนะบรรจุไม่ให้มีปริมาณมากเพราะสามารถทำความเสียหายให้กับผลผลิตได้
จัดบรรยากาศแวดล้อมผลผลิตสดภายหลังการบรรจุให้เหมาะสม แล้วปล่อยให้มีการปรับสภาพภายในภาชนะบรรจุด้วยตัวของผลผลิตเอง
แนวทางการยืดอายุผักและผลไม้
การเก็บรักษาผลิตผลให้มีคุณภาพใกล้เคียงกับคุณภาพก่อนการเก็บรักษานั้น ต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆให้เหมาะสมกับพืชชนิดนั้นๆโดยปัจจัยที่สำคัญได้แก่
อุณหภูมิ
เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเก็บรักษาผักและผลไม้ โดยทั่วไปพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตหนาวมักจะทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ดีกว่าพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน และพืชที่มีถิ่นกำเนิดเดียวกันก็ยังต้องการหรือทนต่ออุณหภูมิต่ำไม่เท่ากัน
ความชื้น
ความชื้นของห้องที่เก็บรักษามีความสำคัญต่อคุณภาพผักและผลไม้ โดยจะทำให้ผลิตผลเกิดการสูญเสียน้ำหากเก็บรักษาในสภาพความชื้นต่ำ โดยทั่วไปห้องเก็บรักษาควรมีความชื้นสูงในระดับที่เหมาะส เพราะหากมีความชื้นสูงมากเกินไปจะมีข้อเสียคือ ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี ทำให้ผลิตผลเกิดการเน่าเสีย ฉะนั้นความชื้นในห้องเก็บรักษาไม่ควรจะสูงมากจนกระทั่งไอน้ำรวมตัวจับกันเป็นหยดน้ำตามฝาผนังห้องเก็บรักษา
ความเร็วลมในห้องเก็บรักษา
ภายในห้องเก็บรักษาย่อมมีการหมุนเวียนของอากาศ ถ้าลมเคลื่อนที่เร็ว ผิวของผลิตผลจะสูญเสียน้ำมาก ดังนั้นความเร็วของลมภายในห้องเก็บรักษาควรมีความเร็วพอเหมาะสำหรับการถ่ายเทความร้อนจากผลิตผล หรืออาจป้องกันโดยการบรรจุผลิตผลในภาชนะ ห่อผลิตผลด้วยกระดาษหรือพลาสติกเจาะรูพรุนซึ่งมีจำนวนมากและขนาดพอเหมาะแก่การหายใจของแต่ละพืช
รูปแบบของการเก็บรักษา
การเก็บรักษาในห้องเย็น (Cold Storage)
การเก็บรักษาในห้องเย็นเป็ฯการปรับปัจจัยทางด้านอุณหภูมิเพื่อให้ผลิตผลมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันอุณหภูมิที่เย็นยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เข้าทำลายผลผลิตนั้น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในกรณีนี้ได้แก่อุณหภูมิ ทั้งนี้เพราะอุณหภูมิมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆภายในผลิตผล ดังนั้นกรเก็บรักษาผลิตผลทุกชนิดจึงควรเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำ ในระดับที่เหมาะสมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผลิตผ
การเก็บรักษาโดยการควบคุมสภาพของบรรยากาศ (Controlled Atmosphere Storage – CA Storage)
โดยปกติอากาศมีแก๊สออกซิเจนประมาณ 20% แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 0.03% ที่เหลือคือแก๊สไนโตรเจน การลดปริมาณแก๊สออกซิเจนและ/หรือเพิ่มปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศรอบๆผลิตผล มีผลทั้งในการชะลอหรือเร่งการเน่าเสียของผลิตผล ทั้งนี้จะก่อให้เกิดผลดีหรือผลเสียนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตผล พันธุ์ อายุ ระดับของแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิ และระยะเวลาในการเก็บรักษา สำหรับผลิตผลที่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้แล้วในปัจจุบัน ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง โดยเก็บรักษาในบรรยากาศควบคุมที่มีแก๊สออกซิเจน 10% และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 10% ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาจาก 7 วัน ออกไปได้มากกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้สามารถขนส่งทางเรือไปยังประเทศญี่ปุ่นได้
การใช้สารเคลือบผิว
ผักและผลไม้ตามธรรมชาติมีไข (wax) ปกคลุมผิวด้านนอก โดยประโยชน์ของไข คือ ป้องกันการสูญเสียน้ำ แต่ไขเหล่านี้มักจะถูกชะล้างออกไปในกระบวนการเตรียมผลิตผลก่อนจำหน่าย ทำให้เกิดความเสียหายกับผลิตผล ทั้งในแง่ความทนทานต่อสภาพการเก็บรัษาและความสวยงามในการวางจำหน่าย
การใช้โอโซน
โอโซนที่ความเข้มข้นต่ำๆสามารถใช้ในการเก็บรักษาผักและผลไม้ที่เก็บรักษาในห้องเย็นได้ โดยสามารถป้องกันการเจริญของเชื้อรา และแบคทีเรียในอากาศที่สัมผัสกับผิวของผลิตผลและยังสามารถทำลายจุลินทรีย์ที่ผิวของผลิตผลได้ มีการศึกษาการใช้โอโซนในการเก็บรักษาผักและในการเก็บรักษาผักและผลไม้หลายชนิด เช่น แอปเปิ้ล มันฝรั่ง มะเขือเทศ สตรอเบอรี่ บรอคโคลี แพร์ ส้ม พีช องุ่น ข้าวโพด และถั่วเหลือง แต่สิ่งที่สำคัญคือโอโซนสามารถใช้ในห้องเย็นที่ใช้เก็บรักษาผักและผลไม้เพื่อป้องกันการสุกโดยโอโซนจะไปลดการผลิตแก๊สเอทิลีนที่ผักและผลไม้ผลิตขึ้นและมีผลทำให้ผักและผลไม้สุกหรือเน่าเสียช้าลง
การใช้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์
สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นสารที่ใช้กันมากในการควบคุมการเกิดสีน้ำตาลในผักและผลไม้เนื่องจากไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Polyphenol oxidase (PPO) นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติในการฟอกสีและยังสามารถควบคุมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์อีกด้วย เทคโนโลยีนี้จำเป็นสำหรับลำไยและลิ้นจี่ที่จะส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ สำหรับลิ้นจี่เมื่อรมด้วยสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์แล้วจะทำให้เปลือกมีสีแดงซีดลง จึงต้องนำไปแช่ในสารละลายกรด เพื่อให้เปลือกมีสีแดงดังเดิม
การใช้ฟิล์มบรรจุภัณฑ์
ฟิล์มเหมาะสมกับการยืดอายุผลิตผลจะต้องมีคุณสมบัติสามารถดัดแปลงสภาพบรรยากาศภายในบรรจุภัณฑ์ให้เป็นสภาวะสมดุล (Equilibrium Modified Atmosphere / EMA) ซึ่งเป็นหลักการหนึ่งของเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็ฯเทคโนโลยีการรักษาความสดและถนอมอาหาร โดยฟิล์มที่เหมาะสมต้องสามารถชะลอการหายใจ การคายน้ำ และการเสื่อมสภาพของผลิตผล ทำให้ยืดอายุการเก็บรักษาได้นานกว่าเดิม 2-5 เท่า โดยรสชาติ กลิ่น และคุณค่าทางโภชนาการไม่เปลี่ยนแปลง

โดย สรวิศ แจ่มจำรูญ

ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

หลักการที่ใช้ยืดอายุผักและผลไม้

คือ การควบคุมกระบวนการเปลี่ยนแปลงผลผลิตที่นำไปสู่ความเสื่อมสลาย โดยการควบคุมอัตราการหายใจของผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ซึ่งสามารถทำให้ยืดอายุได้นาน โดยการจัดการปัจจัยภายนอกให้เหมาะสม ได้แก่

  • ควบคุมอุณหภูมิให้เหมาะสมกับผลผลิตแต่ละชนิด
  • ควบคุมความชื้นภายในภาชนะบรรจุไม่ให้เกิดหยดน้ำ
  • ควบคุมและป้องกันการเข้าทำลายของโรคและแมลง
  • ควบคุมปริมาณแก๊สเอทิลีน ที่ผลผลิตสร้างขึ้นภายในภาชนะบรรจุไม่ให้มีปริมาณมากเพราะสามารถทำความเสียหายให้กับผลผลิตได้
  • จัดบรรยากาศแวดล้อมผลผลิตสดภายหลังการบรรจุให้เหมาะสม แล้วปล่อยให้มีการปรับสภาพภายในภาชนะบรรจุด้วยตัวของผลผลิตเอง

แนวทางการยืดอายุผักและผลไม้

การเก็บรักษาผลิตผลให้มีคุณภาพใกล้เคียงกับคุณภาพก่อนการเก็บรักษานั้น ต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆให้เหมาะสมกับพืชชนิดนั้นๆโดยปัจจัยที่สำคัญได้แก่

อุณหภูมิ

เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการเก็บรักษาผักและผลไม้ โดยทั่วไปพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตหนาวมักจะทนต่ออุณหภูมิต่ำได้ดีกว่าพืชที่มีถิ่นกำเนิดในเขตร้อน และพืชที่มีถิ่นกำเนิดเดียวกันก็ยังต้องการหรือทนต่ออุณหภูมิต่ำไม่เท่ากัน

ความชื้น

ความชื้นของห้องที่เก็บรักษามีความสำคัญต่อคุณภาพผักและผลไม้ โดยจะทำให้ผลิตผลเกิดการสูญเสียน้ำหากเก็บรักษาในสภาพความชื้นต่ำ โดยทั่วไปห้องเก็บรักษาควรมีความชื้นสูงในระดับที่เหมาะส เพราะหากมีความชื้นสูงมากเกินไปจะมีข้อเสียคือ ทำให้เชื้อราเจริญเติบโตได้ดี ทำให้ผลิตผลเกิดการเน่าเสีย ฉะนั้นความชื้นในห้องเก็บรักษาไม่ควรจะสูงมากจนกระทั่งไอน้ำรวมตัวจับกันเป็นหยดน้ำตามฝาผนังห้องเก็บรักษา

ความเร็วลมในห้องเก็บรักษา

ภายในห้องเก็บรักษาย่อมมีการหมุนเวียนของอากาศ ถ้าลมเคลื่อนที่เร็ว ผิวของผลิตผลจะสูญเสียน้ำมาก ดังนั้นความเร็วของลมภายในห้องเก็บรักษาควรมีความเร็วพอเหมาะสำหรับการถ่ายเทความร้อนจากผลิตผล หรืออาจป้องกันโดยการบรรจุผลิตผลในภาชนะ ห่อผลิตผลด้วยกระดาษหรือพลาสติกเจาะรูพรุนซึ่งมีจำนวนมากและขนาดพอเหมาะแก่การหายใจของแต่ละพืช

รูปแบบของการเก็บรักษา

การเก็บรักษาในห้องเย็น (Cold Storage)

การเก็บรักษาในห้องเย็นเป็นการปรับปัจจัยทางด้านอุณหภูมิเพื่อให้ผลิตผลมีการเปลี่ยนแปลงน้อยที่สุด ในขณะเดียวกันอุณหภูมิที่เย็นยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เข้าทำลายผลผลิตนั้น ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในกรณีนี้ได้แก่อุณหภูมิ ทั้งนี้เพราะอุณหภูมิมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงต่างๆภายในผลิตผล ดังนั้นกรเก็บรักษาผลิตผลทุกชนิดจึงควรเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำ ในระดับที่เหมาะสมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผลิตผล

การเก็บรักษาโดยการควบคุมสภาพของบรรยากาศ (Controlled Atmosphere Storage – CA Storage)

โดยปกติอากาศมีแก๊สออกซิเจนประมาณ 20% แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 0.03% ที่เหลือคือแก๊สไนโตรเจน การลดปริมาณแก๊สออกซิเจนและ/หรือเพิ่มปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศรอบๆผลิตผล มีผลทั้งในการชะลอหรือเร่งการเน่าเสียของผลิตผล ทั้งนี้จะก่อให้เกิดผลดีหรือผลเสียนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตผล พันธุ์ อายุ ระดับของแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ อุณหภูมิ และระยะเวลาในการเก็บรักษา สำหรับผลิตผลที่สามารถใช้เทคโนโลยีนี้ได้แล้วในปัจจุบัน ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง โดยเก็บรักษาในบรรยากาศควบคุมที่มีแก๊สออกซิเจน 10% และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 10% ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาจาก 7 วัน ออกไปได้มากกว่า 2 สัปดาห์ ทำให้สามารถขนส่งทางเรือไปยังประเทศญี่ปุ่นได้

การใช้สารเคลือบผิว

ผักและผลไม้ตามธรรมชาติมีไข (wax) ปกคลุมผิวด้านนอก โดยประโยชน์ของไข คือ ป้องกันการสูญเสียน้ำ แต่ไขเหล่านี้มักจะถูกชะล้างออกไปในกระบวนการเตรียมผลิตผลก่อนจำหน่าย ทำให้เกิดความเสียหายกับผลิตผล ทั้งในแง่ความทนทานต่อสภาพการเก็บรัษาและความสวยงามในการวางจำหน่าย

การใช้โอโซน

โอโซนที่ความเข้มข้นต่ำๆสามารถใช้ในการเก็บรักษาผักและผลไม้ที่เก็บรักษาในห้องเย็นได้ โดยสามารถป้องกันการเจริญของเชื้อรา และแบคทีเรียในอากาศที่สัมผัสกับผิวของผลิตผลและยังสามารถทำลายจุลินทรีย์ที่ผิวของผลิตผลได้ มีการศึกษาการใช้โอโซนในการเก็บรักษาผักและในการเก็บรักษาผักและผลไม้หลายชนิด เช่น แอปเปิ้ล มันฝรั่ง มะเขือเทศ สตรอเบอรี่ บรอคโคลี แพร์ ส้ม พีช องุ่น ข้าวโพด และถั่วเหลือง แต่สิ่งที่สำคัญคือโอโซนสามารถใช้ในห้องเย็นที่ใช้เก็บรักษาผักและผลไม้เพื่อป้องกันการสุกโดยโอโซนจะไปลดการผลิตแก๊สเอทิลีนที่ผักและผลไม้ผลิตขึ้นและมีผลทำให้ผักและผลไม้สุกหรือเน่าเสียช้าลง

การใช้ซัลเฟอร์ไดออกไซด์

สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์เป็นสารที่ใช้กันมากในการควบคุมการเกิดสีน้ำตาลในผักและผลไม้เนื่องจากไปยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ Polyphenol oxidase (PPO) นอกจากนั้นยังมีคุณสมบัติในการฟอกสีและยังสามารถควบคุมการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์อีกด้วย เทคโนโลยีนี้จำเป็นสำหรับลำไยและลิ้นจี่ที่จะส่งออกไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ สำหรับลิ้นจี่เมื่อรมด้วยสารซัลเฟอร์ไดออกไซด์แล้วจะทำให้เปลือกมีสีแดงซีดลง จึงต้องนำไปแช่ในสารละลายกรด เพื่อให้เปลือกมีสีแดงดังเดิม

การใช้ฟิล์มบรรจุภัณฑ์

ฟิล์มเหมาะสมกับการยืดอายุผลิตผลจะต้องมีคุณสมบัติสามารถดัดแปลงสภาพบรรยากาศภายในบรรจุภัณฑ์ให้เป็นสภาวะสมดุล (Equilibrium Modified Atmosphere / EMA) ซึ่งเป็นหลักการหนึ่งของเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็ฯเทคโนโลยีการรักษาความสดและถนอมอาหาร โดยฟิล์มที่เหมาะสมต้องสามารถชะลอการหายใจ การคายน้ำ และการเสื่อมสภาพของผลิตผล ทำให้ยืดอายุการเก็บรักษาได้นานกว่าเดิม 2-5 เท่า โดยรสชาติ กลิ่น และคุณค่าทางโภชนาการไม่เปลี่ยนแปลง

Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

Comments 2 Comments »

การเพาะ

  1. แช่ฟางหรือวัสดุที่จะใช้เพาะอื่นๆ เช่น กากทะลายปาล์ม ชานอ้อยแห้ง ในน้ำ หรือ น้ำผสม EM ทิ้งไว้อย่างน้อย 1 คืน ให้ฟางนิ่ม และอุ้มน้ำได้ดี อาจใช้วัสดุอื่นๆเป็นวัสดุเพาะ เช่น จอกหูหนู ก้อนเห็ดถุงเก่า ผักตบชวา เปลือกมันสำปะหลัง ต้นกล้วย เป็นต้น
  2. เตรียมอาหารเสิรมเห็ดฟางเป็นชิ้นเล็กๆ เช่น ต้นกล้วยสับ ผักตบชวาสับ หรือ ไส้นุ่น จะใช้แบบสดหรือแห้งก็ได้ ถ้าแห้งควรจะแช่น้ำทิ้งไว้อย่างน้อย 6-12 ชั่วโมง
  3. เตรียมเชื้อเห็ดฟาง โดยใช้เชื้อเห็ดฟาง 1 ถุงต่อ 1 ตะกร้า ย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆ เชื้อเห็ดฟางที่ดีต้องมีลักษณะร่วน แห้ง เห็นเป็นเส้นใยสีเหลืองนวล บางครั้งอาจเปลี่ยนเป็นสีน้ำหมาก แต่ถ้าแก่เกินไปจะเห็นเป็นตุ่มดอกเห็ดเล็กๆภายในถุง
  4. นำฟางที่แช่น้ำใส่ลงในตะกร้าสูงจากก้นตะกร้าประมาณ 2 นิ้ว โรยอาหารเสริมบริเวณข้างตะกร้า โดยโรยสูงประมาณ 1 นิ้ว
  5. แบ่งเชื้อเห็ดฟางออกเป็น 3 ส่วนเท่าๆกัน นำส่วนที่ 1 โรยบนอาหารเสริมโดยรอบ ขั้นตอนนี้ถือว่าเป็นการทำ “วัสดุเพาะชั้นที่ 1” ซึ่งประกอบด้วยการปฏิบัติขั้นตอนที่ 4-5
  6. ทำวัสดุเพาะชั้นที่ 2 โดยทำเช่นเดียวกับขั้นตอนที่ 4 และ 5 ตามลำดับได้ “วัสดุเพาะชั้นที่ 2”
  7. ทำวัสดุเพาะชั้นที่ 3 โดยปฏิบัติตามขั้นตอนที่ 4 ส่วนขั้นตอนที่ 5 นั้นต้องโรยอาหารเสริมเต็มผิวหน้าด้านบนหนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วโรยเชื้อเห็ดฟางส่วนที่ 3 ที่แบ่งไว้โรยจนเต็มผิวหน้าของตะกร้า หลังจากนั้นคลุมผิวหน้าด้วยฟางแช่น้ำบางๆเว้นที่ห่างจากปากตะกร้าประมาณ 1-2 นิ้ว เพื่อให้เห็ดออกได้ ขั้นตอนนี้ได้ “วัสดุเพาะชั้นที่ 3”
  8. รดน้ำลงบนตะกร้าให้ชุ่ม การเรียงตะกร้าสามารถเรียงซ้อนกันได้ถึง 4 ชั้น จากนั้นนำไปเรียงบนพื้นโรงเรือนที่จะเพาะ เป็นพื้นปูนหรือพื้นดินก็ได้ แต่ถ้าเป็นพื้นดินควรปรับพื้นที่ให้สะอาด และถางหญ้าให้เรียบร้อย หากเป็นพื้นที่ที่เคยเพาะเห็ดมาก่อน ควรพรวนดินและตากดินให้แห้งก่อนเพาะ
  9. คลุมด้วยผ้าพลาสติกบนกองตะกร้า ต้องระวังไม่ให้ผ้าพลาสติกสัมผัสกับตะกร้าโดยตรง จากนั้นทำค้างเตรียมไว้ และนำฟางหรือแสลนดำคลุมทับอีกชั้นหนึ่ง
  10. ทำการบ่มเส้นใยเห็ดฟางเป็นเวลา 3-4 วันเมื่อเส้นใยเจริญเต็มตะกร้าแล้วจึงกางผ้าพลาสติกเป็นกระโจมคลุมให้มิดและใช้ไม้ทับขอบพลาสติกเพื่อป้องกับพลาสติกเปิดออก

วิธีการดูแลรักษา

  • วันที่ 1-3 คลุมกองเห็ดฟางไว้และควบคุมให้ได้อุณหภูมิประมาณ 37-40 องศาเซลเซียส เพื่อให้เชื้อเห็ดสร้างเส้นใย ขั้นตอนนี้ห้ามเปิดผ้าพลาสติกออก เนื่องจากต้องควบคุมอุณหภูมิ และความชื้น ให้สังเกตุจากไอน้ำที่เกาะบริเวณผ้าพลาสติก
  • วันที่ 3-5 เปิดผ้าพลาสติกออกเพื่อให้มีการถ่ายเทอากาศ ถ้าวัสดุเพาะแห้งเกินไปให้รดน้ำบริเวณรอบๆตะกร้าเพาะ หลังจากนั้นให้ปิดผ้าพลาสติกให้แน่น
  • วันที่ 5-8 สังเกตุเห็นเส้นใยเห็ดเจริญคลุมทั่ววัสดุเพาะ ลดอุณหภูมิลงให้เหลือประมาณ 28-32 องศาเซลเซียส เพื่อกระตุ้นเกิดการสร้างตุ่มดอก โดยการเปิดผ้าพลาสติกออกประมาณ 5-10 นาที แล้วปิดลงตามเดิม บางครั้งอาจรดน้ำบางๆบริเวณเส้นใยเพื่อเป็นการตัดเส้นใยเชื้อเห็ด หากอุณหภูมิลดลงไม่มาก หรือฟางในตะกร้าค่อนข้างแห้ง ต้องให้น้ำบริเวณรอบๆตะกร้า หรือ โชยละอองน้ำบริเวณตะกร้า โดยช่วงวันที่ 6-7 จะมีการรวมตัวของเส้นใย เห็นเป็นตุ่มดอกเล็กๆในขั้นตอนนี้ห้ามเปิดพลาสติกออก เพราะทำให้ดอกเห็ดฝ่อได้
  • วันที่ 8-9 ดอกเห็ดฟางมีขนาดโตขึ้นจนถึงระยะเก็บเกี่ยวได้ การเก็บดอกเห็ดฟางควรบิดดอกเห็ดออกมาทั้งกลุ่ม อย่าให้กระทบกระเทือนดอกอื่น ไม่ควรใช้มีดตัดเพราะส่วนของดอกเห็ดที่เหลือจะเน่าเสียและลามไปในตะกร้าได้

จัดทำโดย สาวิตรี วีระเสถียร ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย โทร. 02-5779004

Tags: , , , , , ,

Comments No Comments »

การประเมินประสิทธิภาพของโปรไบโอติก เอสเอฟโปร ในอาหารของแม่สุกร และแบคโตแซค-พี ในอาหารเลียรางของลูกสุกร

โดย  เยาวมาลย์ ค้าเจริญ, สาโรช ค้าเจริญ

ภาควิชาสัตวศาสตร์  คณะเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยขอนแก่น

บทคัดย่

ได้ทําการทดสอบการเสริมโปรไบโอติก เอสเอฟโปร (SFPro 0.05%) ในอาหารแม่สุกรที่ ตั้งท้องครั้งที่ 3 จํานวน 20 ตัว และ แบคโตแซค-พี (BACTOSAC-P 0.10%) ในอาหารเลียรางของลูกสุกรจากแม่เสริมเอสเอฟโปร การเสริมเอสเอฟโปร 0.05% ในอาหารแม่สุกรและแบคโตแซค-พี 0.10%ในอาหารเลียราง แสดงผลอย่างเด่นชัดในการเพิ่มประสิทธิภาพต่อสมรรถนะการผลิตและสุขภาพทั้งของแม่และลูกสุกรที่เลี้ยงภายใต้สภาวะปฏิบัติทางฟาร์ม โดยจะมีผลทําให้ น้ำหนักลูกสุกรทั้งหมดต่อครอก น้ำหนักลูกสุกรเมื่อหย่านมอัตราการเลี้ยงรอดของลูกสุกรหย่านม ความสม่ำเสมอของลูกสุกรเมื่อหย่านมดีขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้กินโปรไบโอติกนอกจากนี้การเสริมโปรไบโอติกยั งแสดงให้เห็นว่า สุกรกินอาหารได้มากขึ้น การกินได้มากของแม่สุกรทําให้สรางน้ำนมได้มากขึ้น ลดการสูญเสียน้ำหนักตัว และลดการสูญเสียไขมันสันหลังซึ่งทําให้การเป็นสัดของแม่สุกรหลังหย่านมดีขึ้น ผลการทดลองครั้งนี้สรุปได้ว่า เอสเอฟโปรและแบคโตแซค-พี นอกจากจะมีผลทําให้สมรรถนะการผลิตเพิ่มขึ้นแล้ว ยังเป็นสารเร่งโภชนะทางชีวภาพ และสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ลูกสุกรอีกด้วย ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการผลิตสัตว์

จาก www.kmpbiotech.com/ref_up/td_20070620005610.pdf

Comments No Comments »

Thailand Institute of Scientific and Technological Research (TISTR)
Ministry of Science and Technology