Archive for the “เกราะป้องกันชีวิต” Category

แวะไปอ่านบทความน่าสนใจของ พ.ต.ท. สุรศักดิ์ จิระพรชัย นักกายภาพบำบัด จากเว็บไซต์นิตยสาร M&C แม่และเด็ก เห็นว่ามีประโยชน์สำหรับคนวัยทำงานจึงขอนำมาฝากค่ะ

“สาเหตุหลักๆ ก็เกิดจากทำงาน ทั้งทำงานหนัก ทำงานหักโหม ใช้ชีวิต มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมาะสม นั่งเดินหรือเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่าทางอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง ที่เห็นชัด อย่างการนั่งหลังค่อมทำงานหน้าคอมพิวเตอร์”

บ่อยครั้งเวลานั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ คุณคงเคยรู้สึกปวดเกร็งบริเวณกล้ามเนื้อบ่าและหลัง จริงอยู่ การขยับเนื้อตัว ปรับเปลี่ยนท่านั่งอิริยาบถ หรือลุกเดิน อาจช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้ แต่รู้หรือไม่ นี่คือสัญญาณเตือนของภาวะที่เรียกว่า ออฟฟิศซินโดรม ยิ่งคุณต้องทำงานเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์มากเท่าไหร่ ภาวะนี้ก็พร้อมที่จะโจมตีคุณทุกเมื่อ
ออฟฟิศซินโดรมคืออะไร? ทำไมโรคนี้ถึงฮิตในกลุ่มคนทำงาน? ผู้ที่จะมาให้คำตอบกับเราในฉบับนี้ คือ พ.ต.ท.สุรศักดิ์ จิระพรชัย นักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งท่านเล่าว่า
“โรคหรือภาวะออฟฟิศซินโดรม ชื่อก็บอกอยู่แล้วครับ คือภาวะที่มักเกิดกับคนทำงานตามออฟฟิศ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทเล็ก บริษัทใหญ่ ห้างร้าน สำนักงาน หรือแม้แต่คนทมี่ทำงานอยู่ที่บ้าน เพียงแค่ว่าคนๆ นั้นทำงานหรือใช้ชีวิต นั่ง เดิน เคลื่อนไหวร่างกายในท่าทางอิริยาบถที่ไม่ถูกลักษณะ ผิดท่าที่เหมาะที่ควร บ่อยครั้ง เป็นเวลานานๆ โดยอยู่ในท่าเดิมหลายชั่วโมง ซึ่งท่าทางลักษณะเหล่านี้จะทำให้คนๆ นั้นมีอาการปวดเมื่อยล้าตรงกล้ามเนื้อ จะรู้สึกเกร็งเหมือนกล้ามเนื้อถูกดึงรั้ง ที่น่ากลัวคือ นานวันเข้าจากอาการแค่ปวดกล้ามเนื้อ อาจกลายเป็นกล้ามเนื้ออักเสบเรื้อรัง ปวดเจ็บตามอวัยวะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแขนขา ข้อมือ ไหล่ หลัง ซึ่งปวดมากหรือปวดน้อยก็แล้วแต่การสะสมของโรค ขณะที่บางรายอาจจะมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น สายตาพร่ามัว ตาแห้ง ระคายเคือง ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน เป็นต้น บางรายที่มีอาการรุนแรงมากๆ ก็อาจทำให้มีอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อน หรือเกิดกระดูกทับเส้นประสาท ยิ่งหากต้องทำงานในอิริยาบถที่ไม่เหมาะสมนานวันเข้า อาการจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น จนบางรายปวดทรมานจนต้องมาโรงพยาบาล เพื่อทำการรักษากายภาพบำบัด”

ต้นตอของอาการปวด
“ส่วนใหญ่คนที่มาปรึกษาแพทย์ อาการแรกๆ ที่พบ ก็จะมาด้วยอาการปวดหลัง รองมาคือปวดบริเวณคอและไหล่ ตามด้วยอาการปวดศีรษะ ซึ่งเมื่อเราดูประวัติคนไข้เหล่านี้ ส่วนใหญ่จะสัมพันธ์กับภาวะออฟฟิศซินโดรม คือเป็นคนทำงานค่อนข้างเยอะ และดูจากสถิติ คนเหล่านี้ก็มักจะมีอายุไม่เยอะ หลายคนยังเป็นคนหนุ่มคนสาว อายุประมาณ 18 – 30 ปี โดยสาเหตุหลักๆ ก็เกิดจากทำงาน ทั้งทำงานหนัก ทำงานหักโหม ใช้ชีวิต มีไลฟ์สไตล์ที่ไม่เหมาะสม นั่งเดินหรือเคลื่อนไหวร่างกายด้วยท่าทางอิริยาบถที่ไม่ถูกต้อง ที่เห็นชัด อย่างการนั่งหลังค่อมทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ หรือบางคนนั่งๆ อยู่ ตัวจากที่นั่งตรงหลังพิงเบาะ ก็ค่อยๆ ไถลตัวลงมา กลายเป็นนั่งเอนจนเกือบจะกลายเป็นนอน (หัวเราะ) พวกนี้เจอเยอะครับ เป็นกันหลายคน ทำจนความเคยชิน จนลืมตระหนักไปว่านั่นเป็นการทำร้ายตัวเองทางอ้อม
…บางคนก็ติดนิสัยนั่งบิดตัว เอี้ยวตัวขณะใช้งานคอมพิวเตอร์ เกิดจากความเคยชินก็ส่วนหนึ่ง สภาพแวดล้อมในออฟฟิศก็ส่วนหนึ่ง เห็นได้จากหลายบริษัทมักจัดโต๊ะเก้าอี้ของพนักงานเข้ามุมกับเสา เนื่องจากปลั๊กไฟส่วนใหญ่จะติดอยู่ตามเสา ตามมุมห้อง เป็นอย่างนี้กันเยอะ ฉะนั้นคอมพิวเตอร์แทนที่จะตั้งตรงหน้า กลายเป็นว่าตั้งเอียงเข้าหาตัว เนื่องจากความยาวของสายไฟไม่พอ ทำให้เราต้องนั่งในลักษณะเอี้ยวตัวตามจอคอมพิวเตอร์ไปด้วย หรือหันเฉพาะหน้าและลำตัวส่วนบนไปเท่านั้น ทั้งบางคนยังติดนิสัยก้มคอยื่นหน้าเข้าไปใกล้หน้าจอ และนั่งในท่าเหล่านี้นานๆ ไม่ค่อยจะลุกเดินไปไหน ไหนจะต้องพิมพ์งาน ใช้หูหนีบโทรศัพท์กับบ่าเวลาพูดคุย หรือหยิบจับเอกสารต่างๆ อิริยาบถท่าทางในแต่ละวันจึงผิดเพี้ยน จึงไม่แปลกที่จะทำให้รู้สึกปวดเมื่อยล้าบริเวณกล้ามเนื้อโดยเฉพาะช่วงหลัง นานวันเข้าก็กลายเป็นปัญหา ทำให้กล้ามเนื้อขาดสมดุล ยิ่งหากนั่งผิดท่าอยู่อย่างนั้น มากเข้า..มากเข้า ก็ยิ่งทำให้ปวดถี่ ปวดมาก ไม่มีทีท่าว่าจะหาย ดังนั้นสภาพโต๊ะทำงานจึงเป็นปัจจัยสำคัญ หากจัดได้ไม่ถูกต้อง เก้าอี้ไม่มีพนักพิง หรือมีแต่เอนเอียงเพราะรับน้ำหนักเยอะ พวกนี้ก็ทำให้เกิดภาวะออฟฟิศซินโดรมได้ครับ
…ขณะที่บางคนเวลาพิมพ์คีย์บอร์ด ตัวคีย์บอร์ดอาจไม่มีตัวรองรับข้อมือ ก็ทำให้อิริยาบถในการกระดกข้อมือขึ้นลงผิดเพี้ยน เมื่อทำเป็นเวลานาน ซ้ำๆ ทำทั้งวัน ก็ส่งผลให้เกิดการปวดเมื่อยล้าบริเวณข้อมือ คนที่เป็นมากๆ ก็อาจเกิดการอักเสบบริเวณเส้นเอ็น หรือทำให้เกิดภาวะพังผืดหนา จนทำให้นิ้วมือและข้อมือมีอาการชา
…นอกจากนี้ยังรวมถึงปัญหาความเครียดด้วย ซึ่งพบได้เยอะในกลุ่มคนทำงาน ร้อยคนเจอสักแปดสิบคน ดังนั้น ปัจจัยที่ก่อให้เกิดโรคนี้ในคนทำงานก็มีอยู่ 3 สาเหตุใหญ่ๆ คือ ฮอร์โมน ความเครียด และอิริยาบถท่าทางนั่นเอง”

อาการสังเกต
“โดยส่วนใหญ่ ภาวะออฟฟิศซินโดรมสามารถสังเกตได้จากอาการเริ่มต้น ที่รู้สึกได้ชัดคือ การปวดเกร็งตึงบริเวณกล้ามเนื้อบ่าและไหล่ แรกๆ คนกลุ่มนี้จะรู้สึกปวดเมื่อยล้าบริเวณกล้ามเนื้อ เหมือนมีของหนักๆ กดทับที่บ่าทั้งสองข้าง จากนั้นหากทนนั่งทำงานต่อไปโดยไม่เปลี่ยนอิริยาบถ จะทำให้เกิดการปวดเกร็งไปที่ท้ายทอยและลุกลามเป็นการปวดขมับและการปวดศีรษะตามมา แต่ส่วนใหญ่มักจะไม่มีอาการอื่นร่วมด้วย เป็นเพียงอาการปวดกล้ามเนื้อเป็นส่วนใหญ่ จนอาการปวดสะสมมากเข้ากลายเป็นเรื้อรัง หากยังฝืนทำงานหรือทำท่าด้วยอิริยาบถที่ไม่เหมาะสม จากที่เคยแค่ปวดกล้ามเนื้อ ก็อาจมีอาการอื่นตามมา เช่น ชาบริเวณท่อนแขน ปวดท้องมวน ปวดร่างกายท่อนล่าง เนื่องจากน้ำหนักที่กดลงจากการนั่ง เกิดอาการนิ้วล็อกซึ่งมักเกิดจากการพิมพ์คีย์บอร์ดเป็นเวลานาน บางคนมีอาการตาพร่ามัว ตาลาย ตาแห้ง ระคายเคือง เนื่องจากทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ทำให้การกระพริบตาน้อย และการเพ่งสายตาที่หน้าจอยังทำให้ต้องกลอกตาไปมาตลอดเวลา ส่งผลให้กล้ามเนื้อตาต้องทำงานมากขึ้น ทำให้ปวดตา
…ขณะที่บางรายอาการปวดอาจลามไปถึงต้นขา ทำให้ขาชาหรือทำให้กล้ามเนื้อตึง ทีนี้หากยังทนกับความเจ็บปวดนี้ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่แก้ไข กล้ามเนื้อที่ตึงอาจจะไปดึงรั้งกระดูก ทำให้ส่งผลต่อโครงสร้างของร่างกายในระยะยาว กลายเป็นปัญหาที่คนไข้ต้องมาทำการรักษาด้วยกายภาพบำบัด”

การรักษา
“หลักๆ ก็แบ่งเป็น 2 แนวทาง หนึ่งคือ รักษาที่สาเหตุ สามารถทำได้ทั้งแบบผ่าตัดและไม่ผ่าตัด และสอง การรักษาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น การรับประทานยา การฉีดยา แต่ทั้งนี้ คนที่ต้องทำงานในออฟฟิศ และมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ตลอดจนอาการเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น ปวดศีรษะหรือไมเกรน หากแก้ไขที่ปลายเหตุด้วยการรับประทานยา อาการอาจจะหายแบบชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อหมดฤทธิ์ยาก็จะกลับมาเป็นอีก ก็ต้องรับประทานยาอีก วนเวียนอยู่เช่นนี้ไม่จบ และที่แย่กว่านั้นก็คือ ยาที่รับประทานจะเข้าไปสะสมในร่างกาย ทำลายตับและส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาวได้
…การที่จะทำให้หายจากอาการปวดอย่างถาวรนั้น จึงควรเป็นการรักษาที่สาเหตุของปัญหา ให้สภาพของกระดูกและข้อ กล้ามเนื้อและเส้นประสาทคืนสู่สภาวะปกติ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้กลับมาเกิดอาการปวดอีก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการรักษาในเชิงป้องกันที่สาเหตุ รวมทั้งการออกกำลังกายเพิ่มเติม อาจเป็นการวิ่งเหยาะๆ ก็ได้ อย่างน้อยก็ทำให้ได้แกว่งแขนแกว่งขา เป็นการกระตุ้นและผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ดี”

เทคนิคยืดคลายกล้ามเนื้อ
“สำหรับคนทำงานถ้ารู้สึกว่ามีอาการปวดหลัง ปวดบริเวณบ่าและไหล่ วิธีบรรเทาอาการปวดสามารถทำได้ด้วยท่าบริหารยืดกล้ามเนื้อ ซึ่งจริงๆ มีหลายท่า แต่ไม่ต้องแนะนำเยอะ จริงๆ เอาแค่ท่าเดียวพอ ทำให้ได้ ทำให้ชินก็ช่วยได้เยอะแล้ว ที่ยกตัวอย่างคือ ท่าบริหารยืดกล้ามเนื้อต้นคอ เป็นท่าที่ช่วยลดอาการปวดหลัง โดยเริ่มจากขยับตัวนั่งให้เต็มเก้าอี้ ให้หลังพิงชิดกับผนัก จากนั้นก้มหน้าลงช้าๆ โดยไม่ต้องฝืน ให้คางชิดคอ ก้มได้แค่ไหนก็แค่นั้น อย่าเกร็ง แล้ววางมือทั้งสองข้างบนศีรษะ นับ 1 – 8 แล้วเอามือออก หายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ กลับสู่ท่าเดิม ทำซ้ำๆ อย่างนี้ทุกวัน วันละสี่ห้าครั้งก็สามารถช่วยบรรเทาอาการปวดตรงบริเวณดังกล่าวได้มาก
…แต่หากมีอาการปวดบริเวณกล้ามเนื้อหัวไหล่ สามารถบรรเทาได้โดยการยกไหล่ขึ้นไปจนสุด แล้วเกร็งค้างไว้ประมาณ 10 วินาที แล้วกดไหล่ลงไปให้สุด แล้วเกร็งค้างไว้อีก 10 วินาที ทำอย่างนี้ซ้ำๆ ทุกวัน วันละ 4 – 5 ครั้ง และถ้าต้องการบริหารกล้ามเนื้อด้านหน้าอก และแก้ปัญหาไหล่ห่อ ให้ลุกขึ้นยืน จากนั้นนำมือประสานกันด้านหลัง ค่อยๆ ยกขึ้นมาจนถึงระดับที่เรารู้สึกว่าตึงประมาณ 10 วินาที
…สำหรับคนที่ปวดช่วงกล้ามเนื้อสะบัก กล้ามเนื้อสะโพก เหมาะกับคนที่มีปัญหาปวดบริเวณสะโพก ชาลงเท้า ชาลงขา วิธีบรรเทาสามารถทำได้โดยการเหยียดแขนข้างใดข้างหนึ่งไปยังหน้าอกอีกข้าง สมมติเหยียดแขนขวา ก็ให้เหยียดออกไปโดยผ่าหน้าอกด้านซ้าย แล้วใช้แขนซ้ายกดลงบนแขนขวาให้รู้สึกตึง แล้วทำสลับอย่างนี้อีก 5 – 10 ครั้ง ส่วนคนที่ปวดบริเวณกล้ามเนื้อขา ก็ให้ใช้วิธีเหยียดขา โดยเหยียดขาข้างใดข้างหนึ่งออกมา แล้วย่อเข่าอีกข้างให้ตึง แล้วทำสลับอย่างนี้อีก 5 – 10 ครั้งเช่นกัน”

การนวดผ่อนคลาย
“นอกจากบรรเทาอาการปวดด้วยวิธีนี้ ยังสามารถบรรเทาอาการปวดด้วยวิธีนวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อย่างการนวดต้นคอเพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ สามารถทำได้ด้วยตนเอง โดยเริ่มจากประสานนิ้วมือทั้งสองข้างเข้าหากัน เหลือนิ้วหัวแม่มือไว้ จากนั้นก้มศีรษะเล็กน้อย อ้อมมือข้ามศีรษะไปยังต้นคอ ใช้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างกดลงไปตรงบริเวณเส้นข้างกระดูกคอ หรือลองไล่กดทีละน้อยหาดูว่าบริเวณใดที่ปวด จากนั้นให้ทิ้งน้ำหนักลงที่หัวแม่มือ กดจุดลงไปพอประมาณ ค่อยๆ ไล่ไปตามแนวเส้นข้างกระดูกคอ ช้าๆ ไต่ขึ้นและลง ประมาณ 5 – 10 ครั้ง ทำอย่างนี้ทุกวัน วันละ 3 – 4 ครั้ง ประมาณ 5 นาที
…การออกกำลังกายกล้ามเนื้อด้วยการยืดเหยียดนี้ใช้เวลาไม่มาก ไม่ต้องเตรียมตัว เตรียมเสื้อผ้ารองเท้าหรือต้องเดินทางไปฟิตเนส หรือสถานที่ออกกำลังกายใดๆ แค่พื้นที่ข้างเตียงในยามที่ตื่นเช้าโดยยังไม่ต้องล้างหน้าแปรงฟันก็ทำได้ หรือจะเป็นยามเที่ยงหลังรับประทานอาหารแล้วครู่ใหญ่ ก่อนจะเริ่มงานในช่วงบ่าย เพื่อลดอาการปวดเกร็งกล้ามเนื้อที่กรำงานมาตลอดเช้าก็ยังได้”

คำแนะนำ
“หลักๆ ก็เป็นการจัดสภาพแวดล้อมภายในที่ทำงานให้เหมาะสม วางสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย อย่าทำให้บนโต๊ะรกมากไป เพื่อจะได้หยิบจับข้าวของต่างๆ ที่ต้องการได้สะดวก โดยไม่ต้องฝืนท่าทางร่างกายตนเองมากเกินไป ตำแหน่งจอคอมพิวเตอร์ก็ควรตั้งให้ตรงตัว วางหน้าจอหันมาตรงหน้า เพื่อจะได้พิมพ์งานทำงานได้ถนัด และไม่ควรจ้องจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป พอรู้สึกว่าตาพร่า มัว ตาลาย หรือปวดลูกตา ก็ผ่อนสายตาบ้าง มองที่อื่นบ้าง หรือลุกเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้าง และควรพักสายตาเป็นระยะ อย่างน้อยทุกๆ 20 นาที พยายามหลับตาสักพัก ทุกๆ 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดจอภาพคอมพิวเตอร์ให้ต่ำกว่าระดับสายตา 15 องศาเพื่อช่วยลดอาการปวดตา
…ขณะเดียวกัน การเลือกโต๊ะทำงานก็ต้องเลือกโต๊ะทำงานที่มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อให้สามารถกดพิมพ์คีย์บอร์ดได้อย่างถนัด ส่วนตัวแป้นคีย์บอร์ดก็ควรมีที่รองรับข้อมือไม่ให้เกิดการกระดกข้อมือซ้ำๆ เก้าอี้ก็ควรปรับให้ตรง และปรับลักษณะท่านั่งให้เหมาะสม ควรนั่งให้หลังตรงหรือหลังชิดกับผนักพิง พอรู้สึกว่าตัวไถลลงมาก็พยายามปรับตัวขึ้นมา อย่านั่งค่อม และลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้างจนเกินไป เวลายกของก็ยกให้ถูกต้อง ถูกท่าทาง ท่ายกที่ดี มุมจุดหมุนและน้ำหนักควรอยู่ใกล้กัน พยายามให้หลังตรงตลอด เพราะมิเช่นนั้นช่วงล่างจะเกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้
…รวมทั้งหาเวลาออกกำลังกายเป็นประจำ จะได้ช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ตึง อย่างไรก็ดี หากปรับอิริยาบถ นวดผ่อนคลาย และออกกำลังกายแล้วยังไม่หายปวดล้ากล้ามเนื้อ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา”

คำแนะนำ

“หลักๆ ก็เป็นการจัดสภาพแวดล้อมภายในที่ทำงานให้เหมาะสม วางสิ่งของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย อย่าทำให้บนโต๊ะรกมากไป เพื่อจะได้หยิบจับข้าวของต่างๆ ที่ต้องการได้สะดวก โดยไม่ต้องฝืนท่าทางร่างกายตนเองมากเกินไป ตำแหน่งจอคอมพิวเตอร์ก็ควรตั้งให้ตรงตัว วางหน้าจอหันมาตรงหน้า เพื่อจะได้พิมพ์งานทำงานได้ถนัด และไม่ควรจ้องจอคอมพิวเตอร์นานเกินไป พอรู้สึกว่าตาพร่า มัว ตาลาย หรือปวดลูกตา ก็ผ่อนสายตาบ้าง มองที่อื่นบ้าง หรือลุกเปลี่ยนไปทำอย่างอื่นบ้าง และควรพักสายตาเป็นระยะ อย่างน้อยทุกๆ 20 นาที พยายามหลับตาสักพัก ทุกๆ 1 ชั่วโมง พร้อมทั้งจัดจอภาพคอมพิวเตอร์ให้ต่ำกว่าระดับสายตา 15 องศาเพื่อช่วยลดอาการปวดตา

…ขณะเดียวกัน การเลือกโต๊ะทำงานก็ต้องเลือกโต๊ะทำงานที่มีระดับพอดีกับข้อศอก เพื่อให้สามารถกดพิมพ์คีย์บอร์ดได้อย่างถนัด ส่วนตัวแป้นคีย์บอร์ดก็ควรมีที่รองรับข้อมือไม่ให้เกิดการกระดกข้อมือซ้ำๆ เก้าอี้ก็ควรปรับให้ตรง และปรับลักษณะท่านั่งให้เหมาะสม ควรนั่งให้หลังตรงหรือหลังชิดกับผนักพิง พอรู้สึกว่าตัวไถลลงมาก็พยายามปรับตัวขึ้นมา อย่านั่งค่อม และลุกออกไปเดินยืดเส้นยืดสายบ้างจนเกินไป เวลายกของก็ยกให้ถูกต้อง ถูกท่าทาง ท่ายกที่ดี มุมจุดหมุนและน้ำหนักควรอยู่ใกล้กัน พยายามให้หลังตรงตลอด เพราะมิเช่นนั้นช่วงล่างจะเกิดอาการหมอนรองกระดูกเคลื่อนได้

…รวมทั้งหาเวลาออกกำลังกายเป็นประจำ จะได้ช่วยให้กล้ามเนื้อไม่ตึง อย่างไรก็ดี หากปรับอิริยาบถ นวดผ่อนคลาย และออกกำลังกายแล้วยังไม่หายปวดล้ากล้ามเนื้อ ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา”

ที่มา : http://motherandchild.in.th/content/view/929/1/
Profile จากเว็บไซต์นิตยสารM&C
พ.ต.ท.สุรศักดิ์ จิระพรชัย
ตำแหน่ง นักกายภาพบำบัด โรงพยาบาลตำรวจ
วิทยากรรับเชิญเรื่อง ออฟฟิศซินโดรม ที่ศูนย์สุขภาพ วัน คอมมิวนิตี้
วรวุฒิ ถาวรพรกวิน

Comments No Comments »

เรียบเรียงโดย ดร. ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล

ร่างกายของคนเรานั้น สามารถรับความรู้สึกเกี่ยวกับอุณหภูมิได้ตั้งแต่หนาว เย็น อุ่น ร้อน และกำลังสบาย ความสามารถรับความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นโดยภายในร่างกายจะมีตัวรับ (receptors) ซึ่งตัวรับที่พบมี 3 ชนิดคือ

  1. ตัวรับความเย็น (cold receptors)
  2. ตัวรับความร้อน (warm receptors)
  3. ตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด (pain receptors) ตัวรับนี้จะทำงานได้ดีเมื่อร่างกายถูกกระตุ้นด้วยความเย็นจัดหรือร้อนจัดจนทำให้เกิดการทำลายของเนื้อเยื่อ

ตัวรับทั้ง 3 ชนิดจะมีตำแหน่งเป็นจุดๆ กระจายอยู่ โดยทั่วไปตามร่างกาย โดยจะพบว่าจุดรับความเย็น (cold spot) มีมากกว่าจุดรับความร้อน (warm spot) ในอัตราส่วน 4 : 1 ถึง 10 : 1 สำหรับตัวรับความร้อนและความเย็นจะพบมากที่ใบหน้าและมือมากกว่าส่วนอื่นๆ ของร่างกาย ส่วนผิวหนังที่มีเฉพาะตัวรับสัมผัสแตะต้องพวก free nerve ending เช่น บริเวณกระจกตา (cornea) จะสามารถรับได้ทั้งความร้อนและความเย็น

การกระตุ้นตัวรับอุณหภูมิ

ในการที่อุณหภูมิเย็นจัดจะพบว่าตัวรับความรู้สึกเจ็บเท่านั้นที่จะถูก กระตุ้น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้น 10–15 องศาเซลเซียส ตัวรับความรู้สึกเจ็บก็จะหยุดทำงานและตัวรับความรู้สึกเย็นจะถูกกระตุ้น ถ้าอุณหภูมิสูงกว่า 25 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ตัวรับ ความรู้สึกร้อนจะถูกกระตุ้นร่วมกับตัวรับความเย็น แต่ถ้าอุณหภูมิ 35–45 องศาเซลเซียส จะพบแต่ตัวรับความร้อนเท่านั้นที่ถูกกระตุ้น และที่ 45 องศาเซลเซียส ขึ้นไป ตัวรับ ความร้อนจะไม่มีการตอบสนอง แต่ส่วนตัวรับความรู้สึกเย็นจะถูกกระตุ้นร่วมกับตัวรับความรู้สึกเจ็บปวด

การปรับตัวของตัวรับอุณหภูมิ

 ทั้งตัวรับความร้อนและความเย็นจะมีการ ปรับตัวเหมือนกันคือ เมื่อมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอุณหภูมิในทันทีทันใด จะรับความรู้สึกร้อนหรือเย็น ได้มากในตอนแรก ต่อมาภายในเวลา 1 นาที ก็จะค่อยๆ ปรับตัวเข้าสู่ภาวะเดิม เช่น เมื่อแช่น้ำร้อนใหม่ๆ จะรู้สึกร้อนมากในตอนแรก ต่อมาก็จะรู้สึกร้อนน้อยลงหรือเมื่อออกไปสัมผัสกับอากาศเย็นจะรู้สึกเย็นมาก ใน ตอนแรกต่อมาก็จะเริ่มรู้สึกเคยชินเช่นนี้เป็นต้น

กลไกของการกระตุ้นตัวรับอุณหภูมิ

เชื่อกันว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอัตรากระบวนการสร้างและสลาย (metabolism) ของร่างกาย โดยอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้ปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์เปลี่ยนแปลงไปด้วย

สัญญาณรับการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิจะถูกนำขึ้นไปสู่ระบบประสาท ส่วนกลางโดยประสาท delta type A ส่วนประสาทนำความรู้สึก เช่น ร้อนจัด (burning hot) หรือเย็นจัด (freezing cold) จะถูกนำโดยประสาท type C

เนื่องจากจำนวนของตัวรับที่กระจายอยู่ตามผิวหนังของร่างกายมีน้อย ถ้าจะสามารถรับรู้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้ก็จะต้องถูกกระตุ้นเป็นบริเวณกว้าง แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยและสัญญาณจากบริเวณที่ถูกกระตุ้นทั้งหมดก็จะรวมกันแล้วส่งขึ้นสู่ระบบประสาทส่วนกลางตอบสนองโดยการรับรู้การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิได้

Comments No Comments »

เรียบเรียงโดย สยามรัฐ ป้านภูมิ

 ในบรรดาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ที่คร่าชีวิต ของมนุษย์ ในโลกยุคปัจจุบัน โรคหัวใจจัดได้ว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงและน่ากลัวที่สุดโรคหนึ่งเพราะในแต่ละปีมีผู้เสียชีวิตจากโรคนี้เป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่อาศัยอยู่ในแถบประเทศตะวันตก�
สาเหตุของโรคหัวใจเกิดจากการมีไขมันอุดตันในเส้นเลือด หรือมีปริมาณคอเลสเทอรอลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากการบริโภคอาหารที่มีไขมันมาก โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ และอาหารจำพวกเนยต่างๆ ซึ่งทำให้หัวใจต้องบีบตัวแรงขึ้นในการสูบฉีดโลหิตไปหล่อเลี้ยงร่างกาย ทำให้เกิดอาการหัวใจล้มเหลวหรือหัวใจวาย และเสียชีวิตในที่สุด

นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ศึกษาพบว่า มีกรดไขมันชนิดหนึ่ง ซึ่งพบในธรรมชาติ มีคุณสมบัติช่วยป้องกันและรักษาโรคหัวใจได้อย่างมี ประสิทธิภาพ กรดไขมันชนิดนี้คือ กรดไอโคซาเพนเทโนอิก (eicosapentaenoic acid) หรือ อีพีเอ (EPA) ซึ่งมีผลไปช่วยลดปริมาณคอเลสเทอรอลในเส้นเลือด และสามารถป้องกันและรักษาโรคหัวใจได้ในที่สุด

อีพีเอ เป็นกรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัวที่มีพันธะคู่ (double bond) หลายพันธะและประกอบด้วยอะตอมของคาร์บอนต่อกันเป็นสายยาว (long–chain polyunsaturated fatty acid หรือ PUFA) พบมากในสาหร่ายทะเลขนาดเล็กหลายชนิด ปลาทะเล และสาหร่ายน้ำจืดขนาดเล็กบางชนิด อย่างไรก็ตาม การผลิตอีพีเอส่วนมากได้จาก ปลาทะเล ผลิตภัณฑ์ที่ได้มักอยู่ในรูปของน้ำมันปลา (fish oil)

โครงสร้างทางเคมีของ EPA

เนื่องจาก การผลิตอีพีเอจากปลาทะเลทำได้ในปริมาณจำกัดและมีราคาแพง นักวิทยาศาสตร์ในประเทศต่างๆ เช่น ญี่ปุ่น แคนาดา อิสราเอล รวมทั้งประเทศไทยจึงได้หันมาศึกษาวิจัยการผลิตอีพีเอจากสาหร่าย เพราะสามารถผลิตได้ง่ายในปริมาณมาก และใช้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าการผลิตจากปลาทะเล

Comments No Comments »

เรียบเรียงโดย ดร. ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล

เมื่ออาหารที่รับประทานเข้าไปในร่างกายได้ผ่านการย่อยจนเป็น สารอาหารที่ร่างกายพร้อมจะนำไปใช้ สารอาหารต่างๆ ก็จะถูกลำเลียงไปใช้โดยผ่านกระบวนการดังนี้

1. กระบวนการดูดซึมสารอาหาร พบว่าสารอาหารชนิดต่างๆ ที่ได้จากกระบวนการย่อยจะถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์บุผิวทางเดินอาหารในส่วนของลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่ เข้าสู่กระแสเลือดทางหลอดเลือดดำ พอร์ทัล (portal vein) ผ่านตับและผ่านทางท่อน้ำเหลืองโดยตรง กระบวนการดูดซึมสารอาหารนี้อาจจะแบ่งได้เป็น 3 รูปแบบด้วยกันคือ

  • การดูดซึมแบบธรรมดา (passive transport) จะเป็นการเคลื่อนที่ของสารจากที่ที่มีความเข้มข้นสูงไปยังที่ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าการ เคลื่อนที่ของน้ำในกระบวนการออสโมซิส และการเคลื่อนที่ของสารชนิดหนึ่งแลกเปลี่ยนกับสารอีกชนิดหนึ่งโดยที่ไม่มีการใช้พลังงาน
  • การดูดซึมแบบใช้ตัวพา (facilitated transport) จะเป็นการเคลื่อนที่ของสารจากที่ที่มีความเข้มข้นสูงกว่าไปยังที่ที่มีความเข้มข้นน้อยกว่าโดยมีตัวพา (carrier) ในเยื่อหุ้มเซลล์ด้านหน้าเป็นตัวช่วยในการเคลื่อนที่ ทำให้การเคลื่อนที่แบบนี้เร็วกว่าแบบธรรมดาและไม่ต้องใช้พลังงานช่วยในการเคลื่อนที่
  • การดูดซึมแบบที่ต้องอาศัยพลังงาน (active transport) จะเป็นการเคลื่อนที่ของสารจากที่ที่มีความเข้มข้นต่ำไปยังที่ที่มีความเข้มข้นสูงกว่า โดยมีทั้งตัวพาและพลังงานในรูปของ ATP (adenosine triphosphate) เป็นตัวช่วยในการเคลื่อนที่

2. การขนส่งสารอาหารเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อสารอาหารถูกดูดซึม ผ่านเข้าเซลล์ก็จะเข้าสู่กระแสเลือด สารอาหารส่วนใหญ่จะเป็นพวกกลูโคส (glucose) กาแล็กโทส (galactose) และฟรักโทส (fructose) กรดอะมิโน (amino acid) วิตามินและเกลือแร่จะถูกลำเลียงไปทางหลอดเลือดฝอย หลอดเลือดดำเล็กและหลอดเลือดดำใหญ่พอร์ทัลเข้าสู่ตับ จากนั้นจึงเข้า สู่หัวใจและถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่างๆ โดยการไหลเวียนของเลือด

สำหรับอาหารพวกไขมัน และวิตามินที่ละลายในไขมันจะถูกส่งผ่านไปตามท่อน้ำเหลือง (thoracic duct) โดยไม่ผ่านตับและจะเข้าสู่กระแสเลือดที่หัวใจโดยตรง และถูกลำเลียงไปสู่อวัยวะต่างๆ จากกระบวนการดังกล่าวจึงทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารต่างๆ อย่างครบถ้วนและสมบูรณ์ตามความต้องการ เพื่อการเจริญเติบโตของ ร่างกายต่อไป

Comments 1 Comment »

เรียบเรียงโดย ดร. ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล

การเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ อาจเกิดได้ทุกตำแหน่งในทางเดินอาหารตั้งแต่ ต้นทางจนถึงปลายทาง สำหรับสาเหตุพยาธิสภาพ และกลไกของการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติแต่ละแบบก็จะแตกต่างกันไป โดยมี ทั้งที่เกิดขึ้นเองภายในระบบทางเดินอาหารและสาเหตุที่เกี่ยวโยงจากความผิดปกติของ ส่วนอื่น เช่น อาการเมารถ (motion sickness) เป็นต้น ตัวอย่างของการผิดปกติที่พบได้บ่อยมีดังนี้ คือ

 

  1. อาการกลืนลำบาก (dysphagia) เป็นอาการที่กลืนอาหารและน้ำไม่ค่อยลง ทำให้เกิดอาการสำลัก สาเหตุอาจเนื่องจากกล้ามเนื้อหลอดอาหารไม่บีบตัว หรือหลอดอาหารอักเสบ
  2. อาการท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย (dyspepsis) มักจะพบร่วมกับโรคกระเพาะอาหารชนิด peptic ulcer
  3. กล้ามเนื้อที่ผนังกระเพาะอาหารทำงานน้อยกว่าปกต(gastroparesis) สาเหตุอาจเกิดภายหลังการผ่าตัดเส้นประสาท vagus ที่มาหล่อเลี้ยงกระเพาะอาหาร
  4. Dumping syndrome เป็นกลุ่มอาการที่พบในผู้ป่วย ภายหลังทำการผ่าตัดเอาส่วนปลายกระเพาะอาหารออก ทำให้กระเพาะมีปริมาตรน้อย จึงส่งอาหารผ่านไปยังลำไส้เร็วเกินไป
  5. การอาเจียน (vomiting) เป็นอาการที่อาหารมีการเคลื่อนที่ย้อนทาง อาจจะมีสาเหตุจากความผิดปกติทางจิตใจ สมองหรือในทางเดินอาหาร
  6. ลำไส้อุดตัน (intestinal obstruction) เป็นอาการที่พบได้บ่อยและมีสาเหตุมากมายจากผนังลำไส้ โพรงลำไส้หรือถูกกดบีบจากภายนอก เกิดได้ทั้งลำไส้เล็กและลำไส้ใหญ่
  7. ท้องเดิน (diarrhea) หมายถึงการมีอุจจาระเหลวมากและถ่ายบ่อย อาจจะพบร่วมกับอาการปวดท้อง อาเจียนหรือมีไข้ สาเหตุของการเกิดมีทั้งจากการติดเชื้อและจากสาเหตุอื่น เช่น ได้รับยาระบายมากเกินไป เป็นต้น
  8. ท้องผูก (constipation) หมายถึงอาการไม่ถ่ายอุจจาระติดต่อกัน 3–4 วัน สาเหตุมีมากมาย เช่น กลั้นอุจจาระบ่อย ลำไส้มีการอุดตัน สูญเสียความสามารถในการเบ่งถ่ายอุจจาระ เป็นต้น

ผลของการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติในทางเดินอาหาร อาจก่อให้เกิดความผิดปกติทางสรีรวิทยาได้ไม่มากก็น้อย ดังนี้

  1. การเสียน้ำและเกลือแร่ที่จำเป็นของร่างกาย
  2. การเสียดุลกรด–ด่าง
  3. ได้รับอาหารและแคลอรีไม่เพียงพอ
  4. ทำให้กรดจากกระเพาะหรือน้ำดี และด่างมีการคั่งค้างหรืออยู่ผิดที่
  5. การอาเจียนที่รุนแรง อาจทำให้สำลักเข้าทางเดินหายใจได้

ดังนั้นหากท่านมีอาการดังตัวอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นอาการมากหรือน้อยเพียงใดก็ตาม การแก้ไขก็จะต้องขึ้นกับสาเหตุที่ก่อให้เกิดความผิดปกตินั้น ถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อยควรปรึกษาเภสัชกร แต่ถ้าหากอาการไม่ดีขึ้นก็ควรจะรีบไปปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการรักษาให้หายก่อนที่จะกลายเป็นโรคเรื้อรัง

Comments No Comments »

Thailand Institute of Scientific and Technological Research (TISTR)
Ministry of Science and Technology