ฐานข้อมูลพืชน้ำมันหอมระเหย (Thai Aroma)

พัฒนาโดย กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)


ฐานข้อมูลพืชน้ำมันหอมระเหย Thai Aroma

ว่านหางจระเข้

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Aloe Barbadensis Mill. A. indica Royle. A. vera Linn.
วงศ์ : Liliaceae
ชื่ออังกฤษ : Aloe, Star cactus, Aloin, Jafferabad, Barbados
ชื่อท้องถิ่น : ว่านไฟไหม้ (ภาคเหนือ) หางตะเข้ (ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง 0.5-1 เมตร ข้อและปล้องสั้น ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงรอบต้น กว้าง 5-12 ซม. ยาว 30-80 ซม. อวบน้ำมาก สีเขียวอ่อนหรือสีเขียวเข้ม ภายในมีวุ้นใส ใต้ผิวสีเขียวมีน้ำยางสีเหลือง ใบอ่อนมีประสีขาว ดอก เป็นดอกช่อ ออกจากกลางต้น ดอกย่อยเป็นหลอดห้อยลงสีส้ม บานจากล่างขึ้นบน ผล เป็นผลแห้ง แตกได้

ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ :

ตำรายาไทยใช้ น้ำยางสีเหลืองจากใบ เคี่ยวให้แห้ง เรียกว่า ยาดำ เป็นยาระบาย โดยใช้ประมาณ 0.25 กรัม
วุ้นสดจากใบ เมื่อล้างยางออกแล้ว รับประทานวันละ 2 ครั้ง ๆ ละ 2 ช้อนโต๊ะ ช่วยแก้กระเพาะลำไส้อักเสบได้ เมื่อถูกไฟไหม้ น้ำร้อนลวกหรือแผลถลอก ใช้วุ้นสดทาหรือแปะแผลให้เปียกอยู่ตลอดเวลา 2 วันแรก จะบรรเทาอาการปวดแสบปวดร้อนแผลจะหายเร็ว และเมื่อนำวุ้นทาผิวก่อนออกแดด จะช่วยป้องกันถูกแดดเผาและป้องกันผิวแห้ง วุ้นสดจากใบยังสามารถนำมาใช้ชะโลมบนเส้นผม จะทำให้ผมดกเป็นเงางาม บำรุงรากผม รักษาแผลบนหนังศีรษะ

สารสำคัญ :

ในยางมี แอนทราควิโนน ในวุ้นมี กลัยโคโปรตีน aloctin A สลายตัวง่ายเมื่อถูกความร้อน

ข้อควรระวัง :

  1. การใช้ว่านหางจระเข้เป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกัน ทั้งโดยการรับประทานหรือใช้ภายนอก อาจเกิดอาการแพ้เป็นผื่นคันได้ จึงไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นนาน ๆ
  2. สารในวุ้นของว่านหางจระเข้สลายตัวได้ง่ายและรวดเร็ว จึงควรเก็บไว้ในตู้เย็น หรือเตรียมใหม่สด ๆ ก่อนใช้

แมงลัก

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ocimum americanum Linn. O. canum Sims.
วงศ์ : Labiatae
ชื่ออังกฤษ : Hairy basil
ชื่อท้องถิ่น : ก้อมก้อขาว (ภาคเหนือ) มังลัก (ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

แมงลักเป็นพืชล้มลุก มีอายุประมาณ 1-2 ปี สูงประมาณ 30-50 ซม. กิ่งอ่อนมีทรงสี่เหลี่ยม ใบ เป็นใบเดี่ยว สีเขียวอ่อน มีขนนิ่ม ดอก ออกตรงข้ามเป็นคู่ ๆ รูปรี ปลายและโคนใบแหลม ขอบเรียบหรือหยักมน ห่าง ๆ มีกลิ่นหอม ดอกออกเป็นช่อที่ปลายยอด หรือปลายกิ่ง ช่อดอกเรียงเป็นชั้น ๆ ชั้นละ 2 ช่อดอก แต่ละ 1 ช่อดอก ประกอบด้วย 3 ดอกย่อย ดอกตรงกลางจะบานก่อน แต่ละดอกย่อยจะมีใบประดับสีเขียว และจะคงอยู่จนเป็นผล ส่วนกลีบดอกสีขาว กลีบดอกร่วงง่าย ผล เป็นผลแห้งภายในมี 4 ผลย่อย มักเรียกผลว่าเมล็ด

ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ :

ใบสด มีกลิ่นหอม นิยมใช้แต่งกลิ่นอาหาร และใช้ปรุงอาหารหลายอย่าง เช่น แกงเลียง ขนมจีนน้ำยา น้ำมันหอมระเหย ใช้ผสมในน้ำหอม แต่งกลิ่นสบู่และเครื่องสำอาง

สรรพคุณทางยา

น้ำมันหอมระเหยความเข้มข้น 1:50,000 มีคุณสมบัติยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ mycobacteria ซึ่งอยู่ภายนอกร่างกาย

ใบสด

สกัดด้วยอีเทอร์ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อที่ทำให้เกิดหนอง และเชื้อโรคที่ทำให้ท้องร่วง น้ำคั้นจากใบสด แก้หวัด หลอดลมอักเสบในเด็ก น้ำมันหอมระเหยจากใบแมงลักมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อตามผิวหนังชั้นนอก จึงใช้ใบตำพอก และทาแก้โรคผิวหนังได้ แพทย์แผนโบราณใช้ใบแมงลักรักษากลากน้ำนมบนใบหน้าเด็ก โดยใช้ใบสด 10 ใบ ล้างให้สะอาด ตำผสมน้ำเล็กน้อย คั้นน้ำทาบริเวณที่เป็นกลากน้ำนม ซึ่งมักเป็นผื่นแดง โดยทาวันละครั้ง เป็นเวลา 1 สัปดาห์ก็หาย

ทั้งต้น

ใช้ชับลม ขับเหงื่อ ต้มกับน้ำดื่มแก้ไอ และแก้โรคทางเดินอาหาร

เมล็ด

  • ใช้เป็นยาระบาย โดยไปเพิ่มปริมาณของกากอาหาร (bulk laxative) กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ เพราะเปลือกเมล็ดหรือผลมีสารเมือก (mucilage) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เมือกจะไม่ถูกย่อย จึงช่วยเพิ่มกากอาหาร นอกจากนั้นเมือกยังช่วยหล่อลื่นและทำให้อุจจาระอ่อนตัว ช่วยให้ถ่ายสะดวก
  • ลดความอ้วน เมื่อรับประทานแล้ว สารเมือกจากเปลือกผล (mucilage) จะไม่ถูกย่อย และไม่ถูกดูดซึมเข้าร่างกาย จึงใช้รับประทานก่อนอาหาร หรือรับประทานในมื้อที่ต้องการจะงดอาหาร เพื่อไม่ให้กระเพาะว่าง โดยใช้เมล็ดแมงลัก 1-2 ช้อนชา แช่น้ำแก้วใหญ่จนพองเต็มที่ รับประทานก่อนนอนเป็นยาระบาย หรือรับประทานแทนอาหารบางมื้อเป็นยาลดความอ้วน บรรเทาโรคเบาหวาน ช่วยลดการดูดซึมน้ำตาลผ่านผนังลำไส้หลังรับประทานอาหาร ช่วยให้ลำไส้ผู้ป่วยโรคเบาหวานดูดซึมน้ำตาลเข้ากระแสโลหิตช้าลง คือ ช่วยให้น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยไม่สูงขึ้น จึงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

สารสำคัญ :

ใบ มีน้ำมันหอมระเหย ซึ่งประกอบด้วย camphor 65%, citronella 15.7%, linalool 10.2%, methyl cinnamate และ eugenol เมล็ดมี mucilage

ข้อควรระวัง :

ในการแช่เมล็ดแมงลักให้พองตัวเต็มที่ต้องใช้น้ำในปริมาณมากพอ เพราะถ้าเมล็ดแมงลักพองตัวไม่เต็มที่ เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วเมือกเมล็ดจะไปดูดน้ำในกระเพาะอาหาร และลำไส้เพื่อให้พองเต็มที่ จะทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อ และอุจจาระแข็งทำให้ท้องผูกมากยิ่งขึ้น

มะระขี้นก

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Momordica charantial Linn.
วงศ์ : Cucurbitaceae
ชื่ออังกฤษ : Balsam pear, Bitter cucumber, Bitter gourd, Carilla fruit, Balsam apple, African cucumber
ชื่อท้องถิ่น : ผักเหย (สงขลา) ผักไห (นครศรีธรรมราช) มะห่อย มะไห่ (ภาคเหนือ) สุพะซู สุพะเด (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) มะร้อยรู (ภาคกลาง) มะระ (ทั่ว ๆ ไป)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

มะระขี้นกเป็นไม้เถามีขน พันเลื้อย มีมือเกาะ ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับกัน รูปฝ่ามือ กว้างและยาวประมาณ 4-7 ซม. ก้านใบยาว ขอบใบเว้าเป็นแฉกลึก 5-7 แฉก ดอก เป็นดอกเดี่ยว ออกที่ซอกใบ ดอกตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่ต่างดอก แต่อยู่บนต้นเดียวกัน ก้านดอกยาว กลีบดอกเหลือง ดอกใหญ่ประมาณ 1-1.5 ซม. ผล เป็นรูปกระสวย ผลสดภายนอกสีเขียวขรุขระ รสขมจัด ภายในมีเมล็ดแบน ๆ สีเหลืองอ่อนฝังอยู่ในเนื้อสีนวลขาวเป็นฟ่าม ๆ มีอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อผลสุกเนื้อของผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอมส้ม เนื้อในที่เมล็ดฝังอยู่จะเละนิ่มเป็นสีแดง ผลยาว 4-6 ซม. เส้นผ่าศูนย์กลางผล 2.5-3 ซม.

ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ :

ราก เถา ใบ ผล และเมล็ด ใช้สดหรือตากแห้ง

เนื้อผล เป็นยาขมเจริญอาหาร บำรุงน้ำดี แก้โรคม้ามและตับ ขับพยาธิ น้ำคั้นจากผงสดเป็นยาระบายอ่อน ๆ อมแก้ปากเปื่อย ผลเป็นยาเย็นแก้ร้อนในกระหายน้ำ ทำให้ตาสว่าง แก้ตาบวมแดง แก้แผลบวมเป็นหนอง ฝีอักเสบ แก้บิด วิธีใช้ ผลสด ต้มรับประทานครั้งละ 6-15 กรัม หรือผิงไฟให้แห้งบดเป็นผงรับประทาน

เมล็ด รสขมชุ่ม คั้นเอาน้ำกินเป็นยากระตุ้นความรู้สึกทางเพศ เพิ่มพูนลมปราณ บำรุงธาตุ บำรุงกำลัง โดยใช้เมล็ดแห้ง 3 กรัม ต้มน้ำดื่ม

ใบ แก้โรคกระเพาะ บิด แผลฝีบวมอักเสบ ขับพยาธิ โดยใช้ใบสด 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่ม หรือใบแห้งบดเป็นผงรับประทาน ใช้ภายนอก ต้มเอาน้ำชะล้าง พอก หรือคั้นเอาน้ำทา

ราก รสขมเย็นจัด ใช้แก้ร้อนใน แก้พิษ บิดถ่ายเป็นเลือด แผลฝีบวมอักเสบ แก้ปวดฟัน โดยใช้รากสด 30-60 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใช้ภายนอก ต้มเอาน้ำชะล้าง

เถา รสขมเย็นจัด ใช้แก้ร้อน แก้พิษ แก้ฝีอักเสบ แก้ปวดฟัน ใช้เถาแห้ง 3-12 กรัม ต้มน้ำดื่ม ใช้ภายนอก ต้มเอาน้ำชะล้างหรือตำพอก

 ตำรับยา :

  • แก้ไข้ที่เกิดจากกระทบความร้อน ใช้ผลสดควักไส้ในออกใส่ใบชาเข้าไปแล้วประกบกัน นำไปตากให้แห้งในที่ร่ม รับประทานครั้งละ 6-10 กรัม โดยต้มน้ำดื่มหรือชงน้ำดื่มต่างชาก็ได้
  • แก้ร้อนในกระหายน้ำ ใช้ผลสด 1 ผล ขูดไส้ออก หั่นฝอยต้มน้ำดื่ม
  • แก้บิด ใช้น้ำคั้นจากผลสด 1 แก้ว ผสมน้ำดื่ม
  1. แก้บิดเฉียบพลัน ใช้ดอกสด 20 ดอก ตำคั้นเอาน้ำมาผสมน้ำผึ้งพอสมควรดื่ม บิดถ่ายเป็นเลือดก็เพิ่มข้าวแดงเมืองจีน (อั่งคัก Monascus pur-pereus Wet.) อีก 2-3 กรัม บิดมูกให้เพิ่มอั๊กชัว (ยาสำเร็จรูปชนิดหนึ่ง) 10 กรัม ผสมน้ำสุกรับประทาน
  2. แก้บิดปวดท้อง ถ่ายเป็นเมือก ใช้รากสด 60 กรัม น้ำตาลกรวด 60 กรัม ต้ม น้ำดี ถ่ายเป็นเลือด ใช้รากสด 120 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  3. แก้บิดถ่ายเป็นมูกเลือด ใช้เถาสด 1 กำมือ แก้บิดมูกใส่เหล้าต้มดื่ม แก้บิดเลือด ให้ต้มน้ำดื่ม
  • แก้แผลบวม ใช้ผลสดตำพอก
  • แก้ปวดฝีใช้ใบแห้ง บดเป็นผงชงเหล้าดื่ม แก้ฝีบวมอักเสบ ใช้ใบสดตำคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น หรือใช้รากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำพอก
  • แผลสุนัขกัด ใช้ใบสดตำพอก
  • แก้ปวดฟัน ใช้รากสดตำพอก
  • ขับพยาธิ ใช้ใบสด 120 กรัม ตำคั้นเอาน้ำดื่ม นอกจากนี้ยังใช้เมล็ด 2-3 เมล็ด รับประทานขับพยาธิตัวกลม
  • แก้คัน แก้หิดและโรคผิวหนังด่าง ใช้ผลแห้งบดเป็นผง ใช้โรยแผล แก้คันหรือทำเป็นขี้ผึ้ง ใช้ทาแก้หิด และโรคผิวหนังต่าง ๆ

สารสำคัญ :

ผลมี charantin (b-sitosterol-b-D-glucoside กับ 5, 25 stigmastadiene 3 b-ol-b-D-glucoside), serotonin และ amino acids เช่น glutamic acid, alanine, phenylalanine, proline, a-aminobutyric acid, citrulline, galacturonic acid เมล็ด มีไขมัน (ประกอบด้วย butyric acid, palmitic acid, stearic acid, oleic acid), a-elaeostearic acid, momordicine, protein ใบ มี momordicine

ข้อควรระวัง :

ผลสุก ไม่ควรรับประทาน เพราะมี saponin สูงจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน

มะขามแขก

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia angustifolia Vahl.Cassia acutifolia Delile
วงศ์ : Caesalpiniaceae
ชื่ออังกฤษ : India senna, Tinnevelly senna และAlexandria senna, Nubia senna
ชื่อท้องถิ่น :

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้พุ่มขนาดเล็ก สูง 0.5-1.5 เมตร ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก ใบย่อย ใหญ่และยาวกว่าใบมะขามเล็กน้อย รูปใบยาวปลายใบแหลมสีเขียวอ่อนกว้างประมาณ 0.7-1 ซม. ดอก ใหญ่สีเหลืองสวย เป็นช่อ บานจากล่างไปบน ผล เป็นฝัก แบน บาง โค้งเล็กน้อย ฝักอ่อนสีเขียวแก่จัดสีน้ำตาล เมล็ดแบน ฝักมี 6-12 เมล็ด

ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ :

ใบ และ ฝัก มะขามแขกเป็นยาระบาย รักษาคนไข้ที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากลำไส้ใหญ่ไม่เคลื่อนไหว

แก้อาการท้องผูก

ใบที่เก็บก่อนมีดอก ตากแห้ง 3-10 กรัม หรือฝักแห้ง 2 กรัม (4-5 ฝัก) ชงน้ำร้อนทิ้งไว้ 10 นาที ดื่มก่อนนอน

สารสำคัญ :

ฝักและใบมะขามแขกมีสารสำคัญ เป็นสารจำพวกแอนทราควิโนนส์หลายชนิด ซึ่งมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ได้แก่ sennoside A B C และ D, emodin, rhein สารประกอบอื่น เช่น chrysophanol, kaempferol และ essential oil

ข้อควรระวัง :

  1. เมื่อรับประทานแล้วมักเกิดอาการไซ้ท้อง อาจช่วยบรรเทาได้โดยรับประทานสมุนไพรขับลมร่วมด้วย เช่น กระวาน กานพลู ขิง อบเชย เพื่อบรรเทาอาการไซ้ท้อง และฝักมะขามแขกจะมีน้ำตาลสูงกว่าในใบทำให้อาการไซ้ท้องลดลง
  2. สตรีมีครรภ์ สตรีที่ให้นมบุตร สตรีที่มีประจำเดือน และเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ห้ามรับประทาน
  3. ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน เพราะจะเกิดความเคยชินกับยา ถ้าไม่ใช้จะไม่ถ่าย พบว่ามีการทำลายระบบประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของลำไส้
  4. ถ้าใช้นานจะทำให้ขาดโพแทสเซียม ถ้าจำเป็นต้องใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ควรรับประทานโพแทสเซียมด้วย

ฟ้าทะลายโจร

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Andrographis paniculata Wall. ex Nees
วงศ์ : Acanthaceae
ชื่ออังกฤษ :
ชื่อท้องถิ่น : ฟ้าทะลาย น้ำลายพังพอน (กรุงเทพ ฯ) ฟ้าสาง (พนัสนิคม) หญ้ากันงู (สงขลา) สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) ฟ้าสะท้าน (พัทลุง) เขยตายยายคลุม (โพธาราม) เมฆทะลาย (ยะลา)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

เป็นพืชล้มลุก ปลายกิ่งเป็นสี่เหลี่ยม ใบ เดี่ยว โคนใบแหลม ดอก ออกเป็นช่อบริเวณง่ามใบและส่วนยอดของต้น มีห้ากลีบสีขาว ผล เหมือนต้อยติ่ง แต่เล็กกว่า ผลเมื่อแก่จะแตกสองซีกและดีดเหมือนต้อยติ่ง ในผลมีเมล็ดสีน้ำตาล การเก็บเป็นการค้า เก็บจากปลายยอดลงประมาณ 2 คืบก่อนเป็นผล ราคาจะดีกว่าใบแก่หรือมีผลแล้ว ขยายพันธุ์โดยหว่านเมล็ดในช่วงต้นฤดูฝน

ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ :

ใช้กิ่งและใบสด ล้างสะอาดสับเป็นท่อน ๆ สั้น ๆ 1 กำมือ ต้มกับน้ำดื่มวันละ 3 ครั้ง แก้เจ็บคอ ท้องเสีย บิด แก้ไข้ ใช้ 2-3 กำมือ เนื่องจากมีรสขม มักรับประทานเป็นลูกกลอน ครั้งละ 1.5 กรัม วันละ 4 ครั้ง หรือยาแคปซูล ใบ บดผสมน้ำมันพืชรักษาแผลน้ำร้อนลวก ไฟไหม้ หรือดองเหล้าโรง 7 วัน กินก่อนอาหาร ครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะ กระทรวงสาธารณสุข จัดฟ้าทะลายโจรอยู่ในกลุ่มสมุนไพรสาธารณสุขมูลฐานแก้โรคเจ็บคอ

สารสำคัญ :

 แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) รับประทานครั้งละ 100-150 มิลลิกรัม

ข้อควรระวัง :

  1. ใบและลำต้นแห้งเก็บไม่เกิน 1 ปี เพราะจะเสื่อมฤทธิ์
  2. ถ้าเกิดอาการปวดท้อง ท้องเสีย ปวดเอว เวียนหัว ให้หยุดยา
  3. ไม่ควรรับประทานติดต่อกันนาน เพราะเป็นยาเย็น ทำให้มือ เท้า อ่อนแรงได้
  4. ในรูปแบบยาเตรียม ไม่ควรเก็บนานเกิน 3 เดือน เพราะยาจะเสื่อมคุณภาพ

เพชรสังฆาต

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cissus quadrangularis Linn. Vitis quadrangularis Wall.
วงศ์ : Vitaceae (Vitidaceae)
ชื่ออังกฤษ : Edible-stemmed vine
ชื่อท้องถิ่น : ขั่นข้อ (ราชบุรี) สันซะฆาต สันชะควด (กรุงเทพ ฯ) สามร้อยยอด (ประจวบคีรีขันธ์)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้เลื้อย ลำต้น รูปสี่เหลี่ยมเป็นครีบ ผิวเรียบมีรอยคอดบริเวณข้อ ใบ เดี่ยวออกข้อละ 1 ใบ บริเวณปลายเถา ใบรูปสามเหลี่ยม หรือรูปไข่กว้าง 3-8 ซม. ยาว 4-10 ซม. ขอบใบหยักมน เนื้อใบค่อนข้างหนา ตรงข้ามใบมีมือเกาะ ดอก เป็นดอกช่อออกตรงข้ามใบ ดอกย่อยขนาดเล็ก กลีบดอกด้านนอกสีเขียวแกมเหลือง โคนกลีบมีแถบสีแดง กลีบด้านในสีขาวแกมเขียว

ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ :

ใบ ยอดอ่อน รักษาโรคลำไส้เกี่ยวกับอาหารไม่ย่อย มีรายงานจากอินเดียว่า ลำต้น ใช้เป็นยาพอกเมื่อกระดูกหัก น้ำคั้นจากต้น กินแก้โรคลักปิดลักเปิด แก้อาการผิดปกติของระดู ใช้หยอดหูแก้น้ำหนวกไหล หยอดจมูกแก้เลือดกำเดา

เถาสด แก้ริดสีดวงทวาร กินวันละ 1 ปล้องจนครบ 3 วัน โดยหั่นบาง ๆ ใช้เนื้อมะขามเปียกหรือเนื้อกล้วยสุกหุ้ม กลืนทั้งหมด เพราะเถาสดมีแคลเซียมออกซาเลต อาจทำให้คันคอ

สารสำคัญ :

ลำต้นมี แคลเซียมออกซาเลต (calcium oxalate) คาโรทีน (carotene) วิตามินซี (ascorbic acid) ไตรเทอร์พีนส์ (triterpenes) และไฟโตสเตอรอล (phytosterol)

ข้อควรระวัง :

เนื่องจากมีแคลเซียมออกซาเลตสูง ถ้ากินทำให้เกิดความระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อในปากและลำคอ ถ้าถูกผิวหนังจะทำให้เกิดผื่นแดง

ชุมเห็ดเทศ

 

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cassia alata Linn.
วงศ์ : Caesalpiniaceae
ชื่ออังกฤษ : Candle bush, Ringworm bush, Acapulo, Ringworm senna
ชื่อท้องถิ่น : ชุมเห็ดใหญ่ (ภาคกลาง) หมากกะลิงเทศ (ภาคเหนือ) ส้มเห็ด (เชียงราย) จุมเห็ด (มหาสารคาม) ตะอีพอ (แม่ฮ่องสอน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้ทรงพุ่มสูงประมาณ 1-2 เมตร ใบ เป็นคู่ขนานกันใบยาว 30-60 ซม. มีประมาณ 8-20 คู่ ดอก เป็นช่อสีเหลืองอัดแน่น sepal สีเขียว กลีบดอกเหลือง ผล มีปีกเมล็ดใสสีดำ ขยายพันธุ์โดยเมล็ด

ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ :

เหง้า แก้ท้องผูก กลากเกลื้อน สิว โรคผิวหนัง ปัสสาวะขัด ขับพยาธิ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ บำรุงหัวใจ ต้น แก้ท้องผูก โรคผิวหนัง ขับพยาธิ บำรุงหัวใจ ใบ โรคผิวหนัง ยาระบาย ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ บำรุงหัวใจ ดอก บำรุงผิวหนัง ยาระบาย ผัก ขับพยาธิ เมล็ด โรคผิวหนัง แก้ท้องผูก ขับพยาธิ ทั้งต้น ขับพยาธิ แก้ไข้ โบราณใช้ทั้งต้น สับเป็นท่อน ตากแดด คั่วให้เกรียม ชงน้ำดื่มเป็นน้ำชา ใบสดตำละเอียดเติมน้ำเล็กน้อยแก้โรคกลาก หรือผสมกับหัวกระเทียมเท่ากัน ผสมปูนแดงทาก็ได้

แก้อาการท้องผูก

ใช้ดอกชุมเห็ดเทศสด 2-3 ช่อ ต้มรับประทานกับน้ำพริก หรือนำใบสด หั่น ตากแห้ง ใช้ต้มหรือชงน้ำดื่มครั้งละ 12 ใบ หรือใช้ใบแห้งบดเป็นผง ปั้นกับน้ำผึ้งเป็นยาลูกกลอนขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย รับประทานครั้งละ 3 เม็ด ก่อนนอน หรือเมื่อมีอาการท้องผูก

รักษาโรคผิวหนัง กลากเกลื้อน

ใบชุมเห็ดเทศสด ขยี้หรือตำในครกให้ละเอียด เติมน้ำเล็กน้อย หรือใช้ใบชุมเห็ดเทศกับหัวกระเทียมปริมาณเท่า ๆ กันผสมปูนแดงที่กินกับหมากนิดหน่อย ตำผสมกัน ทาบริเวณที่เป็นกลาก โดยเอาไม้ไผ่ขูดผิวให้แดงก่อน ทาบ่อย ๆ จนหาย หายแล้วทาต่ออีก 7 วัน

รักษาฝีและแผลพุพอง

ใช้ใบชุมเห็ดเทศและก้านสด 1 กำมือ ต้มกับน้ำพอท่วมยา แล้วเคี่ยวให้เหลือ 1 ใน 3 ชะล้างบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น ถ้าเป็นมากให้ใช้ประมาณ 10 กำมือ ต้มอาบ

สารสำคัญ :
เมล็ด มี lectin
ใบ มี aloe-emodin, anthraquinones chrysophanol, deoxycoeluatin, emodin, rhein, kaempferol, sitosterol
ผล มี aloe-emodin, emodin, rhein 

ข้อควรระวัง :

• การใช้ใบหรือดอกชุมเห็ดเทศเป็นยาระบาย ไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 7 วัน หรือใช้ประจำ ลำไส้ใหญ่จะเคยชินกับยาเมื่อไม่ใช้ก็จะไม่ถ่าย
• ไม่ควรใช้กับเด็กและผู้ป่วยโรคทางเดินอาหาร
• ไม่ควรใช้กับหญิงมีครรภ์ให้นมบุตร มีประจำเดือน
• ถ้าเกิดไซ้ท้อง ควรรับประทานพร้อมกับยาขับลม เช่น ขิง กระวาน กานพลู
• อย่ารับประทานขนาดสูงไป จะทำให้ไตอักเสบได้

กวาวเครือ

กวาวเครือจัดเป็นพืชวงศ์ถั่วพบทั่วไปตามป่าเบญจพรรณมีมากทาง ภาคเหนือ ที่พบในประเทศไทยมี 4 ชนิด คือ กวาวเครือขาว กวาวเครือแดง กวาวเครือมอ และกวาวเครือดำ ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะกวาวเครือขาวซึ่งเป็นสมุนไพรมหัศจรรย์ ที่กล่าว ถึงกันอย่างแพร่หลายและมีงานวิจัยออกมามากมาย

กวาวเครือขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pueraria mirifica Airy Shaw and Suvathbandhu
วงศ์ : Leguminosae
ชื่ออังกฤษ : Kwao Khreu
ชื่อท้องถิ่น : กวาวเครือขาว (ภาคเหนือ) ตามจองหอง (ชุมพร) กวาวหัว ทองกวาว กวาวเครือ ตานเครือ โมะตะถู (กระเหรี่ยง-กาญจนบุรี) ทองเครือ กว๋าวเครือ จานเครือ (อีสาน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ :

ไม้เถาเนื้อแข็ง ลักษณะ ต้น เป็นเครืออาศัยพันต้นไม้อื่น หรือ เลื้อยไปตามพื้นดิน ก้านหนึ่งมี ใบ ย่อย 3 ใบออกดอกเป็นช่อโปร่ง สีม่วง เป็นช่อยาวประมาณ 30 ซม. มี หัว ที่บริเวณราก หัวค่อนข้างกลมขนาดใหญ่หรือเล็กขึ้นกับสภาพดิน ดอก จะแปรเปลี่ยนเป็นฝักคล้ายฝักถั่วแบบ มีขนสั้นๆ มีเมล็ด 3-7 เมล็ดต่อฝัก เมื่อ ฝัก แก่เมล็ดภายในจะมีลักษณะคล้ายเมล็ดถั่ว มีสีน้ำตาลลายจุด ความยาวประมาณ 3-4 มม. สามารถขยายพันธุ์ได้ด้วยการเพาะเมล็ดและการทอดเครือส่วนที่ใช้และสรรพคุณ : ส่วนหัว จากการทดลองในคน อาสาสมัครกินได้นอนหลับ ผิวหนังไม่เหี่ยวย่น เต่งตึง มีน้ำมีนวล รอยตีนกาหายไป ทรวงอกเต่งตึง สายตาและความจำดีขึ้น ไม่อ่อนเพลีย มีกำลังดี ลดกำหนัดได้ ช่องคลอดไม่แห้ง มีประจำเดือนกลับมาอีก เส้นผมหงอกกลับดำ ผมดกขึ้น แก้ปวดเมื่อยตามตัว สำหรับผู้ชาย ถ้าเด็กหนุ่มกิน นมจะแตกพาน ตั้งเต้า ลดกำหนัด ใช้เป็นอาหาร

หัวกวาวเครืออ่อน อายุไม่เกิน 1 ปี ขนาดครึ่งถึงหนึ่งกิโลกรัม นำมาบริโภคได้เหมือนไม้หัวชนิดอื่น เช่น มันต่างๆ กลอย หรือ หัวบุก สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้ เช่น แกงบวดกวาว กวาวแช่อิ่ม กวาวเชื่อม กวาวอบคลุกน้ำตาล ข้าวเกรียบกวาว กวาวทอด ทับทิมกรอบกวาว กวาวลอยแก้ว กวาวผัดกุ้งสด เปลือกและเถา แก้พิษงู

ตามตำราไทย ใช้หัวกวาวเครือขาวที่บดเป็นผงปั้นผสมน้ำผึ้ง รับประทานวันละ 1 เม็ด เท่าเม็ดพริกไทย

สารสำคัญ :

  • สารกลุ่มโครมีน (chromene) ได้แก่ ไมโรเอสตรอล (miroestrol) เป็นสารมีฤทธิ์คล้ายเอสโตรเจน
  • สารกลุ่มฟลาโวนอยด์ (flavonoids) ตัวที่พบมาก คือ กวาคูริน (kwakhurin) และกวาคูรินไฮเดรต (kwakurin hydrate) นอกจากนี้ยังพบสารฟลาโวนอยด์ตัวอื่น เช่น ดาอิดเซอิน (daidzeine) มิริฟิซิน (mirificin) เจนิสเตอิน (genisteine) ซึ่งสารกลุ่มนี้จะพบมากในถั่วเหลืองมีฤทธิ์ยับยั้งเซลล์มะเร็ง และพบว่ามีฤทธิ์เป็นเอสโตรเจนที่น้อยมากจนถือว่าไม่มีฤทธิ์ จึงสามารถใช้เป็นอาหารได้
  • สารกลุ่มคูมารินส์ (coumarins) ได้แก่ คูเมสตรอล (coumestrol) มิริฟิคูเมสแทน (mirificoumestan) มิริฟิคูเมสแทนไกลคอล (mirificoumestan glycol) และ มิริฟิคูเมสแทนไฮเดรต (mirificoumestan hydrate)
  • สารกลุ่มสเตอรอยด์ (steroids) ที่พบ ได้แก่ บีตาซิโตสเตอรอล (b-sitosterol) สติกมาสเตอรอล (stigmasterol) และ พูราเรียมิริฟิกาสเตอรอล (pueraria mirifica sterol)
  • สารประกอบอื่นๆ เช่น ซูโครส แคลเซียมออกซาเลต ลิเทียม โพแทสเซียม โซเดียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส โปรตีน ใยอาหาร
  • สารพิษได้แก่ butanin

ข้อควรระวัง :

  1. ห้ามคนหนุ่มสาวรับประทาน
  2. ผู้ได้รับยาส่วนใหญ่มีอาการข้างเคียง ได้แก่ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน เต้านมขยายขนาด
  3. การใช้พบว่ายังมีความเสี่ยงสูง เนื่องจากการรับยาเกินขนาดและยังขาดข้อมูลด้านความเป็นพิษ และการศึกษาขั้นคลินิกเพื่อศึกษาผลข้างเคียงทั้งระยะสั้นและระยะยาว
  4. แพทย์พื้นบ้านแนะนำไม่ควรรับประทานมากหรือต่อเนื่องนานเกินไป จะทำให้มีอาการเต้านมโตเกินไป เต้านมดานแข็งเป็นก้อน และอาจทำให้เกิดเป็นลมสาน (เนื้องอกหรืออาจเป็นมะเร็ง) ที่เต้านมได้
  5. สำหรับผู้ชายหากรับประทานมาก จะมีเยื่อหุ้มที่อัณฑะหนาตัวขึ้นและอาจนำไปสู่การเป็นลมสาน (มะเร็ง) ที่อัณฑะได้
  6. ถ้ารับประทานมากจะทำให้เกิดอาการท้องอืดอย่างชัดเจน หมอพื้นบ้านจึงต้องให้รับประทานสมุนไพรที่มีส่วนรักษาท้องอืดร่วมด้วย เช่น ตรีกฏุก พริกไทย

หลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียน ตำรับยาสมุนไพรแผนปัจจุบัน

7.1 หลักการทั่วไป

7.1.1 การกำหนดหลักเกณฑ์ ฯ อาศัยแนวทางจากระเบียบหลักเกณฑ์ข้อกำหนดในการขึ้นทะเบียนตำรับยาจำพวก herbal medicines ของประเทศสวีเดน อังกฤษ ฝรั่งเศส และแนวทางที่องค์การอนามัยโลกจัดทำขึ้น

7.1.2 ผลจากการศึกษาระเบียบ หลักเกณฑ์ ข้อกำหนดที่ใช้เป็นแนวทางดังกล่าวข้างต้นสรุปได้ ดังนี้

(1) ในการประเมินประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของยาจำพวก herbal medicines จะต้องให้ความสำคัญต่อประสบการณ์การใช้ที่มีมาเป็นเวลานาน และนำข้อมูลเหล่านี้มาพิจารณาด้วย โดยที่ข้อมูลดังกล่าวต้องมีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร (well – document) ระบุถึงระยะเวลาที่ใช้ยา ข้อบ่งใช้ และประเทศที่มีการนำยานั้นไปใช้

(2) ถึงแม้จะมีประสบการณ์การใช้ยามายาวนาน และไม่มีข้อบ่งชี้ให้เห็นว่าจะทำให้เกิดอันตราย ก็ไม่สามารถจะสรุปได้ว่ายานั้นจะมีความปลอดภัยเสมอไป เนื่องจากอันตราย หรือความเป็นพิษอาจเกิดขึ้นโดยไม่มีผู้ใดทราบ หรือไม่มีการรายงานไว้

(3) ยาที่จะประเมินประสิทธิภาพ และความปลอดภัยจากข้อมูลประสบการณ์การใช้ยาจะต้องมีสูตรตำรับ (products formulation) วิธีใช้ (mode of administration) สรรพคุณ ขนาดยา และระยะเวลาการใช้ยา (short or long term) ฯลฯ ที่ไม่แตกต่างจากตำรับยาที่เคยใช้กันมาในอดีต หากยาที่ขอขึ้นทะเบียนตำรับยามีความแตกต่างในประเด็นเหล่านี้ ก็จะต้องมีข้อพิสูจน์ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยด้วยการศึกษาทางเภสัชวิทยา/พิษวิทยา และการศึกษาทางคลินิก

7.2 คำจำกัดความ

7.2.1 ยาจากสมุนไพรแผนปัจจุบัน หมายถึง ผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูปที่ประกอบด้วยตัวยาสำคัญที่ได้จากพืช (active plant materials) ซึ่งอาจมี หรือ ไม่มีตัวยาช่วย (pharmaceutical necessities) อยู่ในสูตรตำรับ

ทั้งนี้ไม่รวมถึง

(1) ผลิตภัณฑ์ยาที่มีข้อบ่งใช้/สรรพคุณ ขนาด และวิธีใช้ตามความรู้ ความเชื่อที่สืบทอดต่อกันมา ซึ่งมีเอกสารอ้างอิงตามที่กำหนดไว้ ในหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนตำรับยาแผนโบราณ

(2) ผลิตภัณฑ์ยาที่ประกอบด้วยสารออกฤทธิ์ซึ่งอยู่ในรูปสารบริสุทธิ์ (purified substance)

7.2.2 ตัวยาสำคัญที่ได้จากพืช (active plant materials) หมายถึง ส่วนประกอบส่วนใดส่วนหนึ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติของพืช หรือสารสกัดจากพืช ได้แก่

(1) ส่วนของพืช เช่นราก เปลือก ดอก ใบ ผล เมล็ด เป็นต้น หรือ

(2) exudates ตามธรรมชาติจากพืช เช่น oleoresins, gums, latex เป็นต้น หรือ

(3) สิ่งที่เตรียมได้จาก (1) หรือ (2) ด้วยกรรมวิธี การบด การคั้น การสกัด ฯลฯ เช่น extracts, fatty oils, pressed juice เป็นต้น

สารออกฤทธิ์ที่ผลิตขึ้นด้วยกรรมวิธีทางเทคโนโลยีชีวภาพ (biotechnology) ไม่ถือว่าเป็นตัวยาสำคัญ ตามคำจำกัดความนี้

7.2.3 สารเทียบ (markers) หมายถึง สารที่เป็นองค์ประกอบตามธรรมชาติอยู่ในตัวยาสำคัญ และทราบโครงสร้างทางเคมี หรือ chromatographic pattern ซึ่งสามารถนำมาตรวจเอกลักษณ์ และคำนวณหาปริมาณ เพื่อช่วยในการควบคุมคุณภาพของตัวยาสำคัญ และผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรแผนปัจจุบันที่ผลิตจากตัวยาสำคัญนั้น

7.3 การควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน

7.3.1 การแสดงสูตรตำรับยา

(1) แสดงชื่อและปริมาณของตัวยาสำคัญ และตัวยาช่วยทั้งหมดที่อยู่ในสูตรตำรับ

(2) การแสดงชื่อตัวยาสำคัญ

  • ให้ระบุชื่อวิทยาศาตร์ (scientific name) ของพืชพร้อมทั้ง family
  • ให้แสดงลักษณะส่วนของพืช รูปแบบของวัตถุดิบ
  • ในกรณีที่ใช้ตัวทำละลายในการเตรียมตัวยาสำคัญจากพืชแห้ง ให้แสดงชื่อตัวทำละลาย และอัตราส่วนระหว่างส่วนของพืชกับตัวยาสำคัญที่ใช้เป็นวัตถุดิบในตำรับ เช่น Sennae folium dry: 60% ethanolic extract (8:1) เป็นต้น

(หมายเหตุ: การแสดงสูตรในฉลากไม่จำเป็นต้องระบุตัวทำละลายที่ใช้ในการสกัดไว้)

(3) การแจ้งปริมาณตัวยาสำคัญ ให้แจ้งเป็นปริมาณต่อหน่วย (unit dose) ของผลิตภัณฑ์ตามความเหมาะสม โดยใช้มาตราเมตริกแสดงน้ำหนักหรือปริมาตร หรือแจ้งเป็นร้อยละในผลิตภัณฑ์ หรือแจ้งเป็นช่วง (range) เทียบเท่ากับปริมาณสารออกฤทธิ์ (constituent of known therapeutic activity) หรือ สารเทียบ (marker) เช่น Sennae folium dry 830 – 1,000 mg, corresponding to 25 mg of hydroxyanthracene glycosides, calculated as sennoside B. เป็นต้น

7.3.2 ข้อมูลเกี่ยวกับพืช และกระบวนการเตรียมตัวยาสำคัญ

ข้อมูลที่ต้องพิจารณามีดังนี้

(1) ชื่อวิทยาศาสตร์ (scientific name)

(2) ชื่อสามัญเป็นภาษาอังกฤษ หรือภาษาไทย (ถ้ามี)

(3) ลักษณะและส่วนของพืชที่นำมาใช้

(4) สารที่เป็นองค์ประกอบหลัก (main constituents) หรือ สารที่มีลักษณะเฉพาะตัว (characterizing compounds) หรือสารที่มีฤทธิ์ทางชีววิทยา หรือออกฤทธิ์ในการรักษา (active constituents) ด้วย

(5) สภาพการเก็บรักษา และวิธีที่ใช้ป้องกันลดการปนเปื้อน หรือการถูกทำลายโดยจุลชีพ แมลง หรือศัตรูพืชอื่น ๆ

(6) รูปถ่าย หรือภาพวาดของพืชและส่วนของพืชที่นำมาใช้

(7) รายละเอียดวิธีการเตรียมตัวยาสำคัญจากพืช [กระบวนการเตรียมตัวยาสำคัญ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยา (Good Manufacturing Practice – GMP)]

7.3.3 ข้อกำหนดมาตรฐานของวัตถุดิบ (specification of raw materials)

(1) ต้องมีข้อกำหนดมาตรฐานของวัตถุดิบทุกชนิดทั้งที่เป็นตัวยาสำคัญ และตัวยาช่วย ถ้าเป็นวัตถุดิบตาม monographs ของตำรายาที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศ หรือตำรายาอื่น ๆ ที่คณะอนุกรรมการเห็นชอบก็ให้อ้างอิง monographs นั้น

(2) ถ้าเป็นวัตถุดิบที่ไม่เป็นไปตาม monographs ของตำรายา ให้ใช้ข้อกำหนดมาตรฐานที่จัดทำโดยผู้ผลิต ข้อกำหนดมาตรฐานของวัตถุดิบที่เป็นตัวยาสำคัญ ต้องประกอบด้วยรายละเอียดดังต่อไปนี้

  • ลักษณะ (description) : macroscopic, microscopic และ sensory characteristics (organoleptic)
  • วิธีตรวจเอกลักษณ์ (identity test) : เคมี กายภาพ โครมาโทกราฟี
  • วิธีวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (main constituents) สารออกฤทธิ์ (constituents of known therapeutic activity) หรือ สารเทียบ (markers) พร้อม limits
  • limits ของ ash values, moisture content, microbial contamination และ สารปนเปื้อนอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการยากำหนด

7.3.4 วิธีการผลิตยาสำเร็จรูปโดยละเอียด (detail manufacturing procedure)

กระบวนการผลิตยาสำเร็จรูปต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตยา (Good Manufacturing Practice – GMP) ตามที่คณะกรรมการยากำหนด

7.3.5 ข้อกำหนดมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ยาสำเร็จรูป (specification of finished products)

(1) ลักษณะ (appearance) ของผลิตภัณฑ์ และ final product

(2) วิธีการตรวจเอกลักษณ์ (identity test) – ตัวยาสำคัญ, vehicle

(3) วิธีวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก (main constituents) สารออกฤทธิ์ (constituents of known therapeutic activity) หรือ สารเทียบ (markers) พร้อม limits

(4) ข้อกำหนดมาตรฐานที่ขึ้นอยู่กับรูปแบบ (dosage form) ของผลิตภัณฑ์ : ให้ใช้ข้อกำหนดมาตรฐานตามที่กำหนดในตำรายาที่กระทรวงสาธารณสุขประกาศ หรือตามที่คณะกรรมการยาที่กำหนด โดยระบุวิธีทดสอบพร้อมทั้ง limits

เช่น ยาผง : – Fineness
    – Weight/unit
    – Weight variation
  ยาเม็ด, แคปซูล – Weight/unit
    – Weight variation
    – Disintegration
  ครีม, ขี้ผึ้ง – Physical homogeneity
    – pH
    – Minimum fill เป็นต้น

(5) limit ของ microbial contamination

(6) รายละเอียดวิธีการศึกษาความคงสภาพทางกายภาพของผลิตภัณฑ์ หรือวิธีการอื่นตามที่คณะกรรมการยากำหนด และระบุวันหมดอายุของยาโดยผู้ผลิต

7.4 การประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย

7.4.1 ในกรณีของยาที่ไม่เคยได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในประเทศไทยมาก่อน ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ยา จากสมุนไพรแผนปัจจุบันที่นำมาขอขึ้นทะเบียนตำรับยา จะประเมินจากผลการศึกษาด้านเภสัชวิทยา พิษวิทยา และการศึกษาทางคลินิก หรือ หลักฐานอื่น ๆ ที่แสดงว่ามีการใช้ได้ผลทางคลินิกตามที่คณะกรรมการยาเห็นชอบ

7.4.2 ผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรแผนปัจจุบันต่อไปนี้ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องส่งข้อมูลการศึกษาด้านพิษวิทยา

(1) ยาที่ประกอบด้วยตัวยาสำคัญที่มีหลักฐานแสดงว่าผลิต หรือเตรียมขึ้นด้วยกรรมวิธีที่ไม่แตกต่างจากกรรมวิธีที่เคยใช้กันมาแต่โบราณ

(2) ยาที่ประกอบด้วยตัวยาสำคัญที่มีหลักฐานแสดงว่ามีการนำมาใช้เป็นอาหาร และมีวิธีนำยาเข้าสู่ร่างกาย (mode of administration) โดยการรับประทาน

7.4.3 ในกรณีตำรับยาที่ใช้สารสกัดจากพืชชนิดเดียวกับ ตำรับยาต้นแบบที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว จะต้องมีหลักฐานแสดงว่าสารสกัดจากพืชนั้นมีคุณภาพมาตรฐานไม่ต่ำกว่ายาต้นแบบ

7.5 ข้อมูลอื่นๆ

เช่น

– ฉลาก/เอกสารกำกับยา
  – สถานะการขึ้นทะเบียนตำรับยาในประเทศอื่น- ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิบัตร

– ใบรับรอง (Certificate) ต่าง ๆ เช่น Certificate of GMP, Certificate of Pharmaceutical Product, Certificate of Free Sale ฯลฯ

7.6 ขอบเขตของการนำหลักเกณฑ์ไปปฏิบัติ

หลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนตำรับยาจากสมุนไพรแผนปัจจุบันนี้ ใช้กับตำรับยาที่ยื่นคำขอขึ้นทะเบียนตำรับยา ภายหลังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ประกาศใช้หลักเกณฑ์ตำรับยาที่มีตัวยาสำคัญและปริมาณในสูตรตำรับ เช่นเดียวกับที่เคยรับขึ้นทะเบียนไว้ก่อนแล้ว หากมีสรรพคุณ/ข้อบ่งใช้ ขนาด และวิธีใช้ไม่แตกต่างไปจากเดิม ให้ใช้หลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียนตำรับยาสามัญในการพิจารณา

หมายเหตุ ตำรับยาที่ประกอบตัวยาสำคัญที่ได้จากสัตว์ หรือแร่ธาตุให้ประยุกต์ใช้หลักเกณฑ์ที่กล่าวข้างต้นตามความเหมาะสม

สมุนไพรที่ใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐานประกาศโดยกระทรวงสาธารณสุขมีประมาณ 60 ชนิด สมุนไพรที่นำเสนอในหนังสือเล่มนี้มี 20 ชนิด โดยคัดเลือกจากการที่ประชาชนนิยมใช้ มีศักยภาพในการผลิต มีสรรพคุณชัดเจน โดยนำเสนอชื่อที่ใช้เรียกขานกันในภาคต่างๆ ชื่ออังกฤษ ชื่อวิทยาศาสตร์ วงศ์ ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ส่วนที่ใช้และสรรพคุณ สารสำคัญ และข้อควรระวังในการใช้พอสมควร เพราะยาจากสมุนไพรมีคุณอนันต์ก็มีโทษมหันต์ เช่นกัน