Archive for the “ห้องเรียนวิทยาศาสตร์” Category
- คัดเลือกมะขามเปรี้ยวหรือมะขามเปียกในสภาพดีไม่มีมอด รา เนื้อสีน้ำตาลอมแดง แกะเมล็ดและรกออก ล้างด้วยน้ำเปล่า 1 ครั้ง
- ใช้เนื้อมะขาม 300 กรัม ต่อน้ำ 2 ลิตร ผสมรวมกัน ตั้งไฟใช้อุณหภูมิประมาณ 80-85 องศาเซลเซียส พร้อมคนตลอดเวลา
- ยกขึ้นกรองด้วยผ้าขาวบาง 2 ชั้น บีบเอาน้ำออก นำกากไปต้ม และคั้นน้ำออกจำนวนทั้งหมด 4 ครั้ง
- นำน้ำมะขามที่กรองจำนวน 4 ครั้งมาผสมรวมกันและกรองด้วยผ้าขาวบางอีก 1 ครั้ง
- จากนั้นนำน้ำมะขาม 5 ลิตร น้ำตาลทราย 600 กรัม และเกลือ 4 กรัม มาผสมรวมกัน และตั้งไฟต้มให้เดือด
- จากนั้นเทน้ำมะขามกรองด้วยผ้าขาวบาง
- บรรจุลงในภาชนะที่ฆ่าเชื้อแล้วในขณะที่น้ำมะขามยังร้อนอยู่ ทั้งนี้ภาชนะนำมาฆ่าเชื้อด้วยการลวกในน้ำต้มเดือดแช่ทิ้งไว้ 1-2 นาที
- นำน้ำมะขามบรรจุในภาชนะที่เตรียมไว้ จากนั้นคว่ำขวดลงเพื่อต้องการฆ่าเชื้อที่ฝาขวด
Tags: ครัวเรือน, น้ำมะขาม, มะขาม, วิธีทำ
No Comments »
ดิน
หมายถึง วัตถุที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการสลายตัวทางกายภาพ และทางเคมีของดิน และแร่ รวมกับสารอินทรีย์ ที่เกิดจากการสลายตัวของซากพืชซากสัตว์เป็นผิวชั้นบนที่ห่องหุ้มโลก ซึ่งดินจะมีลักษณะและคุณสมบัติต่างกันไปในที่ต่าง ๆ ตามสภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ วัตถุต้นกำเนิดสิ่งมีชีวิตและระยะเวลาการสร้างตัวของดิน
ความสำคัญของดิน
- ดินทำหน้าที่เป็นที่ให้รากพืชได้เกาะยึดเหนี่ยวเพื่อให้ลำตันของพืชยืนต้นได้อย่างมั่นคงแข็งแรง
- ดินทำหน้าที่เป็นแหล่งให้ธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช
- ดินเป็นแหล่งที่เก็บกักน้ำหรือความชื้นในดินและเป็นแหล่งที่ให้อากาศในดินที่รากพืชใช้ในการหายใจ
กรด
หมายถึง สารประกอบที่มีไฮโดรเจนประกอบอยู่เมื่อละลายน้ำก็จะแตกตัวให้ไฮโดรเจนไออน (H+)
กรดในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำส้มสายชู น้ำมะนาว น้ำอัดลม
ด่าง
หมายถึง สารประกอบจำพวกไฮดรอกไซด์ของโลหะแอลคาไลด์ ซึ่งละลายน้ำจะแตกตัว ให้ไฮดรอกไซด์ไออน (OH-) เสมอ มีรสฝาด ถูกมือลื่นคล้ายสบู่
ด่างในชีวิตประจำวัน เช่น น้ำขี้เถ้า น้ำยาล้างจาน สบู่ แชมพู ผงฟู ผงซักฟอก
ความเป็นกรด – ด่างของดินมีความสำคัญอย่างไร
ความเป็นกรด-ด่างของดิน นิยมบอกเป็นค่า pH ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง 1-14 โดยดินที่มี pH ต่ำกว่า 7 จัดว่าเป็นดินกรด ส่วนค่า pH สูงกว่า 7 จัดว่าเป็นดินด่าง และค่า pH เท่ากับ 7 จัดว่า ดินเป็นกลาง
ความเป็นกรด-ด่างเป็นตัวควบคุมการละลายธาตุ อาหารในดิน ให้ออกมาอยู่ในรูปสารละลายรวมกับน้ำในดิน ถ้าดินมีความเป็นกรด-ด่างไม่เหมาะสม ธาตุอาหารในดินอาจละลายออกมาได้น้อยไม่เพียงพอต่อความต้องการของพืช หรือในทางตรงกันข้ามธาตุอาหารบางชนิดอาจละลายออกมามากเกินไปจนเป็นพิษต่อพืชได้
ดินกรดหรือดินเปรี้ยว
หมายถึง ดินที่มีระดับ pH ต่ำกว่า 7 มีวิธีการแก้ไขดินกรดโดยเติมปูนขาว หินปูนบด หรือ ใส่น้ำท่วมขังบริเวณที่เป็นกด
ดินด่าง
หมายถึง ดินที่มีระดับ pH สูงกว่า 7 มีวิธีการแก้ไขดินด่างโดยเติมอินทรีย์วัตถุหรือปลูกพืชบำรุงดิน
การวัดความเป็นกรด-ด่างของดิน
วิธีที่นิยมมี 2 วิธีคือ
- วัดด้วยเครื่องวัดทีเรียกว่า pH Meter หลักการ คือ เปรียบเทียบค่าความต่างศักย์ระหว่าง glass electrode กับ reference electrode ค่าความต่างศักย์ที่ได้จะถูกเปลี่ยนเป็นหน่วย pH
- การวัดด้วยน้ำยาเปลี่ยนสี (Indicator) น้ำยาเปลี่ยนสีจะเปลี่ยนสีไปตาม pH ของดินที่เปลี่ยนไป
ระดับความรุนแรงกรด-ด่างของดิน
|
ค่า pH
|
สภาพความเป็นกรด-ด่าง
|
| น้อยกว่า 3.5 |
กรดรุนแรงที่สุด (ultra acid) |
| 3.5-4.5 |
กรดรุนแรงมาก (extremely acid) |
| 4.6-5.0 |
กรดจัดมาก (very strongly acid) |
| 5.1-5.5 |
กรดจัด (strongly acid) |
| 5.6-6.0 |
กรดปานกลาง (moderately acid) |
| 6.1-6.5 |
กรดเล็กน้อย (slightly acid) |
| 6.6-7.3 |
กลาง (neutral) |
| 7.4-7.8 |
ด่างเล็กน้อย (slightly alkaline) |
| 7.9-8.4 |
ด่างปานกลาง (moderately alkaline) |
| 8.5-9.0 |
ด่างจัด (strongly alkaline) |
| มากกว่า 9.0 |
ด่างจัดมาก (very strongly alkaline) |
งานบริการวิเคราะห์ดิน ปุ๋ย
|
รายการ
|
ราคา(บาท)/หน่วย
|
| ความเป็นกรด-ด่าง |
100 |
| ค่าการนำไฟฟ้า |
100 |
| อินทรียวัตถุ |
200 |
| ไนโตรเจนทั้งหมด |
200 |
| ฟอสฟอรัสทั้งหมด |
200 |
| โพแทสเซียมทั้งหมด |
200 |
| แคลเซียม |
200 |
| แมกนีเซียม |
200 |
| เหล็ก |
200 |
| ทองแดง |
200 |
| แมงกานีส |
200 |
| สังกะสี |
200 |
สนใจติดต่อ ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร (ฝทก.)
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
โทร 025779243, 025779280-1
โทรสาร 025779246
Tags: กรด, การวัด, ความสำคัญ, งานบริการ, ดิน, ดินกรด, ดินเปรี้ยว, ด่าง, ปุ๋ย, ระดับความรุนแรง, วิเคราะห์
No Comments »
1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
ยังไม่มีชื่อพรรณไม้ที่ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้ใช้พระนามาภิไธยเป็นชื่อพรรณไม้
2. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
ชื่อพรรณไม้ที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต ให้ใช้พระนามาภิไธยเป็นชื่อพรรณไม้
- ต้นโมกราชินี Wrightia sirikitiae D.J. Middleton & Santisuk เมื่อ พ.ศ. 2543
- ต้นมหาพรหมราชินี Mitrephora sirikitiae Weerasooriya, Chalermglin & R.M.K. Saunders เมื่อ พ.ศ. 2547
ชื่อพันธุ์ของดอกไม้ที่มีชื่อตามพระนาม สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ “ควีนสิริกิติ์”
- ดอกกล้วยไม้คัทลียา “ควีนสิริกิติ์” Cattleya “Queen Sirikit”
- ดอกกุหลาบ “ควีนสิริกิติ์” Rosa “Queen Sirikit”
- ดอกดอนญ่า “ควีนสิริกิติ์” Massaenda “Dona Queen Sirikit”
3. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ชื่อพรรณไม้ที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต ให้ใช้พระนามาภิไธยเป็นชื่อพรรณไม้
- ต้นกันภัยมหิดล Afgekia mahidoliae B.L.Burtt & Chermsir. เมื่อ พ.ศ. 2514
4. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมรี
ชื่อพรรณไม้ที่ได้รับพระราชทานพระราชานุญาต ให้ใช้พระนามาภิไธยเป็นชื่อพรรณไม้
- ต้นสิรินธรวัลลี Bauhinia sirindhorniae K. & S.S. Larsen เมื่อ พ.ศ. 2541
- ต้นจำปีสิรินธร Magnolia sirindhorniae Noot. & Chalermglin เมื่อ พ.ศ. 2543
- ต้นเอื้องศรีประจิม Sirindhornia mirabilis H.A.Pedernsen & Suksathan เมื่อ พ.ศ. 2545
- ต้นเอื้องศรีอาคเนย์ Sirindhornia monophylla H.A.Pedernsen & Suksathan เมื่อ พ.ศ. 2545
- ต้นเอื้องศรีเชียงดาว Sirindhornia pulchella H.A.Pedernsen & Indhamusika เมื่อ พ.ศ. 2545
- ต้นเทียนม่วงสิริน Impatiens sirindhorniae Triboon & Suksathan เมื่อ พ.ศ. 2552
—————————————————
ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น รวบรวม
ปรับปรุงข้อมูลล่าสุด วันที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2554
1 Comment »
โดย ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
1. ความสำคัญ
การขยายพันธุ์พืชจัดว่ามีความสำคัญในการปลูกพืช เพราะขั้นตอนแรกของการเพาะปลูกต้องมีต้นกล้าพืชเสียก่อน การเลือกวิธีการขยายพันธุ์พืชที่เหมาะสมจะทำให้สามารถผลิตต้นกล้าได้ตามปริมาณและคุณภาพที่ต้องการ ซึ่งเป็นผลไปถึงคุณภาพหรือปริมาณของผลผลิตของพืชนั้นๆ นอกจากนี้การขยายพันธุ์พืชยังมีความสำคัญในด้านการอนุรักษ์พันธุ์พืชที่หายากหรือใกล้จะสูญพันธุ์
2. การขยายพันธุ์พืชวิธีต่างๆ
การขยายพันธุ์พืชแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ การขยายพันธุ์แบบอาศัยเพศ ได้แก่ การขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ด กับการขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ ได้แก่ การขยายพันธุ์โดยการใช้ส่วนต่างๆ ของต้นพืช เช่น การปักชำ การตอนกิ่ง การติดตา การต่อกิ่ง รวมถึงการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
2.1. การขยายพันธุ์พืชแบบอาศัยเพศ
การเพาะเมล็ด (seeding)
การขยายพันธุ์พืชแบบอาศัยเพศ เป็นการขยายพันธุ์โดยใช้ส่วนของเมล็ดที่เกิดจากการผสมเกสรระหว่างเกสรเพศผู้และเกสรเพศเมีย โดยนำมาเพาะในวัสดุเพาะ เช่น ทรายหยาบ แกลบดำ ปุ๋ยคอก และดิน ในอัตราส่วน 1 : 1 : 1 : 0.5 โดยปริมาตร
วิธีการเพาะให้กดเมล็ดด้วยนิ้วมือลึกประมาณ 2-3 เท่าของขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเมล็ด ดูแลรดน้ำให้วัสดุมีความชื้นพอเหมาะ ระวังอย่างให้แฉะ
2.2 การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ
การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ หมายถึง การขยายพันธุ์พืชด้วยการใช้ส่วนต่างๆ ของพืช ได้แก่ ราก ลำต้น ใบ โดยส่วนต่างๆ ของพืชเหล่าที่สามารถเกิดราก และเจริญเติบโตเป็นต้นพืชได้ การขยายพันธุแบบไม่อาศัยเพศ เช่น การปักชำกิ่ง การตอนกิ่ง การติดตา การทาบกิ่ง เป็นต้น
การปักชำกิ่ง (Stem Cutting)
- เลือกใช้กิ่งชนิดกึ่งแก่กึ่งอ่อนลักษณะสีเขียวปนน้ำตาล ความยาวประมาณ 25-30 เซนติเมตร ตัดส่วนโคนกิ่งใต้ข้อห่าง 1 เซนติเมตร เป็นรูปปากฉลามเอียงทำมุม 45 องศา
- แล้วนำมาจุ่มในสารละลายเร่งการเกิดราก ผึ่งให้แห้งเล็กน้อย นำกิ่งไปปักในถุงขี้เถ้าแกลบให้กิ่งเอียงทำมุม 30 องศา จากแนวตั้งฉาก
- ประมาณ 20-30 วัน กิ่งปักชำมีการเกิดราก จากนั้นนำไปย้ายเลี้ยงในดินผสมบรรจุในถุงดำประมาณ 1-2 เดือน จนกิ่งปักชำมีการแตกใบใหม่ออกมา แล้วจึงนำลงปลูกในแปลง
การตอนกิ่ง (Layering)
เป็นการทำให้กิ่งพืชเกิดใหม่ในขณะที่ยังอยู่บนต้นแม่
ข้อดีคือมีอาหารจากต้นแม่มาเลี้ยงในช่วงที่รอให้เกิดราก
นิยมทำในฤดูฝน โดยเลือกตอนกิ่งที่แข็งพอสมควร มักนิยมใช้กิ่งที่ตั้งตรง เพราะออกรากง่ายกว่ากิ่งที่อยู่ในแนวนอน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 0.5 ซม. ขึ้นไป มีวิธีการดังนี้
- การเลือกกิ่ง เลือกกิ่งตอนที่มีความสมบูรณ์ ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางกิ่งตั้งแต่ 0.5 เซนติเมตรขึ้นไป มักใช้กิ่งตั้งตรงมากกว่ากิ่งที่อยู่ในแนวนอน เช่น กิ่งกระโดง เพราะมีการเกิดรากดีกว่า
- การควั่นกิ่ง เพื่อให้เกิดการสะสมอาหารบริเวณตอนบนของรอยควั่น ความยาวแผลที่ควั่นกิ่งประมาณ 1 นิ้ว จากนั้นใช้มีดขูดเนื้อเยื่อด้านนอกออก
- การใช้สารเร่งราก นำเซราดิกซ์ (IBA ความเข้มข้น 3,000 ppm) ละลายด้วยน้ำ ใช้พู่กันทาบริเวณรอยแผลด้านบน ทิ้งให้แห้งพอหมาดๆ
- การหุ้มกิ่งตอน ใช้ขุยมะพร้าวเป็นตุ้มตอน โดยนำมาแช่น้ำแล้วบีบพอหมาดๆ บรรจุใส่ถุงพลาสติกขนาดประมาณ 2 x 4 นิ้ว แล้วนำไปหุ้มกิ่งตอน
- การดูแลรักษากิ่งตอนขณะออกราก ต้องรักษาความชื้นให้เหมาะสม ถ้าเป็นช่วงหน้าแล้งต้องมีการให้น้ำตุ้มตอนเพิ่มขึ้น หลังจากตอนประมาณ 1-2 เดือน ตัดกิ่งตอนลงถุง และเลี้ยงไว้ในโรงเรือนเพาะชำประมาณ 1-2 เดือน แล้วจึงนำปลูกในแปลงได้
การต่อกิ่งแบบเสียบยอด ( Cleft Grafting)
การต่อกิ่ง คือ การนำกิ่งพันธุ์ดีมาต่อบนต้นตอ มักใช้สำหรับการเปลี่ยนพันธุ์พืชมากกว่าการขยายพันธุ์ นิยมใช้แพร่หลายและได้ผลดีกับทั้งไม้ผลและไม้ประดับ เช่น มะม่วง ขนุน เฟื่องฟ้า ชบา โกศล เป็นต้น ปัจจัยสำคัญที่สุดในการต่อกิ่งคือ ต้นตอและต้นพันธุ์ดีเมื่อต่อแล้ว เนื้อเยื่อเจริญของต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีต้องเชื่อมต่อกันได้ สามารถเจริญเติบโต ออกดอก และติดผลได้
- การเตรียมต้นตอ เลือกต้นตอขนาดใกล้เคียงกับกิ่งพันธุ์ดี ตัดต้นตอบริเวณที่ไม่มีข้อหรือตาให้เป็นมุมฉาก ผ่าต้นตอตามยาวให้ลึกประมาณ 1-2 นิ้ว แล้วแต่ขนาดของกิ่ง
- การเตรียมกิ่งพันธุ์ดี เลือกกิ่งพันธุ์ดีให้มีขนาดใกล้เคียงกับต้นตอ เฉือนโคนกิ่งพันธุ์ดีให้เฉียงลงทั้งสองข้างเป็นรูปลิ่มยาวประมาณ 1-1/2 นิ้ว
- การเสียบกิ่งพันธุ์ดีบนต้นตอ เผยรอยผ่าบนต้นตอโดยใช้ใบมีดสอดเข้าไป บิดมีดให้รอยผ่าเผยออก สอดโคนกิ่งพันธุ์ดีให้แนวเนื้อเยื่อเจริญของต้นตอและกิ่งพันธุ์ดีทับกัน พันด้วยเทปพลาสติกให้แน่น
การทาบกิ่ง (Approach Grafting)
การทาบกิ่ง คือ การนำพืชสองต้นมาทำการต่อเชื่อมให้เป็นต้นเดียวกัน โดยมีเซลล์เนื้อเยื่อเป็นตัวเชื่อมติดกัน การทาบกิ่งประกอบส่วนที่เป็นต้นตอ (Stock) ทำหน้าที่เป็นระบบรากของต้นพืชใหม่ และส่วนของกิ่งพันธุ์ดี (Scion) อยู่เหนือรอยต่อ ทำหน้าที่เป็นส่วนยอดหรือกิ่งก้านลำต้นของพืชต้นใหม่
- เลือกต้นตอขนาดใกล้เคียงกับกิ่งพันธุ์ดี เฉือนกิ่งต้นตอให้เป็นปากฉลามยาวประมาณ 2 นิ้ว แล้วเฉือนปลายเป็นรูปลิ่ม
- เลือกกิ่งพันธุ์ดีให้ขนาดใกล้เคียงกับต้นตอ เฉือนกิ่งพันธุ์ดีให้เข้าในเนื้อไม้เฉียงขึ้นไปยาวประมาณ 2 นิ้ว ตัดส่วนปลายของเปลือกไม้ที่เฉือนไว้เหลือประมาณ ½ นิ้ว
- นำต้นตอประกบเข้ากับกิ่งพันธุ์ดี จัดให้แนวเนื้อเยื่อเจริญสัมผัสกันมากที่สุด แล้วพันด้วยเทปพลาสติกให้แน่น
- เมื่อรอยแผลต่อเชื่อมกันสนิทดีแล้วให้ตัดที่โคนกิ่งพันธุ์ดีใต้รอยต่อ และนำไปปักชำต่อไป
ดูรายละเอียดและภาพประกอบเพิ่มเติมที่ การขยายพันธุ์พืช
Tags: Approach Grafting, การขยายพันธุ์พืช, การขยายพันธุ์พืชแบบอาศัยเพศ, การขยายพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ, การตอนกิ่ง, การต่อกิ่ง, การทาบกิ่ง, การปักชำกิ่ง, การเพาะเมล็ด, แบบเสียบยอด, Cleft Grafting, Layering, Plant Propagation, seeding, Stem Cutting
1 Comment »
ไส้เดือนดิน จัดอยู่ในอาณาจักรสัตว์ (Animalia) ศักดิ์แอนนิลิดา (Phylum: Annelida) ชั้น (Class: Oligochaeta ) ตระกูล (Order: Opisthopora) โดยมีการจำแนกวงศ์ (Family)ไว้ 21 วงศ์ และทั่วโลกมีมากกว่า 4,000 ชนิด สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อไส้เดือนดินได้แก่ ความชื้นของดินหรืออาหารที่ไส้เดือนอยู่ประมาณ 60-80%, อุณหภูมิประมาณ 15-28 องศาเซลเซียส และมีความเป็นกรด-ด่างเป็นกลาง
1. วงจรชีวิตของไส้เดือนดิน
ไส้เดือนดินเป็นสัตว์ที่มี 2 เพศในตัวเดียวกัน แต่การสืบพันธุ์เป็นแบบผสมข้าม (จับคู่ผสม) กับไส้เดือนดินตัวอื่น วงจรชีวิตของไส้เดือนดินจึงประกอบด้วย ระยะถุงไข่ ระยะตัวอ่อน และระยะตัวเต็มวัย

2. บทบาทของไส้เดือนดิน
ไส้เดือนดินส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีประโยชน์ต่อดินและพืช แต่ก็มีบางกลุ่มที่เป็นโทษ
2.1 ด้านที่เป็นประโยชน์
- ช่วยในการปรับปรุงดินและสภาพแวดล้อม ทำให้ดินร่วนซุย
- ช่วยกระจายเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์และส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช
- ช่วยกำจัดขยะอินทรีย์และวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร
- เป็นแหล่งโปรตีนของอาหารสัตว์
- เป็นตัวชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของดินและสารพิษที่ปนเปื้อนในดิน
2.2 ด้านที่เป็นโทษ
- เป็นตัวนำพาเชื้อโรคพืชมาสู่พืช
- เป็นตัวกลางในการถ่ายทอดปรสิตสู่พืช
- บางชนิดมีผลทำให้ดินจับตัวเป็นก้อนจนไม่สามารถปลูกพืชได้ เนื่องจากมีสารเคลือบอยู่ที่ก้อนดิน
3. การผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากไส้เดือนดิน
ปัจจุบันไส้เดือนดินทั่วโลกที่นำมาใช้ในการกำจัดขยะอินทรีย์หรือวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรในรูปแบบของการค้า เช่น จำหน่ายพันธุ์ และมูลไส้เดือนเพื่อใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ เป็นต้น มีประมาณ 15 สายพันธุ์เท่านั้น ส่วนในประเทศไทยมีการนำมาวิจัยประมาณ 8 สายพันธุ์ แต่ที่มีการส่งเสริมจนเป็นการค้ามีประมาณ 3 สายพันธุ์คือ ไทเกอร์วอร์มหรืออายซิเนีย ฟูทิดา (Eisenia foetida), อัฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์หรือยูดริลลัส ยูจินิแอ (Eudrillus eugeniae) และ ขี้ตาแร่หรือฟีเรททิมา พีกัวนา (Pheretima peguana)
3.1 รูปแบบของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากไส้เดือนดินในประเทศไทย
- การเลี้ยงไส้เดือนดินในตระกร้าหรือกระบะวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ
- การเลี้ยงไส้เดือนดินในชั้นพลาสติก
- การเลี้ยงไส้เดือนดินในวงบ่อซีเมนต์
- การเลี้ยงไส้เดือนดินในซองซีเมนต์หรือซองบล็อกประสาน
ควรวางระบบระบายน้ำปุ๋ยหรือรองรับน้ำปุ๋ยที่มาพร้อมกับมูลไส้เดือนดิน เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำปุ๋ยขัง เพราะอาจทำให้ไส้เดือนดินขาดอากาศและตายได้
3.2 อาหารสำหรับไส้เดือนดิน
- ขยะอินทรีย์จากครัวเรือนหรือตลาด
- มูลสัตว์
- เศษตอซังพืชจากภาคการเกษตร
4. ปัญหาและอุปสรรคของการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากไส้เดือนดิน
4.1 การเก็บมูลไส้เดือนมักติดถุงไข่และตัวอ่อนเป็นจำนวนมาก ทำให้มีจำนวนไส้เดือนลดลง ประสิทธิภาพในการผลิตมูลไส้เดือนลดลงด้วยเช่นกัน
4.2 สิ้นเปลืองพลังงานและต้นทุนเพิ่มขึ้นจากการต้องใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักรมาแยกไส้เดือนดินออกจากมูล เช่น การใช้แสงไฟไล่ หรือเครื่องคัดแยกตัวไส้เดือนดิน
4.3 ไม่ควรใช้เศษพืช อาหาร และมูลสัตว์ ที่มีความเป็นกรด-ด่างสูง หรือเศษอาหารที่มีน้ำมันปนอยู่ เพราะเป็นอันตรายต่อไส้เดือนดิน
4.4 สัตว์ที่เป็นอันตรายต่อไส้เดือนดิน เช่น ไก่ นก หนู และมด เนื่องจากเศษพืชผักเป็นอาหารของสัตว์เหล่านี้ รวมทั้งไส้เดือนดินด้วย
5. เทคนิคการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จากไส้เดือนดินโดยตั้งกองแบบปริซึมสามเหลี่ยม
ปัญหาสำคัญของผู้เลี้ยงไส้เดือนดินสำหรับผลิตปุ๋ยอินทรีย์คือการเก็บมูลไส้เดือน เพราะถ้าเก็บไม่ถูกวิธีก็จะติดทั้งตัวอ่อนและถุงไข่ของไส้เดือน ทำให้มีปริมาณของไส้เดือนลดลง จึงไม่มีไส้เดือนดินสำหรับผลิตปุ๋ยหรือจำหน่ายพันธุ์ในระยะยาวได้ ดังนั้นสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้พัฒนาการเลี้ยงไส้เดือนดินกองรูปปริซึมสามเหลี่ยมและให้อาหารด้านเดียว
การทำฐานที่อยู่อาศัย
ผสมดินกับมูลสัตว์ในอัตราส่วน 4:1 และปรับความชื้นประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ แล้วเกลี่ยให้มีความสูงประมาณ 5-10 เซนติเมตร ควรทำซองหรือคอกสำหรับกั้นสัตว์เลี้ยงมาคุ้ยเขี่ยและตาข่ายคลุมเพื่อกันนกหรือหนู
จำนวนไส้เดือนดิน
ประมาณ 1 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร
การเพิ่มประชากรไส้เดือนดิน
เติมอาหาร เช่น มูลสัตว์ผสมกับเศษผักหรือผลไม้ โดยมีความหนาครั้งละไม่เกิน10 เซนติเมตร เมื่ออาหารหมดให้เติมอาหารใหม่ จนกระทั่งมีความสูงประมาณ 45 เซนติเมตร

การตั้งกองรูปปริซึมสามเหลี่ยม
แต่งกองไส้เดือนใหม่ให้เป็นรูปคล้ายกับปริซึมสามเหลี่ยม ฐานกว้างและสูงประมาณ 45 เซนติเมตร

การให้อาหาร
หลังจากนั้นนำอาหารมาใส่เพียงหน้าเพียงด้านเดียวของกองแบบปริซึมสามเหลี่ยมให้มีความหนาประมาณ 5-10 เซนติเมตร เมื่ออาหารหมดก็ทยอยเติมด้านเดียวไปเรื่อยๆ
การเก็บมูลไส้เดือน
ส่วนอีกด้านของกองอาหารที่ไส้เดือนกินหมดแล้ว ปล่อยให้ความชื้นลดลงจนไม่มีไส้เดือนอาศัยอยู่ จึงปาดมูลของไส้เดือนดินออกมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์

สนใจติดต่อ
สถานีวิจัยลำตะคอง
333 หมู่ที่ 12 ตำบลหนองสาหร่าย อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา 30130
โทรศัพท์ 044-390107 และ 044-390150 แฟกซ์ 044-390107
E-mail: lamtakhong@tistr.or.th
Tags: Animalia, Annelida, การทำฐานที่อยู่อาศัย, การผลิต, การเก็บมูล, การเพิ่มประชากร, การให้อาหาร, ขี้ตาแร่, จำนวน, บทบาท, ประโยชน์, ปริซึม, ปัญหา อุปสรรค, ปุ๋ยอินทรีย์, ฟีเรททิมา พีกัวนา, ยูดริลลัส ยูจินิแอ, วงจรชีวิต, อัฟริกัน ไนท์ ครอเลอร์, อายซิเนีย ฟูทิดา, เทคนิค, โทษ, ไทเกอร์วอร์ม, ไส้เดือนดิน, Eisenia foetida, Eudrillus eugeniae, Oligochaeta, Opisthopora, Pheretima peguana
1 Comment »
สามารถดูวีดีโอสาธิตวิธีทำเจลล้างมือไม่ใช้น้ำได้โดยคลิกที่นี่
สูตร 1 : สูตรพื้นฐาน เพื่อการเตรียมเจลแอลกอฮอล์ 500 มล.
1 Carbopol 940 (คาร์โบพอล 940) 1.5 กรัม
2 Ethyl alcohol 95% (เอทิล แอลกอฮอล์ 95%) 370 มล.
3 Triethanolamine (ไตรเอทาโนลามีน) 1.5 กรัม
4 น้ำบริสุทธิ์ (น้ำ RO หรือ น้ำกลั่น) 128 มล.
วิธีการเตรียม
1. ตวงเอทิลแอลกอฮอล์ ผสมกับ น้ำบริสุทธิ์
2. ค่อยๆ โปรย คาร์โบพอล 940 และใช้เครื่องกวนให้กระจายตัว
3. ใส่ ไตรเอทาโนลามีน จะได้เจลแอลกอฮอล์
สูตร 2 : สูตรเพิ่มสารให้มือนุ่มลื่น เพื่อการเตรียมเจลแอลกอฮอล์ 500 มล.
1 Carbopol 940 (คาร์โบพอล 940) 1.5 กรัม
2 Ethyl alcohol 95% (เอทิล แอลกอฮอล์ 95%) 370 มล.
3 Triethanolamine (ไตรเอทาโนลามีน) 1.5 กรัม
4 น้ำบริสุทธิ์ (น้ำ RO หรือ น้ำกลั่น) 123 มล.
5 Propylene glycol (โพรไพลีน ไกลคอล) 5 มล.
วิธีการเตรียม
1. ตวงเอทิลแอลกอฮอล์ ผสมกับ น้ำสะอาด และเติมโพรไพลีน ไกลคอล
2. ค่อยๆ โปรย คาร์โบพอล 940 ซึ่งเป็นสารประกอบให้เกิดเจล
(Gel forming agent) และใช้เครื่องกวนให้กระจายตัว (พักทิ้งไว้ 1 คืน)
3. ใส่ ไตรเอทาโนลามีน (สารประกอบให้เกิดเจล) เติมสี/กลิ่น จะได้เจลแอลกอฮอล์
ข้อควรระวัง!
- ห้ามใช้ Methyl alcohol (เมทิล แอลกอฮอล์) แทนเอทิลแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด
- แอลกอฮอล์ จะติดไฟง่าย ต้องระวังการเกิดเปลวไฟ ในส่วนของน้ำที่นำมาใช้ควรเป็นน้ำบริสุทธิ์ (น้ำ RO หรือ น้ำกลั่น) เท่านั้น ห้ามใช้น้ำบาดาลเด็ดขาดเพราะจะทำให้เกิดตะกอน
ข้อมูลเพิ่มเติม
- สำหรับแหล่งซื้อวัตถุดิบในการทำเจลล้างมือไม่ใช้น้ำนั้นมีจำหน่ายที่ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ และร้านขายเครื่องเคมี
- เจลล้างมือไม่ใช้น้ำที่ดีนั้นเมื่อเปิดใช้ต้องมีกลิ่นแอลกอฮอล์ สามารถใช้เจลล้างมือได้บ่อยครั้งตามต้องการ
- อายุการเก็บรักษาของเจลล้างมือจะอยู่ที่ประมาณ 2 ปี นับจากวันที่ผลิต
ที่มา:
เภสัชกรอรรคชัย ตันตราวงศ์ นักวิชาการ ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
Tags: บทเรียน, เจลล้างมือไม่ใช้น้ำ, เจลแอลกอฮอล์
6 Comments »
กล้วยหอม เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ปลูกมากในแถบจังหวัดสุราษฎร์ธานี ชุมพร เพชรบุรี นครปฐม ราชบุรี ปทุมธานี ฯลฯ
กล้วยหอมสามารถเป็นสินค้าส่งออกระดับประเทศ เพราะกล้วยหอมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารอาหารต่าง ๆ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี นอกจากนี้ยังมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก เป็นต้น
สรรพคุณของกล้วยหอม : แก้โรคท้องผูก โรคลำไส้ โรคซึมเศร้า โรคโลหิตจาง เป็นต้น
จากสรรพคุณที่ได้กล่าวในข้างต้นนั้น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จึงได้พัฒนาสูตรน้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม เพื่อช่วยเหลือชาวเกษตรกรที่ปลูกกล้วยหอม ในช่วงฤดูที่กล้วยหอมออกผลผลิตมามากเกินความต้องการของตลาด
ซึ่งหากสนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวหลักสูตรการผลิตน้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ คุณปุณณภา บุญยะศักดิ์ ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โทร 0 2577 9131 โทรสาร 02 577 9130
ขั้นตอนการผลิตน้ำกล้วยหอมพร้อมดื่ม
- ตัดกล้วยหอมออกเป็นลูก ๆ
- ล้างน้ำสะอาด จากนั้นนำไปนึ่งเป็นเวลา 8 นาที
- ปอกเปลือกเอาแต่เนื้อกล้วย โดยใช้กล้วย 3 กิโลกรัม และซิตริก 1%
- นำไปใส่เครื่องปั่น นาน 2-3 นาที โดยใช้อัตราส่วนสำหรับ กล้วยบดละเอียด : น้ำสะอาด เป็น 1:4
- จากนั้นทำการกรอง
- นำน้ำกล้วยที่ได้จากการกรอง 11 กิโลกรัม ไปตั้งไฟที่อุณหภูมิ 80-90 องศาเซลเซียส
- ผสมน้ำตาลทรายขาว 650 กรัม + แซนแทนกัม 0.1%
- ทำการกรอง
- แล้วจึงนำกลับไปตั้งไฟที่อุณหภูมิ 80-90 องศาเซลเซียสต่อ
- จากนั้นจึงบรรจุใส่ภาชนะ
ที่มา : ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
Tags: กล้วยหอม, คาร์โบไฮเดรต, ซิตริก, ธาตุเหล็ก, ฟอสฟอรัส, วิตามินซี, วิตามินบี, วิตามินเอ, แคลเซียม, แซนแทนกัม, โปรตีน
No Comments »
แยม
หมายถึงผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนื้อผลไม้ หรือ น้ำผลไม้ และปรุงรสให้มีความหวาน เช่น ใช้น้ำตาลทรายปรุงรส แล้วนำมาให้ความร้อนเพื่อระเหยน้ำ และทำให้มีความหนืดข้นพอเหมาะ อาจมีส่วนผสมของเนื้อผลไม้บ้างตามชอบ
คุณลักษณะของแยมที่ดี
แยมที่ดีต้องมีลักษณะข้นเหนียวหรือเหลวพอเหมาะสำหรับใช้ทาขนมปัง มีสี กลิ่น รส ตามชนิดของผลไม้ที่ใช้ และทำให้มีความหวานไม่ต่ำกว่า 65 บริกซ์ โดยใช้เครื่องรีแฟรคโตมิเตอร์ ในการวัด และมีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ในระหว่าง 2.8-3.5
ส่วนผสม
- เนื้อกล้วยน้ำว้า 50 กรัม
- เนื้อมะเขือเทศ 50 กรัม
- น้ำสะอาด 200 กรัม
- น้ำตาลทรายขาว 150 กรัม
- น้ำมะนาว 15 กรัม
- เกลือ 1 กรัม
- เพคติน 4 กรัม
วิธีทำ
- ปั่นกล้วยน้ำว้าและมะเขือเทศสดสุกกับน้ำสะอาดให้เนียนละเอียด
- นำส่วนผสมที่ปั่นใส่ภาชนะตั้งไฟ กวนเพื่อระเหยน้ำนานประมาณ 10 นาที
- นำน้ำตาลทรายที่ผสมผงเพคตินและเกลือใส่ลงกวนให้ละลาย กวนนานประมาณ 20 นาที
- เติมน้ำมะนาวลงไป กวนต่ออีก 10 นาที
- บรรจุขวดสะอาดในขณะที่แยมยังร้อนปิดฝาตั้งทิ้งให้เย็น
ที่มา : ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
Tags: กล้วยน้ำว้า, มะเขือเทศ, รีแฟรคโตมิเตอร์, แยม
No Comments »
ปัจจุบันผู้บริโภคให้ความสนใจในเรื่องอาหารเพื่อสุขภาพ การรับประทานข้าวกล้องงอกจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคเบาหวาน ช่วยระบบย่อยอาหาร และช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้
การทำน้ำข้าวกล้องงอกจากข้าวสีนิล นอกจากจะได้ประโยชน์จาก สารกาบา ที่ได้จากการนำข้าวกล้องสีนิลมาทำให้งอกแล้ว ในข้าวกล้องสีนิลยังอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี2 และ ใยอาหาร ซึ่งพบในปริมาณที่สูงกว่าข้าวพันธุ์อื่น ๆ
สารกาบา หรือ Gamma amino butyric acide มีความสำคัญในการทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท ช่วยรักษาสมดุลในสมอง ป้องกันโรคอัลไซเมอร์
ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการของน้ำข้าวกล้องงอกจากข้าวสีนิลผสม
คุณค่าทางอาหารของข้าวสีนิล
ข้าวกล้องสีนิลอุดมไปด้วยวิตามิน บี1 บี2 วิตามินอี สังกะสี ทองแดง แคลเซียม โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก (ซึ่งมีสูงกว่าข้าวกล้องทั่วไป 30 เท่า) โปรตีน 12.5% (มากกว่าข้าวกล้องทั่วไป) เส้นใยอาหาร และคาร์โบไฮเดรต (ต่ำกว่าข้าวกล้องทั่วไป) ทั้งนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ หรือ แอนตี้ออกซิแตนท์ (Anti-Oxidant) สูงกว่าข้าวกล้องทั่วไป 7 เท่า
ประโยชน์ที่ได้รับ
- วิตามิน B1 ป้องกันเหน็บชา และ ช่วยการทำงานของระบบประสาท
- วิตามิน B2 ป้องกันโรคปากนกกระจอก และ ช่วยเผาผลาญอาหาร
- วิตามิน E เป็นแอนตี้ออกซิแตนท์ ชะลอความชราของผิว รักษาและซ่อมแซมเนื้อเยื่อของร่างกาย ช่วยเผาผลาญอาหาร
- ไนอาซีน ช่วยการทำงานของระบบประสาท และระบบผิวหนัง
- แร่ธาตุเหล็ก แม็กนีเซียม ฟอสฟอรัส แคลเซียม ช่วยเสริมสร้าง กระดูกและฟัน ป้องกันโรคโลหิตจาง ป้องกันไม่ให้เป็นตะคริว
- เส้นใย ช่วยให้ถ่ายสะดวก ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ ซับไขมัน ช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอล ป้องกันโรคไขมันสะสมในเส้นเลือด
- คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานต่อร่างกาย
- โปรตีน เสริมสร้าง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ขั้นตอนเตรียมข้าวกล้องงอก
- เตรียมเมล็ดข้าวกล้องที่สดใหม่และมีเมล็ดสมบูรณ์ (เนื่องจากจะสามารถงอกได้ดี โดยเมล็ดข้าวกล้องต้องมีอายุไม่เกิน 1 ปี เพราะมีจมูกข้าวและเปลือกหุ้มเมล็ดอยู่)
- นำข้าวกล้องไปซาวน้ำและแช่น้ำไว้ 3-5 ชั่วโมง
- เทข้าวที่อุ้มน้ำใส่ผ้าสะอาดและมีความหนานุ่ม โดยอาจเลือกใช้ผ้าขาวบาง แล้วใช้ผ้าห่อคลุมให้มิดชิด แต่พอมีอากาศให้เมล็ดข้าวหายใจ ทิ้งไว้ข้ามคืน หรือ ประมาณ 10-12 ชั่วโมง
- ล้างทำความสะอาด
- ข้าวงอกพร้อมใช้
ขั้นตอนการเตรียมถั่วเหลืองและธัญพืชอื่น ๆ
- นำถั่วเหลืองซีกธัญพืชอื่น ๆ มาทำความสะอาด
- แช่น้ำสะอาด ทิ้งไว้ข้ามคืน หรือ ประมาณ 8-10 ชั่วโมง (สามารถลดเวลาในการแช่ธัญพืช โดยการใช้น้ำอุ่น)
- ถั่วเหลืองและธัญพืชอื่น ๆ พร้อมใช้
สูตรอย่างง่าย
- ข้าวกล้องงอก 25 กรัม
- ถั่วเหลือง 20 กรัม
- งาดำ 10 กรัม
- น้ำตาลทรายแดง 25 กรัม
- น้ำสะอาด 500 กรัม
ขั้นตอนการทำ
- นำข้าวกล้องงอกและถั่วเหลืองไปนึ่งนาน 15-20 นาที
- เทลงโถปั่น
- เติมน้ำสะอาด
- ปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน
- กรองด้วยกระชอนหรือผ้าขาวบาง
- ให้ความร้อนนาน 3-5 นาที
- เติมน้ำตาลทรายแดง
- คนให้เข้ากันก็จะได้น้ำข้าวกล้องงอกที่สามารถทำง่าย ๆ ได้เอง
เคล็ดลับความอร่อย
เพิ่มความอร่อยด้วยธัญพืชชนิดต่าง ๆ อาทิ ถั่วแดง ถั่วเขียว และลูกเดือย หรือ ใช้น้ำผึ้งแทนน้ำตาลทรายแดงเพื่อให้ความหวานก็ได้
|
ธัญญาพืช
|
สารอาหาร
|
สรรพคุณยาและคุณค่าทางอาหาร
|
|
ถั่วเหลือง
|
โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินเอ วิตามินบี1 บี2 บี6 บี12 วิตามินซี วิตามินดี วิตามินอี แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ไนอะซิน เลซิติน และเส้นใยอาหาร
|
บำรุงม้าม ขับร้อน ถอนพิษ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกระดูก ป้องกันการขาดแคลเซียมในกระดูก บำรุงระบบประสาทในสมอง เพิ่มความทรงจำ ลดไขมันและคอเรสเตอรอลในร่างกาย
|
|
ถั่วแดง
|
โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แมกนีเซียม แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามิน วิตามินบี1 บี2 และเส้นใยอาหาร
|
บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บำบัดอาการเหน็บชา อาการใจสั่น อาการปวดประจำเดือนผิดปกติ ช่วยขับพิษ ขับของเหลวในร่างกาย บรรเทาอาการปวดตามข้อต่อกระดูก
|
|
ลูกเดือย
|
โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินบี1 บี2 วิตามินอี ไนอะซิน และเส้นใยอาหาร
|
บำรุงม้าม ปอด ช่วยป้องกันโรคเหน็บชา บำรุงผิวพรรณและเส้นผม ตลอดจนยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอก
|
|
งาดำ
|
โปรตีน ไขมัน วิตามินบี วิตามินอี ธาตุเหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม ทองแดง ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โครเมียม สังกะสี
|
บำรุงระบบประสาทในสมอง บำรุงผมและผิวพรรณให้ชุ่มชื่น ตลอดจนบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ช่วยลดคลอเลสเตอรอล ป้องกันอาการหลอดเลือดแข็งตัว ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้ระบบหัวใจแข็งแรง และมีสารแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยต่อต้านมะเร็ง
|
ที่มา : เอกสารประกอบหลักสูตร น้ำข้าวกล้องงอกจากข้าวสีนิล ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
Tags: Anti-Oxidant, ข้าวกล้องงอก, ข้าวสีนิล, คาร์โบไฮเดรต, งาดำ, ถั่วเหลือง, ถั่วแดง, ฟอสฟอรัส, ลูกเดือย, วิตามิน บี1, วิตามิน บี2, สารกาบา, สารต้านอนุมูลอิสระ, เส้นใย, แคลเซียม, แม็กนีเซียม, แร่ธาตุเหล็ก, ไนอาซีน, Gamma amino butyric acide
No Comments »
สบู่ (Soap) เป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่ได้จากการนำเอาน้ำมันพืชหรือไขมันสัตว์ผสมกับน้ำด่างที่ได้จากการนำเอาขี้เถ้ามาแช่น้ำ ทำขึ้นเพื่อใช้ทำความสะอาดร่างกายและเสื้อผ้า
มีหลักฐานพบว่ามนุษย์รู้จักใช้สบู่มาตั้งแต่ 2800 ปี ก่อนคริสตกาล โดยคำว่า สบู่ (Soap) มาจากชื่อของภูเขา Sapo ในสมัยโรมัน ซึ่งเป็นที่ทำพิธีบูชายัญสัตว์ เมื่อเกิดฝนตก น้ำฝนได้ชะเอาไขสัตว์มารวมกับขี้เถ้าแล้วไหลลงสู่แม่น้ำ เมื่อมีผู้หญิงนำเสื้อผ้าไปซักในแม่น้ำก็พบว่าเสื้อผ้าเหล่านั้นซักออกได้ง่าย สบู่ในยุคต้นจึงมีไว้ใช้ทำความสะอาด หลังจากนั้นจึงได้มีการคิดค้นสบู่ขึ้นเพื่อใช้ในการชำระล้างร่างกาย
การผลิตสบู่ขั้นอุตสาหกรรมมีขึ้นเป็นครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศส ในปี ค.ศ. 1790 จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 1829 มีการนำน้ำมันมะพร้าวมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสบู่
ปัจจุบัน สบู่มีบทบาทในชีวิตประจำวันของเราเป็นอย่างมาก และได้รับการพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนมีการสังเคราะห์สารใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อใช้เป็น สารชำระล้าง ทดแทนมากมาย
สบู่ตามความหมายของคำที่ใช้ในมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม หมายถึง เกลือโซเดียม (sodium salt) หรือ เกลือโพแทสเซียม (potassium salt) หรือ เกลือแอมโมเนียม (ammonium salt) หรือ เกลือเอมีน (amine salt) ของ กรดไขมัน (fatty acid) ของน้ำมัน หรือ ไขมันจากพืชหรือสัตว์ เป็นผลผลิตจากปฏิกิริยาระหว่างด่างกับไขมัน (Saponification) โดยได้กลีเซอรีน (glycerine) ผสมร่วมออกมาด้วย
ส่วนประกอบของการทำสบู่
เราสามารถทำสบู่อย่างง่าย ๆ ได้โดยการนำเอาน้ำมันหรือไขมัน มาผสมกับน้ำด่าง และให้ความร้อนเล็กน้อย (ประมาณ 40 องศาเซลเซียส) เพื่อช่วยในการทำปฏิกิริยา ลักษณะของสบู่ที่ได้จะขึ้นกับชนิดของน้ำมัน ไขมัน และด่างที่ใช้ ดังนี้
น้ำมัน/ไขมัน
- น้ำมันมะพร้าว (Coconut oil) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะแข็งและมีฟองมากเป็นครีม เหม็นหืนง่าย ทำให้ผิวแห้ง
- น้ำมันปาล์ม (Palm oil) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะสีขาวอมเหลือง ค่อนข้างแข็ง มีฟองน้อยแต่อยู่ทนนาน มีคุณสมบัติชำระล้างได้ดี แต่ทำให้ผิวแห้ง
- น้ำมันละหุ่ง (Castor oil) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะชุ่มชื้นและนุ่มผิว มีฟองขนาดเล็กจำนวนมาก ทำให้ผิวนุ่ม
- น้ำมันมะกอก (Olive oil) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะแข็งใช้ได้นาน ให้ฟองครีมที่นุ่มนวล ไม่ทำให้ผิวแห้ง
- น้ำมันจมูกข้าวสาลี (Wheat Germ oil) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะความชุ่มชื้น ให้ฟองมาก ไม่ทำให้ผิวแห้ง
- ไขมันวัว (Tallow) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะแข็งใช้ได้นาน สีขาว ให้ฟองขนาดเล็ก
- ไขมันแกะ (Tallow) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะแข็ง ฟองน้อย
- ไขมันหมู (Lard) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะเละ ต้องใช้ร่วมกับน้ำมันชนิดอื่น
ด่าง
- โซเดียมไฮดรอกไซด์ (Sodium hydroxide, Lye, Caustic soda, NaOH) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะแข็ง ใช้สำหรับทำก้อนสบู่
- โปแตสเซีมไฮดรอกไซด์ (Potassium hydroxide, KOH) สบู่ที่ได้จะมีลักษณะเหลว ใช้สำหรับทำสบู่เหลว
สารอื่น ๆ
- น้ำสะอาด ใช้ประมาณ 30% ของน้ำมัน หรือ อาจใช้ 2 เท่าของน้ำหนักด่าง
- น้ำหอมหรือน้ำมันหอมระเหย ควรใช้ผสมกับเอทิลแอลกอฮอล์ โดยผสมในอัตราส่วน 1:2 ใช้ประมาณ 1-2%
- สมุนไพร ควรใช้เป็นสารสกัดที่เข้ากับน้ำได้ โดยอาจใช้การสกัดด้วยน้ำหรือสารพวกไกลคอล
- สารกันหืน เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาออกซเดชั่นของกรดไขมัน ควรใส่ประมาณ 0.5-1.0% เช่น วิตามินอี วิตามินซี
ตารางแสดงค่าน้ำหนักด่างต่อน้ำหนักของน้ำมันที่ใช้ในการทำสบู่
|
ชนิดของน้ำมัน
|
NaOH
|
KOH
|
|
น้ำมันมะพร้าว
|
0.190
|
0.245
|
|
น้ำมันปาล์ม
|
0.141
|
0.189
|
|
กรดสเตียริค
|
0.141
|
|
|
น้ำมันข้าวโพด
|
0.136
|
|
|
น้ำมันดอกคำฝอย
|
0.136
|
|
|
น้ำมันถั่วเหลือง
|
0.135
|
0.181
|
|
น้ำมันมะกอก
|
0.134
|
0.180
|
|
น้ำมันเมล็ดทานตะวัน
|
0.134
|
0.182
|
|
น้ำมันรำข้าว
|
0.128
|
0.193
|
|
น้ำมันละหุ่ง
|
0.128
|
0.171
|
|
ไขมันแพะ
|
0.127
|
|
|
น้ำมันงา
|
0.126
|
0.182
|
SAP (Saponification number) เป็นปริมาณของด่างที่ทำปฏิกิริยาพอดีกับไขมันหรือน้ำมัน 1 กรัม
สูตรสบู่ก้อนพื้นฐาน
สูตรที่ 1 เป็นสบู่แข็ง สีขาว มีฟองมาก
- น้ำมันมะพร้าว 200 กรัม
- น้ำมันปาล์ม 200 กรัม
- โซเดียมไฮดรอกไซด์ 60 กรัม
- น้ำ 150 กรัม
ขั้นตอนการทำสบู่ก้อนพื้นฐาน
- เตรียมพิมพ์ที่จะใช้ทำ
- นำเอาส่วนของน้ำมันมารวมกัน อุ่นให้ได้อุณหภูมิประมาณ 40 องศาเซลเซียส
- นำเอาด่างมาละลายน้ำ โดยค่อย ๆ เทด่างลงในน้ำพร้ดมทั้งคนตลอดเวลา ขั้นตอนนี้ต้องใช้ความระมัดระวัง เพราะจะเกิดความร้อนสูง
- รอจนน้ำด่างมีอุณหภูมิลดลงจนถึง 40 องศาเซลเซียส ค่อย ๆ เทลงในน้ำมัน
- ค่อย ๆ คนจนเข้ากันดี เทลงพิมพ์
- พักสบู่ไว้
สูตรที่ 2 เป็นสบู่ก้อนแบบใส (กลีเซอรีน)
- กลีเซอรีน 500 กรัม
- น้ำ 50 กรัม
- ผงสมุนไพร 0.5-1.0 กรัม
- น้ำหอม 2.5 มิลลิลิตร
- แอลกอฮอล์ (ใช้ละลายน้ำหอม) 5 มิลลิลิตร
- สี 5 มิลลิลิตร
ขั้นตอนการทำสบู่ใส
- เตรียมพิมพ์ที่จะใช้ทำ
- นำเอากลีเซอรีนมาหลอมด้วยความร้อน เติมน้ำ คนจนละลายเข้ากันหมด
- ยกลงจากเตา คนช้า ๆ แต่งสี และกลิ่นตามต้องการ
- ค่อย ๆ คนจนเข้ากันดี เทลงพิมพ์ รอจนสบู่แข็งตัว แกะออกจากพิมพ์
ที่มา : เอกสารประกอบกิจกรรมห้องเรียนวิทยาศาสตร์เพื่อเยาวชน โดย ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (ฝภผ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
Tags: amine salt, ammonium salt, กลีเซอรีน, น้ำมันจมูกข้าวสาลี, น้ำมันปาล์ม, น้ำมันมะกอก, น้ำมันมะพร้าว, น้ำมันละหุ่ง, สบู่, เกลือเอมีน, เกลือแอมโมเนียม, เกลือโซเดียม, เกลือโพแทสเซียม, ไขมันวัว, ไขมันหมู, ไขมันแกะ, Castor oil, Caustic soda, Coconut oil, glycerine, KOH, Lard, Lye, NaOH, Olive oil, Palm oil, Potassium hydroxide, potassium salt, Sapo, Saponification, Soap, Sodium hydroxide, sodium salt, Tallow, Wheat Germ oil
3 Comments »
|