Archive for the “Uncategorized” Category

ยังหาหมวดลงไม่ได้ หรือสำหรับการรอตรวจสอบภายหลัง

 

ปัจจุบันการสื่อสารสามารถทำได้หลายวิธี การสื่อสารด้วยการเขียนบทความก็เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ ยิ่งมีความจำเป็นในการเขียนบทความเชิงวิชาการเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของตนและของหน่วยงาน ซึ่งการเขียนบทความเชิงวิชาการมีความแตกต่างกับบทความทั่วไป เพราะข้อมูลที่นำมาเขียนจะต้องเป็นข้อเท็จจริง และภาษาที่ใช้ควรจะเป็นภาษาเชิงวิชาการ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องมีการหาข้อมูลและมีการฝึกฝนทักษะอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการฝึกฝนทักษะดังกล่าวสามารถเริ่มได้โดยใช้เทคนิคง่ายๆ 3 ข้อ ดังนี้

  • การวางแผน

การเขียนบทความเชิงวิชาการจำเป็นต้องมีการวางแผนการเขียน โดยอาจทำโดยการใช้ mind map หรือ การวาง layout  ของสิ่งที่ต้องการจะเขียนก่อน เพื่อตีกรอบให้เรื่องที่จะเขียนอยู่ในประเด็นที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ

Writing Clip Art #11024

  • การกำหนดโครงเรื่อง

การกำหนดโครงเรื่องเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการเขียนบทความเชิงวิชาการ ซึ่งโครงเรื่องจะต้องประกอบด้วย บทเกริ่นนำ (overview) ตัวเรื่อง (body) และบทสรุป (conclusion) โดยทั้งสามส่วนนี้จะต้องมีความต่อเนื่อง สอดคล้อง และสนับสนุนซึ่งกันและกัน

Student at Desk

  • การทบทวนแก้ไขบบทความ

เมื่อผู้เขียนเสร็จสิ้นการเขียนบทความแล้ว ผู้เขียนควรมีการทวนแก้ไข โดยตรวจทานในเรื่องของการใช้ภาษาที่ฟุ่มเฟือย การสะกดคำ และการใช้วรรคตอนที่ถูกต้องตามหลักภาษา นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบเอกสารอ้างอิงว่ามีครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ เพราะบทความวิจัยและบทความเชิงวิชาการนั้น จำเป็นต้องมีการอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อให้บทความมีความน่าเชื่อถือ ไม่หลักลอยtyping-clipart-typing-on-computer

 

เทคนิคง่ายๆ 3 ข้อนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อฝึกฝน เพิ่มพูนทักษะการเขียนบทความเชิงวิชาการได้ และเมื่อมีการฝึกฝนบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญ ผู้เขียนก็จะสามารถเขียนบทความให้มีความเป็นเอกภาพ ต่อเนื่อง กระชับ และมีความน่าอ่านได้ต่อไป ดังคำกล่าวที่ว่า “Practice makes perfect.”

เอกสารอ้างอิง

ธนกิจวนิชย์, เอก. 2559. เทคนิคการเขียนบทความวิจัย บทความวิชาการ และวารสารวิชาการ. ใน: เอกสารประกอบการสัมมนา เรื่อง เทคนิคการเขียนบทความวิจัย บทความวิชาการ และวารสารวิชาการ วันที่ 25 สิงหาคม 2559. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, หน้า 1-15.

Tags: , ,

Comments No Comments »

 การตรวจสอบมวลของสารเคลือบสำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีโดยวิธีการจุ่มร้อน

 


รุจีภรณ์ นาคขุนทด
ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

 

          ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้มีการใช้เหล็กชุบเคลือบสังกะสีโดยวิธีการจุ่มร้อน (Hot Dip Galvanizing) มากขึ้น เนื่องจากมีความต้านทานต่อการกัดกร่อนในสภาพบรรยากาศได้ดี คุณสมบัติของสังกะสีที่เคลือบช่วยปกป้องไม่ให้เหล็กผุกร่อนเนื่องจากการที่ตัวสังกะสีถูกกัดกร่อนก่อน เป็นทางเลือกที่ดีกับงานโครงสร้างที่ต้องอยู่ในสภาพบรรยากาศภายนอก ได้แก่ หลังคา รั้วบ้าน ราวเหล็กขอบทาง สะพาน เสาไฟฟ้า สถานีส่งไฟฟ้า ลวดเหล็ก ลวดตาข่าย ตะปู นอตสกรู รางน้ำ ถังน้ำ งานท่อ เช่น ท่อระบายอากาศ ท่อน้ำ เป็นต้น บริษัทในประเทศไทยส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีจะขอการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แต่บางครั้งบริษัทได้นำผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศซึ่งมีราคาถูกกว่าในประเทศเข้ามาจำหน่าย ดังนั้น การตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้งาน

 

Hot Dip Galvanizing_01

Hot Dip Galvanizing_02

 

          มาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีโดยวิธีการจุ่มร้อน ได้มีการกำหนดคุณภาพและการตรวจคุณสมบัติต่าง ๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งมีการระบุ รูปร่าง มิติ และเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน องค์ประกอบทางเคมีของวัสดุ สมบัติทางกล ได้แก่ ความเค้นดึงสูงสุด, ความเค้นคราก และความยืด คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่กำหนดคือความหนาหรือมวลของสังกะสีที่เคลือบ มาตรฐานต่างประเทศที่ใช้ในทดสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสี เช่น ISO 9364, ISO 1460 สำหรับประเทศไทย จะกำหนดมาตรฐานคุณภาพตามการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้งานโดยมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เป็นมาตรฐานการรับรอง เช่น มอก. 50 เหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน แผ่นม้วน แผ่นตัด และแผ่นลูกฟูก, มอก. 71 ลวดเหล็กเคลือบสังกะสี,  มอก. 76 ลวดหนามเคลือบสังกะสี, มอก. 208 ลวดตาข่ายเคลือบสังกะสี, มอก. 238 ถังน้ำเหล็กอาบสังกะสี, มอก. 277 ท่อเหล็กกล้าอาบสังกะสี, มอก. 248 ราวเหล็กลูกฟูกกันรถสำหรับทางหลวง, มอก. 404 ลวดเหล็กกล้าเคลือบสังกะสีตีเกลียว, มอก. 449 เหล็กคร่าวเพดานแบบแขวน, มอก. 2131 แผ่นเหล็กเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี:แผ่นม้วนและแผ่นตัด, มอก. 2132 แผ่นเหล็กเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี:แผ่นลอน, มอก. 2228 เหล็กแผ่นเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน สำหรับงานทั่วไป งานขึ้นรูป และงานโครงสร้างทั่วไป เป็นต้น

          บทความนี้จะกล่าวถึงการตรวจสอบมวลของสารเคลือบทั้งเคลือบสังกะสีหรือเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีเพื่อการยอมรับผลิตภัณฑ์ สำหรับเหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน แผ่นม้วน แผ่นตัด และแผ่นลูกฟูก ตาม มอก. 50 และ เหล็กแผ่นเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน สำหรับงานทั่วไป งานขึ้นรูป และงานโครงสร้างทั่วไป ตาม มอก. 2228 รวมถึง ราวเหล็กลูกฟูกกันรถสำหรับทางหลวง ตาม มอก. 248 ในแต่ละมาตรฐานได้กำหนดการสุ่มชิ้นงาน จำนวนชิ้นงาน  และขนาดของชิ้นงานเพื่อใช้ในการคำนวณพื้นที่ผิวที่เคลือบของชิ้นงาน การตรวจสอบเริ่มจากการทำความสะอาดชิ้นงาน ชั่งหาน้ำหนักก่อนล้างด้วยสารเคมี แล้วนำมาล้างด้วยสารเคมีเพื่อละลายเอาสารเคลือบออก ล้างด้วยน้ำ เช็ดให้แห้งแล้วนำมาชั่งน้ำหนักหลังล้างอีกครั้ง จากนั้นคำนวณหาน้ำหนักที่หายไปต่อพื้นที่เป็นค่ามวลของสังกะสีที่เคลือบกำหนดหน่วยเป็นกรัมต่อตารางเมตร ในกรณีผลิตภัณฑ์ตาม มอก. 50 ให้เทียบค่ามวลของสังกะสีที่เคลือบตามตารางที่ 1 เช่น ผลิตภัณฑ์ Z060 ต้องมีค่ามวลเฉลี่ยของสังกะสีที่เคลือบ 60-79 กรัมต่อตารางเมตร หรือ ผลิตภัณฑ์ Z450 จะต้องมีค่ามวลเฉลี่ยของสังกะสีที่เคลือบไม่น้อยกว่า 450 กรัมต่อตารางเมตร ในทำนองเดียวกันกับผลิตภัณฑ์ตาม มอก. 2228 เช่น ผลิตภัณฑ์ AZ090 ต้องมีค่ามวลของสารเคลือบสำหรับเหล็กแผ่นเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีต่ำสุดรวมทั้ง 2 ด้าน 90-99 กรัมต่อตารางเมตรดังตารางที่ 2 หรือ การทดสอบราวเหล็กลูกฟูกกันรถสำหรับทางหลวง ตาม มอก. 248 กำหนดเกณฑ์การยอมรับของแผ่นเหล็กอาบสังกะสี ชนิดที่ 1 มีน้ำหนักของสังกะสีที่อาบไม่น้อยกว่า 550 กรัมต่อตารางเมตร, ชนิดที่ 2 มีน้ำหนักของสังกะสีที่อาบไม่น้อยกว่า 1100 กรัมต่อตารางเมตร และสลักเกลียวอาบสังกะสี, แป้นเกลียวอาบสังกะสี และแหวนรองอาบสังกะสี แต่ละชิ้นมีน้ำหนักของสังกะสีที่อาบไม่น้อยกว่า 305 กรัมต่อตารางเมตร และค่าเฉลี่ยจาก 3 ชิ้นต้องมีน้ำหนักของสังกะสีที่อาบไม่น้อยกว่า 381 กรัมต่อตารางเมตร เป็นต้น

ตารางที่ 1  มวลของสังกะสีที่เคลือบตาม มอก. 50

 Hot Dip Galvanizing_03

 

 

ตารางที่ 2  มวลของสารที่เคลือบตาม มอก. 2228

Hot Dip Galvanizing_04

 

 

          มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด มีการกำหนดเกณฑ์ยอมรับไว้เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในแต่ละมาตรฐาน สำหรับมวลของสารเคลือบของผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีก็เช่นกัน มาตรฐานมีการกำหนดเกณฑ์ยอมรับตามชนิดของผลิตภัณฑ์ ผลการตรวจสอบมวลของสารเคลือบจะช่วยชี้บ่งว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดและสามารถนำไปใช้ได้เหมาะสมกับสภาวะการใช้งานผลิตภัณฑ์นั้นๆ

 


เอกสารอ้างอิง

  1. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 50-2548 เหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน แผ่นม้วน แผ่นตัด และแผ่นลูกฟูก
  2. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 248-2531 ราวเหล็กลูกฟูกกันรถ สำหรับทางหลวง
  3. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2228-2548 เหล็กแผ่นเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน สำหรับงานทั่วไป งานขึ้นรูป และงานโครงสร้าง

Comments No Comments »

สำหรับหน่วยงานราชการ หน่วยงานกำกับของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณประจำปี และจำเป็นต้องรับทราบถึงเกณฑ์ราคามาตรฐานครุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มีกรอบในการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ อันนำมาซึ่งความคุ้มค่าในการลงทุน และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางราคา จึงมีการกำหนดเกณฑ์ราคามาตรฐานของครุภัณฑ์ขึ้น ซึ่งเกณฑ์ราคามาตรฐานล่าสุดต่าง ๆ มีดังนี้

Comments No Comments »

Khamin Gel & Khamin Oil เป็นผลิตภัณฑ์ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท อิโคเว็ท จำกัด วว.พัฒนาสมุนไพรขมิ้นชัน เป็นยารักษาโรคผิวหนังอักเสบในสุนัข โดยพัฒนาในรูปแบบของ เจล Khamin Gel ใช้ทารักษาโรคผิวหนังอักเสบ ผื่น ตุ่มมีหนอง ฝี แผลติดเชื้อจากแบคทีเรีย มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดอาการคัน และบำรุงขนให้เงางาม ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้และดื้อยา

สเปรย์ Khamin Oil ใช้ฉีดพ่นรักษาโรคผิวหนังอักเสบ แผลติดเชื้อจากเชื้อรา แบคทีเรียและยีสต์ ผิวหนังเป็นสะเก็ด แห้ง คันจากเชื้อรา ตามตัวและผิวหนังส่วนอื่น เช่น ซอกเท้า รอยพับต่างๆ ช่วยลดอาการคัน ช่วยบำรุงขน ขนงอกใหม่เร็วขึ้น ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้และดื้อ  ซึ่งเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมยาทา แก่สัตว์เลี้ยงที่ผลิตจากสมุนไพรไทย สามารถใช้ทดแทนยาสังเคราะห์และลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ

h9

 

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท อิโคเว็ท จำกัด โทร. 0-2940-2750-51 ซอยลาดปลาเค้า 6 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 e-mail : info@ecovett.com http://www.ecovett.com

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Comments No Comments »

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองและเสริมสร้างความจำ : MD MATE เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดย ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท อาณาจักรสุขภาพ จำกัด MD MATE  จะช่วยบำรุงสมองและเสริมสร้างความจำ พัฒนา โดยคัดเลือกจากสารสกัดผักใบเขียว เช่น ปวยเล้ง บัวบก และบร็อคโคลี่ ในรูปแบบยาเม็ดมีประสิทธิภาพในการบำรุงสมองและเสริมสร้างความจำสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในเด็กที่ต้องการช่วยเสริมประสิทธิภาพในการจดจำและการเรียนรู้และในผู้สูงอายุที่มีอาการเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อม ผู้ที่อยู่ในวัยเรียน  วัยทำงาน

h5

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด โทร. 02-866-8190-9  ที่อยู่ เลขที่ 46, 46/1-2 ซอย จรัญสนิทวงศ์ 40 ถนน จรัญสนิทวงศ์ บางยี่ขัน บางพลัด กรุงเทพ 10700 ประเทศไทย

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Comments No Comments »

          มายเฮอบัล สเลน-ดี : Myherbal Slen-D เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เป็นผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรรวม ผลิตภัณฑ์เพื่อการเผาผลาญสำหรับควบคุมน้ำหนัก จากสมุนไพรที่มีส่วนประกอบของชาและเครื่องเทศไทย ที่ลดการดูดซึมไขมันในทางเดินอาหารและกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกายเพื่อควบคุมน้ำหนักส่วนเกิน

h4

 

คุณสมบัติพิเศษ

มายเฮอบัล สเลน-ดี : Myherbal Slen-D ผ่านการทดสอบจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน ลดการเพิ่มน้ำหนักตัว ลดการดูดซึมไขมันในทางเดินอาหาร และการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ (ทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลัน)

 

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด โทร. 02-866-8190-9  ที่อยู่ เลขที่ 46, 46/1-2 ซอย จรัญสนิทวงศ์ 40 ถนน จรัญสนิทวงศ์ บางยี่ขัน บางพลัด กรุงเทพ 10700 ประเทศไทย

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Comments 1 Comment »

ดุรงค์ฤทธิ์ สุดสงวน กองจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้

เป็นเรื่องน่าแปลก  ผมเคยถามเพื่อนๆถึงเรื่อง วันสำคัญทางศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา  วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา วันดังกล่าว 15 ค่ำ เดือนอะไร ถามผู้ใหญ่บางครั้งตอบกันไม่ได้ ต้องใช้เวลาคิดทบทวน ถูกบ้าง ผิดบ้าง ยิ่งถามเด็กๆที่ร่ำเรียนกันอยู่ ต้องทบทวนกันนาน แถมตอบไม่ถูก เพราะ การศึกษาในเมืองไทย ส่วนใหญ่ชอบสอนอะไรที่เน้นการท่องจำมากกว่าสอนวิธีคิด วิเคราะห์ ทำให้การเรียนการสอนเกิดความเครียด บางครั้งน่าเบื่อ อย่ากระนั้นเลย…วันนี้จะสอนเทคนิคการจำ วันวิสาขบูชา  วันมาฆบูชา วันอาสาฬหบูชา ว่าผมมีวิธีเชื่อมโยงอย่างไรให้จำวันสำคัญทางศาสนาได้แม่นยำและง่ายดาย

  1. วันวิสาขบูชา ดูที่ ว กลับข้างจะเป็นเลข 6 ทันที…..คำคอบคือ 15 ค่ำ เดือน 6
  2. วันมาฆบูชา  ดูที่ ฆ หัวเป็นเลข ๓ ไทย…..คำคอบคือ 15 ค่ำ เดือน 3
  3. วันอาสาฬหบูชา เอา อ มาสานรวมกันเป็นเลข 8 …..คำคอบคือ 15 ค่ำ เดือน 8

     ง่ายจัง คนชอบถาม คิดได้ยังไง เพราะ สมองชอบการจำที่มีการเชื่อมโยง บางเรื่องไม่ค่อยมีเหตุผลมาก แค่จับบางอย่างมาใส่จินตนาการเข้าไปให้เห็นเป็นภาพ เสร็จแล้วเราก็เอา Mind Map มาจดบันทึก เก็บสะสมไว้กันลืม สามารถเอามาทบทวนใหม่ได้
remember

เทคนิคการจำ อาจมีลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล สำหรับผมได้เรียนรู้การใช้ Mind Map ในการจดจำเป็นภาพ ประกอบกับเสริมความสามารถในการวาดรูป ทำให้การจำมีระบบมากขึ้น มีการเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ ให้จำง่ายขึ้น

การเรียนรู้เรื่อง Mind Map จึงมีประโยชน์และสามารถนำไปใช้ได้จริง จาก เทคนิคการจำ วันสำคัญทางศาสนาพุทธ พร้อมภาพประกอบ Mind Map….เป็นอย่างไร แลกเปลี่ยนกันได้ครับ

Comments No Comments »

นพวรรณ หาแก้ว
กองจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้

note

เมื่อสิ้นสุดคำพูดของผู้อำนวยการ ที่ว่า “ขออาสาสมัครช่วยจดบันทึก” ทุกคนจะก้มหน้า หลบสายตาทันที ถ้าเลี่ยงได้เป็นเลี่ยง ถ้าเลี่ยงไม่ได้ถือว่าจำเป็นต้องทำ ดูเหมือนเป็นสิ่งที่ยากเย็นสำหรับพนักงานกองจัดการความรู้ (กจค.) จริงๆ ในเรื่องการจดรายงานการประชุม การสรุปสาระสำคัญของการฟังบรรยาย

การจดรายงานประชุมและสรุปสาระสำคัญ นั้น ทุกคนสามารถเรียนรู้ ฝึกฝน เพิ่มทักษะความชำนาญได้ ไม่เกี่ยวกับว่าชอบหรือไม่ แต่ถ้ามีความชอบเป็นพื้นฐานอยู่แล้วจะสามารถทำได้ดี การฝึกฝนส่วนหนึ่งควรมาจากการถ่ายทอดความรู้จากผู้ที่มีประสบการณ์ และการเรียนรู้ในรูปแบบ on the job training “ยิ่งฝึก ยิ่งเก่ง” ต้องอ่าน ฟัง และเขียนบ่อยๆ เพื่อตกผลึกความรู้ให้เกิดความชำนาญยิ่งขึ้น

  • หลักที่นำมาถ่ายทอดครั้งนี้ เป็นเทคนิคเฉพาะของผู้เขียน แต่สามารถนำมาเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้และเริ่มต้นการเขียนให้ง่ายขึ้นได้ ดังนี้
  • เรื่องฟังยาก จับประเด็นไม่รู้เรื่อง ส่วนหนึ่งมาจากการไม่มีพื้นฐานความรู้ในเรื่องที่ฟัง การเข้าร่วมประชุม รับฟังบรรยาย การอ่านเอกสารที่เกี่ยวข้อง หรือติดตามข่าวสารเหตุการณ์ปัจจุบันอยู่เรื่อยๆ นับเป็นสิ่งสำคัญในการปูพื้นฐานความรอบรู้ ความเข้าใจ ให้สามารถเชื่อมโยงเรื่องราวการประชุม การบรรยายในเรื่องนั้นๆ ได้
  •  การจับใจความ สรุปประเด็น ควรหาบุคคลอ้างอิงที่สะท้อนภาพได้ชัดเจน เช่น ผู้ประกาศข่าว นักพูด หรือพิธีกรในรายการต่างๆ เป็นตัวอย่างในตั้งคำถาม ตอบคำถาม และสรุปประเด็น จะช่วยในเรื่องการฝึกภาษาและการใช้สำนวนการเขียนได้อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งถือเป็นรูปแบบเฉพาะของแต่ละบุคคล แต่สามารถลอกเลียนแบบได้ ในลักษณะ “ครูพัก ลักจำ
  •  การจดรายงานประชุม ควรยึดตามรูปแบบมาตรฐาน หัวข้อ/ประเด็นต่างๆ ที่จะมีการพูดคุยได้กำหนดไว้ในระเบียบวาระการประชุม การสรุปประเด็นใช้หลัก 5W 1H (Who What When Where Why How) คือข้อความกระชับ สาระสำคัญครบถ้วน กรณีที่ประชุมมีการอภิปรายจนจับประเด็นสรุปใจความไม่ได้ ขอให้ยึดตามวาระหรือเรื่องที่พิจารณาว่าเป็นเรื่องอะไร และสรุปให้ตรงตามวาระหรือหัวข้อนั้นๆ โดยไม่ต้องสนใจเรื่องปลีกย่อยที่มีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง เพราะบางเรื่องไม่ใช่สาระสำคัญที่ควรนำมาเขียนสรุปในรายงาน และทำให้ไม่หลงประเด็น
  • การเขียนบทความหรือสรุปสาระสำคัญของการรับฟังการบรรยาย ควรเข้าใจเรื่องที่ฟัง ตีโจทย์ให้ได้ก่อนว่าผู้บรรยายต้องการสื่อให้ผู้ฟังรับรู้เรื่องอะไร (Theme) ทางที่ดีควรหาอุปกรณ์บันทึกเสียง/วิดีโอไว้ล่วงหน้า เพื่อนำมาทบทวนเนื้อหาอีกครั้งจะทำให้เข้าใจเรื่องราวมากขึ้น ก่อนเขียนควรวางโครงเรื่องก่อนว่า จะเขียนรูปแบบใด แล้วประมวลเรื่องทั้งหมดมาใส่ในโครงเรื่องที่วางไว้
    • ขณะรับฟังต้องมีสมาธิ ไม่พลาดในการจดบันทึกคำสำคัญ/ใจความสำคัญ (keyword) ไว้เป็นช่วงๆ โดยเฉพาะบทสรุปของผู้พูด/ผู้บรรยาย หรือพิธีกร เพราะจะทำให้มองภาพรวมและเชื่อมโยงเนื้อหาทั้งหมดได้
  • ทางที่ดีควรจัดทำสรุปรายงานหลังเสร็จสิ้นการรับฟังให้เร็วที่สุด เพราะทำให้สามารถจดจำคำพูด หรือเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้แม่นยำกว่าปล่อยทิ้งช่วงเวลาไว้นาน เพราะจะหลงลืมประเด็นและอาจหลุดประเด็นสำคัญๆ ไปได้
  • การใช้ภาษา/สำนวน ในการเขียนบทความ/สรุปสาระสำคัญ เป็นรูปแบบที่แต่ละคนถนัด การ code คำพูดของผู้บรรยาย เป็นอีกลักษณะหนึ่งของการใช้สำนวนการเขียน เช่น “บนความผิดหวังจะมีความสมหวัง บนความผิดหวังจะมีประโยชน์อยู่เสมอ” ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมและการเดินโครงเรื่อง
  • ความคิดหรือไอเดียต่างๆ หรือที่เรียกว่า ปิ๊งแว๊บ จะเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นักเขียนที่ดีควรเตรียมพร้อมอุปกรณ์สำหรับการจดบันทึก เช่น กระดาษ ปากกา หรือบันทึกเสียงไว้ แล้วนำข้อความที่คิดได้นั้นมาใส่ในเนื้อหาที่เขียน
  • ประเด็นต่างๆ ในการประชุมที่มีการพูดคุยหารือในลักษณะข้อมูลตัวเลข สถิติ การเปรียบเทียบ การจดบันทึกให้เขียนแยกเป็นหมวดหมู่ หรือแสดงในรูปแบบตาราง กราฟ จะสามารถสื่อให้เข้าใจได้ง่ายและชัดเจนมากกว่าการจดบันทึกในลักษณะพรรณนาโวหาร
  •  รายงานการประชุม ควรแปลงจากภาษาพูดมาเป็นภาษาเขียนที่เป็นทางการ หลีกเลี่ยงคำทับศัพท์ หรือภาษาที่กำกวม เข้าใจยาก
  • กรณีที่การประชุมมีการอภิปรายกันมากและประธานที่ประชุมมิได้สรุปเป็นมติไว้ในช่วงท้ายวาระ ขอให้ผู้ที่ทำหน้าที่เลขานุการที่ประชุมท้วงติง ให้มีการสรุปเพื่อให้เข้าใจในทิศทางเดียวกัน และสามารถนำมาจดบันทึกเป็นมติไว้ในรายงานการประชุมได้

ทั้งหมดนี้คือประเด็นที่นำมาแลกเปลี่ยนในการถ่ายทอดความรู้ระหว่างเพื่อนพนักงาน กจค. ถือเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน ในการจัดทำ CoPs ของ วว. อีกหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจ และทุกคนสามารถพัฒนาทักษะตนเองให้เชี่ยวชาญในงานที่รับผิดชอบได้เป็นอย่างดี ขอเพียงมี “ใจ” อะไรๆก็ง่ายนิดเดียว
………………………….

Comments No Comments »

นพวรรณ หาแก้ว , สุรพล ตนานนท์ชัย เรียบเรียง*

jareya1

ไม่ว่าจะทำงานอาชีพใดๆ สิ่งสำคัญที่จะสร้างความภาคภูมิให้เกิดแก่ผู้นั้น คือ การยึดมั่นในหลักปฏิบัติของแต่ละอาชีพ นักวิจัยก็เช่นกัน
ดร. ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ วว. ได้บรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับจริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับนักวิจัยในการอบรมหลักสูตร “ TISTR Capacity Building : Leading to Professional Researchers การพัฒนาสมรรถนะนักวิจัย วว. สู่นักวิจัยมืออาชีพ” รุ่นที่ 2 โดยกล่าวว่า จริยธรรม จรรยาบรรณ มีความหมายในลักษณะเดียวกัน วิทยากรได้นำเสนอให้เห็นว่า นักวิจัยเป็นผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในการศึกษา ค้นคว้า ทดลองอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบโจทย์ และเป็นพื้นฐานในการเรียนรู้การค้นคว้าวิจัยต่อยอด
ทำไมนักวิจัยจำเป็นต้องเรียนรู้ ศึกษา และประพฤติปฏิบัติตามหลักจริยธรรม
คำตอบนั้นได้มีการกำหนดอย่างชัดเจน โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ว่าจรรยาบรรณสำหรับนักวิจัยเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติในการประกอบอาชีพ เนื่องจากกระบวนการวิจัยได้เข้าไปเกี่ยวข้อกับสิ่งที่ต้องศึกษาทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อสิ่งที่ศึกษาค้นคว้า ทดลองได้ หากนักวิจัยไม่ประพฤติปฏิบัติตามขั้นตอนกระบวนการที่ถูกต้องหรือไม่ระมัดระวัง
วิทยากรนำเสนอจริยธรรมในการปฏิบัติงานในส่วนราชการว่า มีการกําหนดขอบังคับวาดวยจรรยาบรรณขาราชการเพื่อใหสอดคลองกับลักษณะของงานตามหลักวิชาและจรรยาวิชาชีพ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มีข้อบังคับว่าด้วยจรรยาบรรณข้าราชการเพื่อให้สอดคล้องกับลักษณะของงานหมวด 5 การรักษาจรรยาบรรณข้าราชการ มาตรา78 ขาราชการพลเรือนสามัญตองรักษาจรรยาบรรณขาราชการตามที่สวนราชการกําหนดไวโดยมุ่งประสงคใหเปนขาราชการที่ดี มีเกียรติและศักดิ์ศรีความเปนขาราชการ โดยเฉพาะในเรื่องดังตอไปนี้

jareya2
1. การยึดมั่นและยืนหยัดทําในสิ่งที่ถูกตอง
2. ความซื่อสัตยสุจริตและความรับผิดชอบ
3. การปฏิบัติหนาที่ดวยความโปรงใสและสามารถตรวจสอบได
4. การปฏิบัติหนาที่โดยไมเลือกปฏิบัติอยางไมเปนธรรม
5. การมุงผลสัมฤทธิ์ของงาน
จรรยาบรรณสำหรับนักวิจัย เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินงานวิจัยอยู่บนพื้นฐานของจริยธรรมและหลักวิชาการที่เหมาะสม ตลอดจนประกันมาตรฐานการศึกษาค้นคว้าให้เป็นไปอย่างสมศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของนักวิจัยที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ มี 9 ประการโดยย่อ ดังนี้
1. นักวิจัยต้องมีซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการและการจัดการ
2. นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำงานวิจัย ตามข้อตกลงที่ทำไว้กับหน่วยงานที่สนับสนุนการวิจัยและหน่วยงานที่ตนสังกัด
3. นักวิจัยต้องมีความรู้พื้นฐานในสาขาวิชาการที่ทำการวิจัยอย่างเพียงพอ
4. นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่มีชีวิตหรือไม่มีชีวิต
5. นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์และสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย
6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิดโดยปราศจากอคติในทุกขั้นตอนของการทำวิจัย
7. นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่ชอบ
8. นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น
9. นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ
วิทยากรได้นำเสนอตัวอย่างการทำงานวิจัยของฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ ที่ใช้สัตว์ทดลองในการศึกษา ค้นคว้า โดยขั้นตอนการทำวิจัยจะต้องยึดหลักของจรรยาบรรณดังระบุข้างต้นทั้งสิ้น
ช่วงท้ายผู้เข้าอบรมได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการปฏิบัติงานของแต่ละคน โดยคำนึงถึงหลักจริยธรรม จรรยาบรรณในการทำหน้าที่ ซึ่งถือว่าเป็นการเรียนรู้และสรุปปิดท้ายการอบรมหลักสูตรนี้ได้อย่างประทับใจและสร้างกำลังใจที่ดีในการทำงานจากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง
………………………….
*เรียบเรียงจากการบรรยาย โดย ดร. ชุลีรัตน์ บรรจงลิขิตกุล ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ วว. ได้บรรยายเรื่องราวเกี่ยวกับจริยธรรม และจรรยาบรรณสำหรับนักวิจัยในการอบรมหลักสูตร “ TISTR Capacity Building : Leading to Professional Researchers การพัฒนาสมรรถนะนักวิจัย วว. สู่นักวิจัยมืออาชีพ” รุ่นที่ 2 ณ วว.เทคโนธานี คลองห้า

Comments No Comments »

อรุณรัตน์ แสนสิ่ง
ฝ่ายวิศวกรรม
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

          เครื่องจักรความเร็วสูง เป็นหนึ่งในเครื่องจักรที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการควบคุมเชิงตัวเลข (CNC : Computer Numerical Control) ในการตัดเฉือนโลหะที่มีประสิทธิภาพสูงทั้งความเที่ยงตรงและคุณภาพผิวชิ้นงาน อีกทั้งยังสามารถลดเวลาและต้นทุนในการผลิตได้ด้วย เมื่อเปรียบเทียบกับเครื่องจักรทั่วไป

         หลักการทำงาน คือ เป็นการนำเศษโลหะที่ตัดเฉือนออกอย่างรวดเร็ว (High material removal rates) อุณหภูมิที่เกิดขึ้นระหว่างมีดตัด (Tooling) กับชิ้นงาน (Work piece) อุณหภูมิที่เกิดขึ้นต่ำด้วยระยะเวลาที่สั้น ทำให้อายุการใช้งานมีดตัดและความเร็วการตัด (Cutting speed) เพิ่มขึ้น ด้วยความเร็วรอบตั้งแต่ 10,000 รอบ/นาที ขึ้นไป ความเร็วอัตราป้อน (Feed rate) มากกว่า 1 เมตร/นาที

องค์ประกอบในการทำงาน ประกอบด้วย

  1. เครื่องจักร (HSM machine tool)
  2. เป็นเครื่องจักรที่รองรับการทำงานที่รวดเร็ว แข็งแรง สามารถตัดเฉือนงานหยาบ (Roughing) และงานละเอียด (Finishing) ได้ดี
  3. มีดตัด (Cutting tool)
  4. มีดตัดต้องมีคุณสมบัติพิเศษในการทนอุณหภูมิสูงที่บริเวณผิว ส่วนใหญ่จะใช้เป็นมีดตัดหัวกลม (Ball end mill) ในการขึ้นรูป 3 มิติ และรูปร่างที่มีความซับซ้อน
  5. ชุดควบคุมเครื่องจักร (Controller)
  6. สามารถรองรับรหัส (G-code) ความเร็วสูงได้ การอ่านค่าโปรแกรมล่วงหน้า การเร่งความเร็วและการชะลอการอ่านโปรแกรมเส้นโค้งบริเวณมุมได้ดี ทำงานที่ละเอียด ความเรียบสูง ที่เป็นเส้นตรงและเส้นโค้ง LINE, SPLINE, NURBS
  7. การเขียนโปรแกรมทำงาน (CAD/CAM)
  8. เป็นโปรแกรมที่ใช้เขียนรหัส (G-code) สามารถทำงานด้วยคำสั่งที่ระบุความเรียบ ความละเอียดที่สูง และทำงานต่อเนื่องได้ มีการเลือกวิธีการในการกัดอย่างเหมาะสม ทั้งงานหยาบ (Roughing) และงานละเอียด (Finishing)
  9. การปรับแต่งโปรแกรม
  10. เป็นการกำหนดเงื่อนไข ขั้นตอนการทำงาน การติดตั้งเครื่องมีดตัด และทำการปรับแต่งค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ที่เหมาะสมและถูกต้องของโปรแกรมก่อนส่งเข้าเครื่องจักร เพื่อนำไปสู่การทำงานจริง

             สำหรับ แนวโน้มการนำไปใช้งานนั้น เครื่องจักรความเร็วสูง สามารถนำไปใช้ในงานขึ้นรูปที่มีความละเอียดสูงที่ใช้ได้กับงานตกแต่งผิวสำเร็จในงานแม่พิมพ์ที่มีความเรียบสูง ซึ่งสามารถลดเวลาทำงานได้ 30-40% ลดการทำงานด้วยเครื่องจักร Electrical Discharge Machining (EDM) ที่ใช้ในงานผลิตแม่พิมพ์เพราะเครื่องจักรสามารถทำงานได้ความเรียบผิวสูง และลดการขัดแม่พิมพ์จากแรงงานคน ใช้ในการตัดเฉือนโลหะแข็ง ความแข็งสูงถึง 30-45 HRC ส่วนข้อเสีย คือ เครื่องจักรมีราคาค่อนข้างสูง

               เครื่องจักรความเร็วสูงมีประสิทธิภาพสูง เที่ยงตรง แม่นยำ ลดต้นทุนการผลิตได้ แต่ยังมีราคาค่อนข้างสูง จึงขึ้นอยู่กับผู้ใช้ที่จะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้ใช้งานนั่นเอง

               การนำเทคโนโลยีการผลิตด้วยเครื่องจักรความเร็วสูง เพื่อแก้ปัญหาคุณภาพผิวชิ้นงานสำเร็จหลังการขึ้นรูป ซึ่งวิธีนี้จะทำให้คุณภาพผิวชิ้นงานมีความละเอียดสูง เป็นที่นิยมนำไปใช้ในการขึ้นรูปแม่พิมพ์ฉีดพลาสติก เพราะต้องการความละเอียดผิวชิ้นงานที่สูง เป็นการลดการขัดผิวชิ้นงาน ลดเวลา และลดต้นทุนการผลิต

Tags: ,

Comments No Comments »

Thailand Institute of Scientific and Technological Research (TISTR)
Ministry of Science and Technology