การศึกษาดูงานด้านนวัตกรรม ณ SCG Open Innovation Center และ บริษัท ศูนย์วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

นางวรรณวิภา กาญจนไวกูณฐ์
นักประชาสัมพันธ์
กองสื่อสารภายใน

      การศึกษาดูงานครั้งนี้ สืบเนื่องจาก วว. ได้กำหนดให้ ปี 2559-2560 เป็นปี “วัฒนธรรมนวัตกรรม” ที่ผ่านมา คณะทำงานโครงการ I Talk for TISTR Innovator 2017 ได้จัดการบรรยายถ่ายทอดความรู้ด้านนวัตกรรมจากวิทยากรภายนอก และภายในหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง และเห็นความสำคัญของการนำบุคลากรเยี่ยมชม ศึกษาดูงานหน่วยงานภายนอกด้านนวัตกรรม เพื่อเปิดโลกทัศน์ สร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และได้รับประสบการณ์ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัย ต่อยอดความรู้ด้านนวัตกรรม ทำให้บุคลากรเกิดความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมใหม่ๆ สอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 ทั้งนี้ ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 ได้จัดการศึกษาดูงานด้านนวัตกรรม ณ SCG Open Innovation Center        และ บริษัท ศูนย์ วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยมีผู้บริหารและพนักงานเข้าเยี่ยมชมจำนวน 32 คน

สรุปเนื้อหา

      การศึกษาดูงาน ณ SCG Open Innovation Center  และ บริษัท ศูนย์วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด นั้น ได้รับการต้อนรับและการบรรยายจาก น.สพ. สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายขายและบริการคีย์แอคเคานต์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ โดยให้หน่วยงานต่างๆ ที่สนใจมาเช่าพื้นที่ทำการ คณะผู้ร่วมศึกษาดูงานได้สรุปเนื้อหาที่เป็นประเด็นสำคัญ พอสรุปได้คือ สวทช. มีแนวคิด นโยบายการบริหารงานที่เปิดกว้าง แต่มุ่งวัตถุประสงค์เดียวกัน โดยเน้นการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเป็นเพื่อนร่วมทาง สู่สังคมฐานความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเศรษฐกิจ เน้นการเชื่อมโยงสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษา ร่วมวิจัยงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมกับหน่วยงานต่างๆที่หลากหลาย มีการแบ่งงานที่เป็นระบบ ชัดเจน ตลอดจนการสื่อสาร และการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ นับเป็นองค์กรวิจัยหลักของประเทศ เป็นหน่วยงานที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมจำนวนหลายล้านคนต่อปี ทั้งนี้มีหน่วยงานจำนวนมากเช่าพื้นที่ สวทช. โดยหน่วยงานต่างๆนั้น จะมีสภาพแวดล้อม การออกแบบห้องปฏิบัติการต่างๆ ที่สร้างสรรค์และสวยงาม สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน

ประโยชน์ที่ได้รับและการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน

      การดูงานในครั้งนี้ ผู้ร่วมศึกษาดูงานได้รับประโยชน์มากมาย ได้แก่

  • ได้รับความรู้เพิ่มเติมขึ้น การมองโลก กับมุมมองที่กว้างขึ้น
  • ทำให้เห็นบรรยากาศการทำงานที่เป็นระบบ มีความเป็นมืออาชีพ
  • การให้ความสำคัญกับการวิจัย มุ่งเน้นผลงานสู่เชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับบริษัทเอกชน และเชื่อมโยงระหว่างบริษัทกับหน่วยงานของรัฐ โดยทุกๆ อย่างเน้นการพัฒนางานวิจัย และต่อยอดงานวิจัยที่มีอยู่แล้ว ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการและตลาด
  • ได้แนวคิดการคัดกรองลักษณะงานวิจัย และแนวคิดใน Product แบบใหม่ๆ ที่มุ่งสู่การนำไปใช้ประโยชน์เชิงถ่ายทอดได้ รวมทั้งการคิดค้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำจากทรัพยากรชีวภาพ วัสดุรีไซเคิล วัสดุเพื่อโลกร้อน นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ครบทุกด้าน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และตอบสนองการใช้งานของลูกค้า เช่น ต่อยอดวัสดุเพื่อ Smart home ได้รู้จักผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ SCG และเบทาโกร เช่น ซีเมนต์น้ำในทะเล ซีเมนต์ที่เป็น Insulator, ตัวอย่างซีเมนต์ที่ใช้ในกับงานทันตกรรม
  • ทำให้ได้เห็นมุมมองการทำงานที่หลากหลายของหน่วยงานอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ต้องมีวิสัยทัศน์ มีความคิดสร้างสรรค์ และวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี และหาวิธีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ถ้าไม่สามารถพัฒนาตนเองในด้านนี้ได้แล้ว สิ่งที่แต่ละคนทำจะมีมูลค่าน้อย
  • การทำงานที่จะให้ได้ผลงานที่ดีและประสบความสำเร็จนั้น การพัฒนาทีมงานเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากนี้จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก

สร้างงานเขียน..จาก “ค่ายสารคดี”

ดุรงค์ฤทธิ์ สุดสงวน
นักประชาสัมพันธ์
กองสื่อสารภายใน

       รูปแบบการจัดค่ายมีให้เห็นอยู่หลากหลาย เช่น ค่ายเยาวชน ค่ายอนุรักษ์พลังงาน ค่ายรักษ์ธรรมชาติ ค่ายวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานค่ายเยาวชน “ค่ายสารคดี” ซึ่งจัดโดย นิตยสารสารคดี ทำให้ได้มุมมองที่น่าสนใจมาถ่ายทอดให้ทุกท่าน

ค่ายสารคดีคืออะไร

    ค่ายสารคดีคือค่ายสำหรับเยาวชนที่จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์คือ ให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของการเขียนบทความทั้งในแง่ของการเล่าเรื่องให้มีความน่าสนใจ รวมถึงภาพประกอบเรื่องที่มีความสอดคล้องกันกับเนื้อหา จัดโดย นิตยสารสารคดี เป็นการบ่มเพาะนักเขียน และช่างภาพมือใหม่ ถ่ายทอดความรู้โดยนักเขียนมืออาชีพ และ ช่างภาพของนิตยสารสารคดี พร้อมกับ การลงพื้นที่จริง สัมภาษณ์จริง ในการได้ไปมีส่วนร่วมในครั้งนี้ จัดเป็นครั้งที่ 13 นิตยสารสารคดีเลือกลงพื้นที่ในตลาดหัวตะเข้ ชุมชนหลวงพรตท่านเลี่ยม เขตลาดกระบัง ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชนที่ผมอยู่ มีความโดดเด่นในเรื่อศิลปะ เพราะอยู่ใกล้วิทยาลัยช่างศิลป และ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผมเป็นคนในชุมชน และได้เข้าไปมีส่วนร่วมในส่วนของวิทยากรชุมชน พบว่าเป็นค่ายที่ได้ทั้งสาระความรู้และความสนุก ที่สำคัญได้ “นักเขียน” “นักถ่ายภาพ” รุ่นใหม่ที่มีความโดดเด่นหลายคน

การบริหารจัดการค่าย

       ในด้านการเตรียมงาน มีการลงพื้นที่ก่อนการจัดงานประมาณ 4 เดือน บุคลากรในนิตยสารสารคดีต้องสืบค้น กลั่นกรองข้อมูลจากแหล่งข้อมูล ค้นคว้าลงสัมผัสพื้นที่และสัมภาษณ์ผู้รู้จากคนในชุมชน เพื่อเป็นแบบฝึกหัดในการปฏิบัติการเก็บข้อมูลอย่างเข้มข้นแบบเสมือนจริง โดยมีครูคอยประกบ ท่ามกลางการปฏิบัติจริงพร้อมรับสมัครและคัดเลือกเยาวชนระดับอุดมศึกษา จำนวนประมาณ 50 คน เพื่อทำกิจกรรมค่ายสารคดี


การประชาสัมพันธ์เชิญชวน

  ในด้านการประชาสัมพันธ์ นิตยสารสารคดีใช้ช่องทางการประกาศรับสมัครทั้งในนิตยสาร และสื่อทางโซเชียล เช่น Facebook, YouTube อย่างต่อเนื่อง มีหลากหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น หลักสูตรการเขียนบทความแบบมืออาชีพ สำหรับบุคคลทั่วไป  วิธีการเข้าถึงง่ายมาก เมื่อค้นหาในกูเกิล พิมพ์ข้อความ ค่ายสารคดี ก็เจอกิจกรรมมากมาย

สาระที่ได้ในวันงาน

    วันงานห้องเรียนค่ายสารคดีที่ตลาดหัวตะเข้ เขตลาดกระบัง ทางตะวันออกของกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณครึ่งวันกับอีกสัปดาห์ เพื่อกลั่นกรอง ร้อยเรียงเรื่องราวที่เก็บมา ให้กลายเป็นงานเขียน แต่ในระหว่างขั้นตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญในการทำหนังสือและภาพประกอบ คัดประโยคเด็ด ซึ่งเป็นวรรคทองและภาพประกอบที่มีการนำเสนอที่น่าสนใจ แบ่งปัน แลกเปลี่ยน แนะนำ วิธีคิดต่างๆ เช่น

“ตลาดหัวตะเข้ ขายความเงียบอันเรียบง่าย”  – ป้าอ้อย จิตอาสาหนึ่งในทีมฟื้นฟูตลาดหัวตะเข้

“ชีวิตนอกกรอบ เป็นสุขได้เพราะมีกรอบ”  สรุปภาพชีวิตของคนทำกรอบรูปที่ตลาดหัวตะเข้

“แท้ ไม่แท้ เก่าใหม่ ได้หมด มันอยู่ที่ใจ พระอยู่ไหนก็ไม่เสื่อม”คำพูดของ จี๊ด (ณรงค์ศักดิ์) เซียนพระใต้สะพาน กล่าวถึงพระเครื่องบนแผง

   คำพูดบางประโยคที่คัดมาของนักศึกษาในค่ายสารคดี มีท่วงทำนองที่น่าสนใจ สามารถพัฒนาไปเป็นนักเขียนในอนาคตได้เป็นอย่างดีเป็น”วรรคทอง” เหมือนดอกไม้สีแดงสด ท่ามกลางต้นไม้สีเขียว เป็นจุดเด่นที่ทำให้ตื่นตา ตื่นใจ อยากอ่านบทความต่อไป (รายละเอียดต่างๆ ได้จากบทความของนายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นักเขียนประจำกองบรรณาธิการ นิตยสารสารคดี)

นายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพถ่ายโดย นายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นิตยสารสารคดี บรรยากาศระหว่างบรรยายเรื่อง “กราฟฟิตี้”

สถานที่ที่น่าสนใจในตลาดหัวตะเข้มีมากมาย คัดมาในส่วนที่น่าสนใจ เช่น ร้านเอเฟรม รับทำกรอบรูป (มีรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9), หมอนวดตาบอด, กราฟฟิตี้กับชุมชนเก่า  ความลงตัวกับวิถีที่แตกต่าง,การทำผักกาดดอง,การทำขนมใบไม้  ฯลฯ ผลลัพธ์ของการดูงานค่ายสารคดี ทำให้ได้เห็น นักเขียน นักสร้างจินตนาการ นักถ่ายภาพที่ร้อยเรียงเรื่องราวจากสิ่งที่เห็นและเผยแพร่ถ่ายทอดให้สาธารณชนรับรู้ นับว่าเป็นค่ายที่ “สร้างคน” สร้างผลงานด้านการเขียนที่คุ้มค่าและมีประโยขน์จริงๆ

ภาพถ่ายโดย ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล นิตยสารสารคดี

ความปลอดภัยบรรจุภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหาร

ศิโรรัตน์  ตั้งสถิตพร
นักทดลองวิทยาศาสตร์บริการ
ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

       ปัจจุบันมีปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อห่อหุ้มและรักษาคุณภาพของอาหารเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังมีการออกแบบรูปร่างที่หลากหลายและมีสีสันที่สวยงาม ซึ่งอาจส่งผลให้มีสารอันตรายปนเปื้อนในอาหารและส่งผลต่อร่างกายเมื่อได้รับการสะสมในปริมาณมาก ดังนั้นในแต่ละประเทศจึงมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านความปลอดภัย และกำหนดมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหารขึ้น เพื่อใช้เป็นระเบียบในการควบคุมคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยสำนักงานอาหารและยา (US Food and Drug Administration) หรือระเบียบสหภาพยุโรป (Commission Regulation) เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับอาหารที่ปลอดภัย ดังนั้นบรรจุภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหารที่ผ่านระเบียบข้อบังคับนี้ จึงได้รับการยอมรับในมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์

1

       ประเทศไทยโดยกระทรวงสาธารณะสุข ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของประชาชนภายในประเทศ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันการปนเปื้อนในอาหาร จึงออกระเบียบข้อบังคับ เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทําจากพลาสติก ฉบับที่ 295 ซึ่งกำหนดให้ภาชนะบรรจุที่ผลิตจากพลาสติกต้องมีคุณภาพ เช่น

  1. สะอาด ไม่มีสารอื่นออกมาปนเปื้อนกับอาหารในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และไม่มีสีออกมาปนเปื้อนกับอาหาร
  2. ห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีสีสัมผัสอาหาร ยกเว้นพลาสติกชนิดลามิเนต (laminate) ที่พลาสติกชั้นในสุดต้องไม่มีสี หรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกนั้นผ่านการเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
  3. ห้ามมิให้ใช้ภาชนะบรรจุที่ทำขึ้นจากพลาสติกที่ใช้แล้วบรรจุอาหาร เว้นแต่ใช้เพื่อบรรจุผลไม้ ชนิดที่ไม่รับประทานเปลือก
  4. ห้ามมิให้ใช้ภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกที่เคยใช้บรรจุหรือหุ้มห่อปุ๋ย วัตถุมีพิษ หรือวัตถุที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นภาชนะบรรจุอาหาร
  5. ภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกซึ่งใช้บรรจุนมหรือผลิตภัณฑ์นม ต้องเป็นพลาสติกชนิดพอลิเอทิลีน, เอทิลีน 1-แอลคีน โคพอลิเมอร์ไรซด์เรซิน, พอลิพรอพีลีน, พอลิสไตรีน หรือพอลิเอทิลีนเทเรฟ-ทาลเลต
  6. ปริมาณสารตะกั่ว สารแคดเมียม สารหนู สารฟอร์มัลดีไฮด์ และสารสไตรีน เป็นต้น ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

2

       นอกจากข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทางการค้าทั่วไปแล้ว ยังมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ ตามมาตรฐานสากล ISO17088-2012  ซึ่งประเทศไทยโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้ออกประกาศกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมข้อกำหนดพลาสติกสลายตัวได้ เลขที่ มอก. 17088-2555 เพื่อให้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพของไทยได้คุณภาพตามกฎระเบียบในการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ของประเทศคู่ค้าที่สำคัญและเป็นการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค

เกณฑ์กำหนดตามมาตรฐานสากล ISO 17088-2012 (หน่วยมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)

table1

       ถึงแม้ว่าภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค ด้วยการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ ออกมา หากแต่ผู้บริโภคยังเลือกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีสมบัติไม่เหมาะสม ก็มีโอกาสได้รับสารอันตรายเพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา:

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. 2558. การศึกษาข้อมูลกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 295) พ.ศ. 2548 เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติก

International Organization for Standardization. ISO 17088: Specifications for compostable   plastics. 8 pp.

จุลินทรีย์ผู้สร้างและผู้ทำลายพลาสติก

นิตยาพร  สมภักดีย์
นักทดลองวิทยาศาสตร์บริการ
ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

          ขยะพลาสติกจากการใช้งานด้านบรรจุภัณฑ์ เช่น ถุงใส่อาหาร ขวดเครื่องดื่ม กล่องโฟม จัดเป็นปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอันดับต้นๆของโลก เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นพลาสติกที่ผลิตจากพอลิเมอร์สังเคราะห์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีปริมาณความต้องการใช้งานที่สูงมากแต่ระยะการใช้งานสั้น ก่อให้เกิดปัญหาปริมาณขยะพลาสติกล้นเมืองขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีความคงทนสูง เมื่อถูกทิ้งให้เป็นขยะจะต้องใช้เวลาในการสลายตัวตามธรรมชาติไม่ต่ำกว่า 20 ปีไปจนถึงมากกว่า 1,000 ปี

 

image001
ขยะในบ่อฝังกลบของไทย

          จุลินทรีย์…สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เป็นประโยชน์ในการผลิตและถนอมอาหาร ตลอดจนการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ การเกษตร เป็นต้น สำหรับด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาจากการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ จุลินทรีย์จัดเป็นสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายพลาสติก  กล่าวคือ นอกจากการสลายตัวของพลาสติกที่เกิดขึ้นได้โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในธรรมชาติที่ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานแล้ว จุลินทรีย์บางชนิดสามารถที่จะผลิตพลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ นำมาใช้ประโยชน์ได้เหมือนผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  แต่สลายตัวได้ง่ายในธรรมชาติ หรือที่เรียกกันว่า “พลาสติกชีวภาพ” ซึ่งในปัจจุบันพลาสติกชีวภาพที่นำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ได้แก่

          1. Polylactic acid (PLA) เป็นพลาสติกชีวภาพชนิดแรกที่มีงานวิจัยรองรับและได้รับความสนใจในเชิงพาณิชย์มากที่สุด ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากถึงร้อยละ 54 โดยทั่วไป กระบวนการผลิต PLA เริ่มจาก การผลิตกรดแลคติกจากกิจกรรมของจุลินทรีย์กลุ่มแลคติกแอซิดแบคทีเรียในกระบวนการหมักวัตถุดิบธรรมชาติ อาทิ แป้งข้าวโพด แป้งมันสำปะหลัง เป็นต้น จากนั้น นำกรดแลคติกมาผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นสารใหม่ที่มีโครงสร้างทางเคมีเป็นวงแหวนเรียกว่า แลคไทด์ แล้วนำมากลั่นในระบบสุญญากาศเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างได้เป็นพอลิเมอร์ของแลคไทด์ ที่เป็นสายยาวขึ้น (Polymerization) เรียกว่า PLA ผลิตภัณฑ์จาก PLA มีหลากหลายชนิด อาทิ แก้วน้ำ กล่องบรรจุอาหาร ถุงใส่ของ เป็นต้น หลังสิ้นสุดการใช้งาน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกย่อยสลายได้ง่ายด้วยจุลินทรีย์ในธรรมชาติ

PLA-1

Polylactic acid รูปแบบ pellets
(http://www.alibaba.com/product-detail)

PLA-2

ผลิตภัณฑ์จาก Polylactic acid
(http://www.nkrpackage.com/site/bioplastic.html)

 

         2. Polyhydroxyalkanoates (PHAs)  เป็นโพลิเมอร์ที่จุลินทรีย์ เช่น Ralstonia eutropha, Rhodobacter shaeroides, Pseudomas putida   สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะสมในเซลล์ การสร้าง PHAs จะเกิดขึ้นเมื่อแหล่งอาหาร เช่น ไนโตรเจนหรือฟอสฟอรัสขาดแคลน ในขณะที่มีแหล่งคาร์บอนอื่นๆ อยู่มากเกินความจำเป็น การผลิต PHA เริ่มต้นจากการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ในอาหารเลี้ยงเชื้อที่เหมาะสมต่อสะสม PHA เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจดูที่เซลล์ของจุลินทรีย์จะเห็น PHAs เป็นแกรนูลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.2-0.5 ไมโครเมตร กระจายอยู่ทั่วไปในไซโทพลาซึม เมื่อสิ้นสุดการเพาะเลี้ยงจะนำเซลล์จุลินทรีย์มาสกัดและทำบริสุทธิ์ให้ได้ PHA  ปัจจุบันมีการนำพลาสติกชีวภาพในกลุ่ม PHA มาใช้ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น แก้วน้ำ ฝาขวดน้ำ ฝาแก้ว รวมทั้งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารเคมีกลุ่ม Fire chemical และวัสดุเคลือบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

PHA-2

PHAs ภายในเซลล์ของ Rhodobacter shaeroides
(http://www.biotechnologyforums.com/thread-2280.html)                        

PHA-7

ผลิตภัณฑ์จาก PHAs
(https://www.biooekonomie-bw.de/en/articles/news/bacteria-to-produce-bioplastics/)

 

          อย่างไรก็ตาม วัสดุใดๆในโลกต้องมีวันเสื่อมสลาย หรือเปลี่ยนจากรูปแบบหนึ่งไปเป็นรูปแบบอื่น โดยอาศัยปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยที่ไม่มีชีวิต เช่น แสง ความร้อน ความชื้น ความเป็นกรด ด่าง เป็นต้น และปัจจัยที่มีชีวิต คือ จุลินทรีย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการ “ย่อยสลายทางชีวภาพ”

          การย่อยสลายทางชีวภาพของวัสดุทั่วไปหลังจากทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ ทั้งบนดิน ในแหล่งน้ำ หรือในทะเล เมื่อได้รับแสง ความร้อน ความชื้น กรด ด่างในระยะเวลาหนึ่ง วัสดุเหล่านั้นจะมีการเสื่อมของโครงสร้างทางเคมี จากวัสดุที่มีขนาดใหญ่จะมีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ และเมื่อมีขนาดเล็กกว่า  0.2 ไมโครเมตร จุลินทรีย์จะสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานในการเจริญเติบโต ทั้งนี้ ถ้าเป็นการย่อยสลายแบบใช้ออกซิเจน จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ เป็นผลิตภัณฑ์สุดท้าย ในขณะที่การย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และก๊าซมีเทน กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม กล่าวได้ว่าการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์เป็นกระบวนการที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

เอกสารอ้างอิง

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ. 2556. INNOVATION TREND: พลาสติกชีวภาพ. http://www.nia.or.th/innolinks/page.php.

ประดินันท์ เอี่ยมสะอาด. 2560. โพลีไฮดรอกซีอัลคาโนเอตซ พลาสติกชีวภาพจากแบคทีเรีย. วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. ปีที่ 27. ฉบับที่ 1. หน้า 147-158.

จตุพร วุฒิกนกกาญจน์และคณะฯ. 2556.  การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ จากพลาสติกชีวภาพชนิด PLA. คณะพลังงานสิ่งแวดและวัสดุ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี.
http://www.seem.kmutt.ac.th/research/pentec/interestingarticle.php.

ภัยมืด….ปัญหาสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างในสิ่งแวดล้อม

ชาญชัย คหาปนะ
นักทดลองวิทยาศาสตร์บริการ
ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ, วว.

 

          ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในการเพิ่มผลผลิตและกำจัดศัตรูพืชสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งจากข้อมูลของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ปี 2560 (ตารางที่ 1) ที่แสดงให้เห็นถึงปริมาณและมูลค่าการนําเข้าสารกําจัดศัตรูพืช นอกจากสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้แล้ว ยังสะท้อนภาพให้เห็นถึงปริมาณการใช้สารกําจัดศัตรูพืชของประเทศไทยในแต่ละปีว่ามีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกในอนาคต เนื่องจากมีราคาถูก เห็นผลชัดเจนและรวดเร็วในการควบคุมการระบาดของโรคและศัตรูพืช

Environmental Impacts_01

          อย่างไรก็ตาม วัตถุอันตรายทางการเกษตรเหล่านี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงอาจส่งผลให้ศัตรูพืชดื้อยาได้อีกด้วย นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถเข้าถึงสารเคมีได้ง่ายและมีการใช้มากเกินความจำเป็น ประกอบกับการใช้สารที่ผิดวิธี และพฤติกรรมการใช้สารของเกษตรกรไทยที่ไม่ถูกต้องและเหมาะสม เป็นปัญหาที่สำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของเกษตรกรรวมถึงผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

          จากข้อมูลโครงการวิจัยโดยห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ (2558) ที่ตรวจพบสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างหลายชนิดในตัวอย่างดินและน้ำของพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจแบบยกร่อง ที่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี อาทิ สารกำจัดเชื้อรา Carbendazim, Copper oxychloride, Ethion สารกำจัดวัชพืช Glyphosate สารกำจัดแมลง Imidacloprid โดยพบปริมาณตกค้างในดินมากกว่าในน้ำกว่า 100 เท่า (ตารางที่ 2) ซึ่งจากการรายงานของ Pimentel (1995) ได้อธิบายว่า ร้อยละ 99.9 ของสารกำจัดศัตรูพืชจะปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม มีเพียงแค่ร้อยละ 0.1 ที่จะไปถึงแมลงศัตรูพืชที่เป็นเป้าหมาย นอกจากนี้ การใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ฉีดพ่นลงในพื้นที่เกษตรกรรมมีการสะสมในดินได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ซึ่งตามปกติจะพิจารณาจากค่าครึ่งชีวิต (Half Life) ของสารชนิดนั้นว่าใช้ระยะเวลาการสลายตัวจนเหลือความเข้มข้นร้อยละ 50 ถ้าหากสลายตัวได้ช้าโอกาสที่สารนั้นจะแพร่กระจายลงสู่แหล่งน้ำย่อมเป็นไปได้สูง

Environmental Impacts_02

IMG_0138-1  IMG_0141-1  IMG_0861-1

          แนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คือ การใช้กระบวนการทางชีวภาพที่เรียกว่า Bioremediation ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมของกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสารอันตรายให้อยู่ในรูปของสารที่มีค่าความเป็นพิษน้อยลงหรือสลายตัวได้อย่างสมบูรณ์เป็นกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถประยุกต์ใช้กับพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ จากผลการดำเนินงานในหัวข้อนี้มากว่า 10 ปี วว. ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีด้าน Bioaugmentation ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งของกระบวนการ Bioremediation มาใช้ในการบำบัดสารกำจัดศัตรูพืชปนเปื้อนในน้ำ ทั้งในพื้นที่ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการมีส่วนช่วยลดปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้น เป็นการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

 

เอกสารอ้างอิง:

สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร. 2560. รายงานสรุปการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร ปี พ.ศ. 2559. กรุงเทพฯ: กรมวิชาการเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.

Pimentel, D. 1995. Amounts of Pesticides Reaching Target Pests: Environmental Impacts and Ethics, Journal of Agricultural and Environmental Ethics, 8(1), 17-29.

รู้รอบธงชาติไทย จากกิจกรรม 100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย

ดร. คนึงนิจ  บุศราคำ
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์, วว.

 

     เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมโครงการ “100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย”  ที่จัดขึ้น ณ วว. เทคโนธานี คลอง 5 ซึ่ง วว. ได้รับเกียรติจากผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย คุณพฤติพล  ประชุมพล และทีมงาน นำของสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับธงชาติไทยมาจัดแสดง พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจเกี่ยวกับประวัติของธงชาติไทยของเราให้ชาว วว. ได้ฟังกัน ซึ่งภายหลังจากที่ได้รับฟังการบรรยายของท่านผู้อำนวยการฯ ผู้เขียนรู้สึกประทับใจและอยากถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวประวัติของธงชาติไทยให้ผู้ที่พลาดโอกาสเข้าร่วมฟังในวันนั้นได้อ่านใน TISTR Blog นี้ค่ะ

AOR

กำเนิดธงไตรรงค์

 

     อดีตที่ผ่านมาเนเธอร์แลนด์ได้เข้ามาทำการค้าในแดนสุวรรณภูมิเป็นประเทศแรกๆ  ซึ่งเส้นทางการคมนาคมขนส่งคือทางน้ำ  ครั้นเมื่อเรือรบฝรั่งเศสได้เดินทางเข้ามาในน่านน้ำ ณ ดินแดนสยาม และมีความประสงค์ในการให้เกียรติประเทศเรา  จึงได้มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ป้อมปราการให้แสดงธงประจำชาติเพื่อการยิงปืนทำความเคารพตามอารยธรรมของชนชาติตะวันตก   แต่ด้วยความที่ประเทศเราไม่มีวัฒนธรรมดังกล่าวจึงได้เชิญธงของประเทศเนเธอร์แลนด์ขึ้นสู่ป้อมปราการดังกล่าว  ยังความขุ่นเคืองให้กับทหารฝ่ายฝรั่งเศส  จนทำให้ฝ่ายไทยต้องเชิญธงประเทศเนเธอร์แลนด์ลง แต่ด้วยความรีบระคนกับตกใจทหารประจำป้อมจึงได้เปลี่ยนไปใช้ธงเดินเรือแทนธงชาติเนเธอร์แลนด์   นี่จึงเป็นการใช้ธงชาติครั้งแรกของไทย    ส่วนสาเหตุที่ธงเดินเรือในสมัยก่อนเป็นสีแดงเนืองจากสีแดงเป็นสีที่เห็นชัดที่สุด

     ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีการอาศัยกันแบบบ้านพี่เมืองน้องไป   ประชาชนของแต่ละประเทศสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันตามอัธยาศัย  ต่อมาเมื่อถึงยุคล่าอาณานิคม    การแบ่งแยกดินแดนโดยประเทศผู้ล่าฯ ทำให้วิถีชีวิตของคนในแถบนี้เปลี่ยนไป   คือ มีการกำหนดเขตแดนกันชัดเจนระหว่างประเทศนักล่าอาณานิคม คือ อังกฤษ และฝรั่งเศส    ย้อนกลับมาที่ความเชื่อของคนไทยในอดีตที่ว่าพระมหากษัตริย์นั้นคือ องค์อวตารของพระนารายณ์  ซึ่งพระนารายณ์มีหัตถ์ 4 กร ถือ จักร สังข์ คทา และดอกบัว  ซึ่งจักรนั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์จักรี  ดังนั้นจึงมีการนำสัญลักษณ์จักรใส่ไว้ตรงกลางธงสีแดง   อย่างไรก็ตาม ธงพื้นแดงกับจักรนั้นเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์และพระมหากษัตริย์   ซึ่งประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถนำไปใช้ได้

     สมัยรัชกาลที่ 2   เป็นยุคที่บ้านเมืองสงบสุข  และมีการจับช้างเผือกได้ทั้งสิ้น 3 ตัว  ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่หายาก  นำไปสู่การใช้รูปช้างลงไปบนธง  ทำให้สมัยนี้ธงชาติประกอบไปด้วย ธงพื้นแดง จักร และช้างเผือก กลางจักร  กลางธง   ซึ่งธงนี้ประชาชนทั่วไปนั้นไม่สามารถนำไปใช้ได้เช่นกัน     ดังนั้นในหลวงรัชกาลที่ 3  จึงทรงให้มีการจัดทำธงที่ราษฎรสามารถนำไปใช้ได้   โดยการนำเอาสัญลักษณ์จักรออกจากธง     ดังนั้นในรัชกาลที่ 3 นี้ ธงประจำชาติมี 3 แบบ คือ ธงสำหรับพระมหากษัตริย์ (ธงพื้นขาบ (น้ำเงินอมม่วง) ตรงกลางธงธงพื้นแดง ตรงกลางมีสัญลักษณ์จักรและช้างเผือก)  ธงสำหรับราชวงศ์ (ธงพื้นแดง ตรงกลางมีสัญลักษณ์จักรและช้างเผือก)  และธงสำหรับราษฎร (ธงพื้นแดงและตรงกลางมีรูปช้างเผือก)

     สมัยรัชกาลที่ 4  เป็นยุคที่สยามประเทศทำการค้ากับชาติตะวันตกหลายประเทศ  โดยประเทศนั้นๆ ได้มีการตั้งสถานทูตขึ้นและมีการเชิญธงประจำประเทศตัวเองที่สถานทูตนั้นๆ  ทำให้ชาวบ้านเกิดการเข้าใจผิดคิดว่าสยามประเทศตกเป็นเมืองขึ้นของชาติยุโรป   ส่งผลให้เกิดความแตกตื่นของราษฎรที่เกรงกลัวการโดนชาวต่างชาติทำร้ายและจับกุมตัวไป     ร้อนถึงในหลวงรัชกาลที่ 4 ต้องทรงแก้ปัญหาโดยการให้เอาธงเรือ (ธงพื้นสีแดง และช้างเผือกตรงกลางธง) ขึ้นมาปักตามบ้านเรือนเพื่อเป็นการยืนยันว่าเรายังคงมีอธิปไตย   โดยที่ชาวต่างชาตินั้นไม่มีสิทธิในการทำร้ายคนไทย   จึงนับเป็นการใช้ธงบนบกเป็นครั้งแรกในสยามประเทศ   อย่างไรก็ตาม การทำธงในสมัยก่อนนั้นต้องอาศัยการวาดรูปช้างบนผืนธง  ทำให้รูปช้างนั้นมีหลายลักษณะและไม่สง่างาม

     สมัยรัชกาลที่ 5  เนื่องจากปัญหาความไม่สง่างามของรูปช้างบนผืนธง  ส่งผลให้ในหลวงรัชกาลที่ 5 นั้นมีการออกพระราชบัญญัติธงในปี พ.ศ. 2434  ซึ่งนับว่าเป็นกฎหมายธงฉบับแรกของสยามประเทศ  โดยมีข้อกำหนดให้สัญลักษณ์ช้างเผือกบนผืนธงนั้นมีลักษณะไปในทางเดียวกัน    ต่อมาในรัชสมัยของในหลาวงรัชกาลที่ 6  พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ในการนำเอารูปช้างเผือกออกจากผืนธงเพื่อความเป็นสากล  แต่โดนทัดทานจากเสนาบดีต่างๆ    จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2459 ทรงเสด็จพระราชดำเนินยังจังหวัดอุทัยธานี   ราษฎรได้ประดับธงเพื่อรอรับเสด็จ แต่เกิดความผิดพลาดในการขึ้นธงคือเกิดโดยขาช้างนั้นชี้ขึ้นข้างบนซึ่งเป็นการมิบังควร   ประกอบกับธงชาติดังกล่าวหาได้ยากชาวบ้านจึงมีการดัดแปลงใช้ผ้าริ้วแดงและขาว  โดยสีขาวนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนช้างเผือก  ใช้ประดับเพื่อรอรับเสด็จ   ในหลวงรัชกาลที่ 6  ทรงพระราชบัญญัติลงในหนังสือวชิราวุธานุสรณ์ในปี 2459  ว่าด้วยเรื่องธง  คือ กำหนดให้ธงที่ใช้ในการรับเสด็จนั้นเป็นธงริ้วขาวแดง  และธงที่ใช้ตามสถานที่ราชการคือ ธงพื้นแดงและมีรูปสัญลักษณ์ช้างเผือกตรงกลาง   โดยประกาศให้มีการใช้ธงทั้งสองดังกล่าวในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2459

     การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของสยามประเทศในรัชกาลที่ 6   นั้นก็นับเป็นอีกหนึ่งสามาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นของธงชาติ   เนื่องจากฝ่ายพันธมิตร ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา  ซึ่งธงชาติของทั้ง 3 ประเทศประกอบไปด้วยสีแดง น้ำเงิน และขาว   เพื่อเป็นการสอดคล้องกับประเทศดังกล่าว  ในหลวงรัชกาลที่ 6  จึงรับสั่งให้นำสีน้ำเงินมาใช้ในธงชาติ   โดยสีน้ำเงินนี้เรียกว่าสีขาบ ซึ่งมีเฉดน้ำเงินอมม่วง)  ซึ่งเป็นที่มาของธงไตรรงค์   โดยมีการประกาศให้ใช้ธงไตรรงค์ครั้งแรก ในวันที่ 24 กันยายน 2460

     ดังนั้นที่มาของธงไตรรงค์แต่ละสี ได้แก่ สีแดง มาจากสีของธงเรือที่ใช้ในสมัยก่อน  สีขาวมาจากสีของช้างเผือก และสีน้ำเงินมาจากสีของธงชาติพันธมิตร   โดยความหมายของแต่ละสีนั้นในหลวงรัชกาลที่  6  ทรงเป็นผู้พระราชทานความหมายดังนี้ คือ  สีแดง หมายถึงสีของโลหิตของบรรพบุรุษที่ปกป้องผืนแผ่นดินสยามให้รอดพ้นจากภัยคุกคาม  สีขาว หมายถึงธรรมที่สอนให้ทุกคนเป็นคนดี  และสีน้ำเงิน หมายถึงสีของพระมหากษัตริย์ อันหมายถึงสีประจำวันพระชนมวาร ของในหลวงรัชกาลที่ 6

     พระราชบัญญัติธงชาติฉบับที่ใช้ อยู่ปัจจุบันคือฉบับประกาศในปี 2522 โดยมีการกำหนดสัดส่วนชัดเจนคือ กว้าง คูณ ยาว เท่ากับ 6 คูณ 9 ส่วน  แบ่งเป็น แดง/ขาว/น้ำเงิน/ขาว/แดง เท่ากับ 1/1/2/1/1 ตามลำดับ   ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการประกาศใช้ธงไตรรงค์คือ การนำไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่  1 ปัจจุบันตามพระราชบัญญัติธงปี 2522 ธงชาติไทย มี 2 แบบ คือ

  1. ธงไตรรงค์
  2. ธงราชนาวี คือ ธงไตรรงค์ที่มีรูปช้างเผือกกลางธง

     สาเหตุที่ต้องมีธงชาติชนิดที่ 2 คือ  ในข้อตกลงนานาชาติว่าด้วยเรื่องการเดินทะเล  คือ เรือหนึ่งลำนั่นหมายถึง อธิปไตย ของเรือลำนั้นๆ   ดังนั้นเท่ากับเป็นการประกาศเอกราชเหนือน่านน้ำ   ดังนั้นเรือรบหลวงจึงต้องมีธงประกาศเอกราชเหนือน่านน้ำ

     ในปัจจุบันรัฐบาลได้มีการประกาศให้วันที่ 28 กันยายน เป็นวันประดับธงชาติไทย และในปี 2560 นี้ ก็จะครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ไตรรงค์ธงชาติไทยค่ะ

     และทั้งหมดนี้ก็คือ ประวัติคร่าวๆ เกี่ยวกับธงชาติไทย จากกิจกรรม “100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย” ที่ผู้เขียนเก็บมาฝากค่ะ

การถ่ายภาพให้สวยด้วยกล้องและสมาร์ทโฟนด้วยตนเอง ไม่ยากอย่างที่คิด

 

นายสุรพล  ตนานนท์ชัย (นักประชาสัมพันธ์อาวุโส)

          การสื่อสารในยุคดิจิทัล  การถ่ายภาพเป็นความนิยมของผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในการบันทึกภาพเพื่อประโยชน์ในการทำงานและชีวิตส่วนตัว  กองสื่อสารภายใน (กสน.) สำนักสื่อสารองค์กร (สสอ.) จึงจัดการอบรมหลักสูตร Introduction Photo Class for TISTR :   การถ่ายภาพให้สวยงามด้วยกล้องและสมาร์ทโฟนด้วยตนเอง ตามโครงการ TISTR Photo’s Stock ซึ่งได้รับความร่วมมือจากพนักงาน และลูกจ้าง วว. เกินเป้าหมาย   นับเป็นการอบรมเชิงถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างดียิ่ง

การอบรมถ่ายภาพให้สวยด้วยอุปกรณ์ถ่ายภาพแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การถ่ายภาพด้วย Smart Phone โดย วิทยากรจากภายนอก นายญาณพัฒน์  บุญเกตุ วิทยากรที่มีชื่อเสียงในการโฆษณาแบบ Emotional Communication มีประสบการณ์ในวงการนักสร้างสรรค์งานโฆษณาโดยตรง ปัจจุบันทำงานที่บริษัท Creative Juice  และเป็นช่างภาพอิสระ   มี Facebook ที่แบ่งปันภาพถ่ายสวยๆ ชื่อ facebook.com/Nickplus    วิทยากรท่านนี้เป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับมุมมองการถ่ายภาพ เทคนิคการใช้ Smart Phone  function หลักของ Smart Phone ทั้ง 2 ค่าย คือ iphone และ Samsung ที่ใช้ในการถ่ายภาพให้สวยงาม

Pic1

หลายคนได้รับความรู้ที่ได้จากการถ่ายภาพด้วย Smart Phone ด้วยแนวคิด “ภาพ 1 ภาพ คือการเล่าเรื่องราว” ดังนั้น จึงควรรู้สิ่งที่พึงปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ 20 ประการสำหรับการจัดองค์ประกอบภาพ ได้แก่

  • ไม่ไกลเกินไป : ในการถ่ายภาพควร Focus วัตถุที่จะถ่ายไม่ไกลเกินไป เพื่อจะได้รูปคน รูปวัตถุ ที่เราต้องการจะสื่อให้ทราบว่าเป็นภาพอะไร ทำอะไร ที่ไหน
  • ไม่บัง : ก่อนถ่ายภาพควรสำรวจหน้ากล้องทุกครั้ง เปิดหน้ากล้องหรือยัง หรือขณะที่ถ่ายภาพนิ้วมือไม่ควรบังหน้ากล้อง
  • ไม่มืด : หากถ่ายภาพในที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ เราควรเปิด Flash ตามความเหมาะสม
  • ไม่เอียง : การถ่ายภาพคน หรือสถาปัตยกรรม ไม่ควรเอียงกล้องถ่ายภาพ แต่ควรถ่ายแบบตั้งตรงตามที่เรามองเห็นก่อนถ่าย
  • ไม่น้อย : การถ่ายภาพคน หรือวัตถุ ไม่ควรถ่ายเพียงนิดเดียว ควรถ่ายให้เต็มวัตถุนั้น เพื่อจะได้รู้ว่าวัตถุนั้นคืออะไร ถ้าเป็นภาพคนจะได้ทราบใครทำอะไร ที่ไหน
  • ไม่เบลอ : เราควร Focus วัตถุที่จะถ่ายภาพ เพื่อเล่าเรื่องสื่อให้คนดูทราบว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร
  • ไม่ซ้าย/ไม่ขวา : ในการถ่ายภาพไม่ควรหนักด้านซ้าย หรือด้านขวามากเกินไป ควรจัดภาพให้สมดุล ภาพจะออกมาสวยงาม
  • อย่ากระพริบตา : ขณะถ่ายภาพควรสำรวจด้วยว่าคนที่เราถ่ายกระพริบตาหรือไม่
  • ไม่ใกล้เกินไป : ไม่ควรถ่ายภาพวัตถุที่ต้องการใกล้เกินไป เพียงถ่ายให้รู้ว่าวัตถุนั้นคือภาพอะไร
  • ไม่รก : การถ่ายภาพควรพิจารณาว่าสิ่งที่ตั้ง หรือวาง นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราจะถ่ายเพื่อเล่าเรื่องนั้นหรือไม่
  • ถ่ายในระดับสายตา : ควรถ่ายภาพให้พอดีกับวัตถุนั้น เพื่อบอกเล่าเรื่องในสิ่งที่เรามองเห็น
  • ไม่แบ่งแยก : ภาพที่ถ่ายไม่ถ่ายแบ่งแยกเป็นส่วน เพราะจะทำให้ไม่รู้ว่าวัตถุที่ถ่ายนั้นคืออะไร
  • ไม่ถ่ายภาพหมู่ : ในการถ่ายภาพหมู่ควรจัดให้กระจาย โดยจัดสัดส่วนของภาพ เพื่อให้มองเห็นทุกคน
  • ไม่ถ่ายเท้า : ควรจัดระดับกล้องไม่สูง หรือต่ำเกินไป เพื่อได้ภาพครบทุกส่วนตามต้องการ
  • ไม่สั่น : ไม่ควรถ่ายภาพมือเดียว ควรจับกล้องสองมือ โดยใช้นิ้วโป้งกด Shutter
  • ไม่เงา : หลีกเลี่ยงเงาตกกระทบภาพ ขณะถ่ายภาพไม่ควรหันหลังให้แสง
  • ดูเพื่อนด้วย : ควรดูความพร้อมของเพื่อนก่อนถ่ายภาพ
  • เป็นธรรมชาติ : ควรตกแต่งภาพหลังถ่ายให้เป็นตามธรรมชาติ
  • ไม่แตก : ควรเลือกภาพถ่ายที่คมชัด
  • ไม่เปิดFlash : การเปิด Flash ถ่ายภาพบางครั้งก็ไม่สามารถเล่าเรื่องได้ เพราะแสงของ Flash จะสะท้อนเข้ามา เช่นการถ่ายภาพกับกระจกในห้องน้ำ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการฝึกแต่งภาพด้วย Snapseed ซึ่งเป็น Free Application บนมือถือที่ใช้งานง่ายและสะดวก เสริมด้วยการแนะนำเว็บไซต์ Pixabay ซึ่งเป็นแหล่งรวมภาพ วีดีโอ ภาพประกอบให้เลือก Download มากมายจากช่างภาพทั่วโลก สามารถ Download ภาพสวยๆ มาใช้งานได้ฟรีไม่มีลิขสิทธิ์ มีการแนะนำวิธีการตรวจสอบที่มาของภาพ บรรยากาศในการอบรมจากการฟังบรรยายในช่วงแรก จะเป็นช่วงตื่นเต้น สนใจ ภายหลังครึกครื้น เพราะมีการถ่ายภาพนางแบบจริงมาอธิบาย มีการนำภาพของแต่ละคนมาให้ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ ทำให้มีความเป็นกันเองมากขึ้น

Pic2

สรุปได้ว่า  การถ่ายภาพ  ต้องขึ้นอยู่กับแสง   การจัดองค์ประกอบของภาพ และที่สำคัญ คือภาพต้องบรรยายเรื่องราวที่ต้องการสื่อได้อย่างชัดเจน

ช่วงบ่าย นางสาวศศิกานต์ แต่งเสร็จ จาก สสอ.  แบ่งปันความรู้และประสบการณ์การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล DSLR เทคนิคการถ่ายภาพแบบ Manual การล็อกค่ารับแสง และFocus ทำให้ได้ความรู้ว่า การตั้งค่าการถ่ายภาพสำคัญมาก ต้องมีความรู้เรื่องการจัด Frame ภาพ การตั้งค่ารูปรับแสง ความเร็ว Shutter ค่า ISO ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับความไวต่อแสง ซึ่งการตั้งค่า ISO สูงๆ ทำให้ถ่ายภาพในที่มืดได้ โดยวิทยากรได้แสดงการสาธิตการถ่ายภาพที่ปรับรูปรับแสง ความเร็ว Shutter และค่า ISO ที่ค่าต่างๆ แสดงให้เห็นเปรียบเทียบจนเกิดความเข้าใจได้ง่าย

การอบรมในครั้งนี้นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  เหมาะสำหรับผู้ที่ยังใช้งานกล้องไม่เป็น หรือ มือใหม่หัดถ่ายภาพ  เทคนิค  ลูกเล่น  มุมมอง  การจัดองค์ประกอบภาพ  การใช้แสง เวลาที่เหมาะสมในการถ่ายภาพ ล้วนเป็นการถ่ายภาพที่ช่วยให้ได้ภาพที่สวยงามนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

ทุกคนเริ่มสนุกกับการถ่ายภาพ และคงได้เล่าเรื่องราวผ่านภาพถ่ายที่จะเก็บไว้ในความทรงจำ  เหมือนการได้เรียนรู้ในวันนี้  …สนุกแบบลืมไม่ลงทีเดียว

 

นักวิทยาศาสตร์กับการสื่อสารวิทยาศาสตร์

         ปฐมสุดา อินทุประภา (กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร)

     ในปัจจุบันศาสตร์แห่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์นั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เพราะในปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สินค้าและบริการ หรือช่วยในการจัดการข้อมูลสินค้าและบริการ ดังนั้นการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์จึงมีมากขึ้น จนบางครั้งทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสนในข้อมูลข่าวสารซึ่งมีทั้งที่เป็นจริงและที่เป็นเท็จปะปนกันอยู่ในโลกออนไลน์ ด้วยเหตุนี้นักสื่อสารวิทยาศาสตร์จึงเริ่มมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของเพจ Jessada Denduangboripant เพจที่ให้ข้อเท็จจริงทางด้านวิทยาศาสตร์ในเรื่องที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนั้น และนักเทคนิคการแพทย์ภาคภูมิ เดชหัสดิน เจ้าของเพจหมอแล็บแพนด้า เพจที่ให้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และสุขภาพ ซึ่งบุคคลทั้งสองท่านนี้ถือ เป็นต้นแบบของนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน โดยทั้งสองท่านนี้จะให้มุมมองและข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่กำลังเป็นกระแสแก่ประชาชนทั่วไป ผ่านทาง Facebook ส่วนตัว ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และมีรูปแบบการนำเสนอที่น่าติดตาม จนมีชื่อเสียงโด่งดังในโลกออนไลน์

Jess1Jess2

 drLab Drlab2

            การสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ทั้งสองท่านนี้ เกิดจากความอยากช่วยให้ประชาชนไทยได้เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดความตระหนัก รู้จักคิดวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างเป็นระบบตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อไม่ให้หลงเชื่อสิ่งต่างๆ ที่มีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ให้รู้เท่าทันมิจฉาชีพที่แฝงตัวอยู่ในโลกออนไลน์ สิ่งเล็กๆ ที่ทั้งสองท่านทำนี้ เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการอย่างยิ่ง เพราะการสื่อสารวิทยาศาสตร์คือ การเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ รู้จักคิดวิเคราะห์  นอกจากนี้นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ยังจำเป็นต่อการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ เนื่องจากนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ซึ่งก็คือนักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องมีความสามารถที่จะสื่อสารความจำเป็นของการใช้วิทยาศาสตร์ในแต่ละสาขา เพื่อใช้ขับเคลื่อนประเทศ นอกจากนี้ยังต้องมีความสามารถในการชี้ให้นักวางแผนนโยบายเห็นถึง ความจำเป็นในการลงทุนงบประมาณในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาขาต่างๆ ที่จำเป็นในการขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาวอีกด้วย

            นักวิทยาศาสตร์จึงไม่ควรละเลยความสำคัญของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ เพราะบุคคลที่สามารถสื่อสารวิทยาศาสตร์ได้ดีที่สุดก็คือ ตัวนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงควรที่จะเรียนรู้ศาสตร์ของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการสสร้างเนื้อหาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับกลุ่มบุคคลต่างๆ การเลือกสื่อที่ทันสมัยเหมาะสมกับยุคสมัยและกลุ่มเป้าหมาย การเลือกเทคนิคหรือกลวิธีและระดับภาษาในการนำเสนอองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ดีนอกจากจะทำให้ประชาชนเข้าใจองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว ยังทำให้ประชาชนมีทัศนคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย อันจะส่งผลให้เกิด Innovation ecosystem ในประเทศไทยต่อไปในอนาคต

Logo…(สัญลักษณ์ บอกตัวตน)

โดย ปุณณภพ โผผิน (กองประชาสัมพันธ์)

           หลายคนคงคุ้นหู กับ คำว่า โลโก้ (logo) คุ้นตา กับ ภาพกราฟฟิกแปลกๆ รูปคนบ้าง รูปสัตว์บ้าง หรือลายเส้น ตัวอักษรไม่กี่ตัวหรือคำสั้นๆ ก็มี รูปแบบเหล่านี้เรียกว่า โลโก้ (logo) หรือตราสัญลักษณ์ ซึ่งบางคนนำตัวอักษรตัวหน้าของบริษัท หน่วยงานมาเป็นโลโก้ แล้วอ่านใหม่ให้กระชับ จำง่ายขึ้น   จึงทำให้โลโก้ (logo)  มี 2 รูปแบบใหญ่ๆ

  1. 1. โลโก้แบบตัวอักษร (word mark) ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่ไม่นาน หรือเป็นบริษัทที่ต้องการให้ลูกค้าจดจำชื่อ คุ้นหู ติดปาก ไปพร้อมๆกัน แต่การใช้โลโก้แบบนี้หากไปอักษรภาษาไทย จะต้องปรับเป็นภาษาอังกฤษด้วย ถ้าต้องการนำบริษัทเข้าสู่ระดับสากล
  2. coke1-Uw3dXdNSkWBfd_edot3pNw
  3. 2. โลโก้แบบกราฟฟิก (symbol) ปัจจุบันบริษัทน้อยใหญ่นำมาใช้กันเป็นจำนวนมาก แต่ในบริษัทใหญ่ๆที่เปิดตัวมานานแล้วจะทำการพัฒนาจากโลโก้ตัวอักษรมาป็นโลโก้กราฟฟิกแทน ทำให้โลโก้ดูทันสมัย ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ลักษณะของโลโก้แบบกราฟฟิกนี้จะทำการตัดทอนรูปแบบ หรือสร้างเป็นรูปสัตว์ รูปอุปกรณ์ ที่ไม่ให้ยุ่งยาก ทำให้จดจำง่าย
  4. symbolic-logo logo (1)

โลโก้ดีๆ เค้าเป็นกันอย่างไร?

หลักการเบื้องต้นของการสร้างโลโก้ใน 1 ชิ้น ต้องสร้างรูปแบบที่ไม่ยุ่งยาก จดจำง่าย นำไปใช้ได้หลากหลายสถานะ สีที่ใช้ไม่ควรเกิน 3 สี  (จำนวนสียิ่งน้อย ยิ่งเป็นการดี) เพื่อง่ายต่อการนำไปใช้กับเนื้องานหรือวัสดุรองรับอื่นๆ และไม่สิ้นเปลืองค่าทำเพลทสีในระบบการจัดพิมพ์ สังเกตได้ว่าบางบริษัทใช้แค่สีเดียว เพื่อให้มีจุดเด่น จดจำง่าย

158_20110201115650z8

แม้ปัจจุบัน การนำโลโก้ไปใช้ไม่ได้อยู่แค่บนสิ่งพิมพ์หรือบนผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังนำไปใช้บนสื่อมัลติมีเดียต่างๆ อาทิเช่น  เว็บไซต์  เฟสบุ๊ก  ไลน์  หรือระบบสื่อสารต่างๆ แต่ก็ยังใช้แนวคิดหรือหลักการในการออกแบบโลโก้ที่เหมือนๆ กัน

afd-19215

จำเป็นหรือไม่…ที่ต้องยึดหลักในการออกแบบโลโก้

การออกแบบงานที่ดีควรอยู่บนหลักการที่ดี แต่ในบางครั้งการออกแบบโลโก้ ก็ไม่จำเป็นต้องยึดหลักการทั้งหมด เพราะหลักการไม่ใช่เหตุผล ในบางคราวผู้ออกแบบต้องคำนึงถึงความต้องการของเจ้าของสินค้าเป็นเหตุผลหลัก คือ ความต้องการจากเจ้าของนั่นคือเหตุผลหลัก… ทั้งเรื่องรูปแบบ การจัดวางองค์ประกอบ เรื่องของสี รายละเอียดที่ต้องการใส่ และอีกหลายๆอย่าง ซึ่งในบางครั้งอาจมีอิทธิพลมาจากความเชื่อโชคลาง การถูกโฉลกของสี มีโชคลาภ เงินทอง เป็นต้น จึงทำให้โลโก้บางชิ้นถูกออกแบบมาตรงกับความต้องการของเจ้าของ แต่ไม่ตรงตามหลักการของผู้ออกแบบ เราจึงได้พบเห็นโลโก้ที่ตรงหลักการบ้าง    ตรงใจเจ้าของบ้าง ใช้ปะปนกันไป  ซึ่งผู้ออกแบบต้องปรับตัวมากขึ้น เช่น ออกแบบโลโก้โดยอยู่บนพื้นฐานของ    โงวเฮ้ง ฮวงจุ๊ย หรือความเชื่อส่วนบุคคลเสริมเข้าไปในการทำงาน หรือการนำเสนอผลงาน จะเป็นการดีมากๆ

googlechrome_logo

การออกแบบโลโก้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์สักชิ้นหนึ่งกับผลิตภัณฑ์ของเรานั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า โลโก้นั้นตอบโจทย์กับผลิตภัณฑ์ของเราได้มากแค่ไหน ช่วยให้เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้มากแค่ไหน หรือทำให้ผู้คนรู้จักเราได้มากแค่ไหน

….แนวคิดดังกล่าว คือ ประโยชน์จากการใช้ “โลโก้”….

อ้างอิง

https://gengsittipong.com

http://www.myhappyoffice.com/index.php/2012/06/logo-design-message/

http://www.neutron.rmutphysics.com

http://technologywisdom.com/es/logo-design-form.ph

http://www.udondesign.com

https://freedesignfree.wordpress.com

เทรนด์กราฟฟิกดีไซน์ปี 2017 เพื่อรองรับไทยแลนด์ 4.0

โดย ปุณณภพ โผผิน 

            เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยในปัจจุบันคือ ยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่มีการนำเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการพัฒนาและช่วยในการขายสินค้า ดังนั้นในส่วนของงานกราฟิกดีไซน์จึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับยุคไทยแลนด์ 4.0 การออกแบบต่างๆ ต้องมีการศึกษาเทรนด์ที่มีความเป็นสากล เหมาะสมกับยุคสมัย เพื่อให้งานการฟฟิกดีไซน์มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ซึ่งเทรนด์ในงานกราฟฟิกดีไซน์ต่างๆ สามารถสรุปย่อๆ ได้ ดังนี้

        1. การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น วารสาร (magazine) จุลสาร (booklet) โปสเตอร์ (poster) แผ่นพับหรือใบปลิว (leaflet) เทรนด์งานกราฟิกดีไซน์สำหรับสื่อประเภทนี้ ปัจจุบันจะมุ่งเน้นไปที่ความเรียบง่าย มีความเป็นธรรมชาติ มีการเลือกใช้สีที่สื่อถึงความสดใหม่ สดใส ตื่นตัว มีการใช้ลูกเล่นโดยการไล่เฉดสี สำหรับลักษณะการใช้ลายเส้นจะเป็นการเลียนแบบจากธรรมชาติรอบตัว เช่น คลื่นทะเล ลายหินอ่อน ใบไม้ ดอกไม้ ปีกนก นอกจากนี้การดีไซน์ยังมีกลิ่นไอของการออกแบบในยุค 80 ที่ผสมอยู่ในการใช้สีและการลักษณะเลือกใช้ตัวอักษร (font) อีกด้วย  ในส่วนของการใช้ภาพประกอบนั้น จะเน้นไปที่การสร้างกราฟฟิกแทนการใช้ภาพจริง หรือใช้ภาพวาดมือ (hand-drawn) ผสมผสานกับกับการใช้ภาพกราฟิก

    So-Schmeckt-2017-wpcf_700x454

tpc_general_spring-summer_2017

        2.การออกแบบโลโก้ ยุคนี้ก็ยังคงยึดถือปรัชญาเดิมคือ การสร้างความน่าจดจำและสื่อถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัท โดยการออกแบบจะมุ่งเน้นไปที่ความเรียบง่าย ลายเส้นไม่ซับซ้อน ดูสบายตา ใช้การออกแบบที่เป็นแบบแบน (flat design) และมีการใช้การออกแบบที่ว่างรอบวัตถุให้เกิดภาพซ้อนอีกภาพหนึ่ง (negative space) สำหรับลักษณะลายเส้นที่ใช้ในการสร้างโลโก้ก็จะเน้นไปที่เส้นหนาทึบเสมอกันวางอยู่พื้น (background) สีเดียว นอกจากนี้หลายแบรนด์ยังเลิกใช้ตัวอักษรในโลโก้ เพื่อให้โลโก้ดูเรียบง่าย สะอาดตา สำหรับภาพที่ใช้ในการสร้างโลโก้หากไม่ได้สร้างจากลายเส้นก็จะนิยมใช้เป็นภาพวาดมือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าหรือบริการให้ดูมีความอบอุ่นและมีเสน่ห์

                                        003-logo590 winelogo

                      2011-logo-rebranding-starbucks Insta-1

      images cafeB

         3. การออกแบบสื่อออนไลน์ที่เป็นภาพนิ่ง การใช้ภาพนิ่งเพื่อเป็นสื่อในการประกาศ โฆษณา หรือแจ้งข่าวสาร ผ่านทางโซเซียลมีเดีย มีความสำคัญอย่างมากในยุคนี้ ดังนั้นการออกแบบสื่อออนไลน์จึงต้องมีความทันสมัยไม่ตกเทรนด์ ซึ่งเทรนด์ของปีนี้ก็ยังเน้นไปที่ความเรียบง่ายเช่นเดียวกับสื่อสิ่งพิมพ์และโลโก้ แต่จะต่างกันตรงที่สื่อออนไลน์ยุคนี้จะนิยมใช้ cinemagraphy หรือการสร้างภาพเคลื่อนไหวเฉพาะจุด เพื่อให้ดูมีมิติ ดึงดูดสายตาและความสนใจของผู้อ่าน ซึ่งภาพเคลื่อนไหวนี้นิยมใช้ในการทำโลโก้ที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์เช่นกัน ตัวอย่างภาพนิ่งในลักษณะ cinemagraphy สามารถหาดูได้จาก ที่นี่

        4. การออกแบบสื่อออนไลน์ที่ภาพเคลื่อนไหว (motion graphic) ยุค 4.0 มีการใช้ motion graphic ในการสื่อสารโน้มน้าวใจ ให้ความรู้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเทรนด์ในยุคนี้จะมีการใช้ภาพกราฟฟิกในลักษณะ 2D และ 3D ผสมผสานกันในสื่อตัวเดียว การเปลี่ยนฉากในแต่ละฉากจะมีความต่อเนื่องกัน (seamless transitions) โดยสิ่งที่เห็นในฉากก่อนหน้าจะปรากฏ และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงลักษณะในฉากต่อไป ซึ่งสร้างความรู้สึกต่อเนื่องให้แก่ผู้ชม สำหรับลักษณะเนื้อเรื่องที่นิยมใช้จะเป็นกึ่งสารคดีแอนนิเมชัน มีการใช้ตัวอักษรน้อย เน้นที่การบรรยายเล่าเรื่อง หรือเพลงประกอบที่เข้ากับเนื้อหาของเรื่อง ส่วนภาพแอนนิเมชันจะใช้ไม่กี่สีและมีการไล่เฉดสี ลายเส้นในการสร้างภาพจะไม่ซับซ้อน หนักแน่น เรียบง่าย และสะอาดตา เช่นเดียวกับสื่ออื่นๆ ตัวอย่าง motion graphic ของปี 2017 สามารถหาดูได้จาก https://envato.com/blog/best-motion-graphics-trends-design-2017/

จะเห็นได้ว่าเทรนด์ในการออกแบบกราฟิกของสื่อต่างๆ ยุคนี้จะเน้นไปที่ความเรียบง่าย สะอาดตา เพื่อสร้างความสบายตาให้แก่ผู้ชม ดังนั้นการออกแบบสื่อต่างๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์เอง จึงควรจะมีการพัฒนาเพื่อให้เกิดความน่าสนใจและไม่ตกเทรนด์ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศในยุคไทยแลนด์ 4.0 ด้วยเช่นกัน

อ้างอิงจาก

https://webdesignledger.com/9-graphic-design-trends-need-aware-2017/

http://www.indesignskills.com/inspiration/2017-graphic-design-trends/

http://justcreative.com/2017/01/01/2017-logo-design-trends-forecast/

https://envato.com/blog/best-motion-graphics-trends-design-2017/

ขอบคุณภาพประกอบจาก Google Image