Good Knowledge : มารู้จัก Functional Foods กันเถอะ

มาทำความรู้จักกับ Functional Foods กันว่า คืออะไร ต่างจากอาหารปกติไหม มีประโยชน์กับเราอย่างไร เราจำเป็นต้องกินหรือไม่ ได้จาก Good Knowledge เลยค่ะ

การระบุเชิงอรรคในรายงานวิชาการของ วว.

     เชิงอรรถ หรือ Footnote คือ ข้อความที่อยู่ส่วนข้างล่างท้ายกระดาษของแต่ละหน้า เพื่ออธิบายขยายความ เสริมความ หรืออ้างอิงแสดงถึงที่มา ของคำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดที่คัดลอกมาใช้ในรายงานที่อยู่ในหน้านั้นๆ

     ประเภทของเชิงอรรถ

  • เชิงอรรถอ้างอิง หรือ Citation Footnote เพื่อใช้แสดงถึงแหล่งที่มา
  • เชิงอรรถเสริมความ หรือ Content Footnote เพื่อใช้อธิบายขยายความ เสริมความ เพิ่มเติม
  • เชิงอรรถโยง หรือ Cross-reference Footnote เพื่อให้ผู้อ่านไปอ่านเพิ่มเติมในส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ คำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดนั้นๆ ที่อยู่ในหน้าอื่นของรายงานฉบับเดียวกัน หรือ ในแหล่งอื่น ซึ่งมีรายละเอียดไว้แล้วและไม่ต้องการกล่าวซ้ำอีก

     วิธีการเขียนเชิงอรรถ

     ใช้ “ตัวยก” เป็นลำดับหมายเลข ระบุไว้ในหน้ากระดาษ 2 ตำแหน่ง เป็นคู่ๆ โดย

  • ตำแหน่งแรกใส่ไว้ต่อท้ายสุดของ คำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดที่ใช้ในรายงาน
  • อีกตำแหน่งใส่หมายเลขเดียวกันไว้หน้า คำ ข้อความ หรือ ประโยค ที่ใช้อธิบายขยายความ เสริมความ หรืออ้างอิงแสดงถึงที่มา ในรายการเชิงอรรถที่ส่วนข้างล่างของหน้าแต่ละหน้าที่อ้างถึง

     ทั้งนี้ การเรียงลำดับเลขของเชิงอรรถ ให้เริ่มเชิงอรรถแรกของแต่ละบทด้วยเลย 1 ต่อเนื่องกันไปจนจบบท เมื่อขึ้นบทใหม่หมายเลขเชิงอรรถจะเริ่มที่ 1 ใหม่เสมอ

     สำหรับเชิงอรรถระบุหน่วยงานของผู้วิจัย นอกจากจะระบุไว้ที่ส่วนข้างล่างของหน้ากระดาษแล้ว ต้องระบุไว้ที่หน้าบทคัดย่อในภาษาที่จัดทำรายงานดังนี้

  • รายงานที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งฉบับให้ทำเชิงอรรถในทุกชื่อผู้วิจัย ไว้ที่หน้า ABSTRACT
  • รายงานที่เป็นภาษาไทยทั้งฉบับให้ทำเชิงอรรถในทุกชื่อผู้วิจัย ไว้ที่หน้า บทคัดย่อ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เกี่ยวกับ เทคนิคการเขียนรายงานวิชาการในแบบ วว.

     เนื่องจาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ที่ดำเนินงานด้านวิจัย พัฒนา และบริการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 50 ปี ดังนั้นจึงมีการระดมความคิดกันภายในจนได้ข้อสรุปเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเทคนิคการเขียนรายงานวิชาการในแบบ วว. ที่อยากมาแบ่งปัน พอสรุปได้ดังนี้

  • ภาษาที่ใช้ ควรระวังไม่นำภาษาพูดที่เข้าใจกันเองในห้องปฏิบัติการมาใช้ในการเขียน
  • ความสม่ำเสมอของรายงาน ควรระวังการใช้คำที่อาจเขียนได้หลายแบบ โดยเลือกแบบหนึ่งแบบใดและเขียนให้เหมือนกันทั้งฉบับ เช่น หน่วยวัดอุณหภูมิ หรือ สัดส่วนทางคณิตศาสตร์

ควรเลือกเขียนแบบหนึ่งแบบใด เป็นต้น

  • การระบุปี ควรใส่ พ.ศ. หรือ ค.ศ. ไว้หน้าตัวเลขของปีด้วย เช่น พ.ศ.2558 หรือ ค.ศ.2015 แทนการใส่ว่า ปี 2558 หรือ ปี 2015 เฉยๆ เพื่อป้องกันการสับสนและคลาดเคลื่อน
  • ชื่อเฉพาะที่มาจากภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาอื่น ปกตินิยมเขียนเป็นภาษาไทย และ ภาษานั้นๆ ร่วมกัน เช่น ไบโอดีเซล (อังกฤษ: biodiesel) ในครั้งแรกที่ปรากฏในรายงานวิชาการ จากนั้นควรใช้ชื่อเฉพาะนั้นเป็นภาษาไทยต่อไป เช่นในที่นี้ใช้ ไบโอดีเซล ต่อไปให้เหมือนกันทั้งรายงาน ไม่ควรใช้สลับภาษากันไปมา
  • การทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ ให้ยึดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ของราชบัณฑิตยสภา โดยศึกษาได้จาก เว็บไซต์ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภาพ หรือ หนังสือศัพท์วิทยาศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสภา

รูปแบบโครงสร้างการจัดทำรายงานวิชาการของ วว.

     สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำรายงานวิชาการของ วว. เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ประกอบด้วยรายละเอียดเนื้อหาสาระสมบูรณ์ครบถ้วนตามหลักของการจัดทำรายงานวิชาการที่มีคุณภาพ

     โดยในส่วนของรูปแบบการจัดหน้าของรายงานวิชาการ วว. ได้กำหนดไว้ดังนี้

     ทั้งนี้ในการจัดเก็บรายงานวิชาการในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล วว. ได้กำหนดให้จัดเก็บแต่ละส่วนแยกเป็นไฟล์ดังนี้

       สำหรับโครงสร้างเนื้อหาของการจัดทำรายงานวิชาการ วว. ประกอบด้วย

 

เก็บตกจากการประเมินโครงการ : การสร้างนวัตกรรมและข้อเสนอโครงการที่ดี

       ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมประเมินโครงการวิจัยพัฒนากับ ดร.เสริมพล รัตสุข, อ.อัครพงศ์ ผ่องสุวรรณ, Innovation Developer จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และ ผู้เชี่ยวชาญ จาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทำให้ได้รับความรู้ในเรื่องของมุมมองในการคิดงานวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมที่ผลผลิตสามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงขอนำความรู้ดังกล่าวมาแบ่งปันเพื่อนักวิจัยรุ่นใหม่และผู้ที่กำลังคิดสร้างนวัตกรรมสามารถกำหนดเป้าหมายและทิศทางในการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม

       ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง นวัตกรรม กับ สิ่งประดิษฐ์ ในมุมมองของการตลาดอย่างง่ายๆกันดีกว่า

       นวัตกรรม (Innovation) คือ การสร้างสิ่งใหม่ที่ขายได้ ถ้าขายไม่ได้ ถือว่าเป็นแค่ การประดิษฐ์ (Invention)

       นวัตกรรมที่น่าสนใจในมุมมองของการตลาดจำเป็นต้องตอบโจทย์ในประเด็นดังนี้

  • Fixing Pain Point คือ การแก้ปัญหา หรือข้อจำกัด ที่ผู้ใช้ได้รับจากบริการหรือผลิตภัณฑ์ ซึ่งทำให้ยังไม่รู้สึกพอใจหรือได้ประโยชน์สูงสุดตามที่ได้ลงทุนไป
  • Market Impact คือ ผลที่ได้เมื่อเรานำสิ่งที่เราคิดไปจัดจำหน่ายในท้องตลาด เช่น เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนและน่าสนใจจนสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการนวัตกรรมนั้นๆ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ลงทุนน้อยกว่าคู่แข่ง ราคาถูกกว่าคู่แข่ง มีคุณค่าที่แตกต่างจากคู่แข่ง
  • Disrupt Industry คือ การเปลี่ยนมุมมองการผลิตและการบริการที่ออกนอกกรอบกฏเกณฑ์ที่มีอยู่ทั่วไปในท้องตลาด หรือ อุตสาหกรรม จนสามารถสร้างพื้นที่ใหม่ของผลิตภัณฑ์และบริการ ในฐานะของการเป็นเจ้าแรกที่มีความแตกต่างจากของเดิมที่มีอยู่ในท้องตลาดเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องเดียวกัน ทั้งนี้แนวความคิดที่เรียกว่า Disruption นั้นจะไม่มีกฏเกณฑ์ที่ตายตัว สามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามสภาพแวดล้อมและบริบทที่เปลี่ยนไป

       จากนั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งเงินทุนสนับสนุนในการดำเนินการ หัวใจสำคัญของข้อเสนอโครงการที่ดี อย่างน้อยต้องประกอบด้วย

  • ชื่อโครงการ ที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อดำเนินโครงการเสร็จสิ้นแล้ว อะไรคือนวัตกรรมที่จะได้ โดยสามารถตอบโจทย์ในประเด็นดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้การจะได้มานั้นซึ่งนวัตกรรมที่เราต้องการจะสร้างนั้น เราจำเป็นต้องศึกษา ค้นคว้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ในท้องตลาด รวมถึงงานวิจัยทั้งที่ดำเนินการแล้วเสร็จ ที่กำลังดำเนินการอยู่ และที่มีการวางแผนจะดำเนินการ ไม่ใช่แค่เพียงเฉพาะแค่ในประเทศแต่ต้องรวมถึงที่มีในต่างประเทศด้วย เพื่อจะได้เกิดความแน่ใจว่าสิ่งที่เราคิดจะสร้างนั้น มีใครทำแล้วหรือคิดเหมือนเราไหม ถ้าเหมือนก็ไม่ควรที่จะทำ ถ้าต่างเราก็ต้องตอบได้ว่าต่างกันตรงไหน ระหว่างเรากับเขาใครดีกว่ากัน ถ้าดีกว่าก็ลุย
  • มีการระบุกลุ่มลูกค้า หรือ ผู้ได้รับผลประโยชน์ จากโครงการที่ชัดเจน ยิ่งถ้าสามารถแสดงให้เห็นว่ามีคนรอใช้ผลผลิตของโครงการเราอยู่จำนวนไม่น้อย โอกาสที่ข้อเสนอโครงการจะผ่านก็ยิ่งมีมาก
  • มีแผนและงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินโครงการที่ครอบคลุมทุกกิจกรรม รวมทั้งมีระยะเวลาในการดำเนินงานที่เหมาะสม สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ การศึกษา กฏระเบียบ ข้อกำหนด และมาตรฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เราจะดำเนินการ เช่น ถ้าจะทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสักชนิด เราจำเป็นต้องรู้ว่าการที่เราจะผลิตออกขายในท้องตลาดได้นั้น เราต้องได้รับการรับรองหรืออนุญาตจากใครบ้าง และระยะเวลาตลอดจนค่าใช้จ่ายในการขอการรับรองและการอนุญาตนั้นมากน้อยแค่ไหน เพื่อจะทำให้เราสามารถกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการและงบประมาณที่ต้องใช้ได้อย่างครบถ้วนเหมาะสม
  • มีแบบจำลองธุรกิจ หรือ Business Model  ที่แสดงให้เห็นว่า ผลของโครงการจะสามารถทำเงินให้กับลูกค้า หรือ ผู้ได้รับผลประโยชน์จากโครงการ อย่างไร โดยแสดงให้เห็นวิธีการ ทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ และต้นทุนในการดำเนินงานในโครงการนั้นๆประกอบด้วย
  • ระยะเวลาการคืนทุนไม่ควรเกิน 2 ปีครึ่ง

       เพียงแค่นี้ ไม่ยากใช่ไหมคะที่เราจะคิดสร้างนวัตกรรม และทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอทุนสนับสนุนในการดำเนินงาน มาร่วมกันสร้างนวัตกรรมที่มี Impact กันเถอะค่ะ

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการจัดการขยะชุมชน

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
เรวดี อนุวัฒนา
นักวิจัยอาวุโส
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม (ศนพ.)

เครื่องบีบน้ำมันมะพร้าวคุณภาพสูง

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อรุณี ชัยสวัสดิ์
นักวิจัย
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ (ศนย.)

การจัดการข้อร้องเรียนของ วว.

     วว. ได้มีการทบทวนและปรับปรุงขั้นตอนในการจัดการข้อร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นให้ผลิตภัณฑ์และบริการของ วว. ตอบสนองต่อความพึงพอใจของลูกค้าและความต้องการของตลาดสูงสุด

กระบวนการสร้างนวัตกรรม

อรุณี ชัยสวัสดิ์
นักวิจัย
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ (ศนย.)

     การพัฒนานวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาด  มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ สามารถขายและสร้างเป็นธุรกิจได้นั้น  ต้องมีองค์ประกอบหลายประการ  เช่น ความใหม่ (Newness)   ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) มีความแตกต่าง ไม่ซ้ำ หรือเลียนแบบ สามารถใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ (Economic Benefit) หรือสามารถขยายผลสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องได้

     กระบวนการสร้างนวัตกรรม เกิดขึ้นหลากหลายวิธี เช่น ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ความต้องการแก้ปัญหา (Problem) การจัดการและต่อยอดองค์ความรู้ (Knowledge Management) และการปรับปรุงและพัฒนา (Improvement) ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยม เนื่องจากประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ อีกทั้งมีโอกาสสำเร็จสูง สามารถนำไปใช้ได้ทั้ง นวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation) และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) วิธีการโดยการระดมความคิด เพื่อค้นหาจุดบกพร่องของผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการเดิม ประกอบกับการประเมินความต้องการหรือความพึงพอใจของผู้ใช้ นำมาใช้เป็นข้อมูลป้อนเข้า (Input) เพื่อใช้วิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยที่แท้จริงของปัญหา ดังนั้น การวางแผนเพื่อพัฒนานวัตกรรมด้วยวิธีนี้ จึงต้องมีการกำหนดแผนและวิธีการดำเนินงาน ในรูปแบบของกระบวนการ (Process Approach) โดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องกัน รูปแบบนี้สามารถใช้ได้กับ งาน กระบวนการ และ กิจกรรมทุกประเภท นั่นคือ พิจารณาจาก ส่วนปัจจัยนำเข้า (Input) คือ ทรัพยากร วัตถุดิบ ประกอบด้วย ชนิด ประเภท สัดส่วน ปริมาณ น้ำหนัก ความชื้น ฯลฯ ส่วนกระบวนการ (Process) คือ วิธีการ ขั้นตอนการทำงาน ขั้นตอนการผลิต ได้แก่ กระบวนการ เทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ ระยะเวลาการผลิต อุณหภูมิ ความดัน ระบบควบคุม ระบบ IT การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ ฯลฯ เพื่อให้ได้ผลผลิต (Output) คือ ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ บริการใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่ ตามต้องการ

     หลักการ Process Approach เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยนำเข้า (Input) เช่น เปลี่ยนวัตถุดิบ สัดส่วนหรือปริมาณฯลฯ ก็จะทำให้ผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ สำหรับกระบวนการ (Process) สามารถจำแนกเป็น กระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนหรือวิธีการ เช่น เปลี่ยนเทคโนโลยี/เปลี่ยนระบบ เปลี่ยนเครื่องมือ ระยะเวลา อุณหภูมิ ความดัน ฯลฯ ทำให้ผลผลิตที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เช่นกัน สำหรับกระบวนการทำงานในภาคธุรกิจบริการ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบ เช่น การบริหารงานคุณภาพ การนำระบบ IT มาใช้ สามารถลดขั้นตอน การซ้ำซ้อน ใช้คนน้อยลง ลดความผิดพลาด รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น เกิดเป็นกระบวนการใหม่ ซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่นี้ หากสามารถสร้างรายได้ หรือมูลค่าเชิงพาณิชย์ ก็จะกลายเป็นนวัตกรรมใหม่นั่นเอง

     อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการดำเนินงานในภาคธุรกิจ หรือภาคอุตสาหกรรมการผลิตนั้น ประกอบด้วย กิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆมากมาย เมื่อนำมาเชื่อมโยงกัน จะทำให้ Output ของ Process หนึ่งไปเป็น Input ของอีก Process หนึ่ง เกิดความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) จนเกิดเป็นระบบ (System Approach) ดังนั้น หาก Input เริ่มต้นดี จะส่งผลให้ได้ Output ดี เช่นกัน แต่หาก Input ไม่ดี ก็จะส่งผล Output ไม่ดีหรือด้อยคุณภาพ ซึ่ง Output ที่ไม่ดีหรือด้อยคุณภาพนี้จะกลายเป็น Input ของกระบวนการต่อไปอีก ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลลัพธ์ด้อยคุณภาพ ดังนั้นการปรับปรุงและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่โดยใช้ Process Approach และ System Approach จะช่วยให้นวัตกร (Innovator) สามารถตรวจสอบความเชื่อมโยงของกระบวนการ และค้นหาจุดบกพร่อง เพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุง ทำให้สามารถลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement) โดยใช้กระบวนการ PDCA เป็นเครื่องมือดำเนินการ ประกอบกับความคิดสร้างสรรค์ จะทำให้สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ได้อย่างต่อเนื่องและหลากหลาย สามารถตอบสนองความคาดหวัง และความต้องการของผู้บริโภค มีความทันสมัย โดดเด่นและแตกต่าง สร้างเป็นธุรกิจต่อเนื่องได้อย่างไม่สิ้นสุด

การทำความเคารพธงชาติไทย

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

       คราวนี้ เรามาร่วมกันเรียนรู้ถึง แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับ การทำความเคารพ ธงชาติไทย เพื่อว่า เราสามารถแนะนำเพื่อน หรือ คนอื่นๆ ได้อย่างถูกต้อง เมื่อต้องมีการร่วมกิจกรรมเนื่องในโอกาสที่ปีนี้ ประเทศไทยจะมีการฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ