Featured

บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ (ปีงบประมาณ 61)

สำหรับหน่วยงานราชการ หน่วยงานกำกับของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณประจำปี และจำเป็นต้องรับทราบถึงเกณฑ์ราคามาตรฐานครุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มีกรอบในการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ อันนำมาซึ่งความคุ้มค่าในการลงทุน และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางราคา จึงมีการกำหนดเกณฑ์ราคามาตรฐานของครุภัณฑ์ขึ้น ซึ่งเกณฑ์ราคามาตรฐานล่าสุดต่าง ๆ มีดังนี้

Featured

CoP ชุมชนนักปฏิบัติ จะเกิดขึ้นในองค์กรได้อย่างไร

Featured

สร้างสื่อที่น่าสนใจกว่าด้วย Gifographic

อทิตยา วังสินธุ์ 
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

     เมื่อกล่าวถึงสื่อ Infographic หลายคนคงจะรู้จักดีไม่มากก็น้อย ว่าเป็นสื่อที่มีการนำรูปภาพกราฟิกและข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นสถิติ ความรู้ แผนผัง ตัวเลข ฯลฯ นำมาสรุปย่อและออกแบบให้ดูเข้าใจง่ายในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจากมนุษย์สามารถจดจำภาพได้ดีกว่าข้อมูล เหมาะสำหรับคนยุคใหม่ที่ต้องการรับสารที่สั้นกระชับในเวลาจำกัด และกำลังเป็นที่นิยมในโลก Social Network แต่ทราบหรือไม่ว่ายังมีสื่อที่สามารถนำเสนอได้น่าสนใจและดึงดูดกว่านั่นก็คือ Gifographic

     Gifographic จะเรียกว่าเป็นสื่อที่พัฒนามาจาก Infographic ก็ว่าได้ ซึ่งมีการเพิ่มรูปแบบให้มีความน่าสนใจขึ้นด้วยภาพเคลื่อนไหว Gif (Graphics Interchange Format) Gifographic ประกอบด้วย ข้อมูล กราฟิก และภาพเคลื่อนไหว เราสามารถใช้โปรแกรมในการสร้างสื่อ Gifographic ได้หลากหลายโปรแกรม อาทิเช่น Adobe Photoshop, Adobe Illustrator หรือ Inkscape

Gifographic มีขั้นตอนในการผลิตดังนี้

  1. กำหนดวัตถุประสงค์และกลุ่มเป้าหมาย ต้องการจะสื่ออะไรกับคนกลุ่มไหน เพื่อให้สามารถเลือกรูปแบบและเนื้อหาการนำเสนอได้ง่ายและเหมาะสมกับกลุ่มคนที่ต้องการสื่อสารด้วยมากที่สุด
  2. เลือกเนื้อหาในการนำเสนอ ในสื่อ Gifographic แต่ละชิ้นงานนั้น ควรเลือกเรื่องที่จะนำเสนอเพียงเรื่องเดียว หัวข้อเดียวเท่านั้น และกำหนดใจความสำคัญที่ต้องการจะสื่อสารให้ชัดเจน
  3. สำรวจและรวบรวมข้อมูล ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลที่สำรวจและรวบรวมมาอย่างดีทุกครั้ง สามารถตรวจสอบที่มาที่น่าเชื่อถือของข้อมูลนั้นๆ ได้ เพื่อให้มีความถูกต้องของข้อมูลที่ต้องการจะสื่อสาร
  4. สร้างหัวเรื่อง (Topic) ที่น่าสนใจ คิดประเด็น สร้างหัวเรื่องให้น่าดึงดูดชวนให้ติดตามเนื้อหาต่อไป
  5. ออกแบบและผลิต ออกแบบ Gifographic ให้โดดเด่น สวยงาม สร้างกราฟิกสะดุดตา สีสันชวนมอง นอกจากจะช่วยดึงดูดให้คนเข้ามาดูแล้ว การจัดวางที่ดี จะช่วยให้ผู้อ่านทำความเข้าใจข้อมูลได้ง่ายขึ้น และสื่อสารตรงประเด็น สั้น และกระชับใจความ จบภายในหน้าเดียว

ข้อดีของ Gifographic คือ

  • สร้างความน่าสนใจได้มากกว่า Infographic ด้วยการแสดงผลเป็นภาพเคลื่อนไหว
  • แสดงผลได้บน Twitter และ Google+ เพียงแค่อัพโหลดภาพไฟล์ .gif ก็สามารถแสดงผลเป็นภาพเคลื่อนไหวได้ทันที
  • มีคำอธิบายที่กระชับ เข้าใจได้โดยง่าย เพราะมนุษย์สามารถจดจำภาพได้ดีกว่าข้อมูลที่ซับซ้อน
  • มีเอกลักษณ์ทำให้ง่ายต่อการจดจำ มีการใช้สีสันที่สะดุดตา พร้อมกับภาพกราฟิกที่สามารถเคลื่อนไหวได้
  • รองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟน

ข้อด้อยของ Gifographic คือ

  • ไม่แสดงผลทันทีบน facebook ทั้งนี้เพราะฟีเจอร์ของเว็บไซต์ facebook นั้นยังไม่รองรับภาพ gif แบบเคลื่อนไหว จึงต้องใช้วิธีฝากไฟล์กับเว็บไซต์อื่นก่อน เช่น giphy.com, pinterest.com ฯลฯ และไม่แสดงผลโดยอัตโนมัติ จะต้องทำการคลิกที่ภาพก่อนภาพจึงจะเคลื่อนไหว
  • ใช้เวลาโหลดนานกว่า Infographic เนื่องจากเป็นภาพเคลื่อนไหว จึงทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่กว่าไฟล์ภาพปกติ
  • ใช้เวลาในการผลิตนานกว่า Infographic ถึงแม้ว่าขั้นตอนการออกแบบจะเหมือนกัน แต่ในขั้นตอนการผลิตนั้นจะใช้เวลามากกว่า เนื่องจากต้องใช้เวลาในการออกแบบชิ้นงานจำนวนมากขึ้น และมีขั้นตอนของการทำให้เป็นภาพเคลื่อนไหวเพิ่มมาอีกด้วย

     ด้วยเหตุผลนี้ Gifographic จึงถือเป็นสื่อใหม่ที่อาจจะได้รับความนิยมมากขึ้นต่อจาก Infographic เป็นตัวเลือกในการนำเสนอข้อมูลที่กระชับ ฉับไว สามารถเข้าใจได้ง่ายอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังมีความสวยงามและมีรูปแบบที่ไม่น่าเบื่ออีกด้วย

Featured

กิจกรรมดีๆ CSR พัฒนาครูวิทย์ ตามแนวคิด Thailand 4.0

เพ็ญศรี สมประจบ

กองสื่อสารภายใน

       ครู นับเป็นทรัพยากรบุคคลอันสำคัญในการพัฒนาเด็กให้เติบโตเป็นเยาวชนที่ดี มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต การส่งเสริมความรู้ด้านวิทยาศาสตร์จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โครงการ “กิจกรรมดีๆ CSR พัฒนาครูวิทย์ ตามแนวคิด Thailand 4.0” จึงเกิดขึ้น โดยดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ประธานคณะทำงาน CSR วว. กล่าววัตถุประสงค์ของการจัดทำโครงการ คือ

  • เพื่อพัฒนาศักยภาพครูวิทยาศาสตร์ให้มีแนวคิด ทัศนคติ และองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการถ่ายทอดความรู้สู่เยาวชนต่อไป
  • เพื่อส่งเสริมให้ครูวิทยาศาสตร์ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยตรง เป็นการเสริมสร้างประสบการณ์โดยตรงให้แก่ครูผู้สอน
  • เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างหน่วยงาน วว. กับชุมชนและสถานศึกษาในจังหวัดปทุมธานีและพื้นที่ใกล้เคียง
  • เพื่อนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วว. ไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นการเผยแพร่ผลงาน วว. ให้เป็นที่รู้จักกว้างขวางมากยิ่งขึ้น

วันที่เริ่มโครงการ วว. ได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล กรรมการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย เป็นประธานการเปิดงานท่านกล่าวว่า ฐานรากสำคัญของความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ จะเกิดขึ้นได้ต้องมาจากบุคลากรที่เป็นฟันเฟืองสำคัญ คือ “ครูวิทยาศาสตร์” ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันเยาวชนให้เกิดความรู้ ความสนใจและใฝ่รู้ด้านวิทยาศาสตร์ได้มากขึ้น”

 การดำเนินโครงการและการเยี่ยมชม ศึกษา ดูงาน

       ผู้บริหารและคณะทำงานโครงการ CSR ได้ศึกษาข้อมูลและพิจารณาคัดเลือกครูที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์จากโรงเรียนต่างๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) คลองห้า จังหวัดปทุมธานี โรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมบางปู จังหวัดสมุทรปราการ และโรงเรียนที่อยู่ใกล้เคียงสถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา รวมครูที่เข้าร่วมกิจกรรม CSR ในครั้งนี้จำนวน 25 ท่าน โดย วว. ได้นำคณะครูเข้าเยี่ยมชม ศึกษา ดูงานเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหัวข้อต่างๆ จากฐานเรียนรู้ของ วว. ได้แก่

  • ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรม
  • ศึกษาดูงานห้องปฏิบัติการต่างๆ

   นอกจากมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในห้องเรียนแล้ว    คณะครูยังได้ไปเยี่ยมชม ศึกษา  และดูงาน ณ สถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา เป็นหน่วยงานอีกแห่งหนึ่งของ วว. ที่ส่งเสริมความรู้เชิงวิชาการเกี่ยวกับสมุนไพร การใช้ประโยชน์จากสมุนไพรหลากหลายชนิด โดย วว. ได้ทำการศึกษา ค้นคว้าคุณสมบัติและการใช้ประโยชน์จากสมุนไพรชนิดต่างๆ อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ สถานที่ๆ ไปเยี่ยมชม ศึกษาดูงาน ณ สถานีวิจัยลำตะคอง ได้แก่

  1. แปลงสาธิตการปลูกพืชเชิงระบบ
  2. แปลงรวบรวมพันธุ์มะขามป้อม
  3. บล็อกประสาน วว.
  4. กระบวนการผลิตปุ๋ยอินทรีย์
  5. แปลงผักพื้นบ้าน
  6. อาคารสมุนไพร

 ประโยชน์ที่ได้รับ

ครูวิทยาศาสตร์ได้รับการพัฒนาศักยภาพ เพิ่มองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยโดยตรง ครูสามารถนำความรู้ไปต่อยอดและถ่ายทอดให้แก่เยาวชน ได้เรียนรู้เรื่องราวด้านวิทยาศาสตร์จากประสบการณ์จริง ส่งเสริมครูให้มีโลกทัศน์ที่กว้างไกลมากขึ้น เด็กก็ได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างหน่วยงาน วว. กับชุมชนและสถานศึกษาบริเวณใกล้เคียงเทคโนธานี คลองห้า จังหวัดปทุมธานีอีกด้วย จากการติดตามผลเบื้องต้นพบว่า ครูหลายโรงเรียนได้นำประสบการณ์ไปถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆ ทำให้เด็กมีความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่หลากหลายมากขึ้นจากในตำรา

Featured

Good Knowledge : มารู้จัก Functional Foods กันเถอะ

มาทำความรู้จักกับ Functional Foods กันว่า คืออะไร ต่างจากอาหารปกติไหม มีประโยชน์กับเราอย่างไร เราจำเป็นต้องกินหรือไม่ ได้จาก Good Knowledge เลยค่ะ

Featured

การระบุเชิงอรรคในรายงานวิชาการของ วว.

     เชิงอรรถ หรือ Footnote คือ ข้อความที่อยู่ส่วนข้างล่างท้ายกระดาษของแต่ละหน้า เพื่ออธิบายขยายความ เสริมความ หรืออ้างอิงแสดงถึงที่มา ของคำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดที่คัดลอกมาใช้ในรายงานที่อยู่ในหน้านั้นๆ

     ประเภทของเชิงอรรถ

  • เชิงอรรถอ้างอิง หรือ Citation Footnote เพื่อใช้แสดงถึงแหล่งที่มา
  • เชิงอรรถเสริมความ หรือ Content Footnote เพื่อใช้อธิบายขยายความ เสริมความ เพิ่มเติม
  • เชิงอรรถโยง หรือ Cross-reference Footnote เพื่อให้ผู้อ่านไปอ่านเพิ่มเติมในส่วนที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ คำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดนั้นๆ ที่อยู่ในหน้าอื่นของรายงานฉบับเดียวกัน หรือ ในแหล่งอื่น ซึ่งมีรายละเอียดไว้แล้วและไม่ต้องการกล่าวซ้ำอีก

     วิธีการเขียนเชิงอรรถ

     ใช้ “ตัวยก” เป็นลำดับหมายเลข ระบุไว้ในหน้ากระดาษ 2 ตำแหน่ง เป็นคู่ๆ โดย

  • ตำแหน่งแรกใส่ไว้ต่อท้ายสุดของ คำ ข้อความ ประโยค หรือ แนวคิดที่ใช้ในรายงาน
  • อีกตำแหน่งใส่หมายเลขเดียวกันไว้หน้า คำ ข้อความ หรือ ประโยค ที่ใช้อธิบายขยายความ เสริมความ หรืออ้างอิงแสดงถึงที่มา ในรายการเชิงอรรถที่ส่วนข้างล่างของหน้าแต่ละหน้าที่อ้างถึง

     ทั้งนี้ การเรียงลำดับเลขของเชิงอรรถ ให้เริ่มเชิงอรรถแรกของแต่ละบทด้วยเลย 1 ต่อเนื่องกันไปจนจบบท เมื่อขึ้นบทใหม่หมายเลขเชิงอรรถจะเริ่มที่ 1 ใหม่เสมอ

     สำหรับเชิงอรรถระบุหน่วยงานของผู้วิจัย นอกจากจะระบุไว้ที่ส่วนข้างล่างของหน้ากระดาษแล้ว ต้องระบุไว้ที่หน้าบทคัดย่อในภาษาที่จัดทำรายงานดังนี้

  • รายงานที่เป็นภาษาอังกฤษทั้งฉบับให้ทำเชิงอรรถในทุกชื่อผู้วิจัย ไว้ที่หน้า ABSTRACT
  • รายงานที่เป็นภาษาไทยทั้งฉบับให้ทำเชิงอรรถในทุกชื่อผู้วิจัย ไว้ที่หน้า บทคัดย่อ
Featured

การศึกษาดูงานด้านนวัตกรรม ณ SCG Open Innovation Center และ บริษัท ศูนย์วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย

นางวรรณวิภา กาญจนไวกูณฐ์
นักประชาสัมพันธ์
กองสื่อสารภายใน

      การศึกษาดูงานครั้งนี้ สืบเนื่องจาก วว. ได้กำหนดให้ ปี 2559-2560 เป็นปี “วัฒนธรรมนวัตกรรม” ที่ผ่านมา คณะทำงานโครงการ I Talk for TISTR Innovator 2017 ได้จัดการบรรยายถ่ายทอดความรู้ด้านนวัตกรรมจากวิทยากรภายนอก และภายในหลายครั้งอย่างต่อเนื่อง และเห็นความสำคัญของการนำบุคลากรเยี่ยมชม ศึกษาดูงานหน่วยงานภายนอกด้านนวัตกรรม เพื่อเปิดโลกทัศน์ สร้างบรรยากาศการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และได้รับประสบการณ์ที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนางานวิจัย ต่อยอดความรู้ด้านนวัตกรรม ทำให้บุคลากรเกิดความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมใหม่ๆ สอดรับกับนโยบาย Thailand 4.0 ทั้งนี้ ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2560 ได้จัดการศึกษาดูงานด้านนวัตกรรม ณ SCG Open Innovation Center        และ บริษัท ศูนย์ วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย โดยมีผู้บริหารและพนักงานเข้าเยี่ยมชมจำนวน 32 คน

สรุปเนื้อหา

      การศึกษาดูงาน ณ SCG Open Innovation Center  และ บริษัท ศูนย์วิทยาศาสตร์เบทาโกร จำกัด นั้น ได้รับการต้อนรับและการบรรยายจาก น.สพ. สนัด วงศ์ทวีทอง ผู้อำนวยการฝ่าย ฝ่ายขายและบริการคีย์แอคเคานต์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ โดยให้หน่วยงานต่างๆ ที่สนใจมาเช่าพื้นที่ทำการ คณะผู้ร่วมศึกษาดูงานได้สรุปเนื้อหาที่เป็นประเด็นสำคัญ พอสรุปได้คือ สวทช. มีแนวคิด นโยบายการบริหารงานที่เปิดกว้าง แต่มุ่งวัตถุประสงค์เดียวกัน โดยเน้นการสร้างเครือข่ายพันธมิตรเป็นเพื่อนร่วมทาง สู่สังคมฐานความรู้ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเศรษฐกิจ เน้นการเชื่อมโยงสร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษา ร่วมวิจัยงานด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านนวัตกรรมกับหน่วยงานต่างๆที่หลากหลาย มีการแบ่งงานที่เป็นระบบ ชัดเจน ตลอดจนการสื่อสาร และการเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานต่างๆ นับเป็นองค์กรวิจัยหลักของประเทศ เป็นหน่วยงานที่มีผู้เข้าเยี่ยมชมจำนวนหลายล้านคนต่อปี ทั้งนี้มีหน่วยงานจำนวนมากเช่าพื้นที่ สวทช. โดยหน่วยงานต่างๆนั้น จะมีสภาพแวดล้อม การออกแบบห้องปฏิบัติการต่างๆ ที่สร้างสรรค์และสวยงาม สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน

ประโยชน์ที่ได้รับและการนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน

      การดูงานในครั้งนี้ ผู้ร่วมศึกษาดูงานได้รับประโยชน์มากมาย ได้แก่

  • ได้รับความรู้เพิ่มเติมขึ้น การมองโลก กับมุมมองที่กว้างขึ้น
  • ทำให้เห็นบรรยากาศการทำงานที่เป็นระบบ มีความเป็นมืออาชีพ
  • การให้ความสำคัญกับการวิจัย มุ่งเน้นผลงานสู่เชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับบริษัทเอกชน และเชื่อมโยงระหว่างบริษัทกับหน่วยงานของรัฐ โดยทุกๆ อย่างเน้นการพัฒนางานวิจัย และต่อยอดงานวิจัยที่มีอยู่แล้ว ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการและตลาด
  • ได้แนวคิดการคัดกรองลักษณะงานวิจัย และแนวคิดใน Product แบบใหม่ๆ ที่มุ่งสู่การนำไปใช้ประโยชน์เชิงถ่ายทอดได้ รวมทั้งการคิดค้นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ทำจากทรัพยากรชีวภาพ วัสดุรีไซเคิล วัสดุเพื่อโลกร้อน นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ครบทุกด้าน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม และตอบสนองการใช้งานของลูกค้า เช่น ต่อยอดวัสดุเพื่อ Smart home ได้รู้จักผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ SCG และเบทาโกร เช่น ซีเมนต์น้ำในทะเล ซีเมนต์ที่เป็น Insulator, ตัวอย่างซีเมนต์ที่ใช้ในกับงานทันตกรรม
  • ทำให้ได้เห็นมุมมองการทำงานที่หลากหลายของหน่วยงานอื่นๆ เพิ่มมากขึ้น ต้องมีวิสัยทัศน์ มีความคิดสร้างสรรค์ และวิจัยพัฒนาเทคโนโลยี และหาวิธีการสร้างมูลค่าเพิ่มจากสิ่งที่มีอยู่แล้ว ถ้าไม่สามารถพัฒนาตนเองในด้านนี้ได้แล้ว สิ่งที่แต่ละคนทำจะมีมูลค่าน้อย
  • การทำงานที่จะให้ได้ผลงานที่ดีและประสบความสำเร็จนั้น การพัฒนาทีมงานเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากนี้จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ ควรคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก
Featured

สร้างงานเขียน..จาก “ค่ายสารคดี”

ดุรงค์ฤทธิ์ สุดสงวน
นักประชาสัมพันธ์
กองสื่อสารภายใน

       รูปแบบการจัดค่ายมีให้เห็นอยู่หลากหลาย เช่น ค่ายเยาวชน ค่ายอนุรักษ์พลังงาน ค่ายรักษ์ธรรมชาติ ค่ายวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมงานค่ายเยาวชน “ค่ายสารคดี” ซึ่งจัดโดย นิตยสารสารคดี ทำให้ได้มุมมองที่น่าสนใจมาถ่ายทอดให้ทุกท่าน

ค่ายสารคดีคืออะไร

    ค่ายสารคดีคือค่ายสำหรับเยาวชนที่จัดทำขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์คือ ให้ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องของการเขียนบทความทั้งในแง่ของการเล่าเรื่องให้มีความน่าสนใจ รวมถึงภาพประกอบเรื่องที่มีความสอดคล้องกันกับเนื้อหา จัดโดย นิตยสารสารคดี เป็นการบ่มเพาะนักเขียน และช่างภาพมือใหม่ ถ่ายทอดความรู้โดยนักเขียนมืออาชีพ และ ช่างภาพของนิตยสารสารคดี พร้อมกับ การลงพื้นที่จริง สัมภาษณ์จริง ในการได้ไปมีส่วนร่วมในครั้งนี้ จัดเป็นครั้งที่ 13 นิตยสารสารคดีเลือกลงพื้นที่ในตลาดหัวตะเข้ ชุมชนหลวงพรตท่านเลี่ยม เขตลาดกระบัง ซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชนที่ผมอยู่ มีความโดดเด่นในเรื่อศิลปะ เพราะอยู่ใกล้วิทยาลัยช่างศิลป และ สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ผมเป็นคนในชุมชน และได้เข้าไปมีส่วนร่วมในส่วนของวิทยากรชุมชน พบว่าเป็นค่ายที่ได้ทั้งสาระความรู้และความสนุก ที่สำคัญได้ “นักเขียน” “นักถ่ายภาพ” รุ่นใหม่ที่มีความโดดเด่นหลายคน

การบริหารจัดการค่าย

       ในด้านการเตรียมงาน มีการลงพื้นที่ก่อนการจัดงานประมาณ 4 เดือน บุคลากรในนิตยสารสารคดีต้องสืบค้น กลั่นกรองข้อมูลจากแหล่งข้อมูล ค้นคว้าลงสัมผัสพื้นที่และสัมภาษณ์ผู้รู้จากคนในชุมชน เพื่อเป็นแบบฝึกหัดในการปฏิบัติการเก็บข้อมูลอย่างเข้มข้นแบบเสมือนจริง โดยมีครูคอยประกบ ท่ามกลางการปฏิบัติจริงพร้อมรับสมัครและคัดเลือกเยาวชนระดับอุดมศึกษา จำนวนประมาณ 50 คน เพื่อทำกิจกรรมค่ายสารคดี


การประชาสัมพันธ์เชิญชวน

  ในด้านการประชาสัมพันธ์ นิตยสารสารคดีใช้ช่องทางการประกาศรับสมัครทั้งในนิตยสาร และสื่อทางโซเชียล เช่น Facebook, YouTube อย่างต่อเนื่อง มีหลากหลายกิจกรรมที่น่าสนใจ เช่น หลักสูตรการเขียนบทความแบบมืออาชีพ สำหรับบุคคลทั่วไป  วิธีการเข้าถึงง่ายมาก เมื่อค้นหาในกูเกิล พิมพ์ข้อความ ค่ายสารคดี ก็เจอกิจกรรมมากมาย

สาระที่ได้ในวันงาน

    วันงานห้องเรียนค่ายสารคดีที่ตลาดหัวตะเข้ เขตลาดกระบัง ทางตะวันออกของกรุงเทพฯ ใช้เวลาประมาณครึ่งวันกับอีกสัปดาห์ เพื่อกลั่นกรอง ร้อยเรียงเรื่องราวที่เก็บมา ให้กลายเป็นงานเขียน แต่ในระหว่างขั้นตอนนี้ ผู้เชี่ยวชาญในการทำหนังสือและภาพประกอบ คัดประโยคเด็ด ซึ่งเป็นวรรคทองและภาพประกอบที่มีการนำเสนอที่น่าสนใจ แบ่งปัน แลกเปลี่ยน แนะนำ วิธีคิดต่างๆ เช่น

“ตลาดหัวตะเข้ ขายความเงียบอันเรียบง่าย”  – ป้าอ้อย จิตอาสาหนึ่งในทีมฟื้นฟูตลาดหัวตะเข้

“ชีวิตนอกกรอบ เป็นสุขได้เพราะมีกรอบ”  สรุปภาพชีวิตของคนทำกรอบรูปที่ตลาดหัวตะเข้

“แท้ ไม่แท้ เก่าใหม่ ได้หมด มันอยู่ที่ใจ พระอยู่ไหนก็ไม่เสื่อม”คำพูดของ จี๊ด (ณรงค์ศักดิ์) เซียนพระใต้สะพาน กล่าวถึงพระเครื่องบนแผง

   คำพูดบางประโยคที่คัดมาของนักศึกษาในค่ายสารคดี มีท่วงทำนองที่น่าสนใจ สามารถพัฒนาไปเป็นนักเขียนในอนาคตได้เป็นอย่างดีเป็น”วรรคทอง” เหมือนดอกไม้สีแดงสด ท่ามกลางต้นไม้สีเขียว เป็นจุดเด่นที่ทำให้ตื่นตา ตื่นใจ อยากอ่านบทความต่อไป (รายละเอียดต่างๆ ได้จากบทความของนายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นักเขียนประจำกองบรรณาธิการ นิตยสารสารคดี)

นายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง
ภาพถ่ายโดย นายวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นิตยสารสารคดี บรรยากาศระหว่างบรรยายเรื่อง “กราฟฟิตี้”

สถานที่ที่น่าสนใจในตลาดหัวตะเข้มีมากมาย คัดมาในส่วนที่น่าสนใจ เช่น ร้านเอเฟรม รับทำกรอบรูป (มีรูปพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9), หมอนวดตาบอด, กราฟฟิตี้กับชุมชนเก่า  ความลงตัวกับวิถีที่แตกต่าง,การทำผักกาดดอง,การทำขนมใบไม้  ฯลฯ ผลลัพธ์ของการดูงานค่ายสารคดี ทำให้ได้เห็น นักเขียน นักสร้างจินตนาการ นักถ่ายภาพที่ร้อยเรียงเรื่องราวจากสิ่งที่เห็นและเผยแพร่ถ่ายทอดให้สาธารณชนรับรู้ นับว่าเป็นค่ายที่ “สร้างคน” สร้างผลงานด้านการเขียนที่คุ้มค่าและมีประโยขน์จริงๆ

ภาพถ่ายโดย ฐิติพันธ์ พัฒนมงคล นิตยสารสารคดี
Featured

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย เกี่ยวกับ เทคนิคการเขียนรายงานวิชาการในแบบ วว.

     เนื่องจาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) ที่ดำเนินงานด้านวิจัย พัฒนา และบริการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่า 50 ปี ดังนั้นจึงมีการระดมความคิดกันภายในจนได้ข้อสรุปเป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเทคนิคการเขียนรายงานวิชาการในแบบ วว. ที่อยากมาแบ่งปัน พอสรุปได้ดังนี้

  • ภาษาที่ใช้ ควรระวังไม่นำภาษาพูดที่เข้าใจกันเองในห้องปฏิบัติการมาใช้ในการเขียน
  • ความสม่ำเสมอของรายงาน ควรระวังการใช้คำที่อาจเขียนได้หลายแบบ โดยเลือกแบบหนึ่งแบบใดและเขียนให้เหมือนกันทั้งฉบับ เช่น หน่วยวัดอุณหภูมิ หรือ สัดส่วนทางคณิตศาสตร์

ควรเลือกเขียนแบบหนึ่งแบบใด เป็นต้น

  • การระบุปี ควรใส่ พ.ศ. หรือ ค.ศ. ไว้หน้าตัวเลขของปีด้วย เช่น พ.ศ.2558 หรือ ค.ศ.2015 แทนการใส่ว่า ปี 2558 หรือ ปี 2015 เฉยๆ เพื่อป้องกันการสับสนและคลาดเคลื่อน
  • ชื่อเฉพาะที่มาจากภาษาอังกฤษ หรือ ภาษาอื่น ปกตินิยมเขียนเป็นภาษาไทย และ ภาษานั้นๆ ร่วมกัน เช่น ไบโอดีเซล (อังกฤษ: biodiesel) ในครั้งแรกที่ปรากฏในรายงานวิชาการ จากนั้นควรใช้ชื่อเฉพาะนั้นเป็นภาษาไทยต่อไป เช่นในที่นี้ใช้ ไบโอดีเซล ต่อไปให้เหมือนกันทั้งรายงาน ไม่ควรใช้สลับภาษากันไปมา
  • การทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ ให้ยึดตามหลักเกณฑ์การทับศัพท์ของราชบัณฑิตยสภา โดยศึกษาได้จาก เว็บไซต์ของสำนักงานราชบัณฑิตยสภาพ หรือ หนังสือศัพท์วิทยาศาสตร์ฉบับราชบัณฑิตยสภา
Featured

รูปแบบโครงสร้างการจัดทำรายงานวิชาการของ วว.

     สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดทำรายงานวิชาการของ วว. เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ประกอบด้วยรายละเอียดเนื้อหาสาระสมบูรณ์ครบถ้วนตามหลักของการจัดทำรายงานวิชาการที่มีคุณภาพ

     โดยในส่วนของรูปแบบการจัดหน้าของรายงานวิชาการ วว. ได้กำหนดไว้ดังนี้

     ทั้งนี้ในการจัดเก็บรายงานวิชาการในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล วว. ได้กำหนดให้จัดเก็บแต่ละส่วนแยกเป็นไฟล์ดังนี้

       สำหรับโครงสร้างเนื้อหาของการจัดทำรายงานวิชาการ วว. ประกอบด้วย

 

Featured

เก็บตกจากการประเมินโครงการ : การสร้างนวัตกรรมและข้อเสนอโครงการที่ดี

       ผู้เขียนได้มีโอกาสร่วมประเมินโครงการวิจัยพัฒนากับ ดร.เสริมพล รัตสุข, อ.อัครพงศ์ ผ่องสุวรรณ, Innovation Developer จาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (สนช.) และ ผู้เชี่ยวชาญ จาก สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ทำให้ได้รับความรู้ในเรื่องของมุมมองในการคิดงานวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมที่ผลผลิตสามารถนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างเป็นรูปธรรม จึงขอนำความรู้ดังกล่าวมาแบ่งปันเพื่อนักวิจัยรุ่นใหม่และผู้ที่กำลังคิดสร้างนวัตกรรมสามารถกำหนดเป้าหมายและทิศทางในการดำเนินงานได้อย่างเหมาะสม

       ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง นวัตกรรม กับ สิ่งประดิษฐ์ ในมุมมองของการตลาดอย่างง่ายๆกันดีกว่า

       นวัตกรรม (Innovation) คือ การสร้างสิ่งใหม่ที่ขายได้ ถ้าขายไม่ได้ ถือว่าเป็นแค่ การประดิษฐ์ (Invention)

       นวัตกรรมที่น่าสนใจในมุมมองของการตลาดจำเป็นต้องตอบโจทย์ในประเด็นดังนี้

  • Fixing Pain Point คือ การแก้ปัญหา หรือข้อจำกัด ที่ผู้ใช้ได้รับจากบริการหรือผลิตภัณฑ์ ซึ่งทำให้ยังไม่รู้สึกพอใจหรือได้ประโยชน์สูงสุดตามที่ได้ลงทุนไป
  • Market Impact คือ ผลที่ได้เมื่อเรานำสิ่งที่เราคิดไปจัดจำหน่ายในท้องตลาด เช่น เป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนและน่าสนใจจนสร้างรายได้ให้แก่ผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการนวัตกรรมนั้นๆ ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด ลงทุนน้อยกว่าคู่แข่ง ราคาถูกกว่าคู่แข่ง มีคุณค่าที่แตกต่างจากคู่แข่ง
  • Disrupt Industry คือ การเปลี่ยนมุมมองการผลิตและการบริการที่ออกนอกกรอบกฏเกณฑ์ที่มีอยู่ทั่วไปในท้องตลาด หรือ อุตสาหกรรม จนสามารถสร้างพื้นที่ใหม่ของผลิตภัณฑ์และบริการ ในฐานะของการเป็นเจ้าแรกที่มีความแตกต่างจากของเดิมที่มีอยู่ในท้องตลาดเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องเดียวกัน ทั้งนี้แนวความคิดที่เรียกว่า Disruption นั้นจะไม่มีกฏเกณฑ์ที่ตายตัว สามารถเปลี่ยนได้ตลอดเวลาตามสภาพแวดล้อมและบริบทที่เปลี่ยนไป

       จากนั้น เพื่อให้ได้มาซึ่งแหล่งเงินทุนสนับสนุนในการดำเนินการ หัวใจสำคัญของข้อเสนอโครงการที่ดี อย่างน้อยต้องประกอบด้วย

  • ชื่อโครงการ ที่แสดงให้เห็นว่า เมื่อดำเนินโครงการเสร็จสิ้นแล้ว อะไรคือนวัตกรรมที่จะได้ โดยสามารถตอบโจทย์ในประเด็นดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้การจะได้มานั้นซึ่งนวัตกรรมที่เราต้องการจะสร้างนั้น เราจำเป็นต้องศึกษา ค้นคว้า ข้อมูลผลิตภัณฑ์และบริการที่มีอยู่ในท้องตลาด รวมถึงงานวิจัยทั้งที่ดำเนินการแล้วเสร็จ ที่กำลังดำเนินการอยู่ และที่มีการวางแผนจะดำเนินการ ไม่ใช่แค่เพียงเฉพาะแค่ในประเทศแต่ต้องรวมถึงที่มีในต่างประเทศด้วย เพื่อจะได้เกิดความแน่ใจว่าสิ่งที่เราคิดจะสร้างนั้น มีใครทำแล้วหรือคิดเหมือนเราไหม ถ้าเหมือนก็ไม่ควรที่จะทำ ถ้าต่างเราก็ต้องตอบได้ว่าต่างกันตรงไหน ระหว่างเรากับเขาใครดีกว่ากัน ถ้าดีกว่าก็ลุย
  • มีการระบุกลุ่มลูกค้า หรือ ผู้ได้รับผลประโยชน์ จากโครงการที่ชัดเจน ยิ่งถ้าสามารถแสดงให้เห็นว่ามีคนรอใช้ผลผลิตของโครงการเราอยู่จำนวนไม่น้อย โอกาสที่ข้อเสนอโครงการจะผ่านก็ยิ่งมีมาก
  • มีแผนและงบประมาณที่ใช้ในการดำเนินโครงการที่ครอบคลุมทุกกิจกรรม รวมทั้งมีระยะเวลาในการดำเนินงานที่เหมาะสม สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม คือ การศึกษา กฏระเบียบ ข้อกำหนด และมาตรฐานต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่เราจะดำเนินการ เช่น ถ้าจะทำเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพสักชนิด เราจำเป็นต้องรู้ว่าการที่เราจะผลิตออกขายในท้องตลาดได้นั้น เราต้องได้รับการรับรองหรืออนุญาตจากใครบ้าง และระยะเวลาตลอดจนค่าใช้จ่ายในการขอการรับรองและการอนุญาตนั้นมากน้อยแค่ไหน เพื่อจะทำให้เราสามารถกำหนดกรอบระยะเวลาดำเนินการและงบประมาณที่ต้องใช้ได้อย่างครบถ้วนเหมาะสม
  • มีแบบจำลองธุรกิจ หรือ Business Model  ที่แสดงให้เห็นว่า ผลของโครงการจะสามารถทำเงินให้กับลูกค้า หรือ ผู้ได้รับผลประโยชน์จากโครงการ อย่างไร โดยแสดงให้เห็นวิธีการ ทรัพยากรที่จำเป็นต้องใช้ และต้นทุนในการดำเนินงานในโครงการนั้นๆประกอบด้วย
  • ระยะเวลาการคืนทุนไม่ควรเกิน 2 ปีครึ่ง

       เพียงแค่นี้ ไม่ยากใช่ไหมคะที่เราจะคิดสร้างนวัตกรรม และทำข้อเสนอโครงการเพื่อขอทุนสนับสนุนในการดำเนินงาน มาร่วมกันสร้างนวัตกรรมที่มี Impact กันเถอะค่ะ

Featured

การสื่อสารวิทยาศาสตร์ในบริบทนักวิทย์ไทย

ดร.ปฐมสุดา อินทุประภา

(กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร)

            การสื่อสารเป็นเรื่องธรรมดาสามัญของมนุษย์ เรามีการสื่อสารกันทุกวันในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การพูด การเขียน การแสดงสีหน้า ท่าทางต่างๆ มนุษย์เราสื่อสารกันก็เพราะต้องการสื่อความหมาย ต้องการอธิบายสิ่งต่างๆ ต้องการให้ความรู้ ต้องการโน้มน้าว ต้องการพูดคุยเพื่อความบันเทิง หรือเพียงแค่ต้องการบอกความรู้สึก   การสื่อสารนั้นประกอบไปด้วยองค์ประกอบต่างๆ คือ

  • ผู้ส่งสาร (sender) ซึ่งหมายถึง แหล่งกำเนิดสารหรือข้อมูลที่ต้องการจะสื่อ ผู้ส่งสารจะมีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมหรือบรรยากาศการสื่อสารในสถานการณ์นั้นๆ
  • สาร (message) หมายถึง ตัวข้อมูลข่าวสารที่ผู้ส่งสารต้องการจะสื่อ สารสามารถอยู่ในรูปแบบของข้อมูล องค์ความรู้ อารมณ์ หรือทัศนคติก็ได้
  • ผู้รับสาร (encoder) หรืออาจเรียกว่าผู้ถอดรหัสสาร เนื่องจากผู้รับสารนี้จำเป็นต้องมีการตีความสารหรือข้อมูลที่ได้รับโดยใช้ประสบการณ์ความรู้ของตนเอง เพื่อให้ตนเองเข้าใจความหมายของสารที่ตนได้รับมาจากผู้ส่งสาร
  • ช่องทางการสื่อสาร (channel) ซึ่งก็คือ ตัวกลางที่ทำหน้าที่นำพาสารไปยังผู้รับสาร ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งในรูปแบบที่เป็นคลื่นแสง คลื่นเสียง คลื่นไฟฟ้า เช่น สื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ

ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การสื่อสารจึงเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและมีความสำคัญในชีวิตมนุษย์มาก  และเราก็มักจะใช้การสื่อสารเพื่อพูดคุยเรื่องทั่วไปๆ ในชีวิตประจำวัน แต่การสื่อสารส่วนใหญ่ของเรามักจะไม่พาดพิงไปในแวดวงวิทยาศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่ยาก และอาจดูห่างไกลจากชีวิตประจำวันของประชาชานทั่วไป แต่ในความเป็นจริงวิทยาศาสตร์มีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งยวดในชีวิตของเรา เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ทำให้เรามีคุณภาพชีวิตดีขึ้น รวมถึงทำให้เรามีอายุยืนยาวขึ้น และทำให้เราสามารถสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เพื่อความเจริญก้าวหน้าด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรมให้แก่ประเทศต่างๆ ในโลกได้  ดังนั้นการช่วยให้ประชาชนรู้จักใกล้ชิดกับวิทยาศาสตร์มากขึ้น จึงควรเป็นหน้าที่ของนักวิทยาศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ไม่ควรละเลยที่จะให้ความสำคัญกับการสื่อสารองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์

ตัวอย่างของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ง่ายๆ และใกล้ตัว ก็คือ การที่หมออธิบายผู้ปกครองถึงความจำเป็นของการฉีดวัคซีนในเด็ก  การที่หมอให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันตัวเมื่อเกิดโรคไข้หวัดระบาด  การที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับกำจัดยุงลายป้องกันไข้เลือดออก  เรื่องต่างๆ เหล่านี้ คือการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่มานานในสังคมไทย เนื่องจากหมอหรือเจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุขนั้นทำงานใกล้ชิดกับประชาชนและจำเป็นต้องสื่อสารองค์ความรู้ที่จำเป็นทางด้านสาธารณสุขแก่ประชาชน ในทางกลับกันนักวิทยาศาสตร์ในสาขาอื่น ที่ไม่ได้ทำงานใกล้ชิดกับประชาชน อาจจะไม่ได้ให้ความสำคัญแก่การสื่อสารวิทยาศาสตร์มากนัก การเผยแพร่ผลงานวิจัยของนักวิทยาศาสตร์ในสมัยก่อนก็จะเป็นเพียงการสัมมนาเชิงวิชาการและการเขียนบทความวิชาการลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเฉพาะทางเท่านั้น ภาษาที่ใช้สื่อสารในงานสัมมนาและการเขียนบทความก็จะเป็นภาษาเชิงวิชาการและมีศัพท์ทางเทคนิคมากมายที่ประชาชนทั่วไปยากที่จะเข้าใจ ทำให้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สาขาต่างๆ ถูกจำกัดอยู่ในแวดวงของนักวิทยาศาสตร์เท่านั้น  ดังนั้นช่องว่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับประชาชนทั่วไปจึงเกิดขึ้น  และเมื่อช่องว่างนี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาที่ตามมาก็คือ ประชาชนจะไม่เข้าใจกระบวนการและแนวคิดตามหลักวิทยาศาสตร์ ส่งผลเสียต่อความร่วมมือกันระหว่างประชาชนกับนักวิทยาศาสตร์ในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น กรณีการพบบ่อน้ำสีดำที่จังหวัดนาราธิวาส ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ สามารถรักษาโรคต่างๆ ได้ ด้วยการดื่มหรืออาบ แต่แท้จริงแล้วบ่อน้ำดังกล่าวมีเชื้อโรคและอุจจาระปนเปื้อน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพ  แม้นักวิทยาศาสตร์จะออกมายืนยันถึงผลการทดสอบสารปนเปื้อนของน้ำในบ่อดังกล่าว แต่เนื่องจากช่องว่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์และประชาชนมีมาก อีกทั้งประชาชนบางส่วนยังขาดหลักการวิเคราะห์ตามกระบวนการและแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ จึงทำให้ประชาชนหลายคนยังคงเลือกที่จะดื่มและอาบน้ำจากบ่อน้ำดังกล่าว ซึ่งเรื่องนี้อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว ทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้นมาดูแลในส่วนนี้

อีกตัวอย่างหนึ่งของปัญหาช่องว่างของนักวิทยาศาสตร์กับประชาชนทั่วไปก็คือ การสื่อสารเรื่องภาวะโลกร้อน แม้ว่านักวิทยาศาสตร์จะมีการพยายามสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจและตระหนักถึงปัญหาของภาวะโลกร้อน แต่ด้วยภาษาที่ใช้สื่อสารนั้นเข้าใจยาก ทำให้ประชาชนหลายคนก็ยังมีความรู้สึกว่า ปัญหาภาวะโลกร้อนเป็นเรื่องไกลตัว และไม่สนใจที่จะร่วมมือแก้ไขปัญหา ทำให้รัฐบาลต้องพยายามหาวิธีแก้ไขปัญหา  ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการจัดสรรงบประมาณและออกมาตรการเพื่อให้ประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามเป้า แต่ในทางกลับกันหากนักวิทยาศาสตร์สามารถช่วยสื่อสารด้วยภาษาที่ง่ายขึ้น และสามารถทำให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนและผลกระทบใกล้ตัวที่จะตามมา เช่น ผลกระทบในเชิงสังคม เศรษฐกิจ อุตสาหกรมการท่องเที่ยว ต่างๆ เหล่านี้ ก็จะทำให้ประชาชนเข้าใจและใส่ใจที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนด้วยตนเอง รัฐบาลจึงอาจไม่จำเป็นต้องทุ่มงบประมาณไปในเรื่องนี้มากเกินความจำเป็น

จากที่กล่าวมาข้างต้น เราจะเห็นได้ว่า การลดช่องว่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์และประชาชนทั่วไป ด้วยการสื่อสารวิทยาศาสตร์นั้น จะส่งผลกระทบในเชิงบวกแก่ประเทศอย่างเป็นองค์รวม เพราะหากประชาชนทั่วไปมีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง มีกระบวนการคิดตามหลักวิทยาศาสตร์ รู้จักคิด วิเคราะห์ และแยกแยะ ประเทศชาติก็จะสามารถพัฒนาไปได้ในทิศทางที่ดีขึ้น ดังเช่นประเทศในแถบเอเชียที่พัฒนาแล้ว อย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และไต้หวัน  ซึ่งประเทศเหล่านี้นับได้ว่า เป็นประเทศต้นแบบในเอเชียที่ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนประเทศ ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศมีกระบวนการทางความคิดตามหลักวิทยาศาสตร์ ทำให้มีความพร้อมในการปรับตัวและประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการขับเคลื่อนประเทศ

สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน ช่องว่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับประชาชนนั้น ยังคงมีอยู่มาก เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ของไทย ยังไม่เห็นถึงความจำเป็นในการสื่อสารวิทยาศาสตร์ และอาจคิดว่า เรื่องการสื่อสารเป็นเรื่องของนักสื่อสารมวลชน  ซึ่งเรื่องนี้ถือได้ว่า เป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เนื่องจากวิทยาศาสตร์เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ผู้ถ่ายทอดสารหรือองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ จึงจำเป็นต้องรู้จริงเกี่ยวกับเรื่องที่ตนเองต้องการจะสื่อสาร เพราะไม่เช่นนั้นข้อมูลที่ถูกถ่ายทอดออกไปจะไม่ครบถ้วน หรืออาจผิดพลาด คลาดเคลื่อนได้ เนื่องจากสารที่นักสื่อสารมวลชนเลือกที่จะนำเสนอนั้น อาจแตกต่างไปจากสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ต้องการจะสื่อ เพราะต้องไม่ลืมว่า นักสื่อสารมวลชนต้องการนำเสนอข่าวที่มีสีสัน น่าตื่นเต้น เพื่อสร้างจุดขายของข่าวสารที่จะนำเสนอ นอกจากนี้ในโลกปัจจุบันข้อมูลที่ถูกแชร์กันในสื่อออนไลน์นั้น มีทั้งจริงและเท็จ หรือไม่ครบถ้วน เช่น การโฆษณาสรรพคุณผลิตภัณฑ์บางอย่างเกินจริงใน Facebook ที่สามารถพบเห็นได้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ซึ่งผลเสียอันเกิดจากการแพ้สารเคมีบางอย่างที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ก็มีให้เห็นกันอยู่เสมอๆ ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงไม่ควรที่จะละเลยถึงปัญหาเช่นนี้ในสังคม และหันมาให้ความสนใจในการสื่อสารเพื่อให้ความรู้ประชาชนให้มากขึ้น

การสื่อสารวิทยาศาสตร์นั้น นอกจากจะมีประโยชน์ในการให้ความรู้กับสังคมแล้ว ยังมีประโยชน์กับตัวนักวิทยาศาสตร์เองด้วยเช่นกัน เพราะนักวิทยาศาสตร์มีความจำเป็นต้องหาแหล่งเงินทุนในการทำวิจัย หรือต่อยอดผลงานวิจัย  ทำให้บางครั้งนักวิทยาศาสตร์มีความจำเป็นต้องไปนำเสนอผลงานวิจัยให้แก่นักลงทุนเพื่อให้เกิดการร่วมทุน หรือแม้แต่การซื้อผลงานไปผลิตในเชิงพาณิชย์ (pitch) ซึ่งการนำเสนองานในรูปแบบนี้ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที เท่านั้น โดยผู้นำเสนอแต่ละคนจะมีโอกาสนำเสนองานต่อหน้าผู้ฟังหรือนักลงทุนตามเวลาที่กำหนดไว้ จากนั้นจะมีเวลาให้อีก 2-3 นาที เพื่อตอบคำถาม ซึ่งนักวิทยาศาสตร์อาจจะไม่มีความคุ้นเคยในการนำเสนองานรูปแบบนี้ เพราะมันจะมีความแตกต่างจากการนำเสนองานผลงานวิชาการในงานสัมมนาเชิงวิชาการอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่มีเวลาจำกัดในการรับฟัง ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนวิธีการนำเสนองาน โดยมุ่งไปที่ประเด็นสำคัญของความสำคัญของงานวิจัยของตนว่าสามารถช่วยแก้ปัญหาอะไร หรือตอบโจทย์อะไรในสังคม  นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลที่นักลงทุนต้องการจะทราบ และพูดเฉพาะในประเด็นนั้นๆ ส่วนเรื่องของขั้นตอนวิจัยต่างๆ อาจจะกล่าวเพียงสั้นๆ เท่านั้น  เทคนิคต่างๆ เช่น การเลือกใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เฉพาะทางวิทยาศาสตร์ การใช้การเปรียบเทียบ ต่างเหล่านี้ๆ จะทำให้การสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ประสบผลสำเร็จมากขึ้น  ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการระดมทุนจากภาคธุรกิจ นักวิทยาศาสตร์ก็จะมีแหล่งเงินทุนที่จะมาต่อยอดงานวิจัยเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้

ในต่างประเทศที่มีการระดมทุนระหว่างภาคธุรกิจกับนักวิทยาศาสตร์นั้น  การสื่อสารวิทยาศาสตร์ถูกจัดให้เป็น professional skill ที่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ควรจะมี ในมหาวิทยาลัยดังๆ หลายแห่งที่ประเทศสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และออสเตรเลีย เริ่มมีการฝึกนักศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ให้ฝึกนำเสนองานวิจัย (thesis) ของตนในระยะเวลาที่กำหนดราวๆ 3-7 นาที  ด้วยภาษาที่ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย โดยมหาวิทยาลัยต่างๆ เหล่านี้จะจัดประกวด การนำเสนอ thesis ของนักศึกษาที่หอประชุมใหญ่เป็นประจำทุกปี นอกจากการนำเสนองานวิจัยแล้ว ยังมีโครงการที่เกี่ยวกับการสื่อสารวิทยาศาสตร์อีกโครงการหนึ่งของต่างประเทศที่น่าสนใจคือ โครงการ FameLab  ซึ่งก็คือ การแข่งขันการนำเสนอทางด้านวิทยาศาสตร์ประจำปี ซึ่งจัดขึ้นในหลายประเทศทั่วทุกมุมโลก และได้สร้างทักษะการสื่อสารงานวิจัยที่เป็นประโยชน์แก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่จำนวนมาก โครงการ FameLab นี้จัดขึ้นในรูปแบบของการแข่งขันการบอกเล่าเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ โดยเปิดโอกาสให้ผู้เข้าแข่งขันได้ใช้เวลา 3 นาทีในการบอกเล่าเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์อย่างชัดเจน ถูกต้อง กระชับและได้ใจความ ต่อหน้าคณะกรรมการและผู้ฟัง โดยผู้เข้าแข่งขันจะมีโอกาสเป็นตัวแทนการแข่งขันในระดับนานาชาติและสร้างเครือข่ายจากคนในแวดวงการสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์  ผู้ชนะเลิศการประกวดในระดับนานาชาติจะมีโอกาสได้เข้าฝึกงานในสถานีวิจัยหรือห้อง lab ชั้นนำของโลกอีกด้วย ซึ่งโครงการนี้มีนักศึกษาและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ให้ความสนใจเข้าร่วมประกวดมากมาย เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ในส่วนของประเทศไทยนั้น การจัดกิจกรรม FameLab นี้ ทางกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดร่วมกับ British Council และหน่วยงานภาคเอกชน ร่วมกันจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี  ซึ่งนับได้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างนักวิทยาศาสตร์ไทยรุ่นใหม่ให้สามารถสื่อสารกับประชาชนทั่วไปได้เป็นอย่างดี และนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่เหล่านี้ก็จะสามารถช่วยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างนักลงทุนกับนักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันในการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศ และยังอาจสามารถช่วยให้ข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายแก่ผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศวางนโยบายด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศได้อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เวทีการประกวดการสื่อสารวิทยาศาสตร์ในหมู่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ในไทยก็ยังมีน้อยและยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก เพราะสำหรับในประเทศไทยนั้น การสื่อสารวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ถูกจำกัดอยู่ในแวดวงของการศึกษา เราสื่อสารวิทยาศาสตร์เพื่อให้ความรู้แก่เยาวชนเท่านั้น เช่น การจัดนิทรรศการด้านวิทยาศาสตร์ การสร้างสื่อการเรียนการสอนทางด้านวิทยาศาสตร์ คนไทยส่วนใหญ่จึงมักมองการสื่อสารวิทยาศาสตร์เป็นเพียงเรื่องของการสอนวิทยาศาสตร์แก่เยาวชน  ซึ่งการมองเช่นนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ผิด เพราะการสื่อสารวิทยาศาสตร์ส่วนหนึ่งก็คือ การให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์โดยผ่านกระบวนการขั้นตอนและเทคนิคต่างๆ แต่การสื่อสารวิทยาศาสตร์ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เพราะอย่างที่กล่าวไปแล้วข้างต้นว่า การสื่อสารวิทยาศาสตร์คือ สิ่งที่จะช่วยลดช่องว่างระหว่างนักวิทยาศาสตร์กับประชาชน ช่วยให้ประชาชนมีความเข้าใจกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีหลักคิดตามแนววิทยาศาสตร์ รู้จักตั้งคำถาม คิดวิเคราะห์ แยกแยะข้อเท็จได้ ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานเบื้องต้นของพลเมืองในประเทศที่พัฒนาแล้ว และบุคลากรที่จะช่วยให้ประชาชนในประเทศไทยมีคุณสมบัติเหล่านั้นได้ก็คือ นักสื่อสารวิทยาศสตร์หรือนักวิทยาศาสตร์นั้นเอง ดังนั้นในยุคนี้ ยุคที่ทุกคนให้ความสำคัญกับการสื่อสารและข้อมูลข่าวสารที่หลั่งไหลในโลกออนไลน์ นักวิทยาศาสตร์จึงต้องปรับตัวและตระหนักถึงบทบาทใหม่ในการสื่อสารองค์ความรู้และงานวิจัยของตนเอง เพื่อช่วยในการพัฒนาคุณภาพของประชาชนในประเทศ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถเริ่มต้นทำได้ง่ายๆ โดยการใช้ social media อย่าง  Facebook  และ Twitter เผยแพร่องค์ความรู้หรืองานวิจัยของตน หรืออาจจะเป็นการเขียนบันทึกความรู้ลงใน Blog ส่วนตัว หรืออาจจะพูดผ่าน Podcasts หรือ Youtube ก็ได้ การเริ่มต้นสื่อสารวิทยาศาสตร์ด้วยช่องทางต่างๆ เหล่านี้ นอกจากนักวิทยาศาสตร์จะได้ฝึกทักษะด้านการสื่อสารให้แก่ตนเองแล้ว ยังเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ให้แก่ประชาชนอีกด้วย  ถือเป็นการได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย เป็น win-win situation ซึ่งทำให้ประเทศชาติสามารถขับเคลื่อนไปด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างแท้จริง และเติบโตได้อย่างเข้มแข็งต่อไป

Featured

วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการจัดการขยะชุมชน

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
เรวดี อนุวัฒนา
นักวิจัยอาวุโส
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม (ศนพ.)

Featured

เครื่องบีบน้ำมันมะพร้าวคุณภาพสูง

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อรุณี ชัยสวัสดิ์
นักวิจัย
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ (ศนย.)

Featured

การจัดการข้อร้องเรียนของ วว.

     วว. ได้มีการทบทวนและปรับปรุงขั้นตอนในการจัดการข้อร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นให้ผลิตภัณฑ์และบริการของ วว. ตอบสนองต่อความพึงพอใจของลูกค้าและความต้องการของตลาดสูงสุด

Featured

กระบวนการสร้างนวัตกรรม

อรุณี ชัยสวัสดิ์
นักวิจัย
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมหุ่นยนต์และเครื่องจักรกลอัตโนมัติ (ศนย.)

     การพัฒนานวัตกรรม ให้เป็นที่ยอมรับและต้องการของตลาด  มีมูลค่าเชิงพาณิชย์ สามารถขายและสร้างเป็นธุรกิจได้นั้น  ต้องมีองค์ประกอบหลายประการ  เช่น ความใหม่ (Newness)   ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) มีความแตกต่าง ไม่ซ้ำ หรือเลียนแบบ สามารถใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ (Economic Benefit) หรือสามารถขยายผลสร้างมูลค่าเพิ่มต่อเนื่องได้

     กระบวนการสร้างนวัตกรรม เกิดขึ้นหลากหลายวิธี เช่น ความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) ความต้องการแก้ปัญหา (Problem) การจัดการและต่อยอดองค์ความรู้ (Knowledge Management) และการปรับปรุงและพัฒนา (Improvement) ซึ่งวิธีนี้เป็นที่นิยม เนื่องจากประหยัดทั้งเวลาและงบประมาณ อีกทั้งมีโอกาสสำเร็จสูง สามารถนำไปใช้ได้ทั้ง นวัตกรรมกระบวนการ (Process Innovation) และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ (Product Innovation) วิธีการโดยการระดมความคิด เพื่อค้นหาจุดบกพร่องของผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการเดิม ประกอบกับการประเมินความต้องการหรือความพึงพอใจของผู้ใช้ นำมาใช้เป็นข้อมูลป้อนเข้า (Input) เพื่อใช้วิเคราะห์หาสาเหตุและปัจจัยที่แท้จริงของปัญหา ดังนั้น การวางแผนเพื่อพัฒนานวัตกรรมด้วยวิธีนี้ จึงต้องมีการกำหนดแผนและวิธีการดำเนินงาน ในรูปแบบของกระบวนการ (Process Approach) โดยพิจารณาถึงความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องกัน รูปแบบนี้สามารถใช้ได้กับ งาน กระบวนการ และ กิจกรรมทุกประเภท นั่นคือ พิจารณาจาก ส่วนปัจจัยนำเข้า (Input) คือ ทรัพยากร วัตถุดิบ ประกอบด้วย ชนิด ประเภท สัดส่วน ปริมาณ น้ำหนัก ความชื้น ฯลฯ ส่วนกระบวนการ (Process) คือ วิธีการ ขั้นตอนการทำงาน ขั้นตอนการผลิต ได้แก่ กระบวนการ เทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ ระยะเวลาการผลิต อุณหภูมิ ความดัน ระบบควบคุม ระบบ IT การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพ ฯลฯ เพื่อให้ได้ผลผลิต (Output) คือ ผลิตภัณฑ์ กระบวนการ บริการใหม่ หรือนวัตกรรมใหม่ ตามต้องการ

     หลักการ Process Approach เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยนำเข้า (Input) เช่น เปลี่ยนวัตถุดิบ สัดส่วนหรือปริมาณฯลฯ ก็จะทำให้ผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์เปลี่ยนแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ สำหรับกระบวนการ (Process) สามารถจำแนกเป็น กระบวนการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนหรือวิธีการ เช่น เปลี่ยนเทคโนโลยี/เปลี่ยนระบบ เปลี่ยนเครื่องมือ ระยะเวลา อุณหภูมิ ความดัน ฯลฯ ทำให้ผลผลิตที่เกิดขึ้นเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่เช่นกัน สำหรับกระบวนการทำงานในภาคธุรกิจบริการ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระบบ เช่น การบริหารงานคุณภาพ การนำระบบ IT มาใช้ สามารถลดขั้นตอน การซ้ำซ้อน ใช้คนน้อยลง ลดความผิดพลาด รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานเพิ่มขึ้น เกิดเป็นกระบวนการใหม่ ซึ่งผลิตภัณฑ์หรือกระบวนการใหม่นี้ หากสามารถสร้างรายได้ หรือมูลค่าเชิงพาณิชย์ ก็จะกลายเป็นนวัตกรรมใหม่นั่นเอง

     อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการดำเนินงานในภาคธุรกิจ หรือภาคอุตสาหกรรมการผลิตนั้น ประกอบด้วย กิจกรรมหรือกระบวนการต่างๆมากมาย เมื่อนำมาเชื่อมโยงกัน จะทำให้ Output ของ Process หนึ่งไปเป็น Input ของอีก Process หนึ่ง เกิดความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกันอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นห่วงโซ่คุณค่า (Value chain) จนเกิดเป็นระบบ (System Approach) ดังนั้น หาก Input เริ่มต้นดี จะส่งผลให้ได้ Output ดี เช่นกัน แต่หาก Input ไม่ดี ก็จะส่งผล Output ไม่ดีหรือด้อยคุณภาพ ซึ่ง Output ที่ไม่ดีหรือด้อยคุณภาพนี้จะกลายเป็น Input ของกระบวนการต่อไปอีก ส่งผลกระทบต่อเนื่อง ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นผลลัพธ์ด้อยคุณภาพ ดังนั้นการปรับปรุงและพัฒนา เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่โดยใช้ Process Approach และ System Approach จะช่วยให้นวัตกร (Innovator) สามารถตรวจสอบความเชื่อมโยงของกระบวนการ และค้นหาจุดบกพร่อง เพื่อดำเนินการแก้ไขปรับปรุง ทำให้สามารถลดความเสี่ยงจากความผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น นอกจากนี้การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continual Improvement) โดยใช้กระบวนการ PDCA เป็นเครื่องมือดำเนินการ ประกอบกับความคิดสร้างสรรค์ จะทำให้สามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ได้อย่างต่อเนื่องและหลากหลาย สามารถตอบสนองความคาดหวัง และความต้องการของผู้บริโภค มีความทันสมัย โดดเด่นและแตกต่าง สร้างเป็นธุรกิจต่อเนื่องได้อย่างไม่สิ้นสุด

Featured

การทำความเคารพธงชาติไทย

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

       คราวนี้ เรามาร่วมกันเรียนรู้ถึง แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับ การทำความเคารพ ธงชาติไทย เพื่อว่า เราสามารถแนะนำเพื่อน หรือ คนอื่นๆ ได้อย่างถูกต้อง เมื่อต้องมีการร่วมกิจกรรมเนื่องในโอกาสที่ปีนี้ ประเทศไทยจะมีการฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ

Featured

วิธีประดับ ธงชาติไทย ที่ถูกต้อง

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

       เนื่องจาก ปีนี้ ประเทศไทยจะมีการฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ เรามาศึกษาถึง วิธีประดับ ธง ที่ถูกต้องกันดีกว่า

Featured

การเชิญ การชัก ธงชาติไทย

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

       ตามที่ ปีนี้ ประเทศไทยจะมีการฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ และเราได้ทำความรู้จักเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของธงชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มาแล้วนั้น คราวนี้เรามาร่วมกันเรียนรู้ถึง แนวทางการปฏิบัติเกี่ยวกับ การเชิญ การชัก ธง กันดีกว่า

Featured

TISTR E-BOOK

พัฒนาโดย กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

tistr e_book

Featured

ความปลอดภัยบรรจุภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหาร

ศิโรรัตน์  ตั้งสถิตพร
นักทดลองวิทยาศาสตร์บริการ
ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

       ปัจจุบันมีปริมาณการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเพื่อห่อหุ้มและรักษาคุณภาพของอาหารเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งยังมีการออกแบบรูปร่างที่หลากหลายและมีสีสันที่สวยงาม ซึ่งอาจส่งผลให้มีสารอันตรายปนเปื้อนในอาหารและส่งผลต่อร่างกายเมื่อได้รับการสะสมในปริมาณมาก ดังนั้นในแต่ละประเทศจึงมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลด้านความปลอดภัย และกำหนดมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหารขึ้น เพื่อใช้เป็นระเบียบในการควบคุมคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ เช่น ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยสำนักงานอาหารและยา (US Food and Drug Administration) หรือระเบียบสหภาพยุโรป (Commission Regulation) เป็นต้น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้บริโภคจะได้รับอาหารที่ปลอดภัย ดังนั้นบรรจุภัณฑ์พลาสติกบรรจุอาหารที่ผ่านระเบียบข้อบังคับนี้ จึงได้รับการยอมรับในมาตรฐานของบรรจุภัณฑ์

1

       ประเทศไทยโดยกระทรวงสาธารณะสุข ซึ่งมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัยของประชาชนภายในประเทศ ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการป้องกันการปนเปื้อนในอาหาร จึงออกระเบียบข้อบังคับ เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทําจากพลาสติก ฉบับที่ 295 ซึ่งกำหนดให้ภาชนะบรรจุที่ผลิตจากพลาสติกต้องมีคุณภาพ เช่น

  1. สะอาด ไม่มีสารอื่นออกมาปนเปื้อนกับอาหารในปริมาณที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่มีจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และไม่มีสีออกมาปนเปื้อนกับอาหาร
  2. ห้ามใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีสีสัมผัสอาหาร ยกเว้นพลาสติกชนิดลามิเนต (laminate) ที่พลาสติกชั้นในสุดต้องไม่มีสี หรือบรรจุภัณฑ์พลาสติกนั้นผ่านการเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
  3. ห้ามมิให้ใช้ภาชนะบรรจุที่ทำขึ้นจากพลาสติกที่ใช้แล้วบรรจุอาหาร เว้นแต่ใช้เพื่อบรรจุผลไม้ ชนิดที่ไม่รับประทานเปลือก
  4. ห้ามมิให้ใช้ภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกที่เคยใช้บรรจุหรือหุ้มห่อปุ๋ย วัตถุมีพิษ หรือวัตถุที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพเป็นภาชนะบรรจุอาหาร
  5. ภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติกซึ่งใช้บรรจุนมหรือผลิตภัณฑ์นม ต้องเป็นพลาสติกชนิดพอลิเอทิลีน, เอทิลีน 1-แอลคีน โคพอลิเมอร์ไรซด์เรซิน, พอลิพรอพีลีน, พอลิสไตรีน หรือพอลิเอทิลีนเทเรฟ-ทาลเลต
  6. ปริมาณสารตะกั่ว สารแคดเมียม สารหนู สารฟอร์มัลดีไฮด์ และสารสไตรีน เป็นต้น ไม่เกิน 100 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

2

       นอกจากข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์พลาสติกทางการค้าทั่วไปแล้ว ยังมีข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ ตามมาตรฐานสากล ISO17088-2012  ซึ่งประเทศไทยโดยสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ ได้ออกประกาศกำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมข้อกำหนดพลาสติกสลายตัวได้ เลขที่ มอก. 17088-2555 เพื่อให้ผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพของไทยได้คุณภาพตามกฎระเบียบในการจัดการขยะบรรจุภัณฑ์ของประเทศคู่ค้าที่สำคัญและเป็นการกำกับดูแลด้านความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค

เกณฑ์กำหนดตามมาตรฐานสากล ISO 17088-2012 (หน่วยมิลลิกรัมต่อกิโลกรัม)

table1

       ถึงแม้ว่าภาครัฐได้ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค ด้วยการกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ ออกมา หากแต่ผู้บริโภคยังเลือกใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่มีสมบัติไม่เหมาะสม ก็มีโอกาสได้รับสารอันตรายเพิ่มขึ้นและก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ที่มา:

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา. 2558. การศึกษาข้อมูลกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการนำเข้าและส่งออกผลิตภัณฑ์สุขภาพ

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 295) พ.ศ. 2548 เรื่อง กำหนดคุณภาพหรือมาตรฐานของภาชนะบรรจุที่ทำจากพลาสติก

International Organization for Standardization. ISO 17088: Specifications for compostable   plastics. 8 pp.

Featured

จุลินทรีย์ผู้สร้างและผู้ทำลายพลาสติก

นิตยาพร  สมภักดีย์
นักทดลองวิทยาศาสตร์บริการ
ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

          ขยะพลาสติกจากการใช้งานด้านบรรจุภัณฑ์ เช่น ถุงใส่อาหาร ขวดเครื่องดื่ม กล่องโฟม จัดเป็นปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอันดับต้นๆของโลก เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นพลาสติกที่ผลิตจากพอลิเมอร์สังเคราะห์จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีปริมาณความต้องการใช้งานที่สูงมากแต่ระยะการใช้งานสั้น ก่อให้เกิดปัญหาปริมาณขยะพลาสติกล้นเมืองขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากมีความคงทนสูง เมื่อถูกทิ้งให้เป็นขยะจะต้องใช้เวลาในการสลายตัวตามธรรมชาติไม่ต่ำกว่า 20 ปีไปจนถึงมากกว่า 1,000 ปี

 

image001
ขยะในบ่อฝังกลบของไทย

          จุลินทรีย์…สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่เป็นประโยชน์ในการผลิตและถนอมอาหาร ตลอดจนการย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้ทั้งในอุตสาหกรรมอาหาร การแพทย์ การเกษตร เป็นต้น สำหรับด้านการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่เป็นปัญหาจากการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ จุลินทรีย์จัดเป็นสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์ที่เป็นทั้งผู้สร้างและผู้ทำลายพลาสติก  กล่าวคือ นอกจากการสลายตัวของพลาสติกที่เกิดขึ้นได้โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในธรรมชาติที่ต้องใช้ระยะเวลาที่ยาวนานแล้ว จุลินทรีย์บางชนิดสามารถที่จะผลิตพลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษ คือ นำมาใช้ประโยชน์ได้เหมือนผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ผลิตจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี  แต่สลายตัวได้ง่ายในธรรมชาติ หรือที่เรียกกันว่า “พลาสติกชีวภาพ” ซึ่งในปัจจุบันพลาสติกชีวภาพที่นำมาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย ได้แก่

          1. Polylactic acid (PLA) เป็นพลาสติกชีวภาพชนิดแรกที่มีงานวิจัยรองรับและได้รับความสนใจในเชิงพาณิชย์มากที่สุด ซึ่งมีส่วนแบ่งทางการตลาดมากถึงร้อยละ 54 โดยทั่วไป กระบวนการผลิต PLA เริ่มจาก การผลิตกรดแลคติกจากกิจกรรมของจุลินทรีย์กลุ่มแลคติกแอซิดแบคทีเรียในกระบวนการหมักวัตถุดิบธรรมชาติ อาทิ แป้งข้าวโพด แป้งมันสำปะหลัง เป็นต้น จากนั้น นำกรดแลคติกมาผ่านกระบวนการทางเคมี เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นสารใหม่ที่มีโครงสร้างทางเคมีเป็นวงแหวนเรียกว่า แลคไทด์ แล้วนำมากลั่นในระบบสุญญากาศเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างได้เป็นพอลิเมอร์ของแลคไทด์ ที่เป็นสายยาวขึ้น (Polymerization) เรียกว่า PLA ผลิตภัณฑ์จาก PLA มีหลากหลายชนิด อาทิ แก้วน้ำ กล่องบรรจุอาหาร ถุงใส่ของ เป็นต้น หลังสิ้นสุดการใช้งาน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ถูกย่อยสลายได้ง่ายด้วยจุลินทรีย์ในธรรมชาติ

PLA-1

Polylactic acid รูปแบบ pellets
(http://www.alibaba.com/product-detail)

PLA-2

ผลิตภัณฑ์จาก Polylactic acid
(http://www.nkrpackage.com/site/bioplastic.html)

 

         2. Polyhydroxyalkanoates (PHAs)  เป็นโพลิเมอร์ที่จุลินทรีย์ เช่น Ralstonia eutropha, Rhodobacter shaeroides, Pseudomas putida   สร้างขึ้นเพื่อเป็นแหล่งพลังงานสะสมในเซลล์ การสร้าง PHAs จะเกิดขึ้นเมื่อแหล่งอาหาร เช่น ไนโตรเจนหรือฟอสฟอรัสขาดแคลน ในขณะที่มีแหล่งคาร์บอนอื่นๆ อยู่มากเกินความจำเป็น การผลิต PHA เริ่มต้นจากการเพาะเลี้ยงจุลินทรีย์ในอาหารเลี้ยงเชื้อที่เหมาะสมต่อสะสม PHA เมื่อใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจดูที่เซลล์ของจุลินทรีย์จะเห็น PHAs เป็นแกรนูลขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.2-0.5 ไมโครเมตร กระจายอยู่ทั่วไปในไซโทพลาซึม เมื่อสิ้นสุดการเพาะเลี้ยงจะนำเซลล์จุลินทรีย์มาสกัดและทำบริสุทธิ์ให้ได้ PHA  ปัจจุบันมีการนำพลาสติกชีวภาพในกลุ่ม PHA มาใช้ในการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์หลายชนิด เช่น แก้วน้ำ ฝาขวดน้ำ ฝาแก้ว รวมทั้งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสารเคมีกลุ่ม Fire chemical และวัสดุเคลือบบรรจุภัณฑ์ เป็นต้น

PHA-2

PHAs ภายในเซลล์ของ Rhodobacter shaeroides
(http://www.biotechnologyforums.com/thread-2280.html)                        

PHA-7

ผลิตภัณฑ์จาก PHAs
(https://www.biooekonomie-bw.de/en/articles/news/bacteria-to-produce-bioplastics/)

 

          อย่างไรก็ตาม วัสดุใดๆในโลกต้องมีวันเสื่อมสลาย หรือเปลี่ยนจากรูปแบบหนึ่งไปเป็นรูปแบบอื่น โดยอาศัยปัจจัยต่างๆ ทั้งปัจจัยที่ไม่มีชีวิต เช่น แสง ความร้อน ความชื้น ความเป็นกรด ด่าง เป็นต้น และปัจจัยที่มีชีวิต คือ จุลินทรีย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการ “ย่อยสลายทางชีวภาพ”

          การย่อยสลายทางชีวภาพของวัสดุทั่วไปหลังจากทิ้งไว้ตามที่ต่างๆ ทั้งบนดิน ในแหล่งน้ำ หรือในทะเล เมื่อได้รับแสง ความร้อน ความชื้น กรด ด่างในระยะเวลาหนึ่ง วัสดุเหล่านั้นจะมีการเสื่อมของโครงสร้างทางเคมี จากวัสดุที่มีขนาดใหญ่จะมีขนาดเล็กลงไปเรื่อยๆ และเมื่อมีขนาดเล็กกว่า  0.2 ไมโครเมตร จุลินทรีย์จะสามารถดูดซึมเข้าสู่เซลล์เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานในการเจริญเติบโต ทั้งนี้ ถ้าเป็นการย่อยสลายแบบใช้ออกซิเจน จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และน้ำ เป็นผลิตภัณฑ์สุดท้าย ในขณะที่การย่อยสลายแบบไม่ใช้ออกซิเจน จะได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ และก๊าซมีเทน กลับคืนสู่สิ่งแวดล้อม กล่าวได้ว่าการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์เป็นกระบวนการที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

เอกสารอ้างอิง

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ. 2556. INNOVATION TREND: พลาสติกชีวภาพ. http://www.nia.or.th/innolinks/page.php.

ประดินันท์ เอี่ยมสะอาด. 2560. โพลีไฮดรอกซีอัลคาโนเอตซ พลาสติกชีวภาพจากแบคทีเรีย. วารสารวิชาการพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. ปีที่ 27. ฉบับที่ 1. หน้า 147-158.

จตุพร วุฒิกนกกาญจน์และคณะฯ. 2556.  การพัฒนาบรรจุภัณฑ์ จากพลาสติกชีวภาพชนิด PLA. คณะพลังงานสิ่งแวดและวัสดุ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี.
http://www.seem.kmutt.ac.th/research/pentec/interestingarticle.php.

Featured

ภัยมืด….ปัญหาสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างในสิ่งแวดล้อม

ชาญชัย คหาปนะ
นักทดลองวิทยาศาสตร์บริการ
ห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ
ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ, วว.

 

          ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม มีการใช้สารกำจัดศัตรูพืชในการเพิ่มผลผลิตและกำจัดศัตรูพืชสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลายาวนาน ซึ่งจากข้อมูลของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ปี 2560 (ตารางที่ 1) ที่แสดงให้เห็นถึงปริมาณและมูลค่าการนําเข้าสารกําจัดศัตรูพืช นอกจากสะท้อนให้เห็นถึงมูลค่าทางเศรษฐกิจของตลาดผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้แล้ว ยังสะท้อนภาพให้เห็นถึงปริมาณการใช้สารกําจัดศัตรูพืชของประเทศไทยในแต่ละปีว่ามีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกในอนาคต เนื่องจากมีราคาถูก เห็นผลชัดเจนและรวดเร็วในการควบคุมการระบาดของโรคและศัตรูพืช

Environmental Impacts_01

          อย่างไรก็ตาม วัตถุอันตรายทางการเกษตรเหล่านี้ มีความเป็นไปได้สูงมากที่จะตกค้างในผลผลิตและสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงอาจส่งผลให้ศัตรูพืชดื้อยาได้อีกด้วย นอกจากนี้ เกษตรกรสามารถเข้าถึงสารเคมีได้ง่ายและมีการใช้มากเกินความจำเป็น ประกอบกับการใช้สารที่ผิดวิธี และพฤติกรรมการใช้สารของเกษตรกรไทยที่ไม่ถูกต้องและเหมาะสม เป็นปัญหาที่สำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพของเกษตรกรรวมถึงผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม

          จากข้อมูลโครงการวิจัยโดยห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ (2558) ที่ตรวจพบสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างหลายชนิดในตัวอย่างดินและน้ำของพื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจแบบยกร่อง ที่ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี อาทิ สารกำจัดเชื้อรา Carbendazim, Copper oxychloride, Ethion สารกำจัดวัชพืช Glyphosate สารกำจัดแมลง Imidacloprid โดยพบปริมาณตกค้างในดินมากกว่าในน้ำกว่า 100 เท่า (ตารางที่ 2) ซึ่งจากการรายงานของ Pimentel (1995) ได้อธิบายว่า ร้อยละ 99.9 ของสารกำจัดศัตรูพืชจะปนเปื้อนอยู่ในสิ่งแวดล้อม มีเพียงแค่ร้อยละ 0.1 ที่จะไปถึงแมลงศัตรูพืชที่เป็นเป้าหมาย นอกจากนี้ การใช้สารกำจัดศัตรูพืชที่ฉีดพ่นลงในพื้นที่เกษตรกรรมมีการสะสมในดินได้ในปริมาณที่ไม่เท่ากัน ซึ่งตามปกติจะพิจารณาจากค่าครึ่งชีวิต (Half Life) ของสารชนิดนั้นว่าใช้ระยะเวลาการสลายตัวจนเหลือความเข้มข้นร้อยละ 50 ถ้าหากสลายตัวได้ช้าโอกาสที่สารนั้นจะแพร่กระจายลงสู่แหล่งน้ำย่อมเป็นไปได้สูง

Environmental Impacts_02

IMG_0138-1  IMG_0141-1  IMG_0861-1

          แนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ คือ การใช้กระบวนการทางชีวภาพที่เรียกว่า Bioremediation ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์จากกิจกรรมของกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของสารอันตรายให้อยู่ในรูปของสารที่มีค่าความเป็นพิษน้อยลงหรือสลายตัวได้อย่างสมบูรณ์เป็นกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถประยุกต์ใช้กับพื้นที่ขนาดใหญ่ได้ จากผลการดำเนินงานในหัวข้อนี้มากว่า 10 ปี วว. ประสบความสำเร็จในการนำเทคโนโลยีด้าน Bioaugmentation ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งของกระบวนการ Bioremediation มาใช้ในการบำบัดสารกำจัดศัตรูพืชปนเปื้อนในน้ำ ทั้งในพื้นที่ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับกลุ่มอาชีพที่เกี่ยวข้องกับเกษตรอินทรีย์ รวมถึงการมีส่วนช่วยลดปัญหามลภาวะที่เกิดขึ้น เป็นการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน

 

เอกสารอ้างอิง:

สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร. 2560. รายงานสรุปการนำเข้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร ปี พ.ศ. 2559. กรุงเทพฯ: กรมวิชาการเกษตร, กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.

Pimentel, D. 1995. Amounts of Pesticides Reaching Target Pests: Environmental Impacts and Ethics, Journal of Agricultural and Environmental Ethics, 8(1), 17-29.

Featured

รู้รอบธงชาติไทย จากกิจกรรม 100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย

ดร. คนึงนิจ  บุศราคำ
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์, วว.

 

     เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมโครงการ “100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย”  ที่จัดขึ้น ณ วว. เทคโนธานี คลอง 5 ซึ่ง วว. ได้รับเกียรติจากผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ธงชาติไทย คุณพฤติพล  ประชุมพล และทีมงาน นำของสำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับธงชาติไทยมาจัดแสดง พร้อมทั้งบอกเล่าเรื่องราวอันน่าสนใจเกี่ยวกับประวัติของธงชาติไทยของเราให้ชาว วว. ได้ฟังกัน ซึ่งภายหลังจากที่ได้รับฟังการบรรยายของท่านผู้อำนวยการฯ ผู้เขียนรู้สึกประทับใจและอยากถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวประวัติของธงชาติไทยให้ผู้ที่พลาดโอกาสเข้าร่วมฟังในวันนั้นได้อ่านใน TISTR Blog นี้ค่ะ

AOR

กำเนิดธงไตรรงค์

 

     อดีตที่ผ่านมาเนเธอร์แลนด์ได้เข้ามาทำการค้าในแดนสุวรรณภูมิเป็นประเทศแรกๆ  ซึ่งเส้นทางการคมนาคมขนส่งคือทางน้ำ  ครั้นเมื่อเรือรบฝรั่งเศสได้เดินทางเข้ามาในน่านน้ำ ณ ดินแดนสยาม และมีความประสงค์ในการให้เกียรติประเทศเรา  จึงได้มีการแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ป้อมปราการให้แสดงธงประจำชาติเพื่อการยิงปืนทำความเคารพตามอารยธรรมของชนชาติตะวันตก   แต่ด้วยความที่ประเทศเราไม่มีวัฒนธรรมดังกล่าวจึงได้เชิญธงของประเทศเนเธอร์แลนด์ขึ้นสู่ป้อมปราการดังกล่าว  ยังความขุ่นเคืองให้กับทหารฝ่ายฝรั่งเศส  จนทำให้ฝ่ายไทยต้องเชิญธงประเทศเนเธอร์แลนด์ลง แต่ด้วยความรีบระคนกับตกใจทหารประจำป้อมจึงได้เปลี่ยนไปใช้ธงเดินเรือแทนธงชาติเนเธอร์แลนด์   นี่จึงเป็นการใช้ธงชาติครั้งแรกของไทย    ส่วนสาเหตุที่ธงเดินเรือในสมัยก่อนเป็นสีแดงเนืองจากสีแดงเป็นสีที่เห็นชัดที่สุด

     ในยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ประเทศในแถบลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามีการอาศัยกันแบบบ้านพี่เมืองน้องไป   ประชาชนของแต่ละประเทศสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันตามอัธยาศัย  ต่อมาเมื่อถึงยุคล่าอาณานิคม    การแบ่งแยกดินแดนโดยประเทศผู้ล่าฯ ทำให้วิถีชีวิตของคนในแถบนี้เปลี่ยนไป   คือ มีการกำหนดเขตแดนกันชัดเจนระหว่างประเทศนักล่าอาณานิคม คือ อังกฤษ และฝรั่งเศส    ย้อนกลับมาที่ความเชื่อของคนไทยในอดีตที่ว่าพระมหากษัตริย์นั้นคือ องค์อวตารของพระนารายณ์  ซึ่งพระนารายณ์มีหัตถ์ 4 กร ถือ จักร สังข์ คทา และดอกบัว  ซึ่งจักรนั้นถือเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์จักรี  ดังนั้นจึงมีการนำสัญลักษณ์จักรใส่ไว้ตรงกลางธงสีแดง   อย่างไรก็ตาม ธงพื้นแดงกับจักรนั้นเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์และพระมหากษัตริย์   ซึ่งประชาชนคนธรรมดาไม่สามารถนำไปใช้ได้

     สมัยรัชกาลที่ 2   เป็นยุคที่บ้านเมืองสงบสุข  และมีการจับช้างเผือกได้ทั้งสิ้น 3 ตัว  ซึ่งนับเป็นเหตุการณ์ที่หายาก  นำไปสู่การใช้รูปช้างลงไปบนธง  ทำให้สมัยนี้ธงชาติประกอบไปด้วย ธงพื้นแดง จักร และช้างเผือก กลางจักร  กลางธง   ซึ่งธงนี้ประชาชนทั่วไปนั้นไม่สามารถนำไปใช้ได้เช่นกัน     ดังนั้นในหลวงรัชกาลที่ 3  จึงทรงให้มีการจัดทำธงที่ราษฎรสามารถนำไปใช้ได้   โดยการนำเอาสัญลักษณ์จักรออกจากธง     ดังนั้นในรัชกาลที่ 3 นี้ ธงประจำชาติมี 3 แบบ คือ ธงสำหรับพระมหากษัตริย์ (ธงพื้นขาบ (น้ำเงินอมม่วง) ตรงกลางธงธงพื้นแดง ตรงกลางมีสัญลักษณ์จักรและช้างเผือก)  ธงสำหรับราชวงศ์ (ธงพื้นแดง ตรงกลางมีสัญลักษณ์จักรและช้างเผือก)  และธงสำหรับราษฎร (ธงพื้นแดงและตรงกลางมีรูปช้างเผือก)

     สมัยรัชกาลที่ 4  เป็นยุคที่สยามประเทศทำการค้ากับชาติตะวันตกหลายประเทศ  โดยประเทศนั้นๆ ได้มีการตั้งสถานทูตขึ้นและมีการเชิญธงประจำประเทศตัวเองที่สถานทูตนั้นๆ  ทำให้ชาวบ้านเกิดการเข้าใจผิดคิดว่าสยามประเทศตกเป็นเมืองขึ้นของชาติยุโรป   ส่งผลให้เกิดความแตกตื่นของราษฎรที่เกรงกลัวการโดนชาวต่างชาติทำร้ายและจับกุมตัวไป     ร้อนถึงในหลวงรัชกาลที่ 4 ต้องทรงแก้ปัญหาโดยการให้เอาธงเรือ (ธงพื้นสีแดง และช้างเผือกตรงกลางธง) ขึ้นมาปักตามบ้านเรือนเพื่อเป็นการยืนยันว่าเรายังคงมีอธิปไตย   โดยที่ชาวต่างชาตินั้นไม่มีสิทธิในการทำร้ายคนไทย   จึงนับเป็นการใช้ธงบนบกเป็นครั้งแรกในสยามประเทศ   อย่างไรก็ตาม การทำธงในสมัยก่อนนั้นต้องอาศัยการวาดรูปช้างบนผืนธง  ทำให้รูปช้างนั้นมีหลายลักษณะและไม่สง่างาม

     สมัยรัชกาลที่ 5  เนื่องจากปัญหาความไม่สง่างามของรูปช้างบนผืนธง  ส่งผลให้ในหลวงรัชกาลที่ 5 นั้นมีการออกพระราชบัญญัติธงในปี พ.ศ. 2434  ซึ่งนับว่าเป็นกฎหมายธงฉบับแรกของสยามประเทศ  โดยมีข้อกำหนดให้สัญลักษณ์ช้างเผือกบนผืนธงนั้นมีลักษณะไปในทางเดียวกัน    ต่อมาในรัชสมัยของในหลาวงรัชกาลที่ 6  พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ในการนำเอารูปช้างเผือกออกจากผืนธงเพื่อความเป็นสากล  แต่โดนทัดทานจากเสนาบดีต่างๆ    จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2459 ทรงเสด็จพระราชดำเนินยังจังหวัดอุทัยธานี   ราษฎรได้ประดับธงเพื่อรอรับเสด็จ แต่เกิดความผิดพลาดในการขึ้นธงคือเกิดโดยขาช้างนั้นชี้ขึ้นข้างบนซึ่งเป็นการมิบังควร   ประกอบกับธงชาติดังกล่าวหาได้ยากชาวบ้านจึงมีการดัดแปลงใช้ผ้าริ้วแดงและขาว  โดยสีขาวนั้นเป็นสัญลักษณ์แทนช้างเผือก  ใช้ประดับเพื่อรอรับเสด็จ   ในหลวงรัชกาลที่ 6  ทรงพระราชบัญญัติลงในหนังสือวชิราวุธานุสรณ์ในปี 2459  ว่าด้วยเรื่องธง  คือ กำหนดให้ธงที่ใช้ในการรับเสด็จนั้นเป็นธงริ้วขาวแดง  และธงที่ใช้ตามสถานที่ราชการคือ ธงพื้นแดงและมีรูปสัญลักษณ์ช้างเผือกตรงกลาง   โดยประกาศให้มีการใช้ธงทั้งสองดังกล่าวในวันที่ 21 พฤศจิกายน 2459

     การเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของสยามประเทศในรัชกาลที่ 6   นั้นก็นับเป็นอีกหนึ่งสามาเหตุที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นของธงชาติ   เนื่องจากฝ่ายพันธมิตร ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกา  ซึ่งธงชาติของทั้ง 3 ประเทศประกอบไปด้วยสีแดง น้ำเงิน และขาว   เพื่อเป็นการสอดคล้องกับประเทศดังกล่าว  ในหลวงรัชกาลที่ 6  จึงรับสั่งให้นำสีน้ำเงินมาใช้ในธงชาติ   โดยสีน้ำเงินนี้เรียกว่าสีขาบ ซึ่งมีเฉดน้ำเงินอมม่วง)  ซึ่งเป็นที่มาของธงไตรรงค์   โดยมีการประกาศให้ใช้ธงไตรรงค์ครั้งแรก ในวันที่ 24 กันยายน 2460

     ดังนั้นที่มาของธงไตรรงค์แต่ละสี ได้แก่ สีแดง มาจากสีของธงเรือที่ใช้ในสมัยก่อน  สีขาวมาจากสีของช้างเผือก และสีน้ำเงินมาจากสีของธงชาติพันธมิตร   โดยความหมายของแต่ละสีนั้นในหลวงรัชกาลที่  6  ทรงเป็นผู้พระราชทานความหมายดังนี้ คือ  สีแดง หมายถึงสีของโลหิตของบรรพบุรุษที่ปกป้องผืนแผ่นดินสยามให้รอดพ้นจากภัยคุกคาม  สีขาว หมายถึงธรรมที่สอนให้ทุกคนเป็นคนดี  และสีน้ำเงิน หมายถึงสีของพระมหากษัตริย์ อันหมายถึงสีประจำวันพระชนมวาร ของในหลวงรัชกาลที่ 6

     พระราชบัญญัติธงชาติฉบับที่ใช้ อยู่ปัจจุบันคือฉบับประกาศในปี 2522 โดยมีการกำหนดสัดส่วนชัดเจนคือ กว้าง คูณ ยาว เท่ากับ 6 คูณ 9 ส่วน  แบ่งเป็น แดง/ขาว/น้ำเงิน/ขาว/แดง เท่ากับ 1/1/2/1/1 ตามลำดับ   ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของการประกาศใช้ธงไตรรงค์คือ การนำไปใช้ในสงครามโลกครั้งที่  1 ปัจจุบันตามพระราชบัญญัติธงปี 2522 ธงชาติไทย มี 2 แบบ คือ

  1. ธงไตรรงค์
  2. ธงราชนาวี คือ ธงไตรรงค์ที่มีรูปช้างเผือกกลางธง

     สาเหตุที่ต้องมีธงชาติชนิดที่ 2 คือ  ในข้อตกลงนานาชาติว่าด้วยเรื่องการเดินทะเล  คือ เรือหนึ่งลำนั่นหมายถึง อธิปไตย ของเรือลำนั้นๆ   ดังนั้นเท่ากับเป็นการประกาศเอกราชเหนือน่านน้ำ   ดังนั้นเรือรบหลวงจึงต้องมีธงประกาศเอกราชเหนือน่านน้ำ

     ในปัจจุบันรัฐบาลได้มีการประกาศให้วันที่ 28 กันยายน เป็นวันประดับธงชาติไทย และในปี 2560 นี้ ก็จะครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ไตรรงค์ธงชาติไทยค่ะ

     และทั้งหมดนี้ก็คือ ประวัติคร่าวๆ เกี่ยวกับธงชาติไทย จากกิจกรรม “100 ปี ธงไตรรงค์ ดำรงไทย” ที่ผู้เขียนเก็บมาฝากค่ะ

Featured

พัฒนาการของธงชาติไทย

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

ตามที่ ปีนี้ ประเทศไทยจะมีการฉลองครบรอบ 100 ปี การประกาศใช้ธงไตรรงค์เป็นธงชาติ เรามาทำความรู้จักเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของธงชาติไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งเรื่องของกฏหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง การใช้การชัก การประดับ การแสดง และการเคารพธงชาติไทย ว่า ที่พวกเราๆท่านๆทำอยู่ถูกต้องหรือไม่ กันดีกว่า โดยสัปดาห์นี้ เราจะเริ่มกันที่ ประวัติความเป็นมาของธงชาติไทย


02_Thai flag timeline_edit_190760

Featured

โครงการพัฒนา เกษตรกร ด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.)

โครงการพัฒนา เกษตรกร ด้วย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม

Featured

การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์ และ เปรมรัตน์ เฉลิมพักตร์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)


Infographic_Mushroom_180760


การเพาะเห็ดฟางในตะกร้า

Featured

Halal Food Navigator

พัฒนาโดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมอาหารสุขภาพ (ศนอ.)


Halal Food Navigator โดย ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร วว.

Featured

เห็ดเมืองหนาว (Mushroom Cultivation)

พัฒนาโดย กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)


เห็ดเมืองหนาว Mushroom Cultivation

Featured

ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคสำหรับผู้สูงอายุ (Elderly Food)

พัฒนาโดย กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)


ผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมบริโภคสำหรับผู้สูงอายุ Elderly Food

Featured

ก๊าซชีวภาพในระดับชุมชนและครัวเรือน (Biogas Production)

พัฒนาโดย กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)


ก๊าซชีวภาพในระดับชุมชนและครัวเรือน Biogas Production

Featured

ฐานข้อมูลพืชน้ำมันหอมระเหย (Thai Aroma)

พัฒนาโดย กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)


ฐานข้อมูลพืชน้ำมันหอมระเหย Thai Aroma

Featured

การถ่ายภาพให้สวยด้วยกล้องและสมาร์ทโฟนด้วยตนเอง ไม่ยากอย่างที่คิด

 

นายสุรพล  ตนานนท์ชัย (นักประชาสัมพันธ์อาวุโส)

          การสื่อสารในยุคดิจิทัล  การถ่ายภาพเป็นความนิยมของผู้ใช้งานสมาร์ทโฟนในการบันทึกภาพเพื่อประโยชน์ในการทำงานและชีวิตส่วนตัว  กองสื่อสารภายใน (กสน.) สำนักสื่อสารองค์กร (สสอ.) จึงจัดการอบรมหลักสูตร Introduction Photo Class for TISTR :   การถ่ายภาพให้สวยงามด้วยกล้องและสมาร์ทโฟนด้วยตนเอง ตามโครงการ TISTR Photo’s Stock ซึ่งได้รับความร่วมมือจากพนักงาน และลูกจ้าง วว. เกินเป้าหมาย   นับเป็นการอบรมเชิงถ่ายทอดประสบการณ์เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างดียิ่ง

การอบรมถ่ายภาพให้สวยด้วยอุปกรณ์ถ่ายภาพแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ การถ่ายภาพด้วย Smart Phone โดย วิทยากรจากภายนอก นายญาณพัฒน์  บุญเกตุ วิทยากรที่มีชื่อเสียงในการโฆษณาแบบ Emotional Communication มีประสบการณ์ในวงการนักสร้างสรรค์งานโฆษณาโดยตรง ปัจจุบันทำงานที่บริษัท Creative Juice  และเป็นช่างภาพอิสระ   มี Facebook ที่แบ่งปันภาพถ่ายสวยๆ ชื่อ facebook.com/Nickplus    วิทยากรท่านนี้เป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับมุมมองการถ่ายภาพ เทคนิคการใช้ Smart Phone  function หลักของ Smart Phone ทั้ง 2 ค่าย คือ iphone และ Samsung ที่ใช้ในการถ่ายภาพให้สวยงาม

Pic1

หลายคนได้รับความรู้ที่ได้จากการถ่ายภาพด้วย Smart Phone ด้วยแนวคิด “ภาพ 1 ภาพ คือการเล่าเรื่องราว” ดังนั้น จึงควรรู้สิ่งที่พึงปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติ 20 ประการสำหรับการจัดองค์ประกอบภาพ ได้แก่

  • ไม่ไกลเกินไป : ในการถ่ายภาพควร Focus วัตถุที่จะถ่ายไม่ไกลเกินไป เพื่อจะได้รูปคน รูปวัตถุ ที่เราต้องการจะสื่อให้ทราบว่าเป็นภาพอะไร ทำอะไร ที่ไหน
  • ไม่บัง : ก่อนถ่ายภาพควรสำรวจหน้ากล้องทุกครั้ง เปิดหน้ากล้องหรือยัง หรือขณะที่ถ่ายภาพนิ้วมือไม่ควรบังหน้ากล้อง
  • ไม่มืด : หากถ่ายภาพในที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอ เราควรเปิด Flash ตามความเหมาะสม
  • ไม่เอียง : การถ่ายภาพคน หรือสถาปัตยกรรม ไม่ควรเอียงกล้องถ่ายภาพ แต่ควรถ่ายแบบตั้งตรงตามที่เรามองเห็นก่อนถ่าย
  • ไม่น้อย : การถ่ายภาพคน หรือวัตถุ ไม่ควรถ่ายเพียงนิดเดียว ควรถ่ายให้เต็มวัตถุนั้น เพื่อจะได้รู้ว่าวัตถุนั้นคืออะไร ถ้าเป็นภาพคนจะได้ทราบใครทำอะไร ที่ไหน
  • ไม่เบลอ : เราควร Focus วัตถุที่จะถ่ายภาพ เพื่อเล่าเรื่องสื่อให้คนดูทราบว่าเราจะเล่าเรื่องอะไร
  • ไม่ซ้าย/ไม่ขวา : ในการถ่ายภาพไม่ควรหนักด้านซ้าย หรือด้านขวามากเกินไป ควรจัดภาพให้สมดุล ภาพจะออกมาสวยงาม
  • อย่ากระพริบตา : ขณะถ่ายภาพควรสำรวจด้วยว่าคนที่เราถ่ายกระพริบตาหรือไม่
  • ไม่ใกล้เกินไป : ไม่ควรถ่ายภาพวัตถุที่ต้องการใกล้เกินไป เพียงถ่ายให้รู้ว่าวัตถุนั้นคือภาพอะไร
  • ไม่รก : การถ่ายภาพควรพิจารณาว่าสิ่งที่ตั้ง หรือวาง นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราจะถ่ายเพื่อเล่าเรื่องนั้นหรือไม่
  • ถ่ายในระดับสายตา : ควรถ่ายภาพให้พอดีกับวัตถุนั้น เพื่อบอกเล่าเรื่องในสิ่งที่เรามองเห็น
  • ไม่แบ่งแยก : ภาพที่ถ่ายไม่ถ่ายแบ่งแยกเป็นส่วน เพราะจะทำให้ไม่รู้ว่าวัตถุที่ถ่ายนั้นคืออะไร
  • ไม่ถ่ายภาพหมู่ : ในการถ่ายภาพหมู่ควรจัดให้กระจาย โดยจัดสัดส่วนของภาพ เพื่อให้มองเห็นทุกคน
  • ไม่ถ่ายเท้า : ควรจัดระดับกล้องไม่สูง หรือต่ำเกินไป เพื่อได้ภาพครบทุกส่วนตามต้องการ
  • ไม่สั่น : ไม่ควรถ่ายภาพมือเดียว ควรจับกล้องสองมือ โดยใช้นิ้วโป้งกด Shutter
  • ไม่เงา : หลีกเลี่ยงเงาตกกระทบภาพ ขณะถ่ายภาพไม่ควรหันหลังให้แสง
  • ดูเพื่อนด้วย : ควรดูความพร้อมของเพื่อนก่อนถ่ายภาพ
  • เป็นธรรมชาติ : ควรตกแต่งภาพหลังถ่ายให้เป็นตามธรรมชาติ
  • ไม่แตก : ควรเลือกภาพถ่ายที่คมชัด
  • ไม่เปิดFlash : การเปิด Flash ถ่ายภาพบางครั้งก็ไม่สามารถเล่าเรื่องได้ เพราะแสงของ Flash จะสะท้อนเข้ามา เช่นการถ่ายภาพกับกระจกในห้องน้ำ เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีการฝึกแต่งภาพด้วย Snapseed ซึ่งเป็น Free Application บนมือถือที่ใช้งานง่ายและสะดวก เสริมด้วยการแนะนำเว็บไซต์ Pixabay ซึ่งเป็นแหล่งรวมภาพ วีดีโอ ภาพประกอบให้เลือก Download มากมายจากช่างภาพทั่วโลก สามารถ Download ภาพสวยๆ มาใช้งานได้ฟรีไม่มีลิขสิทธิ์ มีการแนะนำวิธีการตรวจสอบที่มาของภาพ บรรยากาศในการอบรมจากการฟังบรรยายในช่วงแรก จะเป็นช่วงตื่นเต้น สนใจ ภายหลังครึกครื้น เพราะมีการถ่ายภาพนางแบบจริงมาอธิบาย มีการนำภาพของแต่ละคนมาให้ข้อเสนอแนะเชิงวิชาการ ทำให้มีความเป็นกันเองมากขึ้น

Pic2

สรุปได้ว่า  การถ่ายภาพ  ต้องขึ้นอยู่กับแสง   การจัดองค์ประกอบของภาพ และที่สำคัญ คือภาพต้องบรรยายเรื่องราวที่ต้องการสื่อได้อย่างชัดเจน

ช่วงบ่าย นางสาวศศิกานต์ แต่งเสร็จ จาก สสอ.  แบ่งปันความรู้และประสบการณ์การถ่ายภาพด้วยกล้องดิจิตอล DSLR เทคนิคการถ่ายภาพแบบ Manual การล็อกค่ารับแสง และFocus ทำให้ได้ความรู้ว่า การตั้งค่าการถ่ายภาพสำคัญมาก ต้องมีความรู้เรื่องการจัด Frame ภาพ การตั้งค่ารูปรับแสง ความเร็ว Shutter ค่า ISO ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมระดับความไวต่อแสง ซึ่งการตั้งค่า ISO สูงๆ ทำให้ถ่ายภาพในที่มืดได้ โดยวิทยากรได้แสดงการสาธิตการถ่ายภาพที่ปรับรูปรับแสง ความเร็ว Shutter และค่า ISO ที่ค่าต่างๆ แสดงให้เห็นเปรียบเทียบจนเกิดความเข้าใจได้ง่าย

การอบรมในครั้งนี้นับว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง  เหมาะสำหรับผู้ที่ยังใช้งานกล้องไม่เป็น หรือ มือใหม่หัดถ่ายภาพ  เทคนิค  ลูกเล่น  มุมมอง  การจัดองค์ประกอบภาพ  การใช้แสง เวลาที่เหมาะสมในการถ่ายภาพ ล้วนเป็นการถ่ายภาพที่ช่วยให้ได้ภาพที่สวยงามนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ  

ทุกคนเริ่มสนุกกับการถ่ายภาพ และคงได้เล่าเรื่องราวผ่านภาพถ่ายที่จะเก็บไว้ในความทรงจำ  เหมือนการได้เรียนรู้ในวันนี้  …สนุกแบบลืมไม่ลงทีเดียว

 

Featured

นักวิทยาศาสตร์กับการสื่อสารวิทยาศาสตร์

         ปฐมสุดา อินทุประภา (กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร)

     ในปัจจุบันศาสตร์แห่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์นั้น ถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับประเทศไทย เพราะในปัจจุบันประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการขับเคลื่อนประเทศ โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ตในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร สินค้าและบริการ หรือช่วยในการจัดการข้อมูลสินค้าและบริการ ดังนั้นการหลั่งไหลของข้อมูลข่าวสารต่างๆ ผ่านโลกออนไลน์จึงมีมากขึ้น จนบางครั้งทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสนในข้อมูลข่าวสารซึ่งมีทั้งที่เป็นจริงและที่เป็นเท็จปะปนกันอยู่ในโลกออนไลน์ ด้วยเหตุนี้นักสื่อสารวิทยาศาสตร์จึงเริ่มมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของเพจ Jessada Denduangboripant เพจที่ให้ข้อเท็จจริงทางด้านวิทยาศาสตร์ในเรื่องที่เป็นกระแสอยู่ในขณะนั้น และนักเทคนิคการแพทย์ภาคภูมิ เดชหัสดิน เจ้าของเพจหมอแล็บแพนด้า เพจที่ให้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และสุขภาพ ซึ่งบุคคลทั้งสองท่านนี้ถือ เป็นต้นแบบของนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน โดยทั้งสองท่านนี้จะให้มุมมองและข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์ที่กำลังเป็นกระแสแก่ประชาชนทั่วไป ผ่านทาง Facebook ส่วนตัว ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย และมีรูปแบบการนำเสนอที่น่าติดตาม จนมีชื่อเสียงโด่งดังในโลกออนไลน์

Jess1Jess2

 drLab Drlab2

            การสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นจากนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ทั้งสองท่านนี้ เกิดจากความอยากช่วยให้ประชาชนไทยได้เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมไทยในมุมมองทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เกิดความตระหนัก รู้จักคิดวิเคราะห์สิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างเป็นระบบตามหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อไม่ให้หลงเชื่อสิ่งต่างๆ ที่มีการอวดอ้างสรรพคุณเกินจริง ให้รู้เท่าทันมิจฉาชีพที่แฝงตัวอยู่ในโลกออนไลน์ สิ่งเล็กๆ ที่ทั้งสองท่านทำนี้ เป็นสิ่งที่สังคมไทยต้องการอย่างยิ่ง เพราะการสื่อสารวิทยาศาสตร์คือ การเผยแพร่องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าใจ ตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ รู้จักคิดวิเคราะห์  นอกจากนี้นักสื่อสารวิทยาศาสตร์ยังจำเป็นต่อการพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ของประเทศ เนื่องจากนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ซึ่งก็คือนักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องมีความสามารถที่จะสื่อสารความจำเป็นของการใช้วิทยาศาสตร์ในแต่ละสาขา เพื่อใช้ขับเคลื่อนประเทศ นอกจากนี้ยังต้องมีความสามารถในการชี้ให้นักวางแผนนโยบายเห็นถึง ความจำเป็นในการลงทุนงบประมาณในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสาขาต่างๆ ที่จำเป็นในการขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาวอีกด้วย

            นักวิทยาศาสตร์จึงไม่ควรละเลยความสำคัญของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ เพราะบุคคลที่สามารถสื่อสารวิทยาศาสตร์ได้ดีที่สุดก็คือ ตัวนักวิทยาศาสตร์นั่นเอง ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงควรที่จะเรียนรู้ศาสตร์ของการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นการสสร้างเนื้อหาที่ถูกต้องและเหมาะสมกับกลุ่มบุคคลต่างๆ การเลือกสื่อที่ทันสมัยเหมาะสมกับยุคสมัยและกลุ่มเป้าหมาย การเลือกเทคนิคหรือกลวิธีและระดับภาษาในการนำเสนอองค์ความรู้ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์ที่ดีนอกจากจะทำให้ประชาชนเข้าใจองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว ยังทำให้ประชาชนมีทัศนคติที่ดีต่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอีกด้วย อันจะส่งผลให้เกิด Innovation ecosystem ในประเทศไทยต่อไปในอนาคต

Featured

Logo…(สัญลักษณ์ บอกตัวตน)

โดย ปุณณภพ โผผิน (กองประชาสัมพันธ์)

           หลายคนคงคุ้นหู กับ คำว่า โลโก้ (logo) คุ้นตา กับ ภาพกราฟฟิกแปลกๆ รูปคนบ้าง รูปสัตว์บ้าง หรือลายเส้น ตัวอักษรไม่กี่ตัวหรือคำสั้นๆ ก็มี รูปแบบเหล่านี้เรียกว่า โลโก้ (logo) หรือตราสัญลักษณ์ ซึ่งบางคนนำตัวอักษรตัวหน้าของบริษัท หน่วยงานมาเป็นโลโก้ แล้วอ่านใหม่ให้กระชับ จำง่ายขึ้น   จึงทำให้โลโก้ (logo)  มี 2 รูปแบบใหญ่ๆ

  1. 1. โลโก้แบบตัวอักษร (word mark) ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่เกิดขึ้นใหม่ไม่นาน หรือเป็นบริษัทที่ต้องการให้ลูกค้าจดจำชื่อ คุ้นหู ติดปาก ไปพร้อมๆกัน แต่การใช้โลโก้แบบนี้หากไปอักษรภาษาไทย จะต้องปรับเป็นภาษาอังกฤษด้วย ถ้าต้องการนำบริษัทเข้าสู่ระดับสากล
  2. coke1-Uw3dXdNSkWBfd_edot3pNw
  3. 2. โลโก้แบบกราฟฟิก (symbol) ปัจจุบันบริษัทน้อยใหญ่นำมาใช้กันเป็นจำนวนมาก แต่ในบริษัทใหญ่ๆที่เปิดตัวมานานแล้วจะทำการพัฒนาจากโลโก้ตัวอักษรมาป็นโลโก้กราฟฟิกแทน ทำให้โลโก้ดูทันสมัย ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ ลักษณะของโลโก้แบบกราฟฟิกนี้จะทำการตัดทอนรูปแบบ หรือสร้างเป็นรูปสัตว์ รูปอุปกรณ์ ที่ไม่ให้ยุ่งยาก ทำให้จดจำง่าย
  4. symbolic-logo logo (1)

โลโก้ดีๆ เค้าเป็นกันอย่างไร?

หลักการเบื้องต้นของการสร้างโลโก้ใน 1 ชิ้น ต้องสร้างรูปแบบที่ไม่ยุ่งยาก จดจำง่าย นำไปใช้ได้หลากหลายสถานะ สีที่ใช้ไม่ควรเกิน 3 สี  (จำนวนสียิ่งน้อย ยิ่งเป็นการดี) เพื่อง่ายต่อการนำไปใช้กับเนื้องานหรือวัสดุรองรับอื่นๆ และไม่สิ้นเปลืองค่าทำเพลทสีในระบบการจัดพิมพ์ สังเกตได้ว่าบางบริษัทใช้แค่สีเดียว เพื่อให้มีจุดเด่น จดจำง่าย

158_20110201115650z8

แม้ปัจจุบัน การนำโลโก้ไปใช้ไม่ได้อยู่แค่บนสิ่งพิมพ์หรือบนผลิตภัณฑ์เท่านั้น แต่ยังนำไปใช้บนสื่อมัลติมีเดียต่างๆ อาทิเช่น  เว็บไซต์  เฟสบุ๊ก  ไลน์  หรือระบบสื่อสารต่างๆ แต่ก็ยังใช้แนวคิดหรือหลักการในการออกแบบโลโก้ที่เหมือนๆ กัน

afd-19215

จำเป็นหรือไม่…ที่ต้องยึดหลักในการออกแบบโลโก้

การออกแบบงานที่ดีควรอยู่บนหลักการที่ดี แต่ในบางครั้งการออกแบบโลโก้ ก็ไม่จำเป็นต้องยึดหลักการทั้งหมด เพราะหลักการไม่ใช่เหตุผล ในบางคราวผู้ออกแบบต้องคำนึงถึงความต้องการของเจ้าของสินค้าเป็นเหตุผลหลัก คือ ความต้องการจากเจ้าของนั่นคือเหตุผลหลัก… ทั้งเรื่องรูปแบบ การจัดวางองค์ประกอบ เรื่องของสี รายละเอียดที่ต้องการใส่ และอีกหลายๆอย่าง ซึ่งในบางครั้งอาจมีอิทธิพลมาจากความเชื่อโชคลาง การถูกโฉลกของสี มีโชคลาภ เงินทอง เป็นต้น จึงทำให้โลโก้บางชิ้นถูกออกแบบมาตรงกับความต้องการของเจ้าของ แต่ไม่ตรงตามหลักการของผู้ออกแบบ เราจึงได้พบเห็นโลโก้ที่ตรงหลักการบ้าง    ตรงใจเจ้าของบ้าง ใช้ปะปนกันไป  ซึ่งผู้ออกแบบต้องปรับตัวมากขึ้น เช่น ออกแบบโลโก้โดยอยู่บนพื้นฐานของ    โงวเฮ้ง ฮวงจุ๊ย หรือความเชื่อส่วนบุคคลเสริมเข้าไปในการทำงาน หรือการนำเสนอผลงาน จะเป็นการดีมากๆ

googlechrome_logo

การออกแบบโลโก้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์สักชิ้นหนึ่งกับผลิตภัณฑ์ของเรานั้น ก็ขึ้นอยู่กับว่า โลโก้นั้นตอบโจทย์กับผลิตภัณฑ์ของเราได้มากแค่ไหน ช่วยให้เราจำหน่ายผลิตภัณฑ์ได้มากแค่ไหน หรือทำให้ผู้คนรู้จักเราได้มากแค่ไหน

….แนวคิดดังกล่าว คือ ประโยชน์จากการใช้ “โลโก้”….

อ้างอิง

https://gengsittipong.com

http://www.myhappyoffice.com/index.php/2012/06/logo-design-message/

http://www.neutron.rmutphysics.com

http://technologywisdom.com/es/logo-design-form.ph

http://www.udondesign.com

https://freedesignfree.wordpress.com

Featured

เทรนด์กราฟฟิกดีไซน์ปี 2017 เพื่อรองรับไทยแลนด์ 4.0

โดย ปุณณภพ โผผิน 

            เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยในปัจจุบันคือ ยุคไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งเป็นยุคที่มีการนำเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ตมาใช้ในการพัฒนาและช่วยในการขายสินค้า ดังนั้นในส่วนของงานกราฟิกดีไซน์จึงจำเป็นต้องมีการปรับตัวเพื่อให้เข้ากับยุคไทยแลนด์ 4.0 การออกแบบต่างๆ ต้องมีการศึกษาเทรนด์ที่มีความเป็นสากล เหมาะสมกับยุคสมัย เพื่อให้งานการฟฟิกดีไซน์มีความสอดคล้องกับผลิตภัณฑ์หรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นในยุคนี้ ซึ่งเทรนด์ในงานกราฟฟิกดีไซน์ต่างๆ สามารถสรุปย่อๆ ได้ ดังนี้

        1. การออกแบบสื่อสิ่งพิมพ์ เช่น วารสาร (magazine) จุลสาร (booklet) โปสเตอร์ (poster) แผ่นพับหรือใบปลิว (leaflet) เทรนด์งานกราฟิกดีไซน์สำหรับสื่อประเภทนี้ ปัจจุบันจะมุ่งเน้นไปที่ความเรียบง่าย มีความเป็นธรรมชาติ มีการเลือกใช้สีที่สื่อถึงความสดใหม่ สดใส ตื่นตัว มีการใช้ลูกเล่นโดยการไล่เฉดสี สำหรับลักษณะการใช้ลายเส้นจะเป็นการเลียนแบบจากธรรมชาติรอบตัว เช่น คลื่นทะเล ลายหินอ่อน ใบไม้ ดอกไม้ ปีกนก นอกจากนี้การดีไซน์ยังมีกลิ่นไอของการออกแบบในยุค 80 ที่ผสมอยู่ในการใช้สีและการลักษณะเลือกใช้ตัวอักษร (font) อีกด้วย  ในส่วนของการใช้ภาพประกอบนั้น จะเน้นไปที่การสร้างกราฟฟิกแทนการใช้ภาพจริง หรือใช้ภาพวาดมือ (hand-drawn) ผสมผสานกับกับการใช้ภาพกราฟิก

    So-Schmeckt-2017-wpcf_700x454

tpc_general_spring-summer_2017

        2.การออกแบบโลโก้ ยุคนี้ก็ยังคงยึดถือปรัชญาเดิมคือ การสร้างความน่าจดจำและสื่อถึงผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัท โดยการออกแบบจะมุ่งเน้นไปที่ความเรียบง่าย ลายเส้นไม่ซับซ้อน ดูสบายตา ใช้การออกแบบที่เป็นแบบแบน (flat design) และมีการใช้การออกแบบที่ว่างรอบวัตถุให้เกิดภาพซ้อนอีกภาพหนึ่ง (negative space) สำหรับลักษณะลายเส้นที่ใช้ในการสร้างโลโก้ก็จะเน้นไปที่เส้นหนาทึบเสมอกันวางอยู่พื้น (background) สีเดียว นอกจากนี้หลายแบรนด์ยังเลิกใช้ตัวอักษรในโลโก้ เพื่อให้โลโก้ดูเรียบง่าย สะอาดตา สำหรับภาพที่ใช้ในการสร้างโลโก้หากไม่ได้สร้างจากลายเส้นก็จะนิยมใช้เป็นภาพวาดมือ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของสินค้าหรือบริการให้ดูมีความอบอุ่นและมีเสน่ห์

                                        003-logo590 winelogo

                      2011-logo-rebranding-starbucks Insta-1

      images cafeB

         3. การออกแบบสื่อออนไลน์ที่เป็นภาพนิ่ง การใช้ภาพนิ่งเพื่อเป็นสื่อในการประกาศ โฆษณา หรือแจ้งข่าวสาร ผ่านทางโซเซียลมีเดีย มีความสำคัญอย่างมากในยุคนี้ ดังนั้นการออกแบบสื่อออนไลน์จึงต้องมีความทันสมัยไม่ตกเทรนด์ ซึ่งเทรนด์ของปีนี้ก็ยังเน้นไปที่ความเรียบง่ายเช่นเดียวกับสื่อสิ่งพิมพ์และโลโก้ แต่จะต่างกันตรงที่สื่อออนไลน์ยุคนี้จะนิยมใช้ cinemagraphy หรือการสร้างภาพเคลื่อนไหวเฉพาะจุด เพื่อให้ดูมีมิติ ดึงดูดสายตาและความสนใจของผู้อ่าน ซึ่งภาพเคลื่อนไหวนี้นิยมใช้ในการทำโลโก้ที่ปรากฏบนสื่อออนไลน์เช่นกัน ตัวอย่างภาพนิ่งในลักษณะ cinemagraphy สามารถหาดูได้จาก ที่นี่

        4. การออกแบบสื่อออนไลน์ที่ภาพเคลื่อนไหว (motion graphic) ยุค 4.0 มีการใช้ motion graphic ในการสื่อสารโน้มน้าวใจ ให้ความรู้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งเทรนด์ในยุคนี้จะมีการใช้ภาพกราฟฟิกในลักษณะ 2D และ 3D ผสมผสานกันในสื่อตัวเดียว การเปลี่ยนฉากในแต่ละฉากจะมีความต่อเนื่องกัน (seamless transitions) โดยสิ่งที่เห็นในฉากก่อนหน้าจะปรากฏ และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงลักษณะในฉากต่อไป ซึ่งสร้างความรู้สึกต่อเนื่องให้แก่ผู้ชม สำหรับลักษณะเนื้อเรื่องที่นิยมใช้จะเป็นกึ่งสารคดีแอนนิเมชัน มีการใช้ตัวอักษรน้อย เน้นที่การบรรยายเล่าเรื่อง หรือเพลงประกอบที่เข้ากับเนื้อหาของเรื่อง ส่วนภาพแอนนิเมชันจะใช้ไม่กี่สีและมีการไล่เฉดสี ลายเส้นในการสร้างภาพจะไม่ซับซ้อน หนักแน่น เรียบง่าย และสะอาดตา เช่นเดียวกับสื่ออื่นๆ ตัวอย่าง motion graphic ของปี 2017 สามารถหาดูได้จาก https://envato.com/blog/best-motion-graphics-trends-design-2017/

จะเห็นได้ว่าเทรนด์ในการออกแบบกราฟิกของสื่อต่างๆ ยุคนี้จะเน้นไปที่ความเรียบง่าย สะอาดตา เพื่อสร้างความสบายตาให้แก่ผู้ชม ดังนั้นการออกแบบสื่อต่างๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์เอง จึงควรจะมีการพัฒนาเพื่อให้เกิดความน่าสนใจและไม่ตกเทรนด์ เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศในยุคไทยแลนด์ 4.0 ด้วยเช่นกัน

อ้างอิงจาก

https://webdesignledger.com/9-graphic-design-trends-need-aware-2017/

http://www.indesignskills.com/inspiration/2017-graphic-design-trends/

http://justcreative.com/2017/01/01/2017-logo-design-trends-forecast/

https://envato.com/blog/best-motion-graphics-trends-design-2017/

ขอบคุณภาพประกอบจาก Google Image 

 

Featured

เล่าประสบการณ์การสนทนาระหว่างนักวิจัยรุ่นเยาว์กับผู้ทรงเกียรติที่ได้รับรางวัลโนเบล

โดย ดร. นารินทร์  จันทร์สว่าง ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ศคช.)

        ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ วว. ที่ได้ให้โอกาสนารินทร์ได้เข้าร่วมประชุม 13th Science and Technology in Society forum (STS forum) ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2-4 ตุลาคม 2560 ณ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ทำให้นารินทร์ได้เปิดโลกทัศน์แลกเปลี่ยนความรู้  จากการได้สนทนาหรือฟังการบรรยายจากผู้ทรงเกียรติที่ได้รับรางวัลโนเบล นักวิจัยผู้มีประสบการณ์สูง นักธุรกิจ นักการเมือง และนักวิจัยรุ่นเยาว์ที่มาจากทั่วโลก  วัตถุประสงค์ของงานประชุม STS forum คือ การจัดหากลไกใหม่ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ด้วยการเปิดให้มีการแสดงความคิดเห็นและการสร้างเครือข่ายเพื่อวิเคราะห์และแก้ปัญหาจากการประยุกต์ใช้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นอกจากนี้งานประชุมยังให้ความสำคัญกับจริยธรรม ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์จะช่วยส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนและการจัดการอย่างชาญฉลาดและเหมาะสมจะทำให้มนุษย์ในศตวรรษที่ 21  อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข  ก่อนการเริ่มงานอย่างเป็นพิธีการในวันถัดไป ทางผู้จัดงานได้จัดกลุ่มนักวิจัยรุ่นเยาว์ที่มีลักษณะงานใกล้เคียงกันประมาณ 7-8 ท่าน จากนั้นเชิญผู้มีชื่อเสียงและนักวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบลเข้าร่วมสนทนากับนักวิจัยรุ่นเยาว์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเกิดความสำเร็จในอาชีพการทำงาน โดยกลุ่มของนารินทร์ ได้รับเกียติจากนักวิจัยที่ได้รับรางวัลโนเบล 2 ท่าน คือ คุณหมอ Peter Agre และ ดร. Tim Hunt มาร่วมสนทนา

Narin
Peter Agre

        เริ่มแรกขอกล่าวถึงประวัติของคุณหมอ Peter Agre   คุณหมอเป็นชาวอเมริกัน จบการศึกษาสาขาวิชาแพทยศาสตร์จาก Johns Hopkins School of Medicine และมีประสบการณ์ด้านงานวิจัยและการสอนหนังสือจนกระทั่งคุณหมอได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ถึง 19 ใบจากมหาวิทยาลัยทั่วโลก เช่น ญี่ปุ่น นอร์เวย์ กรีซ เม็กซิโก ฮังการี และจากสหรัฐอเมริกา คุณหมอได้วิจัยเกี่ยวกับโรคมาลาเรียมาเป็นเวลานาน ยิ่งกว่านั้นเขาได้ค้นพบ Aquaporins ซึ่งเป็นช่องทางเฉพาะที่โมเลกุลน้ำผ่านเข้าออกระหว่างเซลล์ และเขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาเคมี ปี 2546 (ค.ศ. 2003) ทางด้าน “discoveries concerning channels in cell membranes” คุณหมอเล่าว่าเขาชอบทำงานวิจัย ชอบการเรียนรู้ ชอบทำประโยชน์เพื่อสังคมโดยเขาได้ทำงานวิจัยเกี่ยวกับโรคมาลาเรียในประเทศกำลังพัฒนา  นอกเหนือจากความสำเร็จทางด้านหน้าที่การงาน เขายังมีครอบครัวที่อบอุ่น ลูกสามคนของเขา จบการศึกษาที่ดีและมีความเจริญก้าวหน้าในบริษัทที่มั่นคงและขนาดใหญ่ระดับโลก  คุณหมอยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “การทุ่มเท ตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมจะทำให้เกิดความสำเร็จและเกิดความภาคภูมิใจในคุณค่าของตัวเอง”

Tim Hunt
 Tim Hunt

        ท่านผู้ทรงเกียรติลำดับถัดมา คือ ดร. Tim Hunt เป็นชาวอังกฤษ จบการศึกษาปริญญาเอกจาก University of Cambridge ท่านและทีมงานได้ทำงานวิจัยแล้วพบว่ากลูต้าไธโอน (glutathione) ปริมาณเพียงเล็กน้อยสามารถยับยั้งการสังเคราะห์โปรตีนในเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ยังไม่เจริญเต็มที่ และยังพบว่าสาย RNA ใช้เป็นตัวเริ่มต้นการสังเคราะห์ haemoglobin (สารสีแดงในเม็ดเลือดเป็นโปรตีนที่มีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย)  ดร. Tim Hunt ได้รับรางวัลโนเบลสาขา Physiology or Medicine ปี 2544 (ค.ศ. 2001) ร่วมกับนักวิจัยอีกสองท่านทางด้าน “for their discoveries of key regulators of the cell cycle” ในการการค้นพบ Cyclins ซึ่งเป็นกลุ่มโปรตีนสำคัญที่ควบคุมการแบ่งเซลล์   ดร. Tim Hunt กล่าวว่าเขาชอบทำงานวิจัย จะรู้สึกความตื่นเต้นที่ได้ทราบผลการทดลองจากลูกศิษย์ และท่านยังบอกถึงเคล็ดลับในการประสบผลสำเร็จว่า การที่เขามีลูกศิษย์มากมาย ทำให้งานวิจัยนั้นมีปริมาณมากและมีองค์ความรู้มาก ซึ่งจะทำให้งานวิจัยมีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

        จากการสนทนากับผู้ทรงเกียรติทั้งสองท่านนี้ ทำให้นารินทร์ได้ทราบว่าความสำเร็จไม่ได้มาง่ายๆ สิ่งนั้นมาจากการทุ่มเท ตั้งใจทำงาน สะสมประสบการณ์และองค์ความรู้ การทำงานเป็นทีมทำให้ได้งานที่มีความสมบูรณ์มากขึ้น  รวมทั้งไม่ลืมที่จะใส่ใจครอบครัว จะทำชีวิตเรามีความสุขและความสมดุล….:)

Featured

วว. กับงาน CSR

โดย วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง

             CSR หรือ Corporate Social Responsibility หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร หรือพูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี โดยมีความรับผิดชอบสังคมและสิ่งเเวดล้อมทั้งภายในและภายนอกองค์กรอันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

CSR1             สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเทคโนธานี ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ได้มีการจัดกิจกรรม CSR ในลักษณะ After process หรือกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมโดยไม่เกี่ยวกับการดำเนินงานขององค์กรโดยตรง เช่น การปลูกป่า, การบริจาคทุนการศึกษา, การรณรงค์สร้างจิตสำนึกในเรื่องต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด วว. ได้จัดโครงการค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย ภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อปลูกจิตสำนึกในการรักษาสัตว์ป่า ธรรมชาติ และสร้างความตระหนักในการใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดย วว. ได้เชิญโรงเรียนที่ตั้งอยู่ใกล้เคียงอันได้แก่ โรงเรียนคลองห้า พฤกษชัฏราษฎร์บำรุง, โรงเรียนบึงเขาย้อน คงพันธุ์อุปถัมภ์ และโรงเรียนบางชวดอนุสรณ์ เข้าร่วมโครงการ ซึ่งโครงการค่ายนี้ ได้รับการตอบรับจากคณะครู อาจารย์เป็นอย่างดี โดยทั้ง 3 โรงเรียนได้ส่งนักเรียนเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้นจำนวน 87 คน เพื่อเดินทางไปร่วมกิจกรรมค่ายเป็นเวลา 3 วัน 2 คืน โดยนักเรียนจะได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับการอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา อันเป็นสถานีวิจัยภายใต้การกำกับดูแลของ วว.  ตั้งอยู่บนผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ของอำเภอวังน้ำเขียว และยังเป็น 1 ใน 4 ของพื้นที่สงวนชีวมณฑลของประเทศที่ได้รับการประกาศจัดตั้งจากองค์กรยูเนสโกอีกด้วย

CSR3

 

       สำหรับกิจกรรมภายในค่ายนั้น ประกอบไปด้วย กิจกรรมเดินป่าศึกษาธรรมชาติ ดูนก ดูไก่ฟ้าพญาลอ นกประจำชาติของไทยที่หายาก การฝึกใช้กล้อง Binocular และ Telescope กิจกรรมดูดาว กิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ การฝึกคิดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ (Think out of the box & Creative thinking) การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ (E.Q.) การใช้ศิลปะ ประดิษฐ์งานศิลปะในเชิงวิทยาศาสตร์ และกิจกรรมนันทนาการต่างๆ แต่กิจกรรมที่เป็นกุญแจสำคัญในการปลูกจิตสำนึกในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติให้แก่เยาวชน คือ “Conservative Role Play” เป็นการนำให้เยาวชนตระหนักถึงทรัพยากรธรรมชาติที่กำลังจะหมดไปถ้ามนุษย์เราไม่ร่วมมือช่วยกันรักษา ซึ่งกิจกรรมนี้จะเริ่มต้นจากการใช้คลิปวีดีโอสั้นๆ ในการสร้างความตระหนัก จากนั้นจึงมีการพูดคุย อธิบาย ถามตอบ เพื่อประเมินความเข้าใจของเยาวชน และปิดท้ายด้วยการให้เยาวชนออกมาแสดงบทบาทสมมติ เรื่องความไม่สมดุลของห่วงโซ่อาหาร (food chain) ว่า หากความสัมพันธ์กันของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ขาดลง จะก่อให้เกิดผลเสียมหาศาลมากมายถึงประการใด ซึ่งเยาวชนมีความสนุกสนานอย่างมากในการร่วมกิจกรรมทุกๆ กิจกรรม เพราะได้ลงมือทำด้วยตัวเอง ได้รับความรู้ในรูปแบบ “Learning by Playing” ซึ่งมีเป้าหมายที่จะให้เยาวชนได้เรียนรู้ในสิ่งที่มีคุณค่าและมีประโยชน์ด้วยความเพลิดเพลิน สนุกสนาน ซึมซับความรู้ที่แฝงอยู่กิจกรรมต่างๆ ระหว่างเข้าร่วมโครงการฯ อย่างไม่รู้ตัว อันเป็นผลดีต่อการสร้างทัศนคติและจิตสำนึกที่ดีต่อตนเองและสังคมต่อไป

CSR2

       โครงการค่ายครั้งนี้ นับว่าเป็นงาน CSR ที่ วว. ตั้งใจดำเนินการเพื่อเยาวชน  และได้รับการตอบรับที่ดีจากชุมชน โดยต่อจากนี้ วว. จะมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัย และการช่วยเหลือสังคมควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสรรค์สังคมให้ดีและน่าอยู่อย่างยั่งยืน

Featured

เยี่ยมชมหอสมุดป๋วย อึ้งภากรณ์ และศูนย์การเรียนรู้กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

โดย  ปฐมสุดา อินทุประภา

            เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 คณะทำงานการจัดการความรู้ของ วว. นำโดย ดร.นฤมล รื่นไวย์ ผู้อำนวยการสำนักดิจิทัลและสารสนเทศได้เข้าเยี่ยมชมหอสมุดป๋วย อึ้งภากรณ์ และศูนย์การเรียนรู้กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่มหาวิทยายาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ซึ่งได้รับการต้อนรับจากทางเจ้าหน้าที่ของหอสมุดป๋วย อึ้งภากรณ์ และศูนย์การเรียนรู้กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์เป็นอย่างดี

 

18191062_10210667408055195_430297375_n18197701_10210667409175223_479245732_n

          หอสมุดป๋วย อึ้งภาภรณ์ ที่ศูนย์รังสิตแห่งนี้ มีพื้นที่ถึง 18,699  ตร.ม. มีพื้นที่นั่งอ่านหนังสือถึง 2, 310 เครื่องคอมพิวเตอร์ 142 เครื่อง มี Wifi และเครื่อง printer ให้นักศึกษาได้ใช้งาน หอสมุดป๋วยเปิดให้บริการแก่นักศึกษาทุกวันไม่เว้นวันเสาร์-อาทิตย์ และในช่วงสอบยังเปิดให้บริการถึงเที่ยงคืนอีกด้วย ในส่วนของทรัพยากรสารสนเทศนั้น ทางหอสมุดมีหนังสือในรูปแบบสิ่งพิมพ์จำนวน 278,647 เรื่อง ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ จำนวน 34,275 เรื่อง มีวารสารในรูปแบบสิ่งพิมพ์จำนวน 217 เรื่องในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ถึง 106,542 เรื่อง วิทยานิพนธ์ในรูปแบบสิ่งพิมพ์จำนวน 19,500 เรื่อง ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์จำนวน 20,995 เรื่อง หนังสือพิมพ์ในรูปแบบสิ่งพิมพ์จาก 10 สำนักพิมพ์ ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์มากกว่า 5,000 สำนักพิมพ์ และยังมีโสตทัศนวัสดุจำนวน 14,937 เรื่อง ให้นักศึกษาได้เข้ามาศึกษาค้นคว้า นอกจากนี้ทางหอสมุดยังมีระบบการยืม-คืนทรัพยากรสารสนเทศระหว่างหอสมุดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิทยาเขตต่างๆ อีกด้วย และหากนักศึกษาต้องการทรัพยากรสารสนเทศจากมหาวิทยาลัยอื่นที่อยู่ในเครื่องข่ายของหอสมุด ก็สามารถกรอกแบบฟอร์มผ่านทางระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อยื่นความจำนงในการขอยืมทรัพยากรสารสนเทศเหล่านั้นมาใช้ได้อีกด้วย  นับว่าเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักศึกษาได้เป็นอย่างดี สมกับยุคไทยแลนด์ 4.0

18191709_10210667411655285_730606875_n

          ในส่วนของศูนย์การเรียนรู้กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เป็นแหล่งเรียนรู้ด้วยตนเองของนักศึกษา เปิดให้บริการเมื่อปี พ.ศ. 2558 ถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิด  Active learning หรือการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม โดยศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้จะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง มีพื้นที่ 15,300 ตร.ม. ที่นั่งอ่าน 1,200 ที่นั่ง เครื่องคอมพิวเตอร์ 228 เครื่อง พร้อม Wifi และเครื่อง printer ไว้คอยให้บริการ นักศึกษาสามารถเข้ามาทำกิจกรรมเพื่อพัฒนาตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือ ติวหนังสือ ทำรายงาน หรือประชุมหารือในเรื่องต่างๆ ได้ตลอดเวลา

18190857_10210667411935292_177824556_n

          ศาสตราจารย์ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ริเริ่มศูนย์การเรียนรู้กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ได้ให้แนวคิดในการก่อสร้างศูนย์การเรียนรู้ฯ นี้ไว้ว่า ท่านต้องการสร้างที่นี่ให้เป็นห้องสมุดแนวใหม่ ที่ไม่มีหนังสือ ไม่มีผนัง ไม่มีเจ้าหน้าที่  เป็นห้องสมุดเปิดโล่ง ไม่เข้มงวดเหมือนห้องสมุดทั่วไป แต่ให้มีที่อ่านหนังสือ มีที่นั่งเล่น มีบรรยายกาศที่เป็นกันเอง สำหรับพื้นที่ในการให้บริการนั้น ทางศูนย์ฯ ได้จัดแบ่งไว้เป็นสัดส่วน คือชั้น 1  Business Zone ซึ่งจะมีร้านกาแฟให้บริการ ชั้น 2 Tutoring Zone ซึ่งห้องจะกั้นด้วยกระจกใส เพื่อให้นักศึกษารวมกลุ่มกัน เพื่อติวหนังสือ หรือประชุมหารือเรื่องต่างๆ โดยสามารถจองห้องผ่านระบบออนไลน์ของมหาวิทยาลัยได้ล่วงหน้า ในส่วนของชั้น 3 Reading Zone นักศึกษาสามารถนำหนังสือ เข้ามาอ่านหรือทำรายงานได้ ส่วนชั้น 4 Multimedia Service จะให้บริการคอมพิวเตอร์ และเป็นห้องฝึกฝนทักษะทางด้านภาษา รวมถึงให้บริการห้องชมภาพยนตร์

18191060_10210667412135297_597594491_n

          นอกจากนี้ทางที่บริเวณชั้น 2 ของศูนย์การเรียนรู้ฯ ยังแบ่งพื้นที่ไว้จัดนิทรรศการ โดยจัดนิทรรศการที่เกี่ยวของกับการบริหารจัดการทรัพยากรห้องสมุด บทเรียนออนไลน์ การจัดการความรู้เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านห้องสมุดและบริการที่เป็นประโยชน์ต่างๆ

          หอสมุดป๋วย อึ้งภากรณ์ และศูนย์การเรียนรู้กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์นี้ นับได้ว่าเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์ของนักศึกษาในยุค 4.0 นี้ ได้เป็นอย่างดี

Featured

วว. สนับสนุน OTOP พัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
กนกพร ปรีเปรม
กองสื่อสารภายใน (กสน.)

 

Featured

ผลงานวิจัย วว. ในอดีตเพื่อสนองพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชในการพัฒนาประเทศ

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

 

Featured

ขั้นตอนการขอรับคูปองวิทย์เพื่อโอทอปกับ วว.

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

 

Featured

การประเมินผลพฤติกรรมการกัดกร่อนของโลหะจากเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve)

การประเมินผลพฤติกรรมการกัดกร่อนของโลหะจากเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve)

>>โดย รุจีภรณ์ นาคขุนทด <<<

ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

 

          การกัดกร่อน (corrosion) ของโลหะสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเพราะเป็นพฤติกรรมธรรมชาติของโลหะ เมื่อเกิดขึ้นแล้วย่อมทำให้เกิดความเสียหายได้ทั้งในด้านทรัพย์สิน เศรษฐกิจ ถ้าเราสามารถประเมินความเสียหายจากการกัดกร่อนของโลหะได้ก่อนก็จะช่วยยับยั้งความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การประเมินอัตราการกัดกร่อนของโลหะ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การทดสอบการกัดกร่อนโดยการผึ่งในบรรยากาศ การทดสอบความทนละอองน้ำเกลือ การใช้คูปองการกัดกร่อน การทดสอบด้วยเทคนิคเคมีไฟฟ้าโดยประเมินผลการกัดกร่อนจากเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ที่ช่วยลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นได้

       การทดสอบการกัดกร่อนของโลหะโดยเทคนิคเคมีไฟฟ้า (electrochemical technique) เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยประเมินอัตราการกัดกร่อนได้ดีและเร็ว และเป็นการจำลองการเกิดกระบวนการการกัดกร่อนของโลหะ โดยปกติแล้วการเกิดการกัดกร่อนเป็นปฏิกิริยาทางกายภาพของโลหะกับสภาพแวดล้อมรอบๆ โลหะ ซึ่งเกิดจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าหรือแลกเปลี่ยนอิเล็กตรอนในสารละลายของน้ำ เรียกว่า ปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้า (electrochemical reaction) การเกิดปฏิกิริยาเคมีไฟฟ้าของการกัดกร่อนเป็นปฏิกิริยาออกซิเดชันและรีดักชัน เมื่อน้ำหรือสารละลายที่สัมผัสกับโลหะ หลักการของการทดสอบการกัดกร่อนโลหะโดยใช้เทคนิคทางเคมีไฟฟ้า คือการป้อนศักย์ไฟฟ้าเร่งการกัดกร่อน โดยใช้เครื่อง potentiostat/galvanostat ในสภาวะที่มีสารละลายอิเล็กโทรไลต์ ทำหน้าที่เป็นทางเดินของอิออน และเป็นการเชื่อมต่อเซลล์เคมีไฟฟ้า (electrochemical cell) ดังรูปที่ 1 ทำให้เราสามารถคำนวณหาอัตราการกัดกร่อนได้

          เซลล์เคมีไฟฟ้าที่ใช้ในการทดสอบการกัดกร่อนของโลหะประกอบไปด้วย

  • ขั้วทำงาน (working electrode หรือ specimen electrode) เป็นขั้วอาโนด ก็คือชิ้นตัวอย่างทดสอบ เป็นขั้วที่เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันและให้อิเล็กตรอน
  • ขั้วมาตรฐานอ้างอิง (standard reference electrode) เป็นขั้วแคโทด (cathode) ที่เกิดปฏิกิริยารีดักชันและรับอิเล็กตรอน เช่น SCE (saturated calomel electrode) หรือ Ag/AgCl ที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าคงที่
  • ขั้วอิเล็กโทรดกระแส (counter electrode) มักจะใช้โลหะที่เสถียร เช่น แพลตินัม หรือ กราไฟต์ หรือ เหล็กกล้าไร้สนิม
  • สารละลายอิเล็กโทรไลต์ (electrolyte) ซึ่งเป็นทางเดินของอิออน

Microsoft Word - paper-58

รูปที่ 1  เซลล์เคมีไฟฟ้าที่ใช้ในการทดสอบการกัดกร่อน

 

          ค่าที่วัดได้จากการทดสอบ ได้เป็นเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างค่าศักย์ไฟฟ้าและค่ากระแสไฟฟ้า เมื่อป้อนศักย์ไฟฟ้าจนกระทั่งโลหะเริ่มเกิดการกัดกร่อนเราเรียกว่าค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion potential, Ecorr) ที่จุดนี้ก็จะได้ค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion current density, Icorr) ด้วย ซึ่งนำไปคำนวณหาอัตราการกัดกร่อน แสดงดังรูปที่ 2 ในขณะเดียวกันถ้าโลหะที่มีฟิล์มพาสซีพ (passive film) ที่ทนต่อการกัดกร่อน เช่น เหล็กกล้าไร้สนิม ถ้าป้อนศักย์ไฟฟ้าต่อไปอีกโลหะนั้นสร้างฟิล์มพาสซีพ (passive film) เพื่อป้องการการกัดกร่อนทำให้ค่ากระแสไฟฟ้าคงที่หรือลดลง ในขณะเมื่อที่ป้อนศักย์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจนถึงระดับหนึ่งที่ทำให้ค่ากระแสไฟฟ้าเริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง  แสดงว่าเกิดการแตกของฟิล์มพาสซีพ (passive film) เป็นรูเข็ม (pitting) นั่นคือค่าศักย์ไฟฟ้าที่เกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting potential, Ep) และค่ากระแสไฟฟ้าพาสซีพ (passive current density, Ip) แสดงดังรูปที่ 3

Polarization curve_02

รูปที่ 2 เส้นโค้งโพลาไรเซชันสำหรับการกัดกร่อน แบบทั่วผิวหน้าของโลหะ (ASTM G 3)

 

Polarization curve_03

 

รูปที่ 3 เส้นโค้งโพลาไรเซชันสำหรับการกัดกร่อนที่เกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film) คลุมทั่วผิวหน้าโลหะ (ASTM G 3)

 

          ลักษณะของเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) แสดงพฤติกรรมการกัดกร่อนของโลหะมีรายละเอียดดังนี้

  • ค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion potential, Ecorr) เป็นค่าศักย์ไฟฟ้าที่โลหะเริ่มเกิดการกัดกร่อน ซึ่งถ้าโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อนต่ำจะไวต่อการกัดกร่อนมากกว่าโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อนสูง
  • ค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion current density, Icorr) เป็นค่าความหนาแน่นกระแสไฟฟ้าที่เกิดขึ้นที่จุดเกิด Ecorr โดยค่า Icorr แสดงถึงการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้า (uniform corrosion) และสามารถนำมาคำนวณหาค่าอัตราการกัดกร่อนแบบทั่วผิวหน้าต่อปีของตัวอย่างทดสอบได้ จากสูตรดังนี้

                    อัตราการกัดกร่อน (corrosion rate) =(k x Icorr x EW)/(A x D)

                       –  k คือ ค่าคงที่ของการคำนวณเปลี่ยนหน่วยต่างๆ เช่น มีค่า 13 ถ้าอัตราการกัดกร่อนมีหน่วย มิลต่อปี (mil per year, mpy) หรือมีค่า 0.00327 ถ้าหน่วย มิลลิเมตรต่อปี (millimeter per year, mm/y)

                      –  Icorr คือ ค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion current density) หน่วยเป็นไมโครแอมป์ต่อตารางเซนติเมตร (µA/cm2)

                       –  EW คือ ค่ามวลสมมูล (equivalent Weight) ของโลหะตัวอย่างที่ผ่านการทดสอบ ถ้าโลหะผสมต้องคำนวณตามสัดส่วน

                       –  A คือ พื้นที่ผิวของโลหะตัวอย่าง หน่วยเป็นตารางเซนติเมตร (cm2)

                       –  D คือ ความหนาแน่นของโลหะตัวอย่าง หน่วยเป็น กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร (g/cm3)

  • ค่าศักย์ไฟฟ้าขณะที่เกิดฟิล์มที่ผิว (primary passivation potential, Epp) เป็นค่าศักย์ไฟฟ้าที่โลหะเกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film) คลุมทั่วผิวหน้าโลหะ ซึ่งมีผลให้เกิดการกัดกร่อนน้อยลง
  • ค่าศักย์ไฟฟ้าที่เกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting potential, Ep) เป็นค่าศักย์ไฟฟ้าที่โลหะเกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting) ซึ่งพบในโลหะที่สามารถสร้างฟิล์มพาสซีพ (passive film) ที่ทนต่อการกัดกร่อน เช่น เหล็กกล้าไร้สนิม

 

          ตัวอย่าง เส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) และประเมินผลของการทดสอบแผ่นอะลูมิเนียมในสารละลายกรดซัลฟิวริก (Sulfuric acid, 1N H2SO4) รายละเอียดแสดงดังรูปที่ 4

 

Microsoft Word - paper-58

จากเส้นโค้งโพลาไรเซซัน (polarization curve) ประเมินผลได้ดังนี้

–  ค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion potential, Ecorr) = – 0.142 V

–  ค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (corrosion current density, Icorr) =  81 µA/ cm2

ข้อมูลของโลหะตัวอย่าง

–  ค่ามวลสมมูล (equivalent weight) ของอะลูมิเนียม =  99 g.

–  พื้นที่ผิวของโลหะตัวอย่าง =  1 cm2

–  ความหนาแน่นของอะลูมิเนียม =  7 g/cm3

คำนวณหาอัตราการกัดกร่อน (corrosion rate) =(k x Icorr x EW)/(A x D)

–  อัตราการกัดกร่อนของอะลูมิเนียม  =  0.15 mm/y

 

 

รูปที่ 4  เส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ของการกัดกร่อนของแผ่นอะลูมิเนียมในสารละลายกรดซัลฟิวริก (Sulfuric acid,  1N H2SO4) และอัตราการกัดกร่อนของอะลูมิเนียม

 

          ตัวอย่างเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ที่เกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film)  และประเมินผลค่าศักย์ไฟฟ้าที่ทำให้เกิดการกัดแบบรูเข็ม จากการทดสอบแผ่นสแตนเลส ทดสอบในสารละลายโซเดียมคลอไรด์ (5%NaCl) แสดงดังรูปที่ 5

Microsoft Word - paper-58

 

 

 

 

จากเส้นโค้งโพลาไรเซซัน (polarization curve) ที่เกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film) ประเมินผลได้ดังนี้

ค่าศักย์ไฟฟ้าที่ทำให้เกิดการกัดกร่อนแบบรูเข็ม (pitting potential, Ep) =  0.12 V

 

 

 

 

 

รูปที่ 5  เส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ของการกัดกร่อนของแผ่นสแตนเลส ในสารละลายโซเดียมคลอไรด์ (5% NaCl) ที่เกิดฟิล์มพาสซีพ (passive film)

 

          ผลการประเมินการกัดกร่อนของโลหะจากเส้นโค้งโพลาไรเซชัน (polarization curve) ถ้าโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (Ecorr ) ต่ำ จะไวต่อการกัดกร่อนมากกว่าโลหะที่มีค่าศักย์ไฟฟ้าการกัดกร่อน (Ecorr ) สูง และคำนวณหาอัตราการกัดกร่อนของโลหะต่อปีได้จากค่าความหนาแน่นของกระแสไฟฟ้าการกัดกร่อน (Icorr) ดังนั้นการทดสอบการกัดกร่อนโลหะโดยเทคนิคเคมีไฟฟ้า (electrochemical test) เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถศึกษาพฤติกรรมการกัดกร่อนของโลหะได้ ใช้เวลาน้อย เพื่อช่วยให้การเลือกวัสดุให้เหมาะสมกับงานหรือสามารถหาวิธีป้องกันการกัดกร่อนได้ดี

 

เอกสารอ้างอิง

การกัดกร่อนและการเลือกใช้วัสดุ โดย รศ. ศิริลักษณ์ นิวิฐจรรยงค์ ภาควิชาเคมีอุตสาหการ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือพิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2545

Standard Practice for Convention Applicable to Electrochemical Measurements in Corrosion Testing1, ASTM G 3 – 89 (reapproved 2004)

Standard Practice for Calculation of Corrosion Rate and Related information from Electrochemical Measurements1, ASTM G 102 – 89 (reapproved 2004)E1

คู่มือการใช้เครื่อง Potentiostat/Galvanostat

Featured

แมลงปอเข็มน้ำตก อัญมณีแห่งลำธาร

แมลงปอเข็มน้ำตก อัญมณีแห่งลำธาร

>>> เรื่องและถ่ายภาพโดย วิศรุต สุขะเกตุ และ ภาวินี เขตร์นนท์ <<<

>>> สถานีวิจัยลำตะคอง <<<

damsel_01

          “เขาใหญ่” อุทยานแห่งชาติผืนใหญ่มรดกแห่งประเทศอาเซียนที่อุดมไปด้วยพันธุ์ไม้และสัตว์ป่านานาชนิด และด้วยระยะทางที่ไม่ไกลจากสถานีวิจัยลำตะคองมากนัก เราจึงเลือกที่จะมาสำรวจกันที่นี่ การมาครั้งนี้ทำให้เราได้พบกับแมลงที่มีความสวยงามน่าทึ่งชนิดหนึ่ง บินโฉบเฉี่ยวตามซอกหินที่มีน้ำเซาะในลำธาร ปีกและลำตัวสีเขียวมันวาว ดั่งมรกตสะท้อนรับกับแสงอาทิตย์ บ้างก็สีฟ้าอมม่วงประดุจไพลิน อัญมณีมีชีวิตแห่งลำธารนั้นคือ “แมลงปอเข็มน้ำตก (damselfly)”

          แมลงปอเข็มน้ำตก เป็นแมลงที่ถูกจัดให้อยู่ในอันดับ Odonata อันดับรอง Zygoptera  ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับแมลงปอ (dragonfly) แต่ถ้าหากสังเกตให้ดีแล้ว เราสามารถจำแนกแมลงปอเข็มน้ำตกออกจากแมลงปอทั่วไปได้จากรูปร่างของพวกมันที่มีความผอมเพรียวกว่า และเมื่อเวลาแมลงปอเข็มน้ำตกเกาะพักตามโขดหินหรือกิ่งไม้ ปีกทั้ง 2 คู่จะพับเข้าหากันและเหยียดไปด้านหลัง

damsel_03

          แมลงปอเข็มน้ำตกมีวงจรชีวิตช่วงหนึ่งที่อาศัยอยู่ในน้ำ ไข่จะถูกวางและรอการฟักอยู่ตามต้นพืชในลำธารที่มีน้ำไหลเวียนตลอดเวลา ตัวอ่อนของแมลงปอเข็มน้ำตกไม่มีปีกถูกเรียกว่า “Naiad” ใช้ชีวิตอยู่ในสายลำธารที่มีความใสสะอาดเท่านั้น อาหารของพวกมัน ได้แก่ ลูกอ๊อด ลูกปลาตัวเล็กๆ หรือสัตว์น้ำอื่นๆ ที่มีขนาดเล็ก และใช้เวลาในการเจริญเติบโตก่อนเข้าสู่ตัวเต็มวัยประมาณ 2 เดือน หรือบางชนิดอาจยาวนานถึง 3 ปี ก่อนจะลอกคราบในครั้งสุดท้าย พวกมันจะคลานขึ้นมาเกาะบนต้นพืชหรือโขดหินตั้งแต่เช้าตรู่ ผิวหนังชั้นนอกสุดจะถูกลอกคราบออกเผยให้เห็นสีสันสวยงามภายในของตัวเต็มวัย ของเหลวในร่างกายจะค่อยๆ ถูกสูบฉีดไปหล่อเลี้ยงยังส่วนต่างๆ ของร่างกายทั้งปล้องท้อง และปีกที่สวยงามทั้ง 2 คู่ โดยมีความร้อนจากแสงอาทิตย์เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา จนกว่าอวัยวะทุกส่วนแข็งแรงพอที่จะโบยบิน อาหารในระยะตัวเต็มวัยของแมลงปอเข็มน้ำตกได้แก่ แมลงขนาดเล็กชนิดต่างๆ หรือแม้กระทั่งสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังชนิดอื่นๆ ที่มีขนาดเล็ก

damsel_08

          ที่เขาใหญ่ คุณสามารถพบแมลงปอเข็มน้ำตกนี้ได้ตามลำธารที่มีน้ำไหลเซาะตามโขดหิน การบินฉวัดเฉวียนระเรี่ยผิวน้ำวนไปมากับพวกพ้องคืองานอดิเรกของมัน และนอกจากพฤติกรรมที่บินค่อนข้างเร็วแล้ว ยังเป็นแมลงที่ขี้อายมากอีกด้วย จึงเป็นสิ่งท้าทายมากสำหรับการถ่ายภาพแมลงปอเข็มน้ำตกเหล่านี้ พวกเราต้องใช้เวลาอยู่หลายชั่วโมง ตั้งแต่แดดแรกเริ่มจนคล้อยบ่ายเพื่อเก็บภาพ

damsel_07

          เป็นที่น่าสังเกตว่า เราสามารถพบแมลงปอเข็มน้ำตกที่สวยงามนี้ได้เฉพาะบริเวณลำธารที่มีน้ำสะอาดไหลเวียนตลอดเวลาเท่านั้น ทำให้แมลงปอเข็มน้ำตกกลายเป็นดัชนีชีวภาพ (Bio-indicator) ชนิดหนึ่งที่บ่งชี้ถึงคุณภาพของน้ำได้เป็นอย่างดี (BULANKOVA 1997)  และถึงแม้ว่ายังไม่พบการวิจัยเกี่ยวกับประชากรของแมลงปอเข็มน้ำตกนี้อย่างชัดเจน แต่ก็นับว่าเป็นแมลงอีกชนิด ที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์ในการมาเยือนตามแหล่งน้ำลำธารครั้งหน้าของทุกคน ลองมองหาสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่แสนสวยงามนี้ให้ดี โดยเฉพาะตามต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ริมลำธารหรือโขดหิน อาศัยความอุตสาหะอีกสักเล็กน้อย คุณก็จะได้พบกับอัญมณีแห่งลำธารที่คุ้มค่ากับการเฝ้าชม

damse_0l4

เอกสารอ้างอิง

BULANKOVA, E., 1997. Dragonflies (Odonata) as bioindicators of environment quality. Biologia, Bratislava, 52(2), pp.177–180.

 

Featured

Infographic 6 กลุ่มเทคโนโลยี วว.

เรียบเรียงและจัดทำ Infographic โดย
อทิตยา วังสินธุ์
กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร (กจค.)

Featured

มลพิษในดิน

มลพิษในดิน

>>> โดย  ปฐมสุดา อินทุประภา (กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร)

และ ชลธิชา นิวาสประกฤติ  (ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์) <<<

          มลพิษในดินเกิดจากการปนเปื้อนของสารเคมีและมลพิษต่างๆ ในปริมาณที่สูง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งพืช สัตว์ มนุษย์  และสิ่งแวดล้อม ในปัจจุบันมลพิษในดินทำให้พื้นที่การเกษตรหลายแห่งในหลายประเทศประสบกับปัญหาหน้าดินแตกระแหง ซึ่งเกิดจากหลายหลากสาเหตุไม่ว่าจะเป็น การใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลงในการเกษตร การปล่อยน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมสู่ผิวดิน การรั่วซึมของสารเคมีจากการฝังกลบขยะ การรั่วไหลของน้ำมันจากยานพาหนะและเครื่องจักรกลการเกษตร การรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี และสภาวะฝนกรด ภาวการณ์ต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้ดินมีสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดิน ทำให้ดินขาดธาตุอาหารและไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก

          มลพิษในดินที่เกิดขึ้นนั้น นอกจากจะส่งผลต่อการทำเกษตรกรรมแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

toxic-waste-2089779_1920ผลกระทบต่อมนุษย์

          สารเคมีปนเปื้อนที่ตกค้างในดินสามารถถ่ายทอดสู่มนุษย์ได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ซึ่งสารเคมีปนเปื้อนเหล่านี้หากสะสมในร่างกายในปริมาณหนึ่งจะเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงต่างๆ อย่างมะเร็งได้ การสัมผัสดินที่มีสารเคมีปนเปื้อนตกค้างอย่างเบนซินและพอลิคลอริเนตไบฟีนีลเป็นประจำ อาจมีความเสี่ยงทำให้เกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งตับได้  ผลกระทบจากมลพิษในดินยังสามารถถ่ายทอดสู่มนุษย์ได้ทางอ้อมแม้ว่าเราจะไม่ได้สัมผัสกับดินโดยตรง ซึ่งเกิดจากการใช้ดินที่มีสารเคมีหรือโลหะหนักปนเปื้อนในการเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตร พืชจะดูดซับสารเคมีและโลหะหนักเหล่านั้นมาเก็บไว้ เมื่อเรานำพืชผลทางการเกษตรเหล่านั้นมาบริโภคก็จะทำให้สารเคมีและโลหะหนักเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย สารโลหะหนักส่วนใหญ่ที่พบตกค้างอยู่ในดินและก่อให้เกิดอันตรายแก่มนุษย์ได้แก่ สารตะกั่วและสารปรอท สารสองตัวนี้หากสะสมเข้าสู่ร่างกายในปริมาณมากจะก่อให้เกิดอันตรายต่อตับและไตearthworm-686593_1280-2

ผลกระทบต่อสัตว์  

         สารเคมีปนเปื้อนที่ตกค้างในดินทำให้เกิดผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตที่มีลำตัวเป็นข้อปล้อง (arthropods)  และจุลินทรีย์ที่อยู่ในดิน ซึ่งมีผลกระทบต่อระบบเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหารในธรรมชาติ ทำให้วงจรห่วงโซ่อาหารถูกทำลาย ผู้ผลิตไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ผู้บริโภคในแต่ละลำดับขั้นของห่วงโซ่อาหารขาดแหล่งอาหาร เป็นสาเหตุการตายและการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตในแต่ละลำดับชั้นของห่วงโซ่อาหารในที่สุด

ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

farmland-801817_1920          สารเคมีที่ตกค้างและปนเปื้อนอยู่ในดินนั้น สามารถก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศและน้ำได้ การเกิดมลพิษทางอากาศจากสารเคมีที่ตกค้างในดินเกิดจากการระเหยตัวของสารประกอบต่างๆ เช่น ก๊าซไนโตรเจน ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งสารสองชนิดนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก  นอกจากนี้การระเหยของสารประกอบซัลเฟอร์ยังก่อให้เกิดภาวะฝนกรด ซึ่งเมื่อตกลงสู่พื้นดินจะทำให้พื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ได้รับผลกระทบทางด้านเคมี มีสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก  ส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรด้อยคุณภาพลง การเกิดมลพิษทางน้ำจากสารเคมีจำพวกไนโตรเจนและฟอสฟอรัสที่ตกค้างในดิน หากสารสองชนิดนี้มีในปริมาณมากเกินและถูกชะล้างลงสู่แหล่งน้ำ ซึ่งทำให้สาหร่ายเจริญเติบโตได้มากกว่าปกติ ส่งผลให้พืชน้ำขาดออกซิเจนและตายในที่สุด เกิดผลเสียต่อระบบนิเวศในน้ำ สารปนเปื้อนในดินยังส่งผลให้สภาพความเป็นกรด-ด่างของดินเปลี่ยนแปลงไป จนเป็นสาเหตุทำให้ต้นไม้ยืนต้นตาย

          ปัญหามลพิษในดินนั้น เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมนุษย์ต้องพึ่งพาอาศัยดินในการเพาะปลูก มีการคาดการณ์ว่าในอีก 40 ปีข้างหน้า ประชากรมนุษย์จะเพิ่มมากขึ้นอีกราว 2 พันล้านคน จึงจำเป็นที่จะต้องเพิ่มปริมาณผลผลิตทางการเกษตรอย่างน้อยประมาณ 40% ให้เพียงพอต่อประชากรที่เพิ่มขึ้น  แต่เนื่องจากพื้นที่การเกษตรที่อุดมสมบูรณ์และเหมาะสมแก่การเพาะปลูกนั้นเหลืออยู่ประมาณ 11% บนพื้นผิวโลกเท่านั้น ดังนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ดินและหันมาทำการเกษตรแบบยั่งยืนเพื่อลดการเกิดมลพิษทางดิน

แปลและเรียบเรียงจาก บทความเรื่อง Soil Pollution http://www.everythingconnects.org/soil-pollution.html

Featured

เทคนิคการสร้าง EQ สำหรับผู้บริหาร

เทคนิคการสร้าง EQ สำหรับผู้บริหาร

>>> โดย ดร. วรุตม์ ทวีศรี <<<

Boss Man Angry

          หลายต่อหลายปีที่ผู้บริหารระดับสูงอย่าง Chief Executive Officer หรือ CEO ต้องทนกับความกดดันในการบริหารงานและดูแลองค์กรให้พัฒนาก้าวหน้า จนทำให้ผู้บริหารหลายต่อหลายคนกลายเป็นคนที่มีพฤติกรรมโมโboredom1หง่ายหรือขาด Emotional-Intelligence Quotient (EQ) ซึ่งหมายความง่ายๆ ก็คือ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ในสภาวการณ์ต่างๆ ผู้บริหารระดับสูงหลายคนรับความกดดันจากภายนอกมา และไม่สามารถทนต่อสภาวะกดดันต่างๆ เหล่านั้นได้ ส่งผลต่อจิตใจของตนเอง ทำให้เกิดความเครียด ความขุ่นมัว หรือความระแวงต่อความล้มเหลวมากเกินไป จนทำให้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเองลดต่ำลง ทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องทนกับอารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ ไม่คงที่ของผู้บริหาร จนส่งผลเกิดความเบื่อหน่ายต่อผู้บริหาร และอาจส่งผลเสียต่อประสิทธิภาพการทำงานได้ เช่น การขาดความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน เนื่องจากเกิดความเบื่อหน่ายในการจะนำเสนอความคิดใหม่ เพราะต้องการหลีกเลี่ยงที่จะสนทนากับผู้บริหาร ดังนั้นจะเห็นได้ว่า การควบคุมอารมณ์ของผู้บริหารนั้น เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการบริหารงานอย่างยิ่ง เพราะการมีความรอบรู้ในการบริหารงานแต่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถจะนำพาองค์กรไปสู่จุดสูงสุดได้หากขาด EQ

          ดังนั้นผู้บริหารที่ดีจึงควรจะมีการจัดการบริหาร EQ ของตนเอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังจะช่วยสร้างความสัมพันธที่ดีกับผู้ใต้บังคับบัญชาด้วย ส่งผลให้ผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกเคารพ และพร้อมที่จะทุ่มกายและใจในการปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถ สำหรับเทคนิคง่ายๆ ในการเริ่มสร้าง EQ บริหารนั้น สามารถเริ่มต้นทำได้จาก 5 เทคนิค ดังนี้

ให้ความสำคัญกับความรู้สึกผู้อื่น

meeting1         ผู้บริหารระดับสูงที่ประสบความสำเร็จ ต้องไม่ละเลยที่จะรับรู้หรือเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น การที่มีความเข้าใจ และใส่ใจเพื่อนร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชานั้น ก็เพื่อที่จะทำให้อารมณ์ต่างๆ เหล่านั้นของเพื่อนร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชาไม่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน การทำความเข้าใจอารมณ์ของเพื่อนร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชา อาจสามารถทำได้โดยการพูดคุย การแสดงความเห็นอกเห็นใจ การรับฟัง การปลอบโยน ให้กำลังใจ ถึงแม้บางครั้งผู้บริหารอาจจะไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ แต่การแสดงความเห็นอกเห็นใจนั้น ก็สามารถทำให้เพื่อนร่วมงานหรือผู้ใต้บังคับบัญชารู้สึกไม่โดดเดี่ยว และมีความเข้มแข็งในการก้าวข้ามปัญหาที่เขาเหล่านั้นกำลังเผชิญไปได้ ทำให้พวกเขาเหล่านั้นสามารถกลับมาปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพโดยเร็ว

ชมเชยผู้ใต้บังบัญชา

         ผู้บริหารที่ดีจะต้องมองเห็นความดีและความทุ่มเทของผู้ร่วมงานและผู้บังคับบัญชา หากผู้บริหารเห็น ความดีและความทุ่มเทในการปฏิบัติงานอย่างเต็มความสามารถ ทำให้ผลงานออกมาดี ทันต่อเวลา ผู้บริหารที่ดี จะต้องไม่ละเลยที่จะแสดงออกถึงความภาคภูมิใจในตัวเพื่อนร่วมงาน หรือผู้ใต้บังคับบัญชา โดยการกล่าวชมเชยเป็นคำพูด หรือเขียนอีเมลชมเชยเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้พวกเขาเหล่านั้นเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง นอกจากนี้การชมเชยของผู้บริหารจะสร้างความรู้สึกภักดีให้กับพวกเขา ทำให้รู้สึกว่าตนได้รับการยกย่อง เชิดชู จึงพร้อมที่จะปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลังความสามารถเมื่อถูกร้องขอในโอกาสต่อไป

ระมัดระวังอารมณ์ของตนเอง

angryboss1         ผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพต้องมีการเฝ้าระมัดระวังอารมณ์ของตนเองหรือมีการควบคุมอารมณ์ของตนอยู่เสมอ โดยต้องตระหนักถึงอารมณ์ของตนเองที่จะไปกระทบกับผู้อื่น ต้องระมัดระวังคำพูด ในขณะที่อารมณ์ของตนเองขุ่นมัว ต้องเข้าใจถึงบทบาทและหน้าที่ของตนเองในสถานการณ์ต่างๆ ที่ต้องเผชิญ การฝึกฝนการเฝ้าระวังอารมณ์อาจสามารถทำได้โดยการหยุดเพื่อจดบันทึกอารมณ์ ความคิดต่างๆ ในสถานการณ์ที่พบเจอ เพื่อที่จะช่วยให้ตนเองไม่ด่วนตัดสินใจกระทำพฤติกรรมในใดๆ ไปอย่างหุนหันพลันแล่น และเพื่อตรวจสอบดูว่า อารมณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านั้น ส่งผลต่อพฤติกรรมและการตัดสินใจของตนเองอย่างไร

การนอนหลับพักผ่อน

          การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอทำให้ร่างกายและสมองได้รับการพักผ่อนไปด้วย และการที่สมองได้รับ การพักผ่อนอย่างเพียงพอจะทำให้สมองได้รับการรีชาร์จ (recharge) ทำให้มีการจัดเรียงข้อมูลที่รับมาในแต่ละวัน ความทรงจำที่ดีมีประโยชน์ก็จะถูกเก็บไว้ในพื้นที่ที่สามารถเรียกใช้ต่อไป ส่วนที่ไม่ดี ไม่มีประโยชน์ ก็จะถูกสมองจัดเก็บไว้ในส่วนลึก และในที่สุดก็จะกลายเป็นเพียงแค่ความทรงจำ และเมื่อสมองได้จัดเก็บข้อมูลต่างๆ เหล่านั้นแล้ว เราก็จะตื่นเช้ามาด้วยความสดชื่น ไม่ขุ่นมัว พร้อมที่จะปฏิบัติงานได้อย่างเต็มที่มีประสิทธิภาพ ผู้บริหารหลายคนประสบปัญหาการพักผ่อนไม่เพียงพอ หลับไม่สนิทหรือไม่เต็มที่ ทำให้สมองไม่ได้รับการรีชาร์จ เมื่อตื่นนอนมาจึงไม่รู้สึกสดชื่น และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้เมื่อพอเจอปัญหาหรืออุปสรรคต่างๆ  ที่เพิ่ม เข้ามาในแต่ละวัน

เลิกคิดและพูดในเชิงลบ

          การเลิกคิดและเลิกพูดในเชิงลบถือว่าเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนา EQ ของผู้บริหาร เพราะยิ่งผู้บริหารมีความคิดในเชิงลบมากเท่าใด พฤติกรรมการแสดงออกหรือคำพูดที่ออกมาก็จะเป็นไปในเชิงลบในลักษณะของอคติ มากกว่าที่จะเป็นข้อเท็จจริง ดังนั้นจึงควรหมั่นฝึกฝนตนเองโดยการควบคุมความคิดในเชิงลบด้วยการหยุดพฤติกรรมดังกล่าว ซึ่งอาจทำได้โดยการหยุดการกระทำต่างๆ ไว้ก่อนหากตนเองเริ่มเกิดความคิดในเชิงลบกับสิ่งต่างๆ จากนั้นจึงเขียนบันทึกความคิดต่างๆ เหล่านั้นเอาไว้ เพื่อที่จะชะลอตนเองไม่กระทำพฤติกรรมในเชิงลบออกไปก่อนที่จะไตร่ตรองอย่างรอบคอบ จากนั้นอ่านทบทวนสิ่งที่ตนเองบันทึกไว้ และพิจารณาอย่างรอบคอบว่าสิ่งนั้นเป็นข้อเท็จจริงหรือเป็นเพียงแค่ทัศนคติในเชิงลบที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆ หากมีการสื่อออกมา

          เทคนิคทั้ง 5 ข้อที่นำเสนอมานี้ เป็นเพียงเทคนิคในการเริ่มต้นของการสร้าง EQ ของผู้บริหาร ซึ่งคนทั่วไปก็อาจนำไปประยุกต์ใช้ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง

แปลและเรียบเรียงจาก Why Your Boss Lacks Emotional Intelligence จากนิตยสาร Forbes โดย Travis Bradberry

Featured

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด

>> เรียบเรียง โดย นพวรรณ  หาแก้ว <<<

 

 

          ในทางการเกษตรเห็ดจัดเป็นอาหารประเภทผักชนิดหนึ่ง  แต่ในทางวิทยาศาสตร์นั้น เห็ดจัดเป็นราชนิดหนึ่ง  เห็ดมีคุณค่าทางโภชนาการค่อนข้างสูง  เนื่องจากมีโปรตีนกากใยอาหารสูง  ปราศจากไขมัน  ปริมาณน้ำตาลและเกลือค่อนข้างต่ำ  รวมทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินหลายชนิดรวมทั้งวิตามินบีรวม  และสารไนอาซิน ซึ่งช่วยควบคุมระบบย่อยอาหาร  นอกจากนี้อะมิโนหลายชนิดในเห็ดทำหน้าที่ช่วยกระตุ้นประสาทการรับรู้รสอาหารของลิ้นให้ไวกว่าปกติ ดังนั้นเห็ดจึงจัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพของมนุษย์มีคุณสมบัติเป็นยาป้องกันและรักษาโรค  นอกจากนี้เห็ดบางชนิดยังสามารถนำมาเป็นส่วนประกอบในเครื่องสำอางเพื่อความงามด้วยตัวอย่างประโยชน์ของเห็ดทางการแพทย์  เช่น  เห็ดนางรมและเห็ดนางฟ้า  สามารถช่วยป้องกันโรคหวัดและช่วยการไหลเวียนเลือด  เห็ดเข็มทองช่วยบำรุงตับกระเพาะและลำไล้  เห็ดหอมช่วยลดไขมันในเสนเลือด  เพิ่มภูมิคุ้มกัน  บำรุงกระดูกและฟัน  เห็ดฟางมีวิตามินสูง  ช่วยลดความดัน  และช่วยเร่งสมานแผล  เห็ดหลินจือที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยในการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน  เห็ดเข็มทองช่วยบำรุงตับ กระเพาะและลำไส้  และเห็ดหูหนูที่ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน  รักษาโรคกระเพาะและริดสีดวง  เป็นต้น

          ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  เล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ของเห็ด  จึงได้ดำเนินงานวิจัยเกี่ยวกับเห็ดมาอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งการดำเนินวิจัยและพัฒนาเห็ดของ วว. นั้นประกอบด้วยการวิจัยหลักๆ ทั้งสิ้น 4 สาขาคือ เทคโนโลยีก่อนการเก็บเกี่ยว (preharvest)  เทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว (postharvest)  การวิจัยและพัฒนาสินค้าและผลิตภัณฑ์จากเห็ด (R&D product)  และการถ่ายทอดเทคโนโลยี (technology transferring, consultancy and training services)  หนึ่งในงานที่ประสบผลสำเร็จของฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรกับการวิจัยด้านเห็ดทางด้านเทคโนโลยีก่อนการเก็บเกี่ยวคือ การพัฒนาสายพันธุ์เห็ดยานางิ (เห็ดโคนญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นเห็ดเมืองหนาว  ให้สามารถเพาะได้ในพื้นที่ราบหรือภาคกลางได้ โดยดั้งเดิมนั้นเห็ดสายพันธุ์นี้สามารถเปิดดอกในที่อุณหภูมิต่ำเท่านั้น  หรือเพาะได้เฉพาะทางภาคเหนือของประเทศไทย    ส่งผลให้ผลิตผลของเห็ดดังกล่าวไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มีความต้องการตลอดทั้งปี    ซึ่ง ดร.ธนภักษ์ อินยอด และคณะ ได้ริเริ่มดำเนินโครงการวิจัยการปรับปรุงสายพันธุ์เห็ดเมืองหนาว สำหรับกลยุทธ์ที่นำมาใช้ในการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้คือ การกระตุ้นให้เห็ดยานางิสายพันธุ์เดิมนั้นเกิดการกลายพันธุ์ด้วยรังสีแกมมา  โดยเป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่ต้องการคือ เห็ดยานางิที่มีลักษณะทางกายภาพเหมือนเดิมทุกประการ  แต่สามารถเพาะในพื้นที่ราบซึ่งมีอุณหภูมิสูงได้  จากการวิจัยและพัฒนานี้ทำให้สามารถได้เห็ดยานางิสายพันธุ์ที่สามารถเปิดดอกในที่อุณหภูมิสูงได้ทั้งหมด 5 สายพันธุ์  จึงนับว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของ วว. อีกครั้งหนึ่ง

 

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
การเปิดดอกเพื่อทดสอบสายพันธุ์เห็ดเทียบกับสายพันธุ์ควบคุม

 

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
การพัฒนาสายพันธุ์เห็ดโคนญี่ปุ่น ด้วยรังสีแกมมาเพื่อเพาะในเขตพื้นที่ราบ

          นอกจากนี้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรได้จัดงานสัมมนาวิชาการภายในขึ้น โดยมีนักวิจัยในฝ่ายมาแลกเปลี่ยนความรู้ในด้านเทคโนโลยีการเกษตรกันอย่างหลากหลาย ดร.คนึงนิจ บุศราคำ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้บรรยาย ได้เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับการเริ่มดำเนินงานวิจัยทางด้านเห็ดขอวง วว. ซึ่งมีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512   โดยแต่เดิมนั้น ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรมีศูนย์ประสานงานเกษตรที่สูงที่รับผิดชอบในการนำเข้าเห็ดเมืองหนาวเข้ามาเพาะในพื้นที่ภาคเหนือของไทย  ซึ่งเห็ดที่นำเข้ามาเพาะได้แก่ เห็ดหอม  เห็ดกระดุม  เห็ดภูฐาน  เห็ดเข็มทอง  เห็ดเป๋าฮื้อ  และเห็ดยานางิ  โดยระหว่าง พ.ศ. 2512-2540 ซึ่งเป็นระยะแรกของการดำเนินงานด้านเห็ดนั้น วว. มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาวิธีการและการพัฒนาวัสดุปลูกให้เหมาะสมต่อเห็ดแต่ละชนิดเพื่อให้สามารถเพาะปลูกได้บนพื้นที่ภาคเหนือของไทย การศึกษาและทดลองในระยะนั้น ทำให้ วว. มีพันธมิตรในการทำวิจัยหลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษาอย่าง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยขอนแก่น  มหาวิทยาลัยนเรศวร  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ  มหาวิทยาลัยศิลปากร  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรือหน่วยงานราชการอย่างกรมวิทยาศาสตร์บริการ  สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ  กรมอนามัย  กรมวิชาการเกษตร  กรมส่งเสริมการเกษตร และหน่วยงานเอกชน เช่น บริษัท สหฟาร์มเห็ด  สวนเห็ดบ้านอรัญญิก  และบริษัทปิยะพรเทคโนโลยีจำกัด เป็นต้น

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
เห็ดเมืองหนาว ที่นำเข้ามาผลิตในประเทศไทยตั้งแต่ในอดีต

          ต่อมาในปี พ.ศ. 2543 ซึ่งเป็นระยะที่สองของการดำเนินงาน  แนวทางในการวิจัยของ วว. ได้ปรับเน้นไปทางด้านการศึกษาสารสำคัญของเห็ดชนิดต่างๆ ในการป้องกันรักษาโรค  ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่าเห็ดเศรษฐกิจอย่างครบวงจรและยั่งยืน  โดยในปี พ.ศ. 2548- 2550 วว. มีโครงการบูรณาการด้านวิจัยและพัฒนาการเพิ่มมูลค่าเห็ดเศรษฐกิจอย่างครบวงจรและยั่งยืน และในปีพ.ศ. 2557-2559 ได้ดำเนินการโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ลดความเสี่ยงโรคเกาต์  ต่อมา วว. ได้เริ่มทำการวิจัยการปรับปรุงสายพันธุ์เห็ดเมืองหนาว อันได้แก่ เห็ดหอม  เห็ดยานางิหรือเห็ดโคนญี่ปุ่น เพื่อให้สามารถเพาะปลูกในบริเวณภาคกลางหรือพื้นที่ราบได้ โดยในปี พ.ศ. 2556-2558 ได้เริ่มดำเนินการโครงการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์เห็ดและระบบการผลิตเห็ดเมืองหนาวในพื้นราบเชิงพาณิชย์ รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาการเพาะปลูกเห็ดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและลดปัญหาวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร  ในระหว่างปี พ.ศ. 2560-2562  วว. ได้เริ่มดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตเห็ดพื้นบ้านแบบธรรมชาติในป่าชุมชนต้นแบบอย่างยั่งยืน และในปีพ.ศ. 2561-2562 ยังริเริ่มโครงการเทคโนโลยีการผลิตเห็ดโคนญี่ปุ่นแบบอินทรีย์เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศขึ้นอีก

วว. กับการวิจัยด้านเห็ด
โครงการวิจัยและพัฒนาการผลิตเห็ดพื้นบ้านแบบธรรมชาติในป่าชุมชนต้นแบบอย่างยั่งยืน

          ในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เห็ดเพื่อส่งเสริมสุขภาพนั้น ดร.ตันติมา กำลัง และคณะ ได้ทำการศึกษาวิจัยและพัฒนาเห็ดเพื่อลดความเสี่ยงโรคเกาต์  เนื่องจากองค์ประกอบหลักของเห็ดคือ สารเบต้ากลูแคน (b-glucan) ซึ่งเป็นสารพอลิแซคคาไรด์ (polysaccharide) ที่ลดการอักเสบ  โดยงานวิจัยนี้จะเป็นการพัฒนาเห็ดที่มีสารเบต้ากลูแคนให้อยู่ในรูปแบบที่ง่ายต่อการบริโภค  นอกจากนี้ ดร.ตันติมา และคณะ ยังการพัฒนากระบวนการผลิตโดยใช้ถังหมัก (fermenter) เพื่อลดระยะเวลาในการเพาะเลี้ยงเห็ดให้ผลิตสารดังกล่าวในระยะเวลาที่สั้นลง

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
โครงการวิจัยและพัฒนาเห็ดเพื่อลดความเสี่ยงโรคเกาต์

 

          สำหรับงานวิจัยทางด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว  ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรร่วมกับศูนย์บรรจุหีบห่อไทย วว. ได้ทำการศึกษาและพัฒนาการใช้กล่อง รวมทั้งศึกษาชนิดของพลาสติกต่างๆ ในตลาด เพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพของเห็ดสดหลังจากการเก็บเกี่ยว  ซึ่งปกติแล้วการเสื่อมคุณภาพของเห็ดนั้น เกิดจากการทำงานของเอนไซม์กลุ่มพอลิฟีนอลออกซิเดส (polyphenol oxidase, PPOs) และเพอร์ออกซิเดส (peroxidase)  ซึ่งทำให้เกิดปฏิกิริยาออกซิเดชันในสภาวะที่มีออกซิเจน (aerobic oxidation) ของสารประกอบฟีนอล (phenolic compound) เกิดเป็นสารควิโนน (quinone)  ที่มีสีน้ำตาล  ซึ่งทำให้เห็ดกลายเป็นสีน้ำตาล (browning) นั่นเอง   ซึ่งการกลายเป็นสีน้ำตาลนั้น ทำให้เห็ดเสียราคา  และเก็บรักษาได้ไม่นาน

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
ศึกษาและพัฒนาการใช้กล่อง รวมทั้งศึกษาชนิดของพลาสติกต่างๆ ในตลาด เพื่อชะลอการเสื่อมคุณภาพของเห็ดสดหลังจากการเก็บเกี่ยว

          ในส่วนของการถ่ายทอดเทคโนโลยี การบริการที่ปรึกษา รวมถึงการฝึกอบรม  ทางฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตรได้ทำการเผยแพร่องค์ความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกร  กลุ่มแม่บ้าน และชุมชนต่างๆ มากมาย  เช่น การให้คำปรึกษากระบวนการผลิตเห็ดตามมาตรฐาน GMP โดยผู้รับการถ่ายทอด คือ พี.เจ. ฟาร์ม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่  การถ่ายทอดการแปรรูปเพื่อแก้ปัญหาเห็นล้นตลาด เช่น ข้าวเกรียบเห็ด  แหนมเห็ด เป็นต้น โดยผู้รับการถ่ายทอดคือ สวนเห็ดกรรณิการและผลิตภัณฑ์แสนสมัย  การอบรมการเพาะเห็ดตีนแรด เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ซึ่งมีผู้เข้าอบรมคือ เกษตรกร จ.ยโสธร  และการอบรมการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าเพื่อส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน โดยมีเกษตรกรผู้สนใจผู้เข้ารับการอบรม ที่ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

การให้คำปรึกษากระบวนการผลิตเห็ดตามมาตรฐาน GMP ผู้รับการถ่ายทอด คือ พี.เจ. ฟาร์ม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่

 

วว. กับงานวิจัยทางด้านเห็ด
การถ่ายทอดการแปรรูปเพื่อแก้ปัญหาเห็นล้นตลาด ผู้รับการถ่ายทอดคือ สวนเห็ดกรรณิการและผลิตภัณฑ์แสนสมัย

 

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
การอบรมการเพาะเห็ดตีนแรด เพื่อส่งเสริมอาชีพให้กับเกษตรกร ผู้เข้าอบรมคือ เกษตรกร จ.ยโสธร

 

วว. กับการวิจัยทางด้านเห็ด
การอบรมการเพาะเห็ดฟางในตะกร้าเพื่อส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน โดยมีเกษตรกรผู้สนใจผู้เข้ารับการอบรม ที่ วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี

          งานวิจัยและพัฒนาด้านเห็ดของฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร วว. นั้น นับว่ามีส่วนสำคัญในการช่วยพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับต้นน้ำถึงปลายน้ำ ช่วยให้การพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร ให้ชุมชนมีความเข้มแข็ง และผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน

——————————————————

Featured

พื้นฐานการเลือกกระดาษสำหรับงานพิมพ์

โดย วรวิทย์ อินทร์กง กองพัฒนาและจัดการความรู้องค์กร

ในปัจจุบันที่เป็นยุคดิจิทัลความต้องการในการใช้กระดาษและงานพิมพ์ได้ลดลงมาก หนังสือ นิตยสาร และสำนักพิมพ์ต่างๆ ทยอยปิดตัวลง เนื่องจากความนิยมในการอ่านของผู้อ่านเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย เพราะ e-book, e-journal, e-magazine ได้เข้ามาแทนที่ แต่อย่างไรก็ตาม กระดาษและงานพิมพ์ก็ยังไม่ถึงกับสูญหายไปเสียทีเดียว เนื่องจากความต้องการในการพิมพ์งานจิปาถะต่างๆ ยังคงมีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น การพิมพ์นามบัตร การพิมพ์บัตรเชิญ การพิมพ์รายงานสำหรับนักเรียน นักศึกษา การพิมพ์รายงานสำหรับนักวิจัย การพิมพ์โปสเตอร์สำหรับการนำเสนองานในการประชุมและงานโฆษณา เป็นต้น  ดังนั้น เราจึงควรมีความรู้ในเรื่องของการเลือกกระดาษที่เหมาะกับงานพิมพ์ เพื่อให้งานของเราออกมาดีและสวยงามยิ่งขึ้น  pa1

หลักการพื้นฐานในการเลือกกระดาษให้เหมาะกับบงานพิมพ์มี 4 สิ่งที่ต้องคำนึง คือ

  1. ความสว่างของกระดาษ (brightness) ในที่นี้หมายถึงความขาวสว่างของกระดาษ ซึ่งยิ่งกระดาษมีความขาวสว่างมากเท่าใด ก็จะทำให้เกิดมิติและความเข้มของสีมากขึ้นเท่านั้น ทำให้สีสันของงานพิมพ์ออกมาสวยงามชัดเจนไม่ผิดเพี้ยน
  2. ความทึบแสงของกระดาษ (opacity) ความทึบแสงของกระดาษสามารถสังเกตได้จากการที่เราชูกระดาษขึ้นให้แสงส่องผ่าน แล้วเราสามารถมองเห็นสิ่งที่ถูกเขียนหรือถูกพิมพ์ไว้ในอีกด้านหนึ่งของกระดาษ ซึ่งหากเรามองเห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่อีกด้านหนึ่งของกระดาษได้ชัดเจน ก็แสดงว่ากระดาษชนิดนั้น ไม่เหมาะสำหรับงานพิมพ์สองด้าน (double-sided printing)  ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว หากกระดาษพิมพ์คุณภาพดีจะมีความทึบแสงสูง ทำให้เหมาะกับงานพิมพ์หลากหลายประเภท และสามารถพิมพ์ได้ทั้งสองด้านpa2
  3. น้ำหนักกระดาษ (weight) ซึ่งบ่งบอกถึงความหนา ความบางของกระดาษ และเป็นตัวชี้วัดคุณภาพของกระดาษ เพราะหากกระดาษมีน้ำหนักมาก ย่อมมีหนามากและมีความทึบแสงมากขึ้น ดังนั้นการเลือกกระดาษที่มีน้ำหนักมาก ความสูง จะทำให้งานพิมพ์ที่ออกมาดูดี มีคุณค่าและดูมีราคา กว่าการเลือกใช้กระดาษที่มีความบางและโปร่งแสง
  4. เนื้อกระดาษ (texture) หมายถึง พื้นผิวหรือความเรียบของเนื้อกระดาษ ซึ่งเนื้อกระดาษมีความสำคัญมากในการพิมพ์ เนื่องจากส่งผลต่อการกระจายตัวของหมึกพิมพ์ ซึ่งหากเลิกใช้เครื่องพิมพ์ inkjet และ laser เราควรเลือกใช้กระดาษที่มีความเรียบมากกว่ากระดาษที่มีพื้นผิวขรุขระpa3

จากหลักการพื้นฐานในการเลือกกระดาษทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมานี้ จึงสรุปได้ว่า การเลือกกระดาษที่เหมาะสมกับงานพิมพ์แต่ละชนิดจึงมีความสำคัญต่อคุณภาพงานพิมพ์ที่ผลิตออกมา ผลงานออกแบบต่างๆ ที่ดูสวยงามจอคอมพิวเตอร์จะถูกลดความสวยงามลงไปในทันที หากผู้ผลิตไม่มีความรู้ ความเข้าใจในการเลือกกระดาษในเหมาะสมกับออกแบบนั้นๆ

เอกสารอ้างอิง                                                                                                                                   

ไม่ปรากฏผู้แต่ง .2559. Printing Basics: How to Choose the Right Kind of Paper. [ออนไลน์].เข้าถึงได้จาก: http://www.computershopper.com/feature/printing-basics-how-to-choose-the-right-kind-of-paper/(page)/2, [เข้าถึงเมื่อ 9 กันยายน 2559].

Featured

วว. กับงานด้านการเก็บรักษาและอนุรักษ์เห็ด

วว. กับงานด้านการเก็บรักษาและอนุรักษ์เห็ด

>>> บรรยาย โดย ลาวัลย์ ชตานนท์

>>> เรียบเรียง โดย นพวรรณ หาแก้ว

 

การวัดและประเมินผลการ

       ฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วว.) รับผิดชอบงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่าย ผลิต และเก็บรักษาเชื้อจุลินทรีย์  และยังได้ร่วมในโครงการ การเก็บรวบรวมเชื้อพันธุ์เห็ดในประเทศไทย โดยทำการแยกเชื้อเห็ดและเก็บเชื้อพันธุ์ด้วยวิธีเก็บในเมล็ดข้าวฟ่างไว้ที่อุณหภูมิเยือกแข็ง ซึ่งในการร่วมโครงการนี้คุณลาวัลย์ ชตานนท์ นักวิจัยจากฝ่ายชีวภาพ ได้กล่าวถึงวิธีการ พร้อมทั้งแนวทางการเก็บรักษาและการอนุรักษ์เห็ดในลักษณะโครงสร้างที่แห้ง (Herbarium) รวมไปถึงเชื้อพันธุ์ในด้านพันธุกรรมซึ่งเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง  คุณลาวัลย์แสดงความเห็นว่า การอนุรักษ์เห็ดในลักษณะโครงสร้างที่แห้งหรือ herbarium นั้น มีการจัดการดูแลในลักษณะพิพิธภัณฑ์ เช่นที่ พิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา ของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม หรือในลักษณะเชื้อพันธุ์เห็ด ก็มีการจัดการดูแลรักษาในรูปแบบของศูนย์เก็บรวบรวมเห็ดในประเทศไทย ที่กรมวิชาการเกษตร ในส่วนของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยนั้น ทางศูนย์จุลินทรีย์  โดยฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการอนุรักษ์สายพันธุ์เห็ดพื้นเมืองภาคอีสานกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำ herbarium ของเห็ดพื้นเมืองภาคอีสานมาเก็บไว้ที่ศูนย์จุลินทรีย์ วว. เพื่อเป็นคลังสำรองให้แก่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม นอกจากนี้ศูนย์จุลินทรีย์ วว. ยังมีความพร้อมในการรับเก็บรักษาเชื้อพันธุ์เห็ดที่สามารถเพาะเลี้ยงได้ในเมล็ดข้าวฟ่าง จากนั้นจึงนำไปเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิเยือกแข็งเพื่อใช้เป็นคลังสำรองและ เพื่อความปลอดภัยของเชื้อพันธุ์เห็ดในอนาคต

         สำหรับวัตถุประสงค์หลักของการเก็บรักษาเห็ดนั้น คุณลาวัลย์ ได้กล่าวไว้ 2 ประการ คือ

  1. เพื่อคงโครงสร้างธรรมชาติ โดยมีวิธีการเก็บรักษา คือ การดอง การตากแห้ง และการอบ

วิธีการดอง

การวัดและประเมินผลการ

 

 

 

 

 

 

สูตรน้ำยาดองเห็ด น้ำยาฟอร์มาลิน (เข้มข้น) 40 มิลลิลิตร เอทิลแอลกอฮอล์ ( 95 %) 300 มิลลิลิตร น้ำกลั่น 2000 มิลลิลิตร

วิธีตากแห้ง

การวัดและประเมินผลการ

 

 

 

 

 

ตากแดด 1-3 วัน

วิธีการอบ

การวัดและประเมินผลการ

 

 

 

 

 

 

อบที่อุณหภูมิ 60 องศาเซลเซียส 1-3 วัน และเก็บใส่ภาชนะให้มิดชิด

การเก็บรักษาตัวอย่างเห็ดลักษณะแห้งหรือ herbarium

  • เป็นวิธีมาตรฐานที่ใช้เก็บรักษาที่ถาวร
  • ใช้เป็นหลักฐานในการอ้างอิง ศึกษารายละเอียด และการเปรียบเทียบ
  • ห้องเก็บ herbarium ควรรมด้วยด่างทับทิมและฟอร์มาลิน และวางลูกเหม็นตามชั้นตัวอย่างเห็ด เพื่อป้องกันแมลงมารบกวน

 

  1. เพื่อรักษาพันธุกรรม

โดยใช้วิธีการแยกเชื้อพันธุ์จากดอกเห็ด สามารถทำได้  2 วิธี คือ

การวัดและประเมินผลการ

 

 

 

 

 

 

  1. การทำรอยพิมพ์สปอร์ (spore print ) เลือกดอกเห็ดที่โตเต็มที่ผลิตสปอร์สามารถที่จะ

พิมพ์รอยได้

การวัดและประเมินผลการ

 

 

 

 

 

 

  1. การแยกเชื้อบริสุทธิ์จากดอกเห็ด เลือกดอกเห็ดที่เจริญเต็มที่ โดยการเขี่ยเนื้อเยื่อ

นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์หลักๆ 2 ข้อ ข้างต้น คุณลาวัลย์ยังได้กล่าวเสริมอีกว่า การเก็บ รักษาเชื้อพันธุ์เห็ดนั้น ยังมีประโยชน์สำหรับผู้ค้นพบ ศึกษา เก็บไว้กับตนเอง และสำหรับหน่วยงาน เก็บเพื่อความปลอดภัย ฝากเก็บไว้กับสถานที่สำรอง

 

          สำหรับในส่วนของโครงการที่ วว.  ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในเรื่อง การจัดตั้งคลังเก็บรักษาสายพันธุ์เห็ดพื้นเมืองอีสานสำรอง (back-up ) ของพิพิธภัณฑ์เห็ดที่มีฤทธิ์ทางยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  เป็นระยะเวลา 5 ปี  (ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2554 ถึง กุมภาพันธ์ 2559)นั้น ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้มีการส่งตัวอย่างเห็ด : อบแห้ง จำนวนแต่ละชนิด : 3 ตัวอย่าง/ชนิด โดย วว. มีจำนวนตัวอย่างเห็ดที่รับเก็บรักษา ระยะเวลา 5 ปี จำนวน 7 ครั้ง รวมทั้งสิ้น  1,188 ชนิด 3,564 ตัวอย่าง

 รายการต่อไปนี้คือ ชื่อสกุลเห็ดจำนวน 10 ลำดับ ที่ วว.นำมาเก็บรักษา

mushroom-7

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

          จำนวนเห็ดที่เก็บรักษารวมทั้งสิ้น 1,188 ชนิด  ในจำนวนชื่อสกุลเห็ด 10 ลำดับข้างต้น มีจำนวนทั้งหมด 589 ชนิด  นอกจากนั้นยังเหลือเห็ดชนิดอื่นๆ อีกจำนวน 599 ชนิด

       ก่อนที่จะจากกันคุณลาวัลย์ ยังได้ฝากเรื่องการอนุรักษ์เห็ดเอาไว้ เพื่อให้เห็ดสามารถเกิดขึ้นและเจริญเติบโตยังประโยชน์ให้แก่ธรรมชาติ และผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ ซึ่งแนวทางการอนุรักษ์เห็ดพื้นบ้านในชุมชน  ที่คุณลาวัลย์ฝากไว้มี 4 แนวทางหลักๆ  คือ

แนวทางที่ 1 การให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับเห็ด ว่าเห็ดเป็นฐานอาหาร ความสัมพันธ์ของเห็ดพื้นบ้านและป่าแต่ละชนิด รวมถึงการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน

แนวทางที่ 2 การปลูกป่าเพิ่มทุกปี ป่าเป็นที่อยู่อาศัยของเห็ด เมื่อป่าเพิ่มเห็ดจะเพิ่มตามมา ป่าใดเห็ดน้อยก็ส่งเสริมให้นำไปปลูกเพิ่มให้มีจำนวนมากขึ้น

แนวทางที่ 3 ส่งเสริมอนุรักษ์ป่า สัตว์ป่าและไม่เผาทำลายป่า เป็นการสร้างจิตสำนึกและรักษาระบบนิเวศน์ หากป่าคงความอุดมสมบูรณ์ เห็ดก็ยังคงอยู่ให้เป็นอาหารสืบไป

แนวทางที่ 4 การเก็บเห็ดให้ถูกวิธี เพื่อเพิ่มการแพร่และการกระจายพันธุ์  โดยเก็บพอรับประทาน  เก็บในระยะที่เหมาะต่อการบริโภค เห็ดที่แก่แล้วไม่ต้องเก็บให้เหลือดอกไว้เป็นเชื้อพันธุ์ในพื้นที่ต่อไป

Featured

การเสนองานในรูปแบบ Pitch Presentation

ปฐมสุดา อินทุประภา

Pitch ในพจนานุกรมของ Cambridge มีหลายความหมาย แต่หากพูดถึงในด้านการนำเสนองานนั้น คำว่า Pitch จะหมายถึง a speech or act that attempts to  persuade  someone to buy or do something หรือแปลว่า การกระทำหรือคำพูดที่โน้มน้าวใจผู้ฟังให้ซื้อสินค้า บริการ หรือทำตามที่เราต้องการ ซึ่งการนำเสนองานในรูปแบบนี้จะใช้เวลาประมาณ 5-7 นาที เท่านั้น โดยผู้นำเสนอแต่ละคนจะมีโอกาสนำเสนองานต่อหน้าผู้ฟังหรือนักลงทุนตามเวลาที่กำหนดไว้ จากนั้นจะมีเวลาให้อีก 2-3 นาที เพื่อตอบคำถาม

ในปัจจุบันการนำเสนองานในลักษณะนี้ มักจะเกิดขึ้นในธุรกิจ Startup  ที่ต้องการผู้ร่วมลงทุน เหล่านักธุรกิจหน้าใหม่ (entrepreneur)  จะต้องนำเสนอผลงานหรือไอเดียธุรกิจให้แก่นักลงทุนเพื่อให้เกิดการร่วมทุน หรือแม้แต่การซื้อผลงานไปผลิตในเชิงพาณิชย์ ซึ่ง  Pitch Presentation   นั้น ผู้นำเสนอจำเป็นต้องมีทักษะในการดึงดูดผู้ฟังให้สนใจงานของตนให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น ทั้งนี้ยังต้องมีการฝึกซ้อมการนำเสนอให้เกิดความชำนาญ เพื่อการนำเสนอที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติ และสามารถลดความรู้สึกตื่นเต้นหรือประหม่าลง

Man Hosting A Show And Talking Into Microphone

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของการนำเสนองานในรูปแบบนี้ที่พบเห็นได้บ่อยๆ คือ การเลือกข้อมูลที่เหมาะสม เนื่องจากผู้นำเสนอมีข้อมูลจำนวนมากที่อยากจะนำเสนอ จึงอาจทำให้ไม่สามารถตัดสินใจได้ว่า ข้อมูลที่เหมาะสมต่อการนำเสนอควรจะเน้นไปในเชิงใด ดังนั้นในบทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยวางแผนในการเลือกข้อมูลที่เหมาะสม ดังต่อไปนี้

 การเริ่มต้นนำเสนอข้อมูลจากปัญหา

ผู้นำเสนอควรจะชี้แจงถึงความสำคัญของผลงานวิจัยหรือธุรกิจของตนเองว่า สามารถช่วยแก้ปัญหาอะไร ตอบโจทย์อะไรในสังคม โดยข้อมูลที่เลือกมานำเสนอนั้นจำเป็นจะต้องมีความกระชับ เข้าใจง่าย ถูกต้อง ครบถ้วน และน่าสนใจ เพราะการเริ่มต้นที่น่าประทับใจ (hook) จะทำให้ผู้ฟังสนใจและติดตามฟังไปจนจบ

ธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์มีการทำงานอย่างไรinvestor1

ในส่วนนี้ผู้นำเสนอควรจะพูดถึงลักษณะของผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจว่าเป็นอย่างไร มีการทำงานอย่างไร มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่นหรือผลิตภัณฑ์อื่นที่มีลักษณะคล้ายกันอย่างไร วัตถุดิบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์หรือลักษณะการดำเนินการธุรกิจเป็นอย่างไร มีการบริหารจัดการอย่างไร โดยอาจมีการยกตัวอย่างให้เห็นภาพ ซึ่งสามารถทำให้น่าสนได้โดยการร้อยเรียงเรียงราวในลักษณะการเล่าเรื่อง (story telling) หรืออาจยกตัวอย่างในสิ่งที่ใกล้ตัวผู้ฟัง เพื่อช่วยให้ผู้ฟังเห็นภาพได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

investor2กลุ่มเป้าหมายของธุรกิจหรือผลิตภัณฑ์

ผู้นำเสนอจะต้องไม่ลืมที่จะกล่าวถึงกลุ่มเป้าหมายที่คาดหวังว่าจะมาใช้ผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจบริการ โดยอาจระบุไปอย่างละเอียดถึง เพศ อายุ อาชีพ ของกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงวิธีการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว และหากเป็นไปได้ผู้นำเสนอควรจะมีการวิเคราะห์ส่วนแบ่งการทางการตลาดเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือแก่นักลงทุน

การรับมือกับความเสี่ยง

การลงทุนทุกชนิดมีความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ ดังนั้นผู้นำเสนอจึงควรนำเสนอแผนรับมือกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในแก่นักลงทุน ซึ่งอาจทำได้โดยการยกตัวอย่างการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจาก  ภัยพิบัติทางธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมโรงงานผลิต  หรือการเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองต่างๆ ที่มีผลต่อการดำเนินการธุรกิจหรือการผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

ข้อมูลทั้งหมดนี้ เป็นข้อมูลที่มีความจำเป็นในการตัดสินใจของนักลงทุน ซึ่งหากผู้นำเสนอสามารถที่จะผูกเรื่องเป็นเรื่องราวให้น่าสนใจได้ และนำเสนอในลักษณะของการบอกเล่าเรื่อง ไม่ใช้ลักษณะของการบรรยาย ใช้โทนเสียงที่มีความสูงต่ำ ยิ้มแย้ม และมีการสบตาผู้ฟัง ก็จะทำให้ผู้นำเสนอสามารถดึงดูดผู้ฟังได้ไม่ยาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกอย่างจำเป็นต้องมีการฝึกซ้อม ดังคำกล่าวที่ว่า practice makes perfect

อ้างอิง

http://researchpark.illinois.edu/resources/how-make-pitch-presentation

http://mashable.com/2011/06/24/startup-pitch-presentation/#buOYzxpRskqf

http://www.forbes.com/sites/carminegallo/2013/07/31/5-must-have-presentation-tips-for-pitching-to-angel-investors/#17dfce173822

Featured

วว. กับการสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน

 วว. กับการสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน

>>>>> โดย  วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง <<<<<

15676352_10154973150273938_3643245635217486564_o (1)

 

          ในการเสวนา “วว….สืบสานงานพ่อ” ณ วว.เทคโนธานี คลองห้า เมื่อปลายเดือนธันวาคม ที่ผ่านมาดร.ธีรภัทร ศรีนรคุตร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ได้เล่าให้ชาว วว. ฟังว่า วว. ได้เริ่มดำเนินการโครงการเอทานอล ซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านพลังงานทดแทน มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นปีที่ท่านผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ได้เริ่มเข้ามาทำงาน ในตำแหน่งวิศวกร ท่านได้เล่าว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงมีพระราชดำริว่าวิกฤตด้านพลังงานกระทบกับชีวิตของมนุษย์บนโลกใบนี้อย่างต่อเนื่อง จะเห็นจากการเกิดวิกฤตพลังงานนับตั้งแต่ปี 2516 ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นแบบก้าวกระโดด เนื่องจากสงคราม และต่อมาในปี 2523 ก็เกิดวิกฤตพลังงานขึ้น โดยประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเล็กๆ มีเนื้อเพียงแค่ที่ราวๆ 1 % ของโลกใบนี้ กลับต้องนำเข้าน้ำมันเป็นมูลค่านับล้านล้านบาท แต่ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเห็นว่าประเทศไทยเราตั้งอยู่บนแผ่นดินสุวรรณภูมิซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์ ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหารมากมาย พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริให้นำเอาพืชผลทางเกษตรที่มีอยู่มาผลิตเป็นพลังงานทดแทนการนำเข้าน้ำมัน ซึ่งเป็นพลังงานฟอสซิลเกิดจากการทับถมของซากพืช ซากสัตว์ใช้เวลาเป็นล้านๆ ปี มาทำทดแทนน้ำมัน โดยไม่ต้องใช้เวลาเป็นล้านล้านปีเพื่อที่จะรอน้ำมัน

          วว. จึงได้คิดโครงการสนองแนวพระราชดำริดังกล่าว ด้วยการนำเอาพืชผลทางการเกษตร ได้แก่ มันสำปะหลัง  และอ้อย มาผลิตเป็นเอทานอลใช้ทดแทนน้ำมัน โดยเริ่มทำโครงการวิจัยและพัฒนานี้ ตั้งแต่ปี 2522  ต่อมาในปี 2524 จึงเริ่มสร้างโรงงานต้นแบบ และเริ่มทดลองผลิตในปี 2526 จากนั้นจึงเริ่มทดลองตลาดครั้งแรกในปี 2528 ด้วยการเอาเอทานอลผสมน้ำมันเบนซินได้เป็นแก๊สโซฮอล์ (สมัยนั้นเรียก เบนโซฮอล์ หรือน้ำมันเบนซินพิเศษ) สุดท้ายเมื่อประสบความสำเร็จเราก็เสนอเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไป 4 ครั้ง แต่เนื่องจากสมัยก่อนราคาน้ำมันอาจจะไม่แพงมาก ทำเป็นเชิงพาณิชย์อาจจะไม่คุ้ม ทำให้โครงการหยุดชะงัก

          จนกระทั่งในปี 2540 หลังจาก ดร.ธีรภัทร สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกกลับจากต่างประเทศ จึงเริ่มเสนอโครงการฯ ในระดับนโยบายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งทางกระทรวงฯ ได้พิจารณาเห็นว่าเป็นโครงการที่ดี จึงได้ตั้งเป็นคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา โดย วว. สนับสนุนข้อมูลด้านเทคนิค และให้มีการไปศึกษาดูงานที่ประเทศบราซิล เนื่องจากเป็นประเทศแรกที่มีการใช้เอทานอลเป็นเชิงพาณิชย์ โดยยึดหลักการที่ว่า เมื่อเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้ จากนั้นก็เริ่มทำการประชาสัมพันธ์โครงการฯ ผ่านสื่อโทรทัศน์ครั้งแรกในรายการท้าพิสูจน์ หัวข้อ “มันสำปะหลังนำมาทำน้ำมันได้จริงหรือ” ซึ่ง ดร.ธีรภัทร ได้ร่วมรายการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับเอทนอล

          ต่อมาในวันที่ 19 กันยายน 2543 กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ได้นำเรื่องเอทานอลเข้าที่ประชุม ครม. ซึ่งครม. มีมติให้สนับสนุนและส่งเสริมการใช้เอทานอลในเชิงพาณิชย์ จากนั้นรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรมขณะนั้นได้ขอให้ย้ายโครงการฯ นี้ ไปอยู่ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรม ตั้งเป็น “คณะกรรมการเอทานอลแห่งชาติ” โดย ดร.ธีรภัทร ได้รับเกียรติให้เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ดำเนินการเรื่องนโยบาย ระเบียบ กฎเกณฑ์ต่างๆ ซึ่งเป็นที่มาของการผลิตเอทานอลเชิงพาณิชย์ และในปัจจุบันมีโรงงานผลิตเอทานอล 22 โรงงาน ผลิตเอทานอลได้วันละประมาณ 4 ล้านลิตร

15540914_10154973150638938_5038547393470841823_o (1)          อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่รัฐบาลเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนแล้ว ยังมีประชาชนส่วนหนึ่งยังไม่เชื่อว่าเอทานอลสามารถนำมาทดแทนน้ำมันได้จริง ดร.ธีรภัทร ได้ประสานความร่วมมือกับ ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ผู้อำนวยการอาวุโสของบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ในขณะนั้น ได้อนุมัติงบประมาณให้ วว. มา 7 แสนบาท สำหรับซ่อมแซมโรงงานต้นแบบผลิตเอทานอลของ วว. ที่บางเขน เพื่อให้ผลิตเอทานอลส่งให้บางจากนำไปทดลองตลาดระหว่างปีพ.ศ. 2544 – 2546 และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจ จึงได้ขอความร่วมมือทดลองใช้แก๊สโซฮอล์กับรถยนต์ของทางราชการก่อน

              ดร.ธีรภัทร กล่าวว่า “การใช้เอทานอล หรือแก๊สโซฮอล์ในประเทศไทยจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มี วว. ที่เป็นหน่วยงานหลักของประเทศในการดำเนินโครงการเอทานอลสนองแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดชีวิตการทำงานได้ทำงานในโครงการเอทานอลประมาณเกือบ 50 โครงการ และมีโอกาสได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชถึง 4 ครั้ง แต่ครั้งที่ภาคภูมิใจมากที่สุดในชีวิตคือ ครั้งที่ได้ทูลเกล้าถวายหนังสือเฉลิมพระเกียรติ พลังงานทดแทนเอทานอลไบโอดีเซล เล่มนี้ถือเป็นคัมภีร์เล่มแรกสำหรับเอทานอลในเมืองไทย”

          โครงการเอทานอลของ วว. ถือเป็นความภาคภูมิใจของ วว. เป็นอย่างมาก ที่ได้สนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในเรื่อง การลดการนำเข้าพลังงาน และช่วยเหลือเกษตรกรหลาย 10 ล้านครัวเรือน และช่วยประเทศไทยมีพลังงานสะอาดใช้ อย่างยั่งยืน

—————————————————————————-

Featured

เตาพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานฟรี จากค่ายเยาวชนสะแกราช

เตาพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานฟรี จากค่ายเยาวชนสะแกราช

>>>>> โดย วัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง <<<<<

          “ไข่ต้มพลังงานแสงอาทิตย์ของเด็กๆ พร้อมทานแล้วค่ะ”

           ไม่น่าเชื่อว่า เพียงระยะเวลาแค่ 3 – 4 ชั่วโมง กับแสงแดดจ้าในฤดูร้อนกลางป่าดิบแล้งสะแกราช จะทำให้เยาวชนสมาชิกค่ายเยาวชนวิทยาศาสตร์ ของ วว. ได้รับประทานไข่ไก่ที่สุกทั่วถึงกัน

          เราได้ให้น้องๆ เยาวชนทำการทดลอง ประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์ เลียบแบบตามหลักการทำเตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ของมูลนิธิศูนย์สื่อเพื่อการพัฒนา ด้วยหลักการง่ายๆ อันได้แก่ การใช้พื้นผิวโลหะที่รองรับและสะสมพลังงานแสงอาทิตย์ และเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อน ก่อนที่จะถ่ายเทไปสู่พื้นผิวภาชนะที่รองรับอาหารที่ต้องการปรุงให้สุก

image001image003

 

          ด้วยหลักการดังนี้ จะได้ เตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ที่มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม ภายในกล่องสี่เหลี่ยมมีผนัง 4 ด้าน และพื้น 1 ด้านที่เป็นฉนวนกันความร้อนที่สามารถกักเก็บความร้อน ส่วนด้านบนของกล่องปิดด้วยกระจกใส เมื่อแสงแดดส่องผ่านกระจกเข้าไปในกล่อง จะถูกดูดซับไว้ด้วย แผ่นรองรับแสงสีดำและภาชนะใส่อาหารสีดำ พลังงานแสงที่ถูกดูดซับเอาไว้จะเปลี่ยนไปเป็นพลังงานความร้อนสะสมอยู่ภายในกล่อง

       น้องๆ เยาวชน แบ่งกลุ่มกันออกไปเป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มช่วยกันสร้างเตาเลียนแบบเตาพลังงานแสงอาทิตย์แบบกล่อง (Solar Box Cooker) ด้วยหลักการเดียวกัน จากวัสดุ อุปกรณ์ที่พอหาได้ ได้แก่ ลังกระดาษ A4 กระดาษอะลูมิเนียมฟอยล์ ปกเอกสารแผ่นใส กระดาษโปสเตอร์สีดำ กรรไกร คัตเตอร์ แลกซิน ฯลฯ

         จากการสังเกตการณ์ของทีมงาน และพี่เลี้ยง พบว่าเยาวชนทุกคนตื่นเต้นมาก และร่วมมือร่วมใจช่วยกันประดิษฐ์เตาพลังงานแสงอาทิตย์ เป็นอย่างดี หลายกลุ่มทำได้เหนือความคาดหมายว่าเยาวชนชั้นประถมศึกษาตอนปลายจะสามารถทำได้ น้องๆ ใช้หลักการสังเกต พยายามประดิษฐ์เลียนแบบเตาต้นแบบให้ใกล้เคียงได้มากที่สุด มีการใช้หลักการดูดซับแสง-โดยใช้กระดาษสีดำ หลักการสะท้อนของแสง-ใช้อะลูมิ
เนียมฟอยล์ หลักการกักเก็บความร้อน-ใช้แผ่นใสปิดหน้ากล่อง จนทำให้หลายกลุ่มประสบความสำเร็จในการทำไข่ให้สุก

 

image008image004image006

 

          กิจกรรมนี้ ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี เยาวชนชื่นชอบเป็นอย่างมาก เพราะเป็นกิจกรรมที่น้องๆ ได้ลงมือทำเอง ประดิษฐ์สิ่งของ และทำการทดลองเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ (solar energy) ด้วยตัวเอง สร้างความรู้ (knowledge) ความภาคภูมิใจ (proudly) ให้กับเยาวชน และยังก่อให้เกิดความตระหนัก (awareness) ด้านการอนุรักษ์พลังงาน ส่งผลให้เยาวชนมีทัศนคติ (attitude) ที่ดีต่อการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อโลกที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้น

Featured

แรงบันดาลใจจากหลักการทรงงาน และพระอัจฉริยภาพในหลวงรัชกาลที่ 9

แรงบันดาลใจจากหลักการทรงงาน และพระอัจฉริยภาพในหลวงรัชกาลที่ 9

ดุรงค์ฤทธิ์ สุดสงวน

กองจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้

k0

     ในช่วงเวลา 2-3 เดือนที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนตุลาคม-ธันวาคม 2559 สิ่งที่พสกนิกรชาวไทยรู้สึกเสียใจมากที่สุด คือ การที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต สิ่งที่สามารถทำได้ในตอนนี้ คือ ถวายความอาลัย และทำกิจกรรมตามพระราชปณิธานของพระองค์ ทุกหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนได้จัดงานเพื่อรำลึกถึงพระองค์ท่าน สิ่งที่ได้เห็นคือ ท่านทรงงานและมีพระอัจฉริยภาพหลายด้าน เช่น โครงการพระราชดำริ เศรษฐกิจพอเพียง ฝนหลวง และอื่นๆ อีกมากมาย ล้วนมีประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทย จนหาที่สุดมิได้ ยากที่จะอธิบายได้หมด ในส่วนของงานศิลปะก็เป็นส่วนหนึ่งที่พระองค์มีพระอัจฉริยภาพมาก เป็นแรงบันดาลใจให้รำลึกถึงท่านตลอดกาล

     วันที่ 9 ธันวาคม วิทยาลัยช่างศิลปะเปิดงานนิทรรศการศิลปกรรมในหัวข้อ แรงบันดาลใจจากหลักการทรงงาน และพระอัจฉริยภาพในหลวงรัชกาลที่ 9  จนถึงวันที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2559 ถือเป็นกรณีศึกษาที่มีมุมมองในส่วนของความร่วมมือ ร่วมใจกันในการถวายความอาลัย แม้จะเป็นสิ่งเล็กๆ ที่ทำแต่ก็สูงค่าทางจิตใจเพราะได้ลงมือทำภาพในหลวง กว่า 200 ภาพ     ปรากฏสู่สายตามประชาชน

     ผลงานที่ทุกคนร่วมกันสร้างสรรค์ คือ “ใจ” แห่งความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้

     การดำเนินงานผ่านการเตรียมงานอย่างละเอียดรอบคอบ ตั้งแต่การเขียนโครงการของงาน ผลที่ได้รับ และการนำไปต่อยอด

     ประธานในการจัดงาน คือ อาจารย์ศักดิ์ชาย บุญอินทร์ ซึ่งให้ข้อมูลที่น่าสนใจ ดังนี้

การเขียนโครงการ

     มีหลักการและเหตุผล กล่าวคือ 70 ปี ที่ในหลวงทรงงาน มีพระราชกรณียกิจมากมายเพื่อประโยชน์สุขแก่พสกนิกร ปกครองแผ่นดิน โดยใช้ทศพิธราชธรรม ซึ่งประชาชนชาวไทยได้เห็นประจักษ์ พระองค์ทรงมีพระอัจฉริยภาพทางด้านศิลปะ ดนตรี กีฬา การถ่ายภาพ และอื่นๆ อีกมากมาย ที่สามารถสร้างแรงบันดาลในในการดำเนินชิวิต เป็นแนวทางทั้งด้านหลักคิด
k1

     ตัวอย่างการเขียนหลักการและเหตุผล

     ความยากในการเขียนคือการใช้คำและการเรียบเรียงให้เหมาะสม เพราะมีความละเอียดในเรื่องของราชาศัพท์ต่างๆ

วัตถุประสงค์ของการจัดงาน มีประเด็นต่างๆดังนี้
k2

  1. เพื่อเทิดพระเกียรติ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมถวายความอาลัย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช
  2. เพื่อน้อมนำแนวพระราชดำริ หลักการทรงงานและทรงประกอบพระราชกรณียกิจ พระราชอุตสาหะวิริยะ พระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงอาทรห่วงใยในอาณาประชาราษฏร์ และพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ เป็นแบบอย่าง เป็นแนวทาง และเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปกรรม
  3. เพื่อสร้างสรรค์งานศิลปกรรมที่มีคุณค่าทางศิลปะ ทั้งเนื้อหา รูปแบบ วิธีการที่แสดงออก การเทิดพระเกียรติ น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และน้อมถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช
  4. เพื่อให้เกิดความสามัคคี ของบุคลากรในองค์กร ทั้งครู อาจารย์ บุคลากร และนักเรียน นักศึกษา เกิดความการร่วมมือ ร่วมใจในการทำงานร่วมกันในองค์กร
  5. เพื่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้ชมผลงาน ทั้งด้านศิลปกรรม และเนื้อหาเกี่ยวกับพระปรีชาสามารถ หลักการทำงาน พระอัจฉริยภาพ พระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตาทรงอาทรห่วงใยในอาณาประชาราษฏร์ และพระราชอุตสาหะวิริยะของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุยเดช ที่ทรงสร้างคุณูปการแก่แผ่นดินไทยคนไทยอย่างอเนกอนันต์

ตัวอย่างการเขียน

ผลสำเร็จของงาน

     มีผู้เข้าร่วมโครงการ 250 คน (นักศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. 219 คน คณาจารย์ 31 ท่าน) ภาพทั้งหมดในการจัดงาน ครั้งนี้ 202 ภาพ โดยใช้เวลา 2 เดือน ในการผลิตผลงาน ด้วยเทคนิคที่หลากหลาย ตามแขนงวิชาเรียน เช่น วาดเส้น, องค์ประกอบศิลป์, ศิลปะไทย, PAINTING, ประติมากรรม งบประมาณ 2 หมื่นบาท “เรามีงบประมาณจำกัด เพราะเมื่อผลิตผลงานออกมา ต้องใส่กรอบให้เหมาะสม มีวิธีแก้ปัญหาคือ ต้องหางบสนับสนุนจากชมรมศิษย์เก่า แต่ก็สำเร็จจนได้ เพราะพระบารมีของในหลวง ของเราครับ” อาจารย์ศักดิ์ชายกล่าว

     เมื่อได้ผลงานพร้อมใส่กรอบแล้ว การติดตั้งจัดวางเป็นเรื่องสำคัญ ทุกอย่างต้องเหมาะสม ผู้รับผิดชอบคือ วิทยาลัยช่างศิลปะ และบ้านสามครู ในชุมชนตลาดไม้หัวตะเข้ ใช้เวลาจัดสถานที่แสดงผลงาน 3 วัน สิ่งที่ได้เห็น คือ ความร่วมมือของบุคลากร และชาวชุมชน ช่วยกันคิด ช่วยกันติด ช่วยกันทำ ช่วยกันแก้ไขปัญหา ยืดหยุ่นตามความเหมาะสม

ภาพการจัดแสดงงาน และพิธีเปิดในวิทยาลัยช่างศิลป

ภาพพิธีเปิดที่บ้านสามครู

วันเปิดงาน ชาวชุมชนร่วมกันจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ เด็กๆ ในชุมชน มาร่วมกันร้องเพลงต้นไม้ของพ่อ พระราชาในนิทาน และเพลงสรรเสริญพระบารมี

 

ผลที่ได้รับ

     ได้เห็นถึงความร่วมมือกันทุกฝ่าย ทั้งคณาจารย์ นักศึกษา ประชาชน ในทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อในหลวงรัชกาลที่ 9 แม้งบประมาณจะจำกัด แต่งานก็สำเร็จ สวยงาม เหมาะสม ควรค่าแก่ความทรงจำ ผู้คนมากมายได้ชื่นชมพระบารมี ได้เห็นผลงานนักศึกษา ซึ่งจัดพิมพ์เป็นโปสการ์ดไว้เป็นที่ระลึก โดยไม่ได้จำหน่าย ผู้ที่สนใจถ้าจะช่วยเหลือกิจกรรมก็บริจาคได้ตามกำลัง งานนี้ เปิดแสดงถึงวันที่ 29 ธันวาคมนี้

k5

 

การต่อยอด

     นิทรรศการมีผู้สนใจเป็นอย่างมาก ผู้มาชมงานชื่นชอบ และชื่นชม ประทับใจในความงดงามของการแสดงออกทางศิลปะของนักศึกษา มีการเผยแพร่ผลงานทางสื่อออนไลน์ ยิ่งทำให้มีคนให้ความสนใจมากขึ้น ผู้สร้างสรรค์ผลงานก็ยิ่งมีกำลังใจ และมีแรงบันดาลใจในการผลิตผลงานศิลปะมากขึ้น นับว่าเป็นการเผยแพร่องค์ความรู้ที่มีประโยชน์ต่อหลายๆ ส่วน และคงต่อเนื่องต่อไป เพื่อสืบสานการทำความดีตามพระราชปณิธานของพระองค์

 

Featured

ระบบสูบน้ำประปาบาดาลด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

 

โดย ดร. นิกร  แก้วแพรก

         ปัจจุบันการนำพลังงานทางเลือกมาใช้ อาทิ พลังงานความร้อน (thermal energy) พลังงานลม (wind energy) และพลังงานแสงอาทิตย์ (solar energy) ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก เนื่องจากเป็นพลังงานสะอาด มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย และไม่มีต้นทุนด้านพลังงาน และจากภาวะขาดแคลนพลังงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหลายประเทศได้ให้ความสนใจในการลงทุนด้านพลังงานทางเลือกเพื่อลดต้นทุนการใช้พลังงานหลักจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อย่างประเทศไทยได้เริ่มมีการใช้พลังงานทดแทนอย่างเช่น แก๊สโซฮอล์ และ  ไบโอดีเชล ที่เห็นเป็นรูปประจักษ์ เมื่อไม่นานมานี้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ได้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นจากโครงการชั่งหัวมันตามพระราชดำริ อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี โดยการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานลมเพื่อใช้ประโยชน์ภายในโครงการและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อสูบน้ำขึ้นไปเก็บไว้ยังอ่างเก็บน้ำหนองเสือแล้วปล่อยน้ำลงมาเพื่อใช้ในด้านเกษตรกรรมของโครงการชั่งหัวมัน และยังมีงานที่เกี่ยวข้องกับระบบสูบน้ำบาดาลด้วยโซลาเซลล์อีกมากมาย อาทิ โครงการส่งเสริมและสนับสนุนเทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทนเพื่อลดต้นทุนการผลิตระบบสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 3 กิโลวัตต์ ของกลุ่มเกษตรบ้านหางแขยง ตำบลหางน้ำสาคร อำเภอมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เป็นต้น

ในรอบปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบปัญหาภัยแล้งจากภาวะการขาดแคลนน้ำใช้ในภาคเกษตรกรรมอย่างมาก ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้มีส่วนช่วยเหลืออย่างมากมายในการเป็นแหล่งพลังงานทดแทนด้านกำลังไฟฟ้าที่ใช้ในการสูบน้ำบาดาลขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลและประสบปัญหาภัยแล้ง แต่อาจยังไม่คลอบคลุมในหลายๆจังหวัดของประเทศไทย มีการคาดการณ์อีกว่าในปี 2560 อาจจะเกิดภัยแล้งขึ้นอีกครั้ง ระบบสูบน้ำบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จึงอาจจะเป็นทางเลือกที่ดีของกลุ่มเกษตรกร เนื่องจากปัจจัยด้านราคาของวัสดุและอุปกรณ์มีราคาถูกลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา และจากการนำระบบผลิตไฟฟ้ามาใช้กับการสูบน้ำบาดาล บทความนี้จะกล่าวถึงการประยุกต์เทคโนโลยีการผลิตพลังงานทดแทนสำหรับระบบประปาบาดาลเพื่อใช้อุปโภคและบริโภคสำหรับหมู่บ้านและลดต้นทุนด้านกำลังไฟฟ้าด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (solar cell) พร้อมระบบสำรองพลังงาน (battery backup)

 

รูปที่ 1 ระบบประปาบาดาลด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์

หลักการทำงานของระบบ

เทคโนโลยีระบบสูบน้ำประปาบาดาลด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (The Photovoltaic Systems) พร้อมระบบสำรองพลังงาน มีหลักการทำงานดังต่อไปนี้

  • ขณะสูบน้ำขึ้นหอถัง
    • ในกรณีพลังงานแสงอาทิตย์มีเพียงพอ พลังงานไฟฟ้าจะถูกจ่ายไปยังเครื่องสูบน้ำผ่านเครื่องควบคุมหรืออินเวอร์เตอร์ และประจุสะสมเข้าแบตเตอรีสำรองไฟฟ้า
    • ในกรณีพลังงานแสงอาทิตย์มีไม่พอสำหรับเครื่องสูบน้ำ พลังงานไฟฟ้าที่ถูกสะสมไว้ในแบตเตอรีจะถูกนำมาเสริมกับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้จากแสงอาทิตย์เพื่อให้ระบบเกิดการทำงานสมดุลแบบอัตโนมัติ
    • และในกรณีฉุกเฉิน เช่นพลังงานไฟฟ้าทั้งจากแสงอาทิตย์และไฟฟ้าจากแบตเตอรีสำรองมีไม่เพียงพอ หากมีไฟฟ้าจากการไฟฟ้าหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเชื่อมเข้ากับเครื่องควบคุม ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าหรือเครื่องกำเนิดไฟฟ้าจะจ่ายพลังงานให้กับเครื่องสูบน้ำและสามารถประจุแบตเตอรีในเวลาเดียวกัน (เช่น ในช่วงเวลาที่มีฝนตกต่อเนื่อง)
    • พลังงานที่ถูกสะสมในแบตเตอรี ยังสามารถนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ได้ ในขณะเครื่องสูบน้ำทำงาน เช่น ระบบแสงสว่าง กล้องวงจรปิด หรืออื่นๆ ขึ้นอยู่กับการออกแบบเพิ่มเติมตามความต้องการ

การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนด้วยระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ข้างต้นให้เข้ากับระบบสูบน้ำประปาบาดาลในปัจจุบัน

ระบบสูบน้ำบาดาลสามารถพิจารณาได้จากเครื่องสูบน้ำในแต่ละรุ่นประกอบไปด้วยประสิทธิภาพโดยเฉลี่ยของมอเตอร์อยู่ที่ประมาณ 55% ของประสิทธิภาพโดยรวมและเมื่อชดเชยกับค่าการสูญเสียทางไฟฟ้า 5% ดังนั้นกำลังไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการขับมอเตอร์แต่ละรุ่นจึงมีขนาดดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 กำลังไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการขับมอเตอร์

 

การนำพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์มาใช้ในระบบสูบน้ำประปาบาดาลจะต้องมีความสัมพันธ์กับอัตราการสูบที่กำหนดไว้นั้น เพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างต่อเนื่อง หากคำนวณเฉพาะแหล่งพลังงานแสงอาทิตย์ที่จะนำมาประยุกต์ใช้ สามารถสรุปได้ดังแสดงในตารางที่ 2

 

 ตารางที่ 2 การเปรียบเทียบอัตราการสูบกับกำลังไฟฟ้าที่ต้องการ

 

จากข้อมูลเชิงพฤติกรรมของกลุ่มผู้ใช้น้ำบาดาล ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่ชนบทพบว่า ระบบมีความต้องการใช้น้ำสูงสุด (peak demand) 2 ช่วงเวลา คือ ช่วงเช้า 06.00-08.00 น. และช่วงเย็น 16.00-18.00 น. ทั้งในกรณีประปาเพื่อการเกษตรและประปาหมู่บ้าน (ทั้งนี้เวลาอาจแตกต่างกันขึ้นกับปัจจัยที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แหล่งพลังงานแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบสนองความต้องการ (peak demand) ได้

ตารางที่ 3 การเปรียบเทียบขนาดเครื่องสูบน้ำกับกำลังไฟฟ้าที่ต้องการจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์

 

อย่างไรก็ตาม ระยะเวลานอกเหนือจากที่กล่าวมาข้างต้น นั่นคือเวลา 08.00-16.00 น. จะเป็นระยะเวลาที่พลังงานแสงอาทิตย์ที่ความเข้มของแสงเหมาะสมที่จะนำมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด และยังเป็นช่วงเวลาที่ระบบประปาบาดาลสามารถสูบน้ำเข้าหอถังพักน้ำจนเต็ม จนกระทั่งระบบหยุดการทำงานโดยอัตโนมัติในท้ายที่สุด หากนำปัจจัยด้านเวลามาพิจารณาจะพบว่า ระบบสูบน้ำจำเป็นจะต้องมีพลังงานส่วนเกิน (06.00-08.00 น. และ 16.00-18.00 น. รวม 4 ชั่วโมง) ที่สามารถชดเชยและนำมาประจุสะสมเข้าแบตเตอรีเพื่อนำไปใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ที่จำเป็น

การประยุกต์เทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนอย่างระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบประปาบาดาลทำให้เราสามารถลดต้นทุนด้านพลังงานไฟฟ้าลงไปได้อย่างมากมาย มีอายุการใช้งานไม่น้อยกว่า 10 ปี และเป็นประโยชน์สำหรับกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการใช้ทรัพยากรน้ำยามขาดแคลนในช่วงหน้าแล้ง

Featured

ป่าพรุกับโอกาสของการเป็นแหล่งสารสำคัญทุติยภูมิ

ป่าพรุกับโอกาสของการเป็นแหล่งสารสำคัญทุติยภูมิ
(Peat Swamp Soil and its opportunistic of secondary metabolite source)
โดย คนึงนิจ บุศราคำ     นักวิจัยฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร
email: kanungnid@tistr.or.th

ลักษณะทั่วไปของป่าพรุ (Background)

     ป่าพรุจัดเป็นป่าไม่ผลัดใบชนิดหนึ่ง  และเป็นหนึ่งในสามของสังคมพืชที่มีระบบนิเวศน์แบบน้ำท่วมขังติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน ได้แก่ป่าชายเลน (mangrove forest) 2. ป่าพรุ (peat swamp forest) และ 3. ป่าบึงน้ำจืด (fresh water swamp forest)  บางครั้งอาจเกิดความสับสนไม่มากก็น้อยระหว่างป่าพรุและป่าบึงน้ำจืด   แต่สิ่งที่ทำให้สามารถแยกป่าทั้งสองชนิดออกจากกันได้คือ ป่าพรุนั้นไม่ติดต่อกับแหล่งน้ำจืดทางธรรมชาติโดยตรง  ในขณะที่ป่าบึงน้ำจืดนั้นเกิดจากการที่แหล่งน้ำตามธรรมชาติเอ่อล้นลงในที่ลุ่มจนทำให้เกิดการขังของน้ำในแอ่งดังกล่าว    เพื่อความเข้าใจป่าพรุให้มากขึ้น ผู้เขียนขอแนะนำและทำความเข้าใจลักษณะที่สำคัญอื่นๆ ของป่าพรุ ดังต่อไปนี้    คำว่า “พรุ” นั้นเป็นภาษาถิ่นทางภาคใต้ซึ่งหมายความว่าบริเวณที่เป็นที่ลุ่ม  และมีน้ำแช่ขังติดต่อกันเป็นเวลานาน    และเนื่องจากพันธุ์ไม้ในป่าพรุจัดอยู่ในประเภทป่าไม่ผลัดใบ  ดังนั้นจึงมีความเขียวชอุ่มตลอดทั้งปี  และในแอ่งน้ำของป่าพรุนั้นจะมีการสะสมเศษซากอินทรียวัตถุ ได้แก่ซากพืช ซากสัตว์  แต่เนื่องจากการย่อยสลายของเศษซากอินทรีย์เหล่านี้มีอัตราต่ำกว่าการสะสมเศษซากฯ จึงทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่าดินอินทรียวัตถุ หรือดินเชิงอินทรีย์ (organic soil)

p1

รูปที่1    แสดงการขึ้นของพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆ อย่างหนาแน่น   ในป่าพรุสองแห่งสวนพฤกษศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย) จ.ตรัง (ซ้าย)  และป่าพรุ อ.คันธุลี จ.นครศรีธรรมราช (กลางและขวา)

(http://www.seub.or.th/index.php)กล่าวคือดินนั้นจะมีสีน้ำตาลเข้มถึงดำ  มีความหนาแน่นน้อย  ทำให้ดินดังกล่าวมีลักษณะ
อ่อนยวบ  และอุ้มน้ำสูง   ป่าพรุมีดินอินทรีย์ปิดหน้าดินเดิมไว้หนาประมาณ 0.5 ถึง 5.0 เมตร   การไหลเวียนของน้ำในป่าพรุที่ค่อนข้างต่ำ หรือไม่ไหลเวียนเลย   จึงส่งผลให้ดินและน้ำในป่าดังกล่าวมีสีน้ำตาลคล้ายน้ำชา   รสชาติเฝื่อน   มีค่าความเป็นกรดด่าง (pH) ที่ต่ำกว่า  7  โดยบางแหล่งพบว่าค่าความเป็นกรดด่างนั้นประมาณ 4.5-6  (https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/
envi2/pu/pu.htm)

     พันธุ์ต่างๆไม้ที่ขึ้นในป่าพรุก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่ทำให้สามารถแยกป่าพรุออกจากป่าบึงน้ำจืดได้  กล่าวคือพันธุ์พืชที่ขึ้นในป่าพรุนั้นจะมีระบบรากแก้วที่ค่อนข้างสั้น  และจะมีระบบรากแบบต่างๆ เข้ามาเสริมความแข็งแรง ได้แก่รากแขนง ที่แผ่กว้างและแข็งแรง  ระบบรากค้ำยัน (stilt root)  นอกจากนี้โคนต้นยังมีลักษณะแผ่ขยายเป็นพูพอน (buttress)  เพื่อป้องกันการล้มอันส่งผลมาจากลักษณะของดินในบริเวณดังกล่าวที่มีความหนาแน่นต่ำนั่นเอง   รวมทั้งระบบรากหายใจ (breathing root)    ดังนั้นพันธุ์ไม้ที่ขึ้นในป่าพรุและป่าบึงน้ำจืดจึงไม่มีความเหมือนกันอย่างสิ้นเชิง  รวมทั้งลักษณะการขึ้นของต้นไม้นั้นก็ต่างกัน โดยต้นไม้ในป่าพรุนั้นจะขึ้นอย่างหนาแน่นและสูงใหญ่ซึ่งต่างจากต้นไม้ในป่าบึงน้ำจืดที่มีลักษณะโปร่ง  ในปีพ.ศ.2529 กรมป่าไม้ได้สำรวจจำนวนชนิดและพันธุ์ไม้ที่ขึ้นในป่าพรุ  พบว่ามีทั้งสิ้น 68 วงศ์ (family)  223 ชนิด (species)  ตัวอย่างพันธุ์พืชที่ขึ้นอยู่ในป่าพรุ เช่น มะฮัง  สะเตียว  หลุมพี  สาคู  หลาวชะโอน  กะพ้อแดง  ตังหนใบใหญ่  ช้างไห้  หมากแดง เป็นต้น    ทั้งนี้มี 44 ชนิดที่เป็นรายงานว่าเป็นสายพันธุ์ใหม่ (new species)  เช่นสะท้อนบก  เทียะ  หมากแดง รัศมีเงินหรือริ้วเงิน เป็นต้น (https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi2/pu/pu.htm)

p2

รูปที่ 2   ป่าพรุควนเคร็ง  จ.นครศรีธรรมราช  ป่าพรุแห่งนี้เป็นป่าพรุที่ค่อนข้างเสื่อมโทรม  โดยพืชส่วนใหญ่ที่ขึ้นในบริเวณนี้คือ ต้นเสม็ดขาวและหญ้ากระจูด

     ป่าพรุในประเทศไทยสามารถพบได้ ในแถบจังหวัดภาคใต้และภาคตะวันออก ฝนตกชุกเกือบตลอดปี  อุณหภูมิเฉลี่ยค่อนข้างสูง ผลการสำรวจของกรมพัฒนาที่ดินในปี 2525    พบว่าพื้นที่ป่าพรุที่ใหญ่ที่สุดนันอยู่ในจังหวัดนราธิวาส 283,350 ไร่ นครศรีธรรมราช  76,875  ไร่   ชุมพร  16,900  ไร่  สงขลา  5,545  ไร่  พัทลุง  2,786  ไร่  ปัตตานี  1,127  ไร่ และตราด 11,980 ไร่
และพบการกระจายตัวบ้างในจังหวัด สุราษฎร์ธานี  ตรัง  กระบี่  สตูล  ระยอง  จันทบุรี และเชียงใหม่ (http://www.forest.go.th/
index.php?option=com_content&id=311
)       อย่างไรก็ตามเมื่อมีการพัฒนาที่ขาดความเข้าใจลักษณะทางธรรมชาติของป่าพรุ  ได้แก่การขุดร่องเพื่อระบายน้ำจากป่าพรุให้ลงแหล่งน้ำธรรมชาติอื่น  ส่งผลให้น้ำที่ขังในป่าพรุเหือดแห้งลง  นอกจากจะส่งผลให้ระบบนิเวศฯของป่าพรุเปลี่ยนและเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว  และไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาเป็นป่าพรุที่สมบูรณ์ได้อีกครั้ง (รูปที่ 2)  เมื่อเข้าสู่หน้าแล้งที่อากาศแห้งแล้งจัด  เหล่าอินทรียวัตถุที่ย่อยสลายไม่หมดนั่นเป็นเชื้อเพลิงอย่างดีเมื่อเกิดไฟป่าทั้งโดยธรรมชาติและฝีมือของมนุษย์   ทำให้เกิดการลุกไหม้ติดต่อกันเป็นเวลานาน  ซึ่งการควบคุมการแพร่กระจายของไฟนั้นทำได้ยาก ทำให้ป่าพรุผืนนั้นกลายสภาพเป็นป่าพรุเสื่อมโทรมที่ไม่สามารถฟื้นฟูกลับไปเป็นสภาพเดิมได้อีกต่อไป   จากการสำรวจของกรมป่าไม้ในปี 2528  พบว่าปัจจุบันป่าพรุที่มีพื้นที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน คือ ป่าพรุสิรินธร หรือป่าพรุโต๊ะแดง  จังหวัดนราธิวาส  มีเนื้อที่ประมาณ 125,625 ไร่ (http://www.seub.or.th/index.php)

ป่าพรุกับความหลากหลายของแบคทีเรียแกรมบวก

     แบคทีเรียแกรมบวก (Gram positive bacteria) ในบทความนี้ขอกล่าวถึง กลุ่มแอ๊คติโนแบคทีเรีย (actinobacteria)  เป็นแบคทีเรียแกรมบวกที่มีสัดส่วนเบส กัวนีน และไซโตซีนสูง    และมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อมวลมนุษยชาติ  นับตั้งแต่การค้นพบสารปฏิชีวนะ (antibiotic) ที่ชื่อว่าเพนนิซิลิน (penicillin) ในปี ค.ศ.1929 โดย Alexander Flamming   ซึ่งทำให้อัตราการรอดชีวิตของคนในยุคก่อนจากการเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากสาเหตุการติดเชื้อเพิ่มขึ้น    และนับจากนั้นเป็นต้นมาอีก 60 ปี  ซึ่งนับว่าเป็นยุคทองของการค้นพบสารปฏิชีวนะ (golden edge) เนื่องจากมีการค้นพบสารปฏิชีวนะ หรือสาระสำคัญทุติยภูมิจากแบคทีเรียกลุ่มนี้เป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น actinomycin, bacitracin, cephalosporin, erythromycin, kanamycin, novobiocin, streptomycin, tetracycline และ vancomycin เป็นต้น (http://smellslikescience.com/a-need-for-new-antibiotic)   (รูปที่ 3)

รูปที่ 3   แสดงชนิดของสารสำคัญทุติยภูมิที่ค้นพบในช่วงระยะเวลาต่างๆ  (ที่มา: http://smellslikescience.com/a-need-for-new-antibiotic )

     ประโยชน์ของสารสำคัญทุติยภูมิเหล่านั้นไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเป็นสารปฏิชีวนะใช้รักษาคนและสัตว์เท่านั้น    แต่ยังนำไปใช้ในการเกษตรและสารต้านอักเสบ (agrochemical และ antitumor agents)     โดยกลุ่มที่เป็นแหล่งในการผลิตสารปฏิชีวนะที่สำคัญมากที่สุด คือ Streptomyces  หลังจากผ่านช่วงยุคทองของการค้นพบสารดังกล่าว  อัตราการค้นพบสารสำคัญทุติยภูมินั้นลดลงอย่างรวดเร็ว (รูปที่ 4)     เพื่อเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวจึงมีการพิจารณานำเอาดินหรือตัวอย่างวัสดุจากธรรมชาติที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ทั่วไป เช่น ดินจากทะเลทราย ที่ดินตะกอนดินจากทะเลลึก  หรือแม้กระทั่งดินจากบริเวณที่มีค่าความเป็นกรดสูงอย่างดินจากป่าพรุ  เป็นต้น  ในการนำมาใช้ค้นหาสารสำคัญทุติยภูมิชนิดใหม่จากจุลินทรีย์ชนิดใหม่หรือหายาก (Goodfellow & Fiedler (2010)

รูปที่4    แสดงปริมาณสาระสำคัญทุติยภูมิที่ค้นพบลดลงในแต่ละช่วงปี (ที่มา: ดัดแปลงจาก Bassetti et al.,2011).

     จากสมมติฐานดังกล่าวทำให้สามารถค้นพบสารสำคัญทุติยภูมิได้จำนวนหลายชนิด เช่น สาร abyssomicins ที่มีฤทธิ์ต้านแบคทีเรียและต้านการอักเสบ จาก Verrucossispora maris AB-18-032T ที่แยกได้จากดินตะกอนบริเวณ Mariana Trench (ส่วนที่ลึกที่สุดของทะเล) จากมหาสมุทธแปซิฟิก  และสาร atacamicin ที่มีฤทธิธ์ต้านอักเสบ จาก Streptomyses leeuwenhoekii C34T จากทะเลทราย Atacama ประเทศชิลิ โดยทะเลทรายแห่งนี้ไม่มีฝนตกมาเป็นพันล้านปี (Hartley et al., 2005; Gómez-Silva et al., 2008)  จึงเป็นที่น่าสนใจมากที่สามารถค้นพบจุลินทรีย์จากแหล่งที่ไม่น่าจะมีสิ่งมีชีวิตหรือจุลินทรีย์
อาศัยอยู่ได้   สำหรับประเทศไทยนั้นสภาพสิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่พอหาได้นั้นคือแหล่งที่มีดินและน้ำที่เป็นกรดจัดอย่างป่าพรุ จึงเป็นที่น่าสนใจสำหรับใช้ในการแยกจุลินทรีย์โดยเฉพาะอย่างยิ่งแอ๊คติโนแบคทีเรียเป็นอย่างยิ่ง  ทั้งนี้มีรายงานว่าพบการแยกจุลินทรีย์ชนิดใหม่จากป่าน้ำขังในต่างประเทศเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Streptacidiphilus durhamensis และ Streptacidiphilus hamsterleyensis (Golinska et al., 2013a; Golinska et al., 2013b)

p5
รูปที่ 5    แสดงการเดินทางไปเก็บตัวอย่างดินจากป่าพรุที่ต่างๆ : บนซ้าย และขวา ป่าพรุที่สวนพฤกษศาสตร์ภาคใต้ (ทุ่งค่าย) จ.ตรัง   ล่างซ้าย ป่าพรุควนเคร็ง จ.นครศรีธรรมราช  และ ล่างขวา  ป่าพรุจากสวนพฤกษศาสตร์พนางดง จ.พัทลุง

     ดังนั้นผู้เขียนและทีมงานวิจัยจึงได้ทำการสำรวจแหล่งป่าพรุที่เหมาะสมต่อการใช้เป็นแหล่งในการศึกษาความหลากหลายของแอ๊คติโนแบคทีเรีย เพื่อศึกษาหาความสามารถในการยับยั้งจุลินทรีย์ก่อโรค รวมทั้งการนำเอาไปใช้ประโยชน์ในด้านการเกษตร    จากการทดสอบศักยภาพเบื้องต้นของแอ๊คติโนแบคทีเรียส่วนใหญ่ที่แยกได้จากดินป่าพรุพบว่าความสามารถในการยับยั้งแบคทีเรียสาเหตุโรค คือ Bacillus subtilis,  Pseudomonas fluorescens และ Saccharomyces cerevisiae   จึงเป็นที่น่าสนใจในการที่ศึกษาให้ลึกลงไปถึงกลไกการยับยั้งของสารสำคัญทุติยภูมิต่อแบคทีเรียสาเหตุเหล่านั้น ตลอดจนการจัดจำแนกชนิดของแอ๊คติโนแบคทีเรียด้วยเทคนิคชีวโมเลกุล (molecular technique) โดยใช้ 16S rRNA gene ต่อไป

รูปที่ 6   แสดงลักษณะการยับยั้งของแอ๊คติโนแบคทีเรียที่แยกได้จากดินป่าพรุแหล่งต่างๆ ต่อแบคทีเรียสาเหตุโรค

เอกสารอ้างอิง

Available at: http://smellslikescience.com/a-need-for-new-antibiotic [accessed 11 June 2013]

Available at:  http://www.forest.go.th/index.php?option=com_content&id=311 [accessed 11 June 2016]   

Available at:  https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet6/envi2/pu/pu.htm [accessed 11 June 2016]

Available at: http://www.seub.or.th/index.php [accessed 11 June 2016]

Betina, V., 1983.  The Chemistry and Biology of Antibiotics.  Elsevier Scientific Publishing Company, Amsterdam.

Golinska, P., Kim, B.-K., Dahm, H.  and Goodfellow, M., 2013b.  Streptacidiphilus hamsterleyensis sp. nov., isolated from a spruce forest soil.  Antonie van Leeuwenhoek 104, 965-972.

Golinska, P., Wang, D. and Goodfellow, M., 2013c.  Norcardia aciditolerans sp. nov., isolated from a spruce forest soil.  Antonie van Leeuwenhoek 103, 1079-1088.

Gómez-Silva, B., Rainey, F.A., Warren-Rhodes, K.A., McKay, C.P. and Navarro-González, R., 2008.  Acatama Desert soil microbiology.  Soil Biology 13, 117-132.

Goodfellow, M. and Fiedler, H.P., 2010.  A guide to successful bioprospecting: informed by actinobacterial systematics.  Antonie van Leeuwenhoek 98, 119-142.

Hartley, A.J., Chong, G., Houston, J. and Mather, A.F. (2005). 150 million years of climatic stability: evidence from the Atacama Desert, northern Chile. Journal of Geological Science 162,421–424.

Featured

ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ

ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ
พงศกร นิตย์มี
สถานีวิจัยลำตะคอง ฝ่ายเทคโนโลยีการเกษตร

 

     พืชมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และสัตว์ต่างๆ ที่อาศัยบนพื้นพิภพแห่งนี้ เพราะเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถใช้พลังงานจากดวงอาทิตย์ได้โดยตรง โดยผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง ที่จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นอาหารในรูปของเมล็ด ใบ ลำต้น ดอก รากและผล นอกจากนั้นยังมีประโยชน์ในทางอ้อมต่อมนุษย์ เช่น การใช้เป็นยารักษาโรค ใช้เป็นที่อยู่อาศัย  เป็นแหล่งพลังงาน เป็นต้น นอกจากนั้นพืชยังเป็นศูนย์กลางในระบบนิเวศต่างๆ ทั้งมวล เช่น การควบคุมสภาพภูมิอากาศ การดูดซึมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ  ความอุดมสมบูรณ์ของดิน รวมทั้งความบริสุทธิ์ของน้ำและอากาศ

     พืชมีความหลากหลายโดยอยู่ในรูปลักษณ์ต่างๆ เช่น สาหร่าย ลิเวอร์เวิร์ต มอส เฟิร์น และพืชที่มีเมล็ด โดยพืชที่มีเมล็ดมีบทบาทมากที่สุดต่อชีวิตของมนุษย์  แต่กลับเป็นกลุ่มที่ถูกคุกคามมากที่สุด ประเมินกันว่า มากกว่า 80,000 ชนิด (ประมาณร้อยละ 20 ของพืชทั้งหมดที่มีอยู่ในโลก) กำลังถูกคุกคาม โดยสาเหตุหลักส่วนใหญ่มาจากความสมดุลของระบบนิเวศลดลง การเข้ารุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น และการใช้ประโยชน์ที่มากเกินไป การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ภัยจากการคุกคามนี้มีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่ท้าทายและสำคัญมากในศตวรรษนี้ เนื่องจากความหลากหลายของพืชส่งผลต่อความมั่นคงของมนุษย์โดยตรง ทั้งในด้านพลังงาน อาหาร และยารักษาโรค โดยจากข้อมูลพบว่า ร้อยละ 80 ของพืชที่มนุษย์บริโภคคิดเป็นชนิดของพืชเพียง 12 ชนิดเท่านั้น  คือ ธัญพืช 8 ชนิด และพืชหัว 4 ชนิด ที่เป็นแหล่งอาหารหลักของมนุษย์ ซึ่งมีความเสี่ยงเป็นอย่างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับการเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งของประชากรมนุษย์และความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศ

     การจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ จัดเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถนำมาใช้ในการอนุรักษ์ความหลากหลายของชนิดพืชในศตวรรษนี้  เพราะสามารถเก็บรวบรวมความหลากหลายได้ในปริมาณมาก ใช้ต้นทุนต่ำ และมีประสิทธิผล ซึ่งการใช้เทคโนโลยีนี้ถูกเริ่มนำมาใช้เมื่อ 50 ปีที่ผ่านมา โดยมีจุดมุ่งหมายในการเก็บรักษาความแปรปรวนของพืชปลูกเพียงไม่กี่ชนิดสำหรับการปรับปรุงพันธุ์ แต่ในช่วงสองทศวรรษให้หลัง องค์ความรู้เหล่านั้นถูกนำมาขยายผลเพื่อการอนุรักษ์พรรณพืชป่า  เพื่อใช้เป็นแหล่งปลูกป่าและสร้างระบบนิเวศใหม่ ทำให้พืชที่สูญหายไปได้มีโอกาสเกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่เดิม  และการสร้างประชากรพืชในพื้นที่ใหม่ เพื่อให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ได้ในอนาคต    นอกจากนั้นการเก็บรวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชป่ายังมีประโยชน์มากในการพัฒนาพันธุ์พืชปลูกส่งผลต่อพืชปลูก โดยการถ่ายทอดลักษณะต่างๆ ไปยังพืชปลูกได้โดยง่าย

     ประเทศไทยเองได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ความหลากหลายของชนิดพืช และในปี พ.ศ. 2557 โครงการพรรณพฤกษชาติของประเทศไทย (Flora of Thailand) ได้จัดการประชุมครั้งที่ 16  ณ สวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) สหราชอาณาจักร ในการนั้นสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดการประชุม และทอดพระเนตรกิจกรรมต่างๆ ส่วนหนึ่งที่ทรงให้ความสนพระราชหฤทัยมาก คือ ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (Millennium Seed Bank) เนื่องด้วยพระอัจฉริยภาพของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ โดยทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญของพรรณพืชป่า รวมถึงชนิดพันธุ์ที่ใกล้เคียงกับพันธุ์ปลูก ซึ่งสามารถนำมาปรับปรุงพันธุ์ให้เป็นพันธุ์ปลูกได้ จึงทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทยกับหน่วยงานธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ  เกิดเป็นโครงการความร่วมมือเก็บเมล็ดพันธุ์พืชป่า ชนิดใกล้เคียงพืชปลูกในประเทศไทย โดยจัดเก็บเมล็ดพันธุ์พืชป่า ที่เป็นชนิดใกล้เคียงพืชปลูกจำนวน 70 ชนิด และจัดส่งไปเก็บรักษาที่ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ เพื่อเป็นแหล่งสำรองเชื้อพันธุกรรมของประเทศไทย ในกรณีที่พรรณพืชของประเทศไทยสูญพันธุ์หรือหายไปจากแหล่งเดิม ทำให้ประเทศไทยมีแหล่งสำรองเชื้อพันธุกรรมเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นคงทางด้านอาหารและความหลากหลายทางพันธุกรรมพืช
b1

     ธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (MSB) ได้จัดตั้งพันธมิตรธนาคารเมล็ดแห่งสหัสวรรษ (Millennium Seed Bank Partnership, MSBP) โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการปกป้องความหลากหลายของพรรณพืชป่า ที่อาจเกิดจากภัยพิบัติต่างๆ ที่จะมีผลต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์  รวมถึงการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือจากพันธมิตรทั่วโลก ประกอบด้วย  123 สถาบันจาก 54 ประเทศ ได้ดำเนินงานโดยการกำหนดนโยบายและผู้ปฏิบัติงานทั้งในระดับนานาชาติและจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ซึ่งมีรูปแบบ วิธีการและความร่วมมือที่ถูกพัฒนาขึ้น ทั้งด้านเทคโนโลยีและความรู้ที่ล้ำอนาคต ประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของความร่วมมือเกี่ยวกับพันธมิตรธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษ (MSBP) โดยมีสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งสถาบัน นั่นคือ แนวปฏิบัติในการสร้างทุนทางปัญญา สร้างความร่วมมือระหว่างนักวิจัยสถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนองค์กรต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
b2

     ในส่วนของสวนพฤกษศาสตร์หลวงเมืองคิว (Royal Botanic Gardens, Kew) ได้พัฒนาการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชป่า ในช่วงปี พ.ศ. 2503 ถึงปี พ.ศ. 2517  และได้ย้ายกิจกรรมธนาคารเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดไปที่เวคเฮิร์ต เพลส (Wakehurst Place) โดยในช่วงปี พ.ศ. 2533 ถึงปี พ.ศ. 2535 โดยงานทางด้านธนาคารเมล็ดพันธุ์พืช  ในระยะแรกส่วนใหญ่จะเน้นในด้านการอนุรักษ์ชนิดพรรณพืชท้องถิ่นของสหราชอาณาจักร และพืชจากระบบนิเวศที่แห้งแล้งและกึ่งแห้งแล้งจากทั่วโลก (arid and semi-arid) โดยได้รับการสนับสนุนภายใต้โครงการวิจัยเมล็ดพันธุ์ จนกระทั้งในปี พ.ศ. 2539 โครงการธนาคารเมล็ดพันธุ์แห่งสหัสวรรษถูกก่อตั้งขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการแห่งสหัสวรรษ โดยมีภารกิจหลักเพื่อการอนุรักษ์พรรณไม้ของสหราชอาณาจักรเกือบทั้งหมด และอีก 24,200 ชนิด จากพื้นที่ในเขตแห้งแล้งจากทั่วโลก จัดเก็บในสถานที่แห่งใหม่ (ต่อมาเรียกว่าอาคารหลังนี้ว่า Welcome Trust Millennium Building) โดยใช้ค่าจ่ายไปจำนวน 73 ล้านปอนด์ เสร็จในเดือนมีนาคมปี พ.ศ. 2553 โดยงบประมาณขยายผลไปถึงความร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในหลายประเทศ   ปัจจุบันได้มีการรวบรวมชนิดพรรณพืชป่าประมาณ  13% ของชนิดพรรณพืชป่าที่มีอยู่ในโลก  และใน พ.ศ. 2565  คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น  20% มีจำนวนเมล็ดพันธุ์ประมาณ 75,000 ชนิด ซึ่งอยู่ภายใต้ภารกิจของโครงการนี้

ที่มา: ไม่ปรากฏผู้แต่ง.ม.ป.ป. Kew’s UK Native Seed Hub. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://www.kew.org/business-centre/welcome-uk-native-seed, [เข้าถึงเมื่อ 6 พฤศจิกายน 2559].

Featured

วว. กับการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพ

โดย ดร. อัญชนา พัฒนสุพงษ์

test1
มลภาวะสิ่งแวดล้อมจากขยะพลาสติกที่มีปริมาณการใช้สูงมาก การผลักดันให้ใช้ผลิตภัณฑ์ชีวภาพเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้ อย่างไรก็ตาม ระยะเวลาในการสลายตัวของผลิตภัณฑ์ชีวภาพนั้น นอกจากจะขึ้นกับวัตถุดิบในการผลิต ขนาดของผลิตภัณฑ์ ตลอดจนลักษณะการใช้งานแล้ว ที่สำคัญยังขึ้นกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่ที่นำไปทิ้งหรือฝังกลบด้วย ดังนั้น การตรวจสอบการสลายตัวได้ทางชีวภาพในระดับภาคสนามหรือในห้องปฏิบัติการ เป็นทางหนึ่งที่สามารถประเมินสมบัติการสลายตัวของผลิตภัณฑ์ในสภาวะธรรมชาติได้

 

     สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ได้ริเริ่มศึกษาการสลายตัวทางชีวภาพของวัสดุ มาตั้งแต่ปี 2551 โดยได้ร่วมกับคณะเกษตรศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร และได้รับทุนสนับสนุนบางส่วนจากคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่งประสบความสำเร็จในการพัฒนาวิธีการตรวจสอบการสลายตัวของวัสดุทดสอบชนิดพลาสติกชีวภาพในเบื้องต้น (preliminary biodegradation test) โดยใช้หลักการตรวจวัดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สะสมที่เกิดจากกิจกรรมการสลายตัวของวัตถุทดสอบโดยจุลินทรีย์ในปุ๋ยหมัก ภายใต้สภาวะควบคุมในระดับห้องปฏิบัติการ เป็นวิธีการที่รวดเร็ว แม่นยำ และมีค่าใช้จ่ายที่น้อยกว่าการทดสอบตามมาตรฐานสากล ทั้งนี้ วว. ได้ยื่นจดสิทธิบัตรและให้บริการทดสอบดังกล่าวนี้แก่หน่วยงานภาครัฐและเอกชนมาตั้งแต่ปี 2553

     กล่าวได้ว่า วว. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความพร้อมด้านองค์ความรู้ บุคลากร รวมทั้งเครื่องมืออุปกรณ์ ในการจัดตั้งห้องปฏิบัติการทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพ (Biodegradability Testing Laboratory) ที่มีศักยภาพในการให้บริการวิเคราะห์พลาสติกสลายตัวได้ทางชีวภาพตามมาตรฐานสากล ISO 17088 ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก. 17088-2555 และได้รับการยอมรับให้ขึ้นทะเบียนกับสถาบัน DIN CERTCO ประเทศเยอรมนีตั้งแต่ปี 2557 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดตั้งศูนย์ทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพที่มีระบบการบริหารงานที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล ISO/ IEC 17025 จากหน่วยรับรองระบบงาน (Accreditation body) ที่เป็นที่ยอมรับ และสามารถให้บริการวิจัยด้านการบำบัดสารอันตรายตกค้างในสิ่งแวดล้อม รวมถึงบริการวิเคราะห์ทดสอบการสลายตัวได้ทางชีวภาพของวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อได้มาซึ่งข้อมูลที่ยืนยันถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ด้วยวิธีการตามมาตรฐานสากล

     การวิเคราะห์ทดสอบการสลายตัวทางชีวภาพโดยห้องปฏิบัติการของ วว. นี้  นอกจากจะสอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในประเทศไทย ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลแล้ว ยังเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมด้านวัสดุย่อยสลายได้ทางชีวภาพของประเทศ เนื่องจากเป็นการสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพด้านความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์และผลิตภัณฑ์ที่ทำจากวัสดุชีวภาพของไทย ทำให้คู่ค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศยอมรับ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการส่งออกสินค้า และที่สำคัญยังช่วยแก้ปัญหาการกีดกันทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อมจากหลายประเทศทั่วโลกที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับปัญหาขยะพลาสติก จึงนับได้ว่า เป็นความภาคภูมิใจของ วว. ที่มีส่วนช่วยให้อุตสาหกรรมไทยพัฒนาศักยภาพไปสู่ความเป็นมาตรฐานสากลที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

test3

Featured

วว. กับงานสนับสนุนโครงการหลวง

โดย ดร. ชนะ พรหมทอง

   งานสนับสนุนโครงการของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชถือได้ว่าความเป็นความภาคภูมิใจประการหนึ่งของสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานด้านการพัฒนาเกษตรที่สูง โดย ฝ่ายวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (ฝวช.)  ซึ่งทาง วว. ได้เข้าไปมีบทบทในการวิจัยและพัฒนา การเพาะเห็ดเขตหนาว ซึ่งในอดีตนั้นเห็ดเขตหนาวไม่สามารถเพาะปลูกได้ประเทศไทย จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ แต่ด้วยสายพระเนตรอันกว้างไกล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชจึงทรงโปรดให้มีการส่งเสริมการเพาะปลูกพืชเมืองหนาวเพื่อทดแทนการปลูกฝิ่น โครงการพัฒนาการเพาะเห็ดเขตหนาวของไทยจึงได้เกิดขึ้นและได้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 ซึ่งโครงการนี้นอกจากจะช่วยสร้างรายได้แก่ชุมชนบนพื้นที่สูงในภาคเหนือของไทยแล้ว ยังสามารถลดการนำเข้าเห็ดจากต่างประเทศที่มีราคาแพง

FullSizeRender (1)

 

   การวิจัยและพัฒนาการเพาะเห็ดเขตหนาวนี้ ดำเนินการโดยพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยง ด้วยการนำวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งทาง วว.ดำเนินการภายใต้ศูนย์กิจกรรมพิเศษ โดยต่อมาได้ตั้งขึ้นเป็นศูนย์ประสานงานพัฒนาเกษตรที่สูง(ศปก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกองได้ร่วมกับมูลนิธิโครงการหลวง ในปี พ.ศ. 2512 ในการส่งเสริมพัฒนาการเพาะเห็ด เพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพของชุมชนบนพื้นที่สูง โดยโครงการหลวงได้กันพื้นที่ประมาณ 1,200 ตารางวา ที่สถานีวิจัยดอยปุย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้เป็นพื้นที่สำหรับการวิจัย พัฒนาและทดสอบเห็ดเขตหนาว โดยเริ่มจากการเพาะเห็ดหอมในท่อนไม้จากการแนะนำของผู้เชี่ยวชาญไต้หวันที่เข้ามาช่วยงานโครงการหลวงยุคเริ่มโครงการหลวงโดยการนำไม้ก่อที่มีอยู่ในธรรมชาติแต่ถูกตัดเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับทำการเกษตร การเพาะเห็ดหอมท่อนไม้ประสบผลสำเร็จ เป็นอย่างดี ต่อมาได้ส่งนักวิจัยไปฝึกงานการเพาะเห็ดที่ประเทศไต้หวัน และสนับสนุนเครื่องจักรสำหรับเพาะเห็ดภายใต้ความร่วมมือของโครงการหลวงกับรัฐบาลไต้หวัน เพื่อนำความรู้กลับมาวิจัย พัฒนาการเพาะเลี้ยงเห็ดเขตหนาวชนิดอื่นๆ เช่น เห็ดแชมปิญอง เห็ดเข็มทอง เห็ดนางรมหลวง เห็ดโคนหลวง เห็ดปุยฝ้าย เห็ดนางรมดอย และเห็ดอื่นๆอีกหลายชนิด ปัจจุบัน ได้ดำเนินการทดสอบ และทดลองนำสายพันธุ์เห็ดเขตหนาวชนิดอื่นๆมาเพาะเลี้ยง กว่า 10 ชนิด และส่งเสริมเห็ดที่มีศักยภาพให้เกษตรกรบนพื้นที่สูงเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพเสริมต่อไป รวมทั้งโครงการหลวงมอบหมายให้ช่วยบริหารจัดการศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง อ.ดอยสะเก็ด และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตก อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่เป็นต้นมาจนถึงปี พ.ศ. 2549 และ วว. มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างองค์กรให้ยุบรวมงานถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ไปอยู่กับงานวิจัยพัฒนา ทำให้ ศปก. ถูกยุบรวมเป็นเพียงโครงการหนึ่งเท่านั้นโดยมีนักวิจัยเป็นหัวหน้าโครงการ

 

      ต่อมาในปีพ.ศ. 2553 โครงการหลวงได้แต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่ วว. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ช่วยดูแลการบริหารจัดการ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยง และศูนย์พัฒนาโครงการหลวงตีนตกอีกครั้งหนึ่ง และมีรับสั่งจากองค์ประทานมูลนิธิโครงการหลวงให้ขยายงานส่งเสริมการเพาะเห็ดไปยังศูนย์ต่างๆมากขึ้นนอกเหนือจากเดิมที่ทำเฉพาะงานทดสอบที่ศูนย์วิจัยเห็ดเขตหนาวดอยปุย ปัจจุบันงานเห็ดได้ขยายไปยังศูนย์/สถานีของโครงการหลวงทั้งหมด 5 แห่ง และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นโดยมีศูนย์ดอยปุยเป็นศูนย์หลักในการผลิตหัวเชื้อเห็ดของโครงการหลวง และปัจจุบันศูนย์เห็ดดอยปุยขอสนับสนุนงบประมาณในรูปกองทุนโครงการ อีกช่องทางหนึ่ง เพื่อดำเนินการผลิตเห็ดสดเพื่อจำหน่ายผ่านโครงการหลวงตั้งแต่ปี 2557 เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค นอกเหนือจากงานทดสอบเห็ดชนิดใหม่

FullSizeRender (2)

     ในปี พ.ศ. 2557 อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ภายใต้การดูแลของ วว. ได้สนับสนุนงบประมาณโครงการหลวงประมาณ 13 ล้านบาท ในการสร้างอาคารเพาะเห็ดระบบปิดที่ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงป่าเมี่ยงเพื่อพัฒนางานผลิตเห็ดของโครงการหลวงให้มากขึ้น และต่อมาในปีพ.ศ. 2546 ได้เริมการวิจัยพัฒนาการผลิตวานิลลา ที่ศูนย์ฯป่าเมี่ยงโดยโครงการหลวงให้ทุนวิจัย เพื่อขยายผลสู่งานส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการหลวงต่อไปจนถึงปัจจุบันได้ขยายผลไปยัง ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงขุนวาง ศูนย์ฯม่อนเงาะ และศูนย์ฯตีนตก โดยมีการผลิตจำหน่ายเชิงพาณิชย์ผ่านตลาดโครงการหลวง

      ทั้งหมดนี้จึงนับได้ว่า เป็นความภาคภูมิใจของ วว. ที่ได้มีส่วนร่วมในการนำความรู้ความเชี่ยวชาญของบุคคลากรในองค์กรช่วยในการพัฒนาประเทศตามพระราชประสงค์

Featured

วว. กับงานค่ายธรรมชาติศึกษาและการอนุรักษ์ธรรมชาติสำหรับเยาวชน

โดย ปฐมสุดา อินทุประภาและวัชรีวรรณ ทรัพย์รุ่งเรือง

โลกในยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้มีความต้องการใช้ทรัพยากรธรรมชาติสูงขึ้นเป็นเท่าตัว ส่งผลให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของภาวะโลกร้อน การสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์บางชนิด การเสียสมดุลของระบบนิเวศ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล็งเห็นถึงความสำคัญดังกล่าว  จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล เรียนรู้การนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้ในชีวิตประจำวัน เรียนรู้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างชาญฉลาด รวมถึงมีความรู้ความเข้าใจในระบบนิเวศวิทยา ซึ่งจะทำให้เยาวชนมีความรู้และทัศนคติเพื่อนำไปพัฒนาตนเองและสังคมได้ในอนาคต ซึ่งการถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวดำเนินการในรูปแบบของค่ายวิทยาศาสตร์โดยใช้ห้องเรียนธรรมชาติ  ซึ่งก็คือ  สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นสถานีวิจัยด้านสิ่งแวดล้อมและนิเวศวิทยาของ วว. รวมทั้งยังเป็นแหล่งสงวนชีวมณฑลหรือพื้นที่สงวนชีวาลัย  (UNESCO Biosphere Reserves) แห่งหนึ่งของโลก ที่มีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะสำหรับการศึกษาระบบนิเวศวิทยาป่าเขตร้อน (ป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง)

 

1

สำหรับกิจกรรมในค่ายนั้น ทาง วว. ด้านแบ่งกิจกรรมออกเป็น 2 ด้าน คือ ด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม  และด้านการอนุรักษ์ โดยกิจกรรมด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษาความหลากหลายทางชีวภาพธรรมชาติของป่าสะแกราช  การเดินป่าศึกษาธรรมชาติ   เปรียบเทียบลักษณะของป่าดิบแล้งและป่าเต็งรัง การศึกษาทรัพยากรป่าไม้ และปัจจัยแวดล้อม โดยการนำเยาวชนเดินป่าตามเส้นทางเดินป่าในสถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช เพื่อให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพ ความสมบูรณ์ของป่า การอาศัยพึ่งพากันของป่า พืช สัตว์ สิ่งมีชีวิต คน  รวมไปถึงการศึกษาชีวิตสัตว์ ความสัมพันธ์ในระบบนิเวศวิทยา เช่น นก แมลง สัตว์ป่าต่าง ๆ  เป็นต้น โดยศึกษาการดูนกอย่างถูกวิธีกับนักดูนกมืออาชีพ ศึกษาเรียนรู้การใช้กล้อง Binoculars, Telescope ศึกษาการใช้คู่มือดูนกสากล เช่น หนังสือ A Guide To The Birds of Thailand  ของ Dr. Boonsong Lekagul  และ Philip D. Round และเรียนรู้มารยาทในการดูนก นอกจากนี้ยังมีเรียนรู้เรื่องดวงดาวบนท้องฟ้า เรียนรู้เรื่องการเขียนแผนที่ดูดาวอย่างง่ายด้วยตัวเอง ศึกษาการใช้กล้อง Telescope สำหรับดูดาว เรียนรู้ถึงประโยชน์ของดวงดาวบนท้องฟ้า การโคจรของดวงดาว ดวงดาวที่สำคัญ การบอกทิศจากการดูดาว ในส่วนของกิจกรรมทางด้านการอนุรักษ์จะเน้นไปที่กิจกรรมการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์ธรรมชาติให้กับเยาวชน โดยใช้วิธีการบรรยาย สาธิต และฝึกปฏิบัติ เรื่องวิธีการที่เยาวชนจะสามารถช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติใกล้ตัวได้ และจะนำกลับไปปฏิบัติต่อที่บ้าน สังคม โรงเรียน ชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เพื่อเป็นการจุดประกายการอนุรักษ์ให้เยาวชนเกิดความตระหนัก รัก และหวงแหนสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่จะส่งผลกระทบไปถึงสิ่งแวดล้อมรอบโลก

2

 

โครงการค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับเยาวชนนี้ ทาง วว. ได้มีดำเนินการอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยมีการคัดเลือกเยาวชนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 – 6  เข้าร่วมโครงการ ในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ซึ่ง วว. เล็งเห็นว่าโครงการนี้สามารถพัฒนาเป็นต้นแบบของการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ (Environmental Education) ได้ เนื่องจากประเทศไทยไม่มีการส่งเสริมการเรียนการสอนด้านสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์อย่างจริงจังเหมือนในประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างใน อังกฤษ ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา การสร้างต้นแบบโดยใช้ค่ายวิทยาศาสตร์ของโครงการนี้ จึงเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นและเหมาะสมอย่างยิ่งในประเทศไทย  และ วว. ก็มุ่งมั่นที่จะพัฒนาโครงการนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เยาวชนไทย

Featured

ศิลปะกับวิทยาศาสตร์…ความลงตัวของสมองซีกซ้ายและซีกขวา

ศิลปะกับวิทยาศาสตร์…ความลงตัวของสมองซีกซ้ายและซีกขวา โดย ดุรงค์ฤทธิ์ สุดสงวน

     มนุษย์เรามีการทำงานของสมองที่อัศจรรย์ บางคนเก่งทั้งความคิดในเชิงเหตุผล บางคนก็เก่งศิลปะ และมีหลายคนที่มีความสามารถผสมผสานศิลปะร่วมกันได้ เช่น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี พระองค์ทรงเชี่ยวชาญทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ ทรงมีความสามารถทางด้านดนตรีและศิลปะการร้อยลูกปัดอีกด้วย

     ผมได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์คณะทำงานจัดงานประกวดศิลปกรรมในหัวข้อ วิทยาศาสตร์และอาเซียน เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ซึ่งถือเป็นวันวิทยาศาสตร์ไทย ณ บ้านสามครู ตลาดริมน้ำหัวตะเข้ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จัดโดย คณาจารย์วิทยาลัยช่างศิลป ลาดกระบัง สิ่งที่ได้รับความรู้ คือ ขั้นตอนต่างๆกว่าจะจัดงานกิจกรรมศิลปะ และวิธีคิดอันเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการตัดสินงานศิลปะกับวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มองเหมือนเข้ากันได้ยาก แต่กลับเป็นการผสมผสานระหว่างจินตนาการกับเหตุผลซึ่งสามารถผสมผสานกันได้อย่างลงตัว เป็นรายละเอียดที่น่าสนใจ เลยมาเล่าสู่กันฟังครับแบบไม่เป็นพิธีรีตอง

สถานที่จัดงานประกวดศิลปกรรม บ้านสามครู ตลาดริมน้ำหัวตะเข้ เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร

     การจัดงานประกวดศิลปกรรมในวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์เป็นกิจกรรมหนึ่งของวิทยาลัยช่างศิลป ลาดกระบัง มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี เกี่ยวเนื่องด้วยพระองค์ทรงอุปถัมภ์และส่งเสริมงานต่างๆ ด้านวิทยาศาสตร์ไทยและทรงมีความเชี่ยวชาญทางด้านศิลปะ เช่น ดนตรีและการร้อยลูกปัดด้วย ศิลปะสามารถเชื่อมโยงความคิดในการแสดงออกให้กับเยาวชนได้หลากหลายและมีสีสัน กระทรวงวัฒนธรรมร่วมกับวิทยาลัยช่างศิลปใช้งบประมาณในการจัดงานครั้งนี้ 40,000 บาท เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมประมาณ 200 คน โดยใช้เวลาดำเนินงาน 3 เดือนกำหนดเวลาในการจัดงาน 1 วัน ตั้งแต่ 9.00 น.-12.00 น. มีขั้นตอนสรุปได้ดังนี้

     1. การนำเสนอโครงงานกับกระทรวงวัฒนธรรม

     2. การแต่งตั้งคณะกรรมการในการจัดงาน

     3. การกำหนดหลักเกณฑ์การตัดสิน และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

     4. การมอบรางวัลแต่ละประเภท

     แต่ละขั้นตอนมีรายละเอียด คือ

  1. การนำเสนอโครงงานกับกระทรวงวัฒนธรรมได้ความรู้ว่า การนำเสนอโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับพระบรมวงศานุวงศ์มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความละเอียดรอบคอบในเรื่องเนื้อหาและวิธีการของกิจกรรม ขั้นตอนการอนุมัติจะใช้เวลานานเพราะอาจต้องมีการแก้ไข
  2. การแต่งตั้งคณะกรรมการในการจัดงาน มีการแบ่งงานเป็นส่วนๆและมอบหมายผู้รับผิดชอบ ดังนี้

          2.1 ฝ่ายลงทะเบียน ใช้เจ้าหน้าที่ 6 คน หรือมากกว่า เพื่อรองรับเด็ก ๆ ที่มาลงทะเบียนมากกว่า 200 คน พร้อมทั้งแจกอุปกรณ์การวาดภาพ เช่น กระดาษ ดินสอ แผ่นรองงาน

          2.2 ฝ่ายสถานที่ ต้องจัดเตรียมห้องที่ใช้จัดงาน ห้องน้ำ ที่จอดรถ และพื้นที่การตัดสินผลงานให้เหมาะสมเพราะมีจำนวนมากหลายร้อยชิ้น

          2.3 ฝ่ายจัดการและดูแลทั่วไป คอยทำหน้าที่ประสานงานทั้งหมด เช่น การดำเนินการประชุม การส่งและรับจดหมาย การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า อำนวยความสะดวกและดูแลความปลอดภัยแก่เด็กๆเพราะจัดในตลาดไม้เก่าที่เป็นพื้นที่ค่อนข้างเปิดกว้าง พร้อมหน้าที่ในการแจกจ่ายคูปองอาหารกลางวันในราคา 30 บาท เนื่องจากเด็กๆ ต้องรอผลการตัดสินรางวัล ข้อดีคือ เป็นการช่วยเศรษฐกิจให้ชาวบ้านได้ขายอาหารและของรับประทานหลากหลาย

sv3อ.นภพงศ์ กู้แร่ ผู้ช่วยอธิการบดีวิทยาลัยช่างศิลป ประธานฝ่ายจัดการ ผู้มีประสบการณ์ในการจัดงานกิจกรรมทางศิลปะมากกว่า 30 ปี

          2.4 ฝ่ายเอกสาร มีหน้าที่จัดส่งจดหมายเชิญและเอกสารไปตามโรงเรียนต่างๆ รวมทั้งรวบรวมรายชื่อเด็กที่มาเข้าร่วมประกวด พร้อมทั้งจัดระบบในเรื่องการเงินและใบประกาศนียบัตรสำหรับผู้ที่ได้รับรางวัล

          2.5 ฝ่ายตัดสิน มีความสำคัญมากเช่นกัน วิทยาลัยช่างศิลปมอบหมายให้คณาจารย์ที่มีความรู้ทางศิลปะจำนวน 8 คน ซึ่งมีความชำนาญด้านวาดเส้น องค์ประกอบศิลป์ ประติมากรรม เครื่องปั้นดินเผา และมีประสบการณ์ในการตัดสินงานศิลปะมากกว่า 20 ปี ใช้การตัดสินแบบประชามติ โหวตเสียงส่วนใหญ่

อ.ธีรยุทธ จั่นฝังเพ็ชร ประธานฝ่ายการตัดสินการประกวดและทีมงานคณาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทางศิลปะ

ภาพบรรยากาศทั่วๆไปในตลาดไม้เก่าหัวตะเข้ ซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน เด็กๆแสดงออกกันอย่างเต็มที่

ภาพบรรยากาศการตัดสินงานประกวดใช้แบบประชามติเสียงข้างมาก ยกมือโหวต

               รางวัลแต่ละประเภท มีการจำแนกตามอายุ ดังนี้

  • ระดับชั้นประถมปีที่ 1-ระดับชั้นประถมปีที่ 3 (ยอดเยี่ยม 1 รางวัล 1,500 บาท ดีเด่น 3 รางวัล รางวัลละ 1,000 บาท)
  • ระดับชั้นประถมปีที่ 4-ระดับชั้นประถมปีที่ 6 (ยอดเยี่ยม 1 รางวัล 2,000 บาท ดีเด่น 3 รางวัล รางวัลละ 1,500 บาท)
  • ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1-ระดับชั้นประถมปีที่ 3 (ยอดเยี่ยม 1 รางวัล 2,500 บาท ดีเด่น 3 รางวัล รางวัลละ 2,000 บาท)
  • ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4-ระดับชั้นประถมปีที่ 6 หรือเทียบเท่า ปวช. ยอดเยี่ยม 1 รางวัล 3,000 บาท ดีเด่น 3 รางวัล รางวัลละ 2,000 บาท)



ภาพผลงานที่ได้รับรางวัล

     ผลที่ได้รับ

  • ได้ความสัมพันธ์ในเรื่องของ csr กับชุมชนหัวตะเข้ ชาวบ้านได้ประโยขน์คือเพิ่มรายได้ให้ชุมชน
  • ได้ใช้ความรู้ในงานศิลปะ และเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชน เนื่องจากที่ชุมชนตลาดหัวตะเข้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของ กทม. มีกิจกรรมทางด้านศิลปะ โดยการจัดแสดงผลงานดังกล่าวกว่า 200 ชิ้น เป็นเวลา 1 เดือน การฝึกทักษะเด็กและเยาวชนในการใช้สมองทั้งสองซีกในเวลาเดียวกันได้ประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม การไปดูงานกิจกรรมแฝงไว้ด้วยความรู้ที่งดงามในด้านการจัดการทั้งศาสตร์และศิลป์ในเวลาเดียวกัน ถ้ามีกิจกรรมดีๆแบบนี้ ผมจะมานำเสนอใหม่ในโอกาสต่อไป
Featured

เอทานอลกับเชื้อเพลิงใหม่ไฮโดรเจนในรถยนต์

เอทานอลกับเชื้อเพลิงใหม่ไฮโดรเจนในรถยนต์

โดย ดร.ธีรภัทร ศรีนรคุตร

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

     ถ้าเอ่ยถึง “เอทานอล” ในปัจจุบันเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงรู้จักกันดีว่าเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ที่ผลิตจากวัสดุทางการเกษตร อาทิเช่น มันสำปะหลัง อ้อย กากน้ำตาล ข้าว ข้าวโพด เป็นต้น โดยนำมาใช้ทดแทนน้ำมัน ด้วยการนำเอทานอลมาผสมกับน้ำมันเบนซินได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อว่า “แก๊สโซฮอล์” ซึ่งมีหลายสูตรขึ้นกับสัดส่วนของการใช้เอทานอลมาผสม เช่น ถ้าผสมกับน้ำมันเบนซินอัตราส่วนร้อยละ 10 เราก็จะเรียกแก๊สโซฮอล์ อี10 (E10) ถ้าผสมกับน้ำมันเบนซินอัตราส่วนร้อยละ 85 เราก็จะเรียกแก๊สโซฮอล์ อี85 (E85) เป็นต้น นอกเหนือจากบทบาทการนำมาผลิตเป็นน้ำมันแก๊สโซฮอล์แล้ว จะขอกล่าวถึงบทบาทใหม่ของเอทานอลในการนำมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงทางเลือกชนิดใหม่ที่ชื่อว่า “ไฮโดรเจน (hydrogen)” ประยุกต์ใช้กับรถยนต์ซึ่งมีการผลิตออกมาใช้ในเชิงการค้าแล้ว ยกตัวอย่างเช่น รถยนต์ก๊าซไฮโดรเจนของค่ายโตโยต้า โดยบริษัทโตโยต้ามอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อันดับ 1 ของโลก ได้เปิดตัว “ยานยนต์แห่งอนาคต” ที่ไม่ต้องใช้น้ำมัน แต่ใช้ “ไฮโดรเจนเหลว” เป็นเชื้อเพลิงแทน เมื่อกลางเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2557  รถยนต์โตโยต้าที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนรุ่นแรกนี้ชื่อว่า โตโยต้ามิราอิ (TOYOTA MIRAI) มิราอิ แปลว่า “อนาคต” (รูปที่ 1)  ราคาจำหน่ายประมาณ 1.8 ล้านบาท (ราคาในประเทศญี่ปุ่น) เมื่อเติมไฮโดรเจนเต็มถังสามารถใช้ได้ถึง 650 กิโลเมตร มากกว่ารถยนต์พลังไฟฟ้าถึง 3 เท่า แถมใช้เวลาเติมไม่กี่นาทีเช่นเดียวการเติมน้ำมัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะกล่าวถึงต่อไปคือเรื่องการได้มาซึ่งเชื้อเพลิงไฮโดรเจนและมีความเกี่ยวข้องกับเอทานอลอย่างไร?

hydro1

รูปที่ 1 รถยนต์โตโยต้ามิราอิใช้เชื้อเพลิงพลังงานทางเลือกไฮโดรเจน

ที่มา: http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9570000133149&Html=1&TabID=2&

พลังงานไฮโดรเจนได้มาจากอะไร?

     ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่มีมากที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล สามารถพบอยู่ในสารประกอบอื่นๆ อย่างเช่น น้ำ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนของเชื้อเพลิงฟอสซิล ก๊าซธรรมชาติ เอทานอล เป็นต้น ไฮโดรเจนถือว่าเป็นเชื้อเพลิงสำหรับการเผาไหม้ที่มีประสิทธิภาพสูง สะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

     เมื่อพิจารณาจากวัตถุดิบเป็นหลักเราสามารถผลิตไฮโดรเจนได้จาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ แหล่งเชื้อเพลิงฟอสซิล  แหล่งพลังงานหมุนเวียน และแหล่งพลังงานนิวเคลียร์ ดูในรูปที่ 2

hydro2

รูปที่ 2 แหล่งพลังงานไฮโดรเจน

ที่มา : https://www.iea.org/publications/freepublications/publication/hydrogen.pdf

เทคโนโลยีในการผลิตไฮโดรเจน

     เทคโนโลยีในการผลิตไฮโดรเจนในระดับอุตสาหกรรมมีหลากหลาย ขึ้นกับชนิดของวัตถุดิบ เทคโนโลยีแรกเกิดขึ้นปลาย ค.ศ.1920 เป็นกระบวนการใช้ไฟฟ้าเคมี คือ การแยกน้ำด้วยไฟฟ้า (electrolysis) ออกเป็นไฮโดรเจนกับออกซิเจน อย่างไรก็ตามช่วงกลาง ค.ศ.1960 วัตถุดิบจากฟอสซิล (fossil based feedstock) ที่เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เช่น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน เป็นต้น ได้ถูกนำมาใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตไฮโดรเจนโดยผ่านกระบวนการรีฟอร์มมิงด้วยไอน้ำ (steam reforming)  เป็นการนำสารไฮโดรคาร์บอนมาทำการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเลกุลด้วยไอน้ำ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน นอกจากนั้นก็ยังมีวิธีการการแยกสลายสารด้วยความร้อน (thermolysis) และกระบวนการทางชีววิทยาสังเคราะห์ (synthetic biology) ในการทำให้จุลชีพ (จุลินทรีย์ และสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน) มีความสามารถในการผลิตไฮโดรเจน

     โดยสรุปพลังงานไฮโดรเจนที่นำมาใช้กับยานพาหนะหากไม่ได้ผลิตจากวัตถุดิบกลุ่มฟอสซิล ยานพาหนะเหล่านั้นจะไม่มีการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หลีกเลี่ยงการเกิดภาวะโลกร้อน (global warming) นำมาซึ่งอุบัติภัยต่างๆ มากมาย ซึ่งถือเป็นจุดประสงค์หลักของการใช้ไฮโดรเจน ดังนั้นการผลิตไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียน อย่างเช่น เอทานอลซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบอยู่จำนวนมาก จึงมีความน่าสนใจ และเหมาะกับประเทศไทยที่ปัจจุบันมีการส่งเสริมให้นำวัสดุการเกษตรมาผลิตเอทานอลในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย

Featured

เทคนิคการเขียนบทความเชิงวิชาการ

 

ปัจจุบันการสื่อสารสามารถทำได้หลายวิธี การสื่อสารด้วยการเขียนบทความก็เป็นวิธีหนึ่งที่ได้รับความนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ ยิ่งมีความจำเป็นในการเขียนบทความเชิงวิชาการเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของตนและของหน่วยงาน ซึ่งการเขียนบทความเชิงวิชาการมีความแตกต่างกับบทความทั่วไป เพราะข้อมูลที่นำมาเขียนจะต้องเป็นข้อเท็จจริง และภาษาที่ใช้ควรจะเป็นภาษาเชิงวิชาการ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ จำเป็นต้องมีการหาข้อมูลและมีการฝึกฝนทักษะอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งการฝึกฝนทักษะดังกล่าวสามารถเริ่มได้โดยใช้เทคนิคง่ายๆ 3 ข้อ ดังนี้

  • การวางแผน

การเขียนบทความเชิงวิชาการจำเป็นต้องมีการวางแผนการเขียน โดยอาจทำโดยการใช้ mind map หรือ การวาง layout  ของสิ่งที่ต้องการจะเขียนก่อน เพื่อตีกรอบให้เรื่องที่จะเขียนอยู่ในประเด็นที่ผู้เขียนต้องการจะสื่อ

Writing Clip Art #11024

  • การกำหนดโครงเรื่อง

การกำหนดโครงเรื่องเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในการเขียนบทความเชิงวิชาการ ซึ่งโครงเรื่องจะต้องประกอบด้วย บทเกริ่นนำ (overview) ตัวเรื่อง (body) และบทสรุป (conclusion) โดยทั้งสามส่วนนี้จะต้องมีความต่อเนื่อง สอดคล้อง และสนับสนุนซึ่งกันและกัน

Student at Desk

  • การทบทวนแก้ไขบบทความ

เมื่อผู้เขียนเสร็จสิ้นการเขียนบทความแล้ว ผู้เขียนควรมีการทวนแก้ไข โดยตรวจทานในเรื่องของการใช้ภาษาที่ฟุ่มเฟือย การสะกดคำ และการใช้วรรคตอนที่ถูกต้องตามหลักภาษา นอกจากนี้ยังต้องตรวจสอบเอกสารอ้างอิงว่ามีครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ เพราะบทความวิจัยและบทความเชิงวิชาการนั้น จำเป็นต้องมีการอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งต่างๆ เพื่อให้บทความมีความน่าเชื่อถือ ไม่หลักลอยtyping-clipart-typing-on-computer

 

เทคนิคง่ายๆ 3 ข้อนี้ สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อฝึกฝน เพิ่มพูนทักษะการเขียนบทความเชิงวิชาการได้ และเมื่อมีการฝึกฝนบ่อยๆ จนเกิดความชำนาญ ผู้เขียนก็จะสามารถเขียนบทความให้มีความเป็นเอกภาพ ต่อเนื่อง กระชับ และมีความน่าอ่านได้ต่อไป ดังคำกล่าวที่ว่า “Practice makes perfect.”

เอกสารอ้างอิง

ธนกิจวนิชย์, เอก. 2559. เทคนิคการเขียนบทความวิจัย บทความวิชาการ และวารสารวิชาการ. ใน: เอกสารประกอบการสัมมนา เรื่อง เทคนิคการเขียนบทความวิจัย บทความวิชาการ และวารสารวิชาการ วันที่ 25 สิงหาคม 2559. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, หน้า 1-15.

Featured

จิตวิทยาในการสื่อสาร

ทุกวันนี้การสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นสิ่งขับเคลื่อนให้ธุรกิจและการดำเนินงานต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น มีประสิทธิภาพ และประสบความสำเร็จ แต่อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรอาจประสบปัญหาเรื่องการสื่อสาร ทำให้องค์กรไม่สามารถก้าวหน้าไปได้ตามความคาดหวังของผู้บริหารระดับสูง ทั้งนี้ปัญหาที่ข้องเกี่ยวกับการสื่อสารนี้อาจมาจากการสื่อสารทั้งภายในและภายนอกองค์กรก็ได้ ซึ่งปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหานี้โดยตรงก็คือ บุคลากรภายในองค์กรขาดทักษะในการสื่อสารและไม่เข้าใจถึงหลักจิตวิทยาในการสื่อสาร ทำให้ไม่สามารถสื่อสารกันเองภายใน หรือติดต่อประสานงานกับหน่วยงานภายนอกได้สำเร็จ ดังนั้นการแก้ปัญหาดังกล่าวนั้น จำเป็นต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจในหลักจิตวิทยาพื้นฐานของการสื่อสาร เพื่อให้การสื่อสารและการมีปฏิสัมพันธ์ของบุคลากรใน องค์กรมีความราบรื่นอันจะนำไปสู่ความสำเร็จของงาน เพราะปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลนั้น ขึ้นอยู่กับการคิดวิเคราะห์ในระดับจิตใต้ สำนึกเกี่ยวกับประโยชน์หรือผลเสียที่จะได้รับจากการมีปฏิสัมพันธ์ ซึ่งการคิดวิเคราะห์นี้จะส่งผลต่อพฤติกรรมของบุคคลที่แสดงออกมา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วบุคคลจะเลือกกระทำพฤติกรรมที่ประเมินแล้วว่า ตนเองจะไม่เสียผลประโยชน์ หรือได้รับผลเสียจากการเลือกกระทำพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ในการประชุมหากมีการขอความคิดเห็นในการแก้ปัญหาเรื่องใดเรื่องที่องค์กรกำลังประสบอยู่ แต่ไม่มีบุคคลใดเสนอความคิดเห็น ซึ่งนี่ก็อาจไม่ได้เป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นไม่มีแนวความคิดในการแก้ไขปัญหา แต่อาจเป็นเพราะบุคคลเหล่านั้นได้ประเมินแล้วว่า การเสนอแนวความคิดในการแก้ปัญหาออกไปจะเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับตนเอง เพราะผู้บังคับบัญชาอาจโยนความรับผิดชอบให้ตนเองเพียงผู้เดียว เป็นต้น ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า เราจำเป็นต้องเข้าใจหลักจิตวิทยาในการสื่อสาร เพื่อสร้างความรู้สึกเป็นบวก (positive) ในการมีปฏิสัมพันธ์กันของบุคลากรในองค์กร ทั้งนี้เพื่อให้องค์กรมีความก้าวหน้าและเติบโต ไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

พื้นฐานของหลักจิตวิทยาในการสื่อสารเบื้องต้นนั้น สามารถสรุปได้สั้นๆ คือ การสื่อสารด้วยการสร้างแรงจูงใจด้วยความสนุก เป็นกันเอง มีความเห็นอกเห็นใจ และให้เกียรติ นอกจากนี้ตัวสารหรือข้อความที่ต้องการจะสื่อออกไปนั้นต้องกระชับ เข้าใจง่าย และที่สำคัญอย่างยิ่ง คือ เป็นข้อความในเชิงบวกเท่านั้น ลักษณะการพูดในเชิงการออกคำสั่ง การขู่บังคับ การพูดตัดพ้อ หรือการพูดเหน็บแนม ประชดประชัน เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างยิ่งในการสื่อสารภายในองค์กร เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้งอันจะส่งผลเสียระยะยาวต่อองค์กรได้ การสื่อสารด้วยการสร้างแรงจูงใจ ด้วยความสนุก เป็นกันเอง เห็นอกเห็นใจและให้เกียรตินี้ เป็นการประยุกต์มาจากทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ของ Maslow’s hierarchy of needs ซึ่งมีการตีพิมพ์ในวารสารด้านจิตวิทยามาตั้งแต่ปี 1943 และถูกใช้อ้างอิงอย่างกว้างจนมาถึงปัจจุบัน ตามหลักทฤษฎีของ Maslow ได้กล่าวไว้ว่า มนุษย์นั้น มีความต้องการเป็นลำดับ 5 ขั้นพีระมิด ดังนี้

ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ตามทฤษฎีของ Maslow นี้เริ่มตั้งแต่ฐานพีระมิดไปจนถึงยอดพีระมิด Maslow เชื่อว่า หากมนุษย์ได้รับความต้องพื้นฐานในการดำรงชีวิตอยู่แล้ว ก็จะเริ่มต้องการความปลอดภัยและความมั่นคงในชีวิต จากนั้นจึงจะต้องการความรักและความรู้สึกร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมหรือองค์กรที่ตนเองสังกัด จากนั้นจึงจะเริ่มต้องการการให้เกียรติและการได้รับความเคารพจากบุคคลอื่น และเมื่อได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่น มนุษย์ก็จะมีความต้องการที่จะตระหนักถึงศักยภาพของตนเอง ซึ่งอาจหมายถึงความต้องการพัฒนาศักยภาพ และการเรียนรู้จักผิดชอบชั่วดี การให้เกียรติคนอื่น และการควบคุมอารมณ์ ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดของความต้องการของมนุษย์ ซึ่งความต้องการสุดท้ายนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากความต้องการพื้นฐานด้านล่างของพีระมิดยังไม่ได้รับการเติมเต็ม

ดังนั้น หลักจิตวิทยาในการสื่อสารจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงหลักทฤษฎีความต้องการนี้โดยใช้วิธีการสื่อสารที่สร้างแรงจูงใจมีความสนุก เป็นกันเอง เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจ และให้เกียรติ ซึ่งทำได้โดยการเลือกใช้ภาษา ถ้อย คำ หรือน้ำเสียงที่เป็นไปในเชิงบวก เช่น การพูดชมเชย การพูดในเชิงขอความร่วมมือแทนการออกคำสั่งและชี้แจงให้ทราบถึงเหตุผลหรือความจำเป็นในการขอความร่วมมือ โดยอาจชี้แจงถึงผลกระทบในภาพรวม หากไม่ได้รับความร่วมมือ ซึ่งควรพูดในเชิงขอความเห็นใจไม่ใช่การขู่ถึงผลที่จะตามมา นอกจากนี้หากจำเป็นต้องมีการติเตียน ควรจะสื่อสารในลักษณะที่เป็นไปในเชิงบวก เช่น การให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงแทนการต่อว่า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ฟังไม่เกิดความรู้สึกว่ากำลังถูกดูถูกเหยียดหยามหรือไม่ได้รับความเคารพหรือนั่นเอง

นอกจากนี้การสื่อสารที่มีความสนุกและเป็นกันเองนั้น ยังช่วยให้ผู้ฟังมีทัศนคติที่เป็นไปในเชิงบวกต่อผู้พูด ซึ่งส่งผลให้ผู้ฟังมีความตั้งใจที่จะฟังผู้พูด และไม่เกิดอคติแก่ผู้พูด ทำให้ไม่เกิดการแปลความหมายของข้อความที่ผู้พูดต้องการจะสื่อสารผิดเพี้ยนไป และอาจส่งผลให้ผู้ฟังคล้อยตามผู้พูดอีกด้วย เทคนิคการสื่อสารที่มีบรรยากาศของความสนุกสนานเป็นกันเองนั้น โดยส่วนใหญ่มักจะใช้ในการสื่อสารกับคนหมู่มาก เช่น การปาฐกถา การบรรยายต่างๆ ซึ่งเทคนิคการสื่อสารในลักษณะนี้ ผู้สื่อสารจำเป็นที่จะต้องเข้าใจถึงลักษณะอารมณ์ต่างๆ ของผู้ฟัง หรือรู้ทันอารมณ์ของผู้ฟัง สามารถประเมินอารมณ์ของผู้ฟังได้โดยอาจสังเกตจากสีหน้าและภาษากายของผู้ฟัง ซึ่งความสามารถการประเมินอารมณ์ของผู้ฟังนี้จะช่วยให้ผู้พูดสามารถปรับวิธีการสื่อสารและรับมือกับเหตุการณ์เฉพาะหน้าได้ดี โดยเฉพาะในกรณีการสื่อสารกับลูกค้าภายนอกองค์กร

การสื่อสารที่สร้างแรงจูงใจ มีความสนุกเป็นกันเอง เต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นในนั้น เป็นเรื่องที่ต้องฝึกฝน และตัวผู้สื่อสารเองจำเป็นต้องมีความตระหนักรู้ถึงอารมณ์ตนเอง รู้จักควบคุมอารมณ์ และมีความใจกว้าง เห็นอกเห็นใจ และรับฟังความเห็นผู้อื่นอย่างเป็นธรรม เพื่อให้สารที่ส่งออกไปสามารถโน้มน้าวผู้ฟังให้เชื่อ ยินยอมทำตาม หรือแม้แต่นำสารที่เราสื่อออกไปกลับไปคิดพิจารณา ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า การเรียนรู้หลักจิตวิทยาในการสื่อสารไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องทำความเข้าใจผู้ฟังฝ่ายเดียว ผู้สื่อสารเองก็จำเป็นที่จะต้องเข้าใจและรู้เท่าทันอารมณ์ของตนเองด้วย เพื่อให้สารที่ส่งไปยังผู้พูดไม่เป็นข้อความในเชิงลบ ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดความขัดแย้ง ความหวาดกลัว หรือความตื่นตระหนัก ส่งผลการสื่อสารนั้นล้มเหลว จากข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอมานี้ จึงกล่าวได้ว่า จิตวิทยาในการสื่อสารเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรให้ความสำคัญ เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการพัฒนาในหลายๆ ด้านขององค์กร ไม่ว่าจะเป็น การบริหารงานภายในองค์การ การถ่ายทอดองค์ความรู้ภายในองค์กร หรือแม้แต่ภาพลักษณ์ขององค์กรต่อสาธารณะ ดังนั้นจึงอาจกล่าวได้ว่า การพยายามสร้างบุคลากรที่มีทักษะในการสื่อสารที่ดีเรียนรู้จิตวิทยาในการสื่อสารจึงนับเป็นสิ่งสำคัญที่องค์กรควรไม่ควรจะละเลย

บรรณานุกรม
Harré, N. (2011). Psychology for a better world. Lulu. com.
Maslow, A. H. (1943). A theory of human motivation. Psychological review,50(4), 370.
Tannenbaum, A. (2013). Social psychology of the work organization. Routledge.

Featured

การประเมินอัตราการกัดกร่อนในสภาวะการใช้งานจริง โดยใช้โลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อน (Corrosion Coupons)

รุจีภรณ์ นาคขุนทด นักวิชาการ

ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย


 

     การกัดกร่อน (Corrosion) หมายถึงการเสื่อมสภาพของโลหะที่มีปัจจัยต่างๆ ทำให้เกิดปฏิกิริยาเคมี ปฏิกิริยาไฟฟ้าเคมี หรือเกิดจากปฏิกิริยาทางกายภาพของโลหะ ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการเสื่อมสภาพของโลหะ ได้แก่สภาพแวดล้อมของการนำไปใช้งานที่แตกต่างกัน และชนิดของวัสดุและผลิตภัณฑ์ เช่น อุปกรณ์ต่างๆ โครงสร้าง ตัวถังรถยนต์ ถังน้ำ ท่อน้ำ ถังน้ำมัน ถังก๊าซ เป็นต้น

     การกัดกร่อนที่เกิดขึ้นมีผลกระทบทาง ด้านเศรษฐกิจและความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องเลือกชนิดของโลหะให้เหมาะแก่การใช้งาน นอกจากนี้การป้องกันการกัดกร่อนสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การเคลือบด้วยสารเคลือบ การชุบเคลือบด้วยสังกะสี การใส่สารยับยั้งการกัดกร่อน (Inhibitor) ในระบบน้ำหล่อเย็น เป็นต้น

     การประเมินอายุการใช้งานของโลหะในสภาวะการใช้งานจริง ผลที่ได้จากการประเมินสามารถนำไปใช้วางแผนการซ่อมบำรุงรักษา เป็นผลให้เกิดการลดความสูญเสียด้าน เศรษฐกิจและความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งทำได้โดยใช้โลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อน (Corrosion Coupons) ที่มี การกำหนดชนิด ขนาด รูปร่าง องค์ประกอบทางเคมีของคูปองทดสอบการกัดกร่อน เช่นคูปองเหล็กมีคาร์บอนระหว่าง  0.1-0.2%  เป็นต้น ตัวอย่างลักษณะโลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อน (ดังรูปที่ 1)  เช่น คูปองวงกลม (circular), คูปองแหวน (ring-type), คูปองที่เป็นรูปแบบแผ่น, คูปองเป็นแท่งกลม เป็นต้น การเลือกใช้คูปองทดสอบการกัดกร่อนขึ้นอยู่กับเหตุผลในการทดสอบและการนำไปใช้งานภายในเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น อัตราการไหล ความดัน ความร้อน เป็นต้น   และการเลือกชนิดของโลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อนควรเป็นชนิดเดียวกับวัสดุและผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานจริง

รูปที่ 1  ตัวอย่างโลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อน (Corrosion Coupons)

 

     มาตรฐานการทดสอบที่ใช้อ้างอิงได้แก่ NACE Standard RP0775-2005 Item No. 21017 ซึ่งกล่าวถึงขั้นตอนการเลือกใช้โลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อน การติดตั้งคูปองในตำแหน่งในสภาวะต่างๆ (รูปที่ 2) ระยะเวลาในทดสอบขึ้นอยู่กับสภาวะและปัจจัยมีความรุนแรงที่ก่อให้เกิดการกัดกร่อน ถ้ายังไม่ทราบควรมีการกำหนดระยะเวลาช่วงสั้น 15-45 วัน แล้วนำมาหาอัตราการกัดกร่อนและประเมินผลก่อนว่าเกิดการกัดกร่อนมากหรือน้อยเพียงใด ถ้าผลการประเมินต่ำควรเพิ่มระยะเวลาเป็น 60-90 วัน เป็นต้น ในมาตรฐานดังกล่าวยังได้กล่าวถึงการล้างคูปองด้วยสารเคมีเพื่อคำนวณน้ำหนักโลหะที่หายไปจากการกัดกร่อน โดยชั่งน้ำหนักคูปองก่อนและหลัง หลังล้างเพื่อใช้คำนวณหาอัตราการกัดกร่อนทั่วไป สูตรการคำนวณหาอัตราการกัดกร่อนมีหลายสูตรขึ้นอยู่กับเลือกใช้หน่วยอะไร เช่น หน่วย mils per year (mpy) สูตรคำนวณคือ  CR = 2.227 x 104 x W / (AxTxD) โดย CR = อัตราการกัดกร่อน หน่วย mils per year (mpy), 2.227 x 104 คือค่าคงที่ในการแปลงหน่วยให้เป็น mpy,  W = น้ำหนักที่หายไป (น้ำหนักคูปองก่อนล้าง-น้ำหนักหลังล้างที่ผ่านการทดสอบแล้ว) หน่วย กรัม,  A = พื้นที่ก่อนทดสอบของคูปอง หน่วย ตารางนิ้ว,   T = ระยะเวลาทดสอบ หน่วย วัน และ D = ความหนาแน่นของโลหะ หน่วยกรัม/ลูกบาศก์เซนติเมตร

     จากตารางที่ 1 เป็นเกณฑ์ประเมินผลการกัดกร่อนของโลหะคูปองในระบบน้ำหล่อเย็น แสดงถึงอัตราการกัดกร่อนของเหล็กเหนียว (Mild steel), ทองแดงและทองแดงเจือ (Copper & Copper alloys) เช่นค่าอัตราการกัดกร่อนของ เหล็กเหนียว (Mild steel) ที่ยอมรับได้อยู่ในช่วงน้อยกว่า 1.0-5.0 mpy แต่ถ้าอัตราการกัดกร่อนของคูปองที่ผ่านการทดสอบมีค่า 6.5 mpy แสดงว่ามีค่าอยู่ในช่วง 5.0-10.0 mpy เป็นค่าที่ยอมรับไม่ได้ และอาจมีผลทำให้เครื่องจักร อุปกรณ์ เกิดความเสียหายได้ ดังนั้นผลการทดสอบคูปองจากการประเมินนี้ สามารถนำไปวางแผนในการดูแลรักษาและซ่อมบำรุงก่อนได้เพื่อลดการสูญเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

รูปที่ 2  โลหะคูปองทดสอบการกัดกร่อน ไปติดตั้งในระบบการใช้งานจริง

 

ตารางที่ 1 ผลการประเมินการกัดกร่อนในระบบน้ำหล่อเย็น

 


 

เอกสารอ้างอิง

NACE Standard RP0775-2005 Item No. 21017

Technical Bullet 2-009: Cooling Systems (Update 10/15/13)

Association of water technologies

 

Featured

การตรวจสอบมวลของสารเคลือบสำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีโดยวิธีการจุ่มร้อน

 การตรวจสอบมวลของสารเคลือบสำหรับผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีโดยวิธีการจุ่มร้อน

 


รุจีภรณ์ นาคขุนทด
ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

 

          ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง ได้มีการใช้เหล็กชุบเคลือบสังกะสีโดยวิธีการจุ่มร้อน (Hot Dip Galvanizing) มากขึ้น เนื่องจากมีความต้านทานต่อการกัดกร่อนในสภาพบรรยากาศได้ดี คุณสมบัติของสังกะสีที่เคลือบช่วยปกป้องไม่ให้เหล็กผุกร่อนเนื่องจากการที่ตัวสังกะสีถูกกัดกร่อนก่อน เป็นทางเลือกที่ดีกับงานโครงสร้างที่ต้องอยู่ในสภาพบรรยากาศภายนอก ได้แก่ หลังคา รั้วบ้าน ราวเหล็กขอบทาง สะพาน เสาไฟฟ้า สถานีส่งไฟฟ้า ลวดเหล็ก ลวดตาข่าย ตะปู นอตสกรู รางน้ำ ถังน้ำ งานท่อ เช่น ท่อระบายอากาศ ท่อน้ำ เป็นต้น บริษัทในประเทศไทยส่วนใหญ่ที่เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีจะขอการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เพื่อให้เกิดความมั่นใจในคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แต่บางครั้งบริษัทได้นำผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศซึ่งมีราคาถูกกว่าในประเทศเข้ามาจำหน่าย ดังนั้น การตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้งาน

 

Hot Dip Galvanizing_01

Hot Dip Galvanizing_02

 

          มาตรฐานการทดสอบผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีโดยวิธีการจุ่มร้อน ได้มีการกำหนดคุณภาพและการตรวจคุณสมบัติต่าง ๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ซึ่งมีการระบุ รูปร่าง มิติ และเกณฑ์ความคลาดเคลื่อน องค์ประกอบทางเคมีของวัสดุ สมบัติทางกล ได้แก่ ความเค้นดึงสูงสุด, ความเค้นคราก และความยืด คุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่กำหนดคือความหนาหรือมวลของสังกะสีที่เคลือบ มาตรฐานต่างประเทศที่ใช้ในทดสอบคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสี เช่น ISO 9364, ISO 1460 สำหรับประเทศไทย จะกำหนดมาตรฐานคุณภาพตามการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้งานโดยมีมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) เป็นมาตรฐานการรับรอง เช่น มอก. 50 เหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน แผ่นม้วน แผ่นตัด และแผ่นลูกฟูก, มอก. 71 ลวดเหล็กเคลือบสังกะสี,  มอก. 76 ลวดหนามเคลือบสังกะสี, มอก. 208 ลวดตาข่ายเคลือบสังกะสี, มอก. 238 ถังน้ำเหล็กอาบสังกะสี, มอก. 277 ท่อเหล็กกล้าอาบสังกะสี, มอก. 248 ราวเหล็กลูกฟูกกันรถสำหรับทางหลวง, มอก. 404 ลวดเหล็กกล้าเคลือบสังกะสีตีเกลียว, มอก. 449 เหล็กคร่าวเพดานแบบแขวน, มอก. 2131 แผ่นเหล็กเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี:แผ่นม้วนและแผ่นตัด, มอก. 2132 แผ่นเหล็กเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อนและเคลือบสี:แผ่นลอน, มอก. 2228 เหล็กแผ่นเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน สำหรับงานทั่วไป งานขึ้นรูป และงานโครงสร้างทั่วไป เป็นต้น

          บทความนี้จะกล่าวถึงการตรวจสอบมวลของสารเคลือบทั้งเคลือบสังกะสีหรือเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีเพื่อการยอมรับผลิตภัณฑ์ สำหรับเหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน แผ่นม้วน แผ่นตัด และแผ่นลูกฟูก ตาม มอก. 50 และ เหล็กแผ่นเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน สำหรับงานทั่วไป งานขึ้นรูป และงานโครงสร้างทั่วไป ตาม มอก. 2228 รวมถึง ราวเหล็กลูกฟูกกันรถสำหรับทางหลวง ตาม มอก. 248 ในแต่ละมาตรฐานได้กำหนดการสุ่มชิ้นงาน จำนวนชิ้นงาน  และขนาดของชิ้นงานเพื่อใช้ในการคำนวณพื้นที่ผิวที่เคลือบของชิ้นงาน การตรวจสอบเริ่มจากการทำความสะอาดชิ้นงาน ชั่งหาน้ำหนักก่อนล้างด้วยสารเคมี แล้วนำมาล้างด้วยสารเคมีเพื่อละลายเอาสารเคลือบออก ล้างด้วยน้ำ เช็ดให้แห้งแล้วนำมาชั่งน้ำหนักหลังล้างอีกครั้ง จากนั้นคำนวณหาน้ำหนักที่หายไปต่อพื้นที่เป็นค่ามวลของสังกะสีที่เคลือบกำหนดหน่วยเป็นกรัมต่อตารางเมตร ในกรณีผลิตภัณฑ์ตาม มอก. 50 ให้เทียบค่ามวลของสังกะสีที่เคลือบตามตารางที่ 1 เช่น ผลิตภัณฑ์ Z060 ต้องมีค่ามวลเฉลี่ยของสังกะสีที่เคลือบ 60-79 กรัมต่อตารางเมตร หรือ ผลิตภัณฑ์ Z450 จะต้องมีค่ามวลเฉลี่ยของสังกะสีที่เคลือบไม่น้อยกว่า 450 กรัมต่อตารางเมตร ในทำนองเดียวกันกับผลิตภัณฑ์ตาม มอก. 2228 เช่น ผลิตภัณฑ์ AZ090 ต้องมีค่ามวลของสารเคลือบสำหรับเหล็กแผ่นเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีต่ำสุดรวมทั้ง 2 ด้าน 90-99 กรัมต่อตารางเมตรดังตารางที่ 2 หรือ การทดสอบราวเหล็กลูกฟูกกันรถสำหรับทางหลวง ตาม มอก. 248 กำหนดเกณฑ์การยอมรับของแผ่นเหล็กอาบสังกะสี ชนิดที่ 1 มีน้ำหนักของสังกะสีที่อาบไม่น้อยกว่า 550 กรัมต่อตารางเมตร, ชนิดที่ 2 มีน้ำหนักของสังกะสีที่อาบไม่น้อยกว่า 1100 กรัมต่อตารางเมตร และสลักเกลียวอาบสังกะสี, แป้นเกลียวอาบสังกะสี และแหวนรองอาบสังกะสี แต่ละชิ้นมีน้ำหนักของสังกะสีที่อาบไม่น้อยกว่า 305 กรัมต่อตารางเมตร และค่าเฉลี่ยจาก 3 ชิ้นต้องมีน้ำหนักของสังกะสีที่อาบไม่น้อยกว่า 381 กรัมต่อตารางเมตร เป็นต้น

ตารางที่ 1  มวลของสังกะสีที่เคลือบตาม มอก. 50

 Hot Dip Galvanizing_03

 

 

ตารางที่ 2  มวลของสารที่เคลือบตาม มอก. 2228

Hot Dip Galvanizing_04

 

 

          มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด มีการกำหนดเกณฑ์ยอมรับไว้เพื่อสร้างความมั่นใจต่อผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมในแต่ละมาตรฐาน สำหรับมวลของสารเคลือบของผลิตภัณฑ์เหล็กชุบเคลือบสังกะสีก็เช่นกัน มาตรฐานมีการกำหนดเกณฑ์ยอมรับตามชนิดของผลิตภัณฑ์ ผลการตรวจสอบมวลของสารเคลือบจะช่วยชี้บ่งว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดและสามารถนำไปใช้ได้เหมาะสมกับสภาวะการใช้งานผลิตภัณฑ์นั้นๆ

 


เอกสารอ้างอิง

  1. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 50-2548 เหล็กแผ่นรีดเย็นเคลือบสังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน แผ่นม้วน แผ่นตัด และแผ่นลูกฟูก
  2. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 248-2531 ราวเหล็กลูกฟูกกันรถ สำหรับทางหลวง
  3. มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม มอก. 2228-2548 เหล็กแผ่นเคลือบอะลูมิเนียม/สังกะสีโดยกรรมวิธีจุ่มร้อน สำหรับงานทั่วไป งานขึ้นรูป และงานโครงสร้าง
Featured

บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ (ปี 59)

สำหรับหน่วยงานราชการ หน่วยงานกำกับของรัฐ หรือ รัฐวิสาหกิจ ที่ต้องมีการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ เพื่อใช้ในการสนับสนุนให้การดำเนินงานตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายสำเร็จลุล่วงนั้น จำเป็นต้องมีการวางแผนงบประมาณประจำปี และจำเป็นต้องรับทราบถึงเกณฑ์ราคามาตรฐานครุภัณฑ์ เพื่อช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มีกรอบในการจัดซื้อจัดหาครุภัณฑ์ อันนำมาซึ่งความคุ้มค่าในการลงทุน และเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันทางราคา จึงมีการกำหนดเกณฑ์ราคามาตรฐานของครุภัณฑ์ขึ้น ซึ่งเกณฑ์ราคามาตรฐานล่าสุดต่าง ๆ มีดังนี้

Featured

เทคนิคการนำเสนองานอย่างมีประสิทธิภาพ

เทคนิคการนำเสนองานอย่างมีประสิทธิภาพ

อัปสร เสถียรทิพย์*

ผศ.ลักษมี  คงลาภ**

TE1

                  การนำเสนอ (Presentation)  เป็นการสื่อสารรูปแบบหนึ่งที่มีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งในปัจจุบัน ทั้งในแวดวงการศึกษา แวดวงวิชาชีพ การทำงานทั้งในภาครัฐ และภาคเอกชนให้ความสำคัญกับทักษะการนำเสนอของบุคลากร  Cheryl Hamilton (1999:6)  อธิบายว่า  มีงานศึกษาพบว่าผู้จ้างงานส่วนใหญ่เห็นว่าทักษะการนำเสนอมีส่วนสำคัญต่อการประสบความสำเร็จในการทำงานมากกว่าทักษะทางวิชาชีพ   จากการศึกษาของ  Michigan State University ศึกษาความคิดเห็นผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล 479 คนจากบริษัทใหญ่ๆ  หน่วยงานของรัฐ  และองค์กรไม่แสวงหากำไร   พบว่าในการคัดเลือกบุคลากรเข้าทำงาน ทักษะการนำเสนอเป็นทักษะที่สำคัญทีสุดที่ใช้ในการพิจารณาคัดเลือกผู้เข้าทำงาน

ในชีวิตการทำงาน การนำเสนอเป็นบทบาทหน้าที่หนึ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การนำเสนอเป็นวิธีการสื่อสารข้อมูลข่าวสารและแนวความคิดไปยังกลุ่มผู้ฟัง ที่อาจจะเป็นกลุ่มผู้ฟังขนาดเล็กที่มีความคุ้นเคยกัน เช่น กลุ่มผู้ร่วมงาน หรือกลุ่มผู้ฟังขนาดใหญ่ที่ไม่มีความคุ้นเคยกัน เช่น กลุ่มบุคคลทั่วไป

TE2

 

              ข้อดีของการนำเสนอคือ

-เป็นการสื่อสารสองทาง (Two ways communication) ระหว่างผู้นำเสนอกับผู้ฟังทำให้ผู้นำเสนอสามารถเห็นปฏิกิริยาของผู้มีอำนาจตัดสินใจได้อย่างทันทีทันใด

– สามารถดึงดูดความสนใจและสร้างผลกระทบต่อผู้ฟังรวมทั้งสร้างความจดจำได้ดีกว่าการนำเสนอด้วยการเขียน (Written Presentation)

– สามารถปรับเนื้อหาหรือเรื่องราวที่กำลังพูดให้เหมาะสมกับผู้ฟังได้อย่างทันท่วงที เช่น เมื่อเห็นว่าผู้ฟังแสดงท่าทางไม่เข้าใจเนื้อหาที่นำเสนอ ผู้นำเสนอก็สามารถปรับปรุงวิธีการนำเสนอเพื่อให้ผู้ฟังได้เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น

การนำเสนอจะประสบความสำเร็จได้หากมีการเตรียมการที่ดี  “การเตรียมการเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการนำเสนองาน” (Preparation is a major key to delivering a successful presentation) (Nick Morgan 2004:15) เทคนิคการนำเสนออย่างมีประสิทธิภาพประกอบไปด้วย 3 ต.  คือ เตรียมกายและใจ  เตรียมเนื้อหา และเตรียมสื่อ

. ที่ 1 เตรียมกายและใจ  ผู้นำเสนอจำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งกายและใจก่อนที่จะนำเสนองาน การเตรียมกายเป็นการเตรียมวิธีการสื่อสารของผู้นำเสนอ  เมื่อกล่าวถึง คำว่า” วิธีการสื่อสาร”หมายถึง การใช้เสียง และภาษากายในการนำเสนองาน

          เสียง (Voice) เสียงของผู้นำเสนอเป็นเครื่องมือที่สำคัญอย่างหนึ่งในการนำเสนองาน ไม่ว่าจะเป็นระดับเสียง ความดังของเสียง และการออกเสียง

โดยธรรมชาติแล้วเวลาพูดเสียงของคนเราจะมีการเปลี่ยนแปลงระดับเสียงเหมือนเส้นกราฟที่มีขึ้นสูงและลงต่ำ ผู้นำเสนอควรฝึกการใช้เสียงให้มีการใช้ระดับเสียงสูงต่ำอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อให้น่าสนใจ และเสียงไม่ราบเรียบเกินไป

          ความดังของเสียง ระดับความดังเสียงของผู้นำเสนอ  ควรให้เหมาะสมกับสภาพของสถานที่ ถ้าเป็นการนำเสนอในห้องประชุมขนาดเล็ก ควรใช้ความดังของเสียงระดับปกติ แต่ถ้าเป็นการนำเสนอในห้องประชุมขนาดใหญ่ ควรใช้เสียงที่ดังขึ้น เพื่อให้ผู้ฟังในห้องทุกคนได้ยินเสียงของผู้นำเสนอชัดเจน ทั้งนี้ เสียงที่ดังจะฟังดูมีอำนาจและกระตุ้นความสนใจได้ดี

การออกเสียง เป็นสิ่งที่สำคัญมากในการนำเสนองาน ถ้าผู้นำเสนอพูดออกเสียงไม่ชัด ผู้ฟังก็จะไม่สามารถรับข้อมูลข่าวสารได้ถูกต้อง นอกจากนั้นความเร็วในการพูดก็มีความสัมพันธ์กับการออกเสียง ถ้าพูดเร็วเกินไปคำที่พูดต่างๆที่พูดออกมา จะฟังไม่รู้เรื่อง  ควรมีการหยุดเว้นช่วงในการนำเสนอ โดยเฉพาะหัวข้อสำคัญ  อาจจะเป็นการหยุดเพื่อจะเริ่มหัวข้อใหม่ หรือหยุดเว้นช่วงเพื่อเปลี่ยนอารมณ์จากอารมณ์หนึ่งเป็นอีกอารมณ์หนึ่ง

                   สตีฟ จ๊อบส์ ผู้ที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่นำเสนองานที่ดีที่สุดคนหนึ่ง มีเทคนิควิธีการพูด คือ“เปลี่ยนระดับความดังและสลับน้ำเสียงสูงต่ำอยู่เรื่อยๆเพื่อดึงความสนใจของผู้ฟังให้จับจ้องอยู่ที่คำพูดของคุณ เลือกจุดเปลี่ยนที่เหมาะสม เปลี่ยนจังหวะการพูดเพื่อไม่ให้การพูดของคุณราบเรียบจนเกินไป พูดให้เร็วขึ้นในบางช่วงแล้วช้าลง หยุดเว้นช่วงบ้างเพื่อสร้างอารมณ์ ” (Carmine Gallo 2010)

ภาษากาย (Body Language) มีความสำคัญต่อการสื่อสารของผู้นำเสนอ ภาษากายเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยสร้างความประทับใจแรกพบ (First Impression)ให้เกิดขึ้นในการนำเสนองาน ก่อนที่ผู้นำเสนอจะเริ่มพูด ควรที่จะประสานสายตา      (Eye Contact)กับผู้ฟังเพื่อแสดงความเป็นมิตรและความเข้าใจ    ผู้นำเสนอที่ดีต้องมีการประสานสายตากับผู้ฟังอย่างสม่ำเสมอ การวางท่า(Posture) หรือการปรากฏกายของผู้นำเสนอในขณะที่นำเสนองานต่อผู้ฟังที่เหมาะสม คือควรวางท่าอย่างสบายๆเพื่อให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุดผนวกกับมีความคล่องตัวพร้อมจะสื่อสารกับผู้ฟัง ควรใช้ท่าทางให้เป็นธรรมชาติแสดงถึงความกระฉับกระเฉง คล่องแคล่ว และมั่นใจ

เทคนิคในการใช้ภาษากายเพื่อสร้างความประทับใจ

–    เวลาจะนำเสนองาน ควรลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม

–   เดินไปที่เวทีด้วยท่าทางกระตือรือร้น สร้างความรู้สึกประหนึ่งว่ากำลังเดินขึ้นไปรับรางวัล

–    ก่อนจะเริ่มพูดควรยิ้มอย่างอบอุ่นกับผู้ฟัง

–    ควรสบสายตากับผู้ฟังก่อนจะพูด

วิธีการพูดและภาษากายเป็นปัจจัยสำคัญที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้ฟัง ภาษากายควรสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในคำพูดของผู้นำเสนอ วิธีการสื่อสารที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการฝึกฝนบ่อยๆ ฝึกการอ่านออกเสียงดังๆเพื่อฟังเสียงของตัวเอง หาจุดเด่น จุดด้อยในการใช้เสียง  บันทึกภาพและเสียงการนำเสนองานของตนเองเพื่อนำมาปรับปรุงแก้ไขจุดบกพร่องในการสื่อสาร

การเตรียมใจ  การได้รับมอบหมายให้นำเสนองาน  บ่อยครั้งสร้างความวิตกกังวลให้กับผู้ได้รับมอบหมายว่าจะพูดได้ไหม  จะพูดรู้เรื่องหรือเปล่า จะมีคนสนใจฟังไหม จะมีคนถามคำถามหรือเปล่า สารพัดความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ขาดความเชื่อมั่นและความมั่นใจในการนำเสนองานเพิ่มมากขึ้น  การเตรียมใจด้วยการคิดบวก( Positive Thinking) จึงเป็นสิ่งสำคัญ Elizabeth Tierney (1999:56) กล่าวว่าการคิดบวกเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการขจัดความเครียดและความวิตกกังวลในการนำเสนอ ผู้นำเสนอควรคิดเสมอว่าการนำเสนองานคือการนำสิ่งที่เป็นประโยชน์มาแบ่งปันให้กับผู้ฟัง เช่น ทำให้ผู้ฟังมีความรู้ความเข้าใจมากขึ้น ทำให้ผู้ฟังรู้สึกชีวิตดีขึ้น ช่วยแก้ปัญหาให้กับผู้ฟัง  เป็นต้น

 

. ที่ 2 เตรียมเนื้อหา  เนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการนำเสนองาน ถ้าไม่มีเนื้อหาการนำเสนองานก็เกิดขึ้นไม่ได้ การเตรียมเนื้อหา คือการกำหนดว่าเนื้อหาที่นำเสนอมีประเด็นใดบ้าง ควรมีการจัดลำดับเนื้อหาอย่างไร  เนื้อหาเป็นสิ่งสำคัญในการนำเสนอ ผู้นำเสนอจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจเนื้อหาที่ตนนำเสนอเป็นอย่างดี เรียกว่า รู้ลึก รู้จริงในสิ่งที่พูด   เมื่อเรารู้และเข้าใจในสิ่งที่เรานำเสนอ จะทำให้เราสามารถถ่ายทอดข้อมูลให้ผู้ฟังเข้าใจได้ง่ายขึ้น ดังที่ Albert Einstein กล่าวไว้ว่า “ If you can’t explain it simply, you don’t understand it well enough”

 

ก่อนที่จะเตรียมเนื้อหา ผู้นำเสนอควรกำหนดจุดมุ่งหมายในการนำเสนอและศึกษาข้อมูลผู้ฟัง เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางการนำเสนอ การกำหนดจุดมุ่งหมายเป็นการตอบคำถามที่ว่า “ทำไมถึงต้องนำเสนองาน” ผู้นำเสนอคาดหวังว่าจะเกิดผลอะไรจากการนำเสนอ เช่นเพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร เพื่อจูงใจ เพื่อขายหรือเพื่อสอน เป็นต้น ในการนำเสนองานผู้นำเสนอทุกคนควรจะกำหนดเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ของการนำเสนอ ซึ่งการวัดความสำเร็จของการนำเสนองานสามารถพิจารณาได้จากผลของการนำเสนอนั้นว่าตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่

การศึกษาผู้ฟัง ในการนำเสนองาน ผู้นำเสนอควรที่จะทราบล่วงหน้าว่าใครจะเข้าร่วมฟังบ้าง หากรู้จักกลุ่มผู้ฟังดีเท่าไรก็จะสามารถนำเสนองานให้เข้าถึงกลุ่มผู้ฟังได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ผู้ฟังจะมีความหลากหลายทั้งทางด้านภูมิหลัง ลักษณะทางจิตวิทยา ที่สำคัญควรวิเคราะห์ความต้องการของผู้ฟัง (Audiences ’ need)  ว่าผู้ฟังจำเป็นต้องรู้อะไรบ้างและผู้ฟังต้องการรู้อะไรบ้างจากการนำเสนอ ปัญหาหนึ่งของการนำเสนองานคือการไม่นำเสนอในสิ่งที่ผู้ฟังต้องการที่จะได้ฟัง หากนำเสนอแต่เพียงสิ่งที่ผู้ฟังจำเป็นต้องรู้ โดยไม่คำนึงว่าผู้ฟังต้องการรู้อะไรบ้าง เมื่อนำเสนอเสร็จอาจทำให้ผู้ฟังเกิดคำถามค้างในใจถึงสิ่งที่ต้องการจะรู้แต่ไม่ได้รู้ การวิเคราะห์ความต้องการของผู้ฟัง จะทำให้มีข้อมูลเพื่อใช้ในการกำหนดแนวทางและวิธีการที่ถูกต้องในการนำเสนอแก่ผู้ฟังแต่ละกลุ่มที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านความคาดหวังและเหตุผลของผู้ฟังที่มีต่อการนำเสนอนั้นๆ การนำเสนอที่ดีที่สุดคือการนำเสนอด้วยวิธีการและแนวทางที่ถูกใจผู้ฟัง

การเตรียมเนื้อหา ผู้นำเสนอควรเขียนโครงร่างเนื้อหาโดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน ตามโครงสร้างเนื้อหาได้แก่ การเปิด (Opening)  เนื้อหาหลัก (Body) และ การปิด (Closing)

                    การเปิด (Opening) คือ การดึงดูดความสนใจจากผู้ฟังและทำให้ผู้ฟังสนใจติดตามเนื้อหา   การเปิดที่ดีจะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้นำเสนอ ผู้พูดที่ไม่มีประสบการณ์มักจะเริ่มต้นด้วยการกล่าวคำขอโทษในเรื่องที่แสดงถึงความไม่มั่นใจและไม่พร้อม เช่น ขอโทษที่มาสาย , งานยังไม่เรียบร้อย ,ไม่เคยนำเสนอมาก่อน หรือรู้สึกตื่นเต้นมาก ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นที่ไม่ดี เพราะผู้ฟังจะตัดสินผู้นำเสนอตั้งแต่การเริ่มต้นการนำเสนอ ถ้าเริ่มต้นไม่ดี  จะเป็นการลดความน่าเชื่อถือของผู้นำเสนอ

การกล่าวเปิดที่ดีนั้น ควรคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้

  • สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ฟัง
  • กล่าวถึงประเด็นสำคัญเป็นหลักแต่สามารถเสนอภาพรวมของเนื้อหาทั้งหมด
  • ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่ผู้ฟังจะได้รับจากการนำเสนอ
  • ทำให้ผู้ฟังเกิดความเชื่อถือและมั่นใจผู้นำเสนอ

เนื้อหาหลัก (Body )ในช่วงกลางของการนำเสนอเป็นช่วงที่เหมาะสำหรับการนำเสนอรายละเอียด  แต่ผู้พูดควรระมัดระวังไม่ให้ผู้ฟังเกิดความเบื่อหน่าย จากกราฟที่ 1 แสดงผลการวิจัยทางจิตวิทยาในเรื่องระดับความสนใจของผู้ฟัง กับระยะเวลาในการนำเสนองาน โดยศึกษาการนำเสนองานที่ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้น 40 นาที พบว่าช่วงเวลา 10 นาทีแรก ความสนใจของผู้ฟังจะอยู่ในระดับที่สูง หลังจากนั้นระดับความสนใจจะลดลงมาเรื่อยๆ จนกระทั่งประมาณ 30 นาที ระดับความสนใจจะอยู่ในระดับต่ำสุด และจะเริ่มสูงขึ้นอีกครั้งเมื่อใกล้เวลา 5 นาทีสุดท้าย

GRAPH

                                                  กราฟที่ 1 แสดงระดับความสนใจฟัง

(Antony Jay and Ros Jay 1996: 24)

         

                   จากผลการศึกษามีประเด็นที่น่าสนใจ 4  ประเด็นคือ ประเด็นแรกการนำเสนองานในระยะเวลาสั้นๆจะเป็นช่วงที่ผู้ฟังมีความสนใจอยู่ในระดับที่สูง ประเด็นที่สอง การนำเสนอประเด็นสำคัญเพื่อให้ผู้ฟังเกิดการจดจำควรนำเสนอในช่วงเริ่มต้น และช่วงสุดท้าย ประเด็นที่สาม หลังจาก 10 นาทีแรกระดับความสนใจของผู้ฟังจะลดลง ควรจะใช้สื่อหรือเทคนิคต่างๆ ช่วยในการดึงความสนใจผู้ฟังกลับมา และประเด็นสุดท้ายระดับความสนใจของผู้ฟังจะไม่เพิ่มขึ้นในช่วงท้ายของการนำเสนอ หากผู้ฟังไม่ทราบว่ากำลังจะถึงช่วงท้ายของการนำเสนอ

 

                    การปิด  (Closing)  การปิดมีความสำคัญเท่ากับการเปิด ซึ่งถือเป็นโอกาสสุดท้ายที่ผู้นำเสนอจะสามารถสร้างความจดจำและความประทับใจให้เกิดขึ้นกับผู้ฟัง ผู้นำเสนอจำเป็นต้องวางแผนการพูด ควรกล่าวย้ำและทบทวนถึงวัตถุประสงค์ในการนำเสนอและสรุปประเด็นที่สำคัญ รวมทั้งแนวคิดหลักๆ ซึ่งเชื่อมโยงเนื้อหาทุกส่วนเข้าด้วยกัน

 

นอกจากจะเตรียมเนื้อหาแล้ว ผู้นำเสนองานควรเตรียมตัวสำหรับการตอบคำถาม โดยคาดการณ์ล่วงหน้าเกี่ยวกับคำถามที่ผู้ฟังจะถาม และเตรียมคำตอบให้พร้อมกับทุกคำถาม ซึ่งการคาดการณ์ล่วงหน้าเกิดขึ้นได้จากการศึกษาผู้ฟัง และจากประสบการณ์ของผู้นำเสนอ นอกจากนั้นการคิดบวกต่อการถามคำถามจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในการตอบคำถาม ผู้นำเสนอไม่ควรมองว่าการถามคำถามของผู้ฟังเป็นการจับผิดไม่ไว้ใจหรือ มีอคติกับผู้นำเสนอ พยายามมองคุณค่าของการถามคำถามว่า การตอบคำถามเป็นโอกาสที่ได้อธิบายหรือตอกย้ำประเด็นสำคัญ และที่สำคัญการตอบคำถามเป็นวิธีการที่จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวผู้นำเสนอ เพราะเป็นการแสดงว่าผู้นำเสนอมีความรอบรู้ในเรื่องที่นำเสนอ

          . ที่ 3  เตรียมสื่อ  การนำเสนองานโดยการพูดหรือบรรยายให้ผู้ฟังฟังแต่เพียงอย่างเดียว บางครั้งอาจจะไม่สามารถสื่อความหมายได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ ซึ่งอาจเป็นเพราะความยากของเนื้อหาที่นำเสนอหรือ ความสามารถในการอธิบายของผู้นำเสนอไม่ดีพอ ดังนั้นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ก็ด้วยการใช้สื่อประกอบในการนำเสนอ

สื่อที่ใช้ประกอบในการนำเสนอเช่น  ภาพถ่าย  แผนภูมิ แผนภาพ คลิปภาพ คลิปเสียง เป็นต้นจากเทคโนโลยีที่พัฒนาก้าวไกลในปัจจุบัน ทำให้สื่อที่ใช้ในการนำเสนอมีลูกเล่น มีความน่าสนใจมากขึ้น ประกอบกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการออกแบบสื่อสามารถใช้งานได้ง่ายและสะดวกสบายมากกว่าแต่ก่อน  ผู้นำเสนอบางคนจึงให้ความสำคัญในการเตรียมสื่อ มากกว่าการเตรียมเนื้อหา ประกอบกับความเชื่อว่าหากนำเสนอด้วยสื่อที่ดูดี เทคนิคหลากหลาย จะทำให้การนำเสนอสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ ความเชื่อดังกล่าวมีความถูกต้องแต่ไม่ถูกทั้งหมด เพราะหากผู้นำเสนอนำเสนอด้วยสื่อที่สวยงาม โดยไม่มีความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่นำเสนอ ก็จะไม่สามารถดึงดูดความสนใจของผู้ฟังได้ ดังนั้นการใช้สื่อในการนำเสนอพึงระลึกเสมอว่าให้สื่อเป็นพระรอง ที่ช่วยเสริมความเข้าใจในเนื้อหา ผู้นำเสนอจะต้องเป็นตัวเอกในการนำเสนอ

เทคนิค 3 .การเตรียมกายและใจ การเตรียมเนื้อหา และการเตรียมสื่อ จะช่วยลดความวิตกกังวลในการนำเสนองาน ทำให้ผู้นำเสนอมีความพร้อมที่จะสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ  สามารถสร้างความประทับใจและความน่าเชื่อถือให้เกิดขึ้น และหลังจากการนำเสนอผู้นำเสนอควรมีการประเมินตนเอง  หากผู้นำเสนอมองย้อนกลับไป และประเมินในสิ่งที่ทำได้ดีและสิ่งที่ทำได้ไม่ดี รวมถึงพิจารณาสาเหตุของปัญหาก็จะทำให้การนำเสนองานครั้งต่อไปมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดังคำกล่าวของวินสตัน เชอร์ชิลล์ ที่ว่า “ The farther backward you can look, the farther forward you are likely to see” ยิ่งสามารถมองไปข้างหลังได้ไกลเพียงใด ก็จะยิ่งมีโอกาสเห็นข้างหน้าได้ไกลเพียงนั้น

……………………….

บรรณานุกรม

Carmine Gallo.(2010).เก่งPresentationอย่าง สตีฟ จ๊อบส์ ( แปลจากเรื่อง The Presentation Secrets of Steve Jobs โดย ศรชัย จาติกวนิช และ ประสิทธิชัย วีระยุทธวิไล.)กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์แมคกรอ-ฮิล.

Jay,Antony. and Jay,Rose. (1996) .Effective Presentation. UK: Pitman Publishing.

Hamilton,Cheryl.(1999).Essentials of Public Speaking. USA: Wadsworth Publishing Company.

Morgan, Nick. (2004) Presentations that persuade and motivate. USA: Harvard Business .

School Press.

Sampson, Eleri. (2003) Creative business presentations. UK: Kogan Page Limited. Tierney, Elizabeth (1999). 101 ways to better presentations. UK : Kogan Page Limited

…………………….

*ผู้อำนวยการกองจัดการความรู้ ศูนย์ความรู้

**อาจารย์ประจำคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

Featured

กาวติดฟันปลอม (Denture Adhesive)

ผลิตภัณฑ์กาวติดฟันปลอม (Denture Adhesive)  ชนิดเนื้อครีม ผ่านมาตรฐาน ISO 10873: Denture Adhesive ผ่านการทดสอบความเป็นพิษต่อเซล์ (Cutotoxicity Test) ผ่านการทดสอบความระคายเคืองต่อผิวหนัง (Skin Irritation Test) และผ่านการทดสอบการแพ้ทางผิวหนัง (Skin Sensitization Test) ใช้งานง่าย สะดวก มีความสามารถในการยึดติดระหว่างเหงือกและฟันปลอมทั้งในสภาวะร้อน (60°C) และเย็น (5°C) สามารถยึดติดได้นานกว่า 8 ชั่วโมง มีความปลอดภัยต่อเซลล์ร่างกาย ไม่ระคายเคืองต่อผิว วัตถุดิบหาได้ง่าย และมีกระบวนการผลิตที่ง่ายดาย สามารถใช้เครื่องมือผสมที่มีอยู่โดยทั่วไป

e4

 

คุณสมบัติพิเศษ

ผลิตภัณฑ์กาวติดฟันปลอม (Denture Adhesive)  มีวิธีการใช้งานไม่ยุ่งยาก เพียงทากาวลงบนพื้นของฟันปลอมที่จะสัมผัสกับเหงือกจำนวน 3-4 ตำแหน่ง กดฟันปลอมให้แน่นกับเหงือกประมาณ 1 นาที จะเกิดการยึดติดระหว่างฟันปลอมกับเหงือก โดยกระบวนการยึดฟันปลอมของกาวติดฟันปลอมที่พัฒนาโดย วว. นี้อาศัยสมบัติการยึดติด (Adhesive) และแรงดึงดูดภายในโมเลกุลของวัสดุ (Cohesive) ทำให้ผู้ใช้รู้สึกสบายในช่องปาก ทำให้การเคี้ยวอาหารมีประสิทธิภาพและเกิดความมั่นใจในตนเองเวลาใช้งานฟันปลอม

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

ปุ๋ยชีวภาพจากจุลินทรีย์เชิงอุตสาหกรรม อัลจินัว

ปุ๋ยอัลจินัวเป็นผลิตภัณฑ์ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท อัลโกเทค จำกัด  ปุ๋ยอัลจินัวเป็น ปุ๋ยที่ได้จากจุลินทรีย์จำพวกสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนไนโตรเจนในอากาศเป็นแอมโมเนียซึ่งสามารถนำมาใช้ในการเพิ่มปุ๋ย ไนโตรเจนให้แก่ดินและเพิ่มผลผลิตข้าว สาหร่ายนี้เจริญได้ดีในดินชื้นแฉะหรือดินนา น้ำขัง

h10

เมื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพจึงเหมาะที่จะนำ ไปใช้ในดินที่ปลูกข้าว โดยทางปฏิบัติสามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดในหลายจังหวัดของประเทศไทยว่า สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่นำมาผลิตเป็น ปุ๋ยชีวภาพ สามารถตรึงไนโตรเจน จากอากาศได้จำนวนมาก คิดเทียบกับปุ๋ยยูเรียได้ 8–10 กิโลกรัม ต่อไร่ ในแต่ละฤดูการ ปลูกข้าว นอกจากนั้น ยังสามารถขับสารจำพวกฮอร์โมนที่ช่วยการ เจริญเติบโต ทำให้พืชแข็งแรง ให้ผลผลิตสูง และปุ๋ยชีวภาพ นี้ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวตายลงจะให้อินทรียวัตถุแก่ดินทำให้โครงสร้างดินดีขึ้น การเพาะปลูกพืชหลังการทำนาจะได้ผลดี

ในกรณีที่มีการส่งเสริมการเลี้ยงปลาในนาข้าวก็จะได้ผลดีด้วย เพราะสาหร่ายเป็นอาหารของปลาและในสาหร่ายมีโปรตีน 65% ทำให้ปลาเจริญเติบโต ได้อย่างรวดเร็วและสาหร่ายนี้แพร่พันธุ์ได้เร็วจึงทันกับการเป็นอาหารของปลา สิ่งขับถ่ายของปลาจะเป็นปุ๋ยในนาข้าวและกระตุ้นการ เจริญเติบโตของสาหร่ายได้อีกทางหนึ่ง

 

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท อัลโกเทค จำกัด 109/4 ตำบลบางระกำ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 73120 โทร. 0-2319-6677 แฟกซ์ 0-2319-4224

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

Khamin Gel & Khamin Oil

Khamin Gel & Khamin Oil เป็นผลิตภัณฑ์ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท อิโคเว็ท จำกัด วว.พัฒนาสมุนไพรขมิ้นชัน เป็นยารักษาโรคผิวหนังอักเสบในสุนัข โดยพัฒนาในรูปแบบของ เจล Khamin Gel ใช้ทารักษาโรคผิวหนังอักเสบ ผื่น ตุ่มมีหนอง ฝี แผลติดเชื้อจากแบคทีเรีย มีฤทธิ์ลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ช่วยลดอาการคัน และบำรุงขนให้เงางาม ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้และดื้อยา

สเปรย์ Khamin Oil ใช้ฉีดพ่นรักษาโรคผิวหนังอักเสบ แผลติดเชื้อจากเชื้อรา แบคทีเรียและยีสต์ ผิวหนังเป็นสะเก็ด แห้ง คันจากเชื้อรา ตามตัวและผิวหนังส่วนอื่น เช่น ซอกเท้า รอยพับต่างๆ ช่วยลดอาการคัน ช่วยบำรุงขน ขนงอกใหม่เร็วขึ้น ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้และดื้อ  ซึ่งเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดอุตสาหกรรมยาทา แก่สัตว์เลี้ยงที่ผลิตจากสมุนไพรไทย สามารถใช้ทดแทนยาสังเคราะห์และลดการนำเข้ายาจากต่างประเทศ

h9

 

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท อิโคเว็ท จำกัด โทร. 0-2940-2750-51 ซอยลาดปลาเค้า 6 แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 e-mail : info@ecovett.com http://www.ecovett.com

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

เจลสูตรสมุนไพร รอยัล เฮิร์บ : Royal Herb

เจลสูตรสมุนไพร รอยัล เฮิร์บ : Royal Herb เป็นผลิตภัณฑ์ที่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท รอยัล เฮลธ์ แอนด์ บิวตี้  โดยเริ่มจากการสกัดสารสำคัญจากสมุนไพรที่ใช้ในลูกประคบ จากนั้นนำมาพัฒนาให้อยู่ในรูปแบบเจลพร้อมใช้ เพื่อความสะดวกในการใช้โดยยังคงประสิทธิภาพในการรักษาและผ่านการทดสอบทางด้านความปลอดภัย  การพัฒนาสูตรตำรับยาแผนโบราณให้อยู่ในรูปแบบที่ทันสมัย เป็นอีกแนวทางหนึ่งของการดำรงไว้ซึ่งภูมิปัญญาไทย และเพื่อให้การแพทย์แผนไทยเป็นที่ยอมรับมากขึ้น

h8

 

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท รอยัล เฮลธ์ แอนด์ บิวตี้ จำกัด ที่อยู่ 25 ซอยจรัญสนิทวงศ์ 68 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพฯ 10700 โทร. 08-3545-8800 e-mail : sales@rhb.co.th, www.facebook.com/thairoyalherb

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

สาหร่ายมุกหยก Nostoc

สาหร่ายมุกหยก Nostoc เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยฝ่ายเทคโนโลยีชีวภาพ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท อิที่ บริษัท สยามนอสตอค แอนด์ ไมโครแอลจี จำกัด  สาหร่ายนอสตอค (Nostoc sp., Cyanophyta) หรือในชื่อภาษาไทยคือ สาหร่ายไข่หิน ดอกหิน เห็ดหิน เห็ดยาควร เป็นสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่ตรึงไนโตรเจนได้ ตามภูมิปัญญาไทยเชื่อว่ามีสรรพคุณในการรักษาระบบกระเพาะอาหารและลำไส้ รวมทั้งช่วยลดอาการร้อนใน ภูมิปัญญาจีนมีความเชื่อว่า การบริโภคสาหร่ายในสกุลนอสตอค ช่วยรักษาโรคเก๊าต์ มะเร็ง ตาบอดในเวลากลางคืน แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก ตลอดจนอาการเจ็บป่วยต่างๆ ส่วนภูมิปัญญาญี่ปุ่นพบว่าจะช่วยในการลดโคเลสเตอรลและป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้

h7

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท สยามนอสตอค แอนด์ ไมโครแอลจี จำกัด 259 ซอยลาดพร้าว 64(2) ถนนลาดพร้าว แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10130 โทร. 0-2933-7917 แฟกซ์ 0-2933-7917 e-mail : contact_us@siamnostoc.com

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Livetal-D และ Livetal

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Livetal-D และ Livetal เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดย ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัทวี แอนด์ พี เฮลล์แคร์    วว.ได้ดำเนินโครงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากพืชสมุนไพรไทยออกฤทธิ์ ป้องกันโรคตับ ซึ่ง วว. นำหลักการเดียวกับการวิจัยของประเทศอินเดียมาประยุกต์ใช้ โดยคัดเลือกสมุนไพรไทยที่สามารถออกฤทธิ์ป้องกันการทำลายของเซลล์ตับหรือ บำรุงรักษาตับมาพัฒนาเป็นอาหารเสริมที่มีประสิทธิผลและความปลอดภัยสูง

h6

–  ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสมุนไพรไทยออกฤทธิ์ในการป้องกันโรคตับของ วว. มี 2 ชนิด ได้แก่

– ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Livetal-D เป็นสารสกัดหยาบของสมุนไพรออกฤทธิ์ที่บำรุงและป้องกันพิษจากสารเคมี หรือเชื้อไวรัส เช่น ผู้ป่วยโรคตับอักเสบ ดีซ่าน

– ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Livetal เป็นสารสกัดหยาบของสมุนไพรออกฤทธิ์ในการบำรุงและป้องกัน การทำลายเซลล์ตับจากแอลกอฮอล์

 

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท วี แอนด์ พี เฮลล์แคร์ จำกัด ที่อยู่ 1 ซอยอ่อนนุช 62 ถนนสุขุมวิท 77 แขวงสวนหลวง เขตสวนหลวง กรุงเทพฯ

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองและเสริมสร้างความจำ : MD MATE

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสมองและเสริมสร้างความจำ : MD MATE เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดย ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท อาณาจักรสุขภาพ จำกัด MD MATE  จะช่วยบำรุงสมองและเสริมสร้างความจำ พัฒนา โดยคัดเลือกจากสารสกัดผักใบเขียว เช่น ปวยเล้ง บัวบก และบร็อคโคลี่ ในรูปแบบยาเม็ดมีประสิทธิภาพในการบำรุงสมองและเสริมสร้างความจำสามารถนำมาใช้ได้ทั้งในเด็กที่ต้องการช่วยเสริมประสิทธิภาพในการจดจำและการเรียนรู้และในผู้สูงอายุที่มีอาการเริ่มต้นของภาวะสมองเสื่อม ผู้ที่อยู่ในวัยเรียน  วัยทำงาน

h5

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด โทร. 02-866-8190-9  ที่อยู่ เลขที่ 46, 46/1-2 ซอย จรัญสนิทวงศ์ 40 ถนน จรัญสนิทวงศ์ บางยี่ขัน บางพลัด กรุงเทพ 10700 ประเทศไทย

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

มายเฮอบัล สเลน-ดี : Myherbal Slen-D

          มายเฮอบัล สเลน-ดี : Myherbal Slen-D เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เป็นผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรรวม ผลิตภัณฑ์เพื่อการเผาผลาญสำหรับควบคุมน้ำหนัก จากสมุนไพรที่มีส่วนประกอบของชาและเครื่องเทศไทย ที่ลดการดูดซึมไขมันในทางเดินอาหารและกระตุ้นการเผาผลาญของร่างกายเพื่อควบคุมน้ำหนักส่วนเกิน

h4

 

คุณสมบัติพิเศษ

มายเฮอบัล สเลน-ดี : Myherbal Slen-D ผ่านการทดสอบจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน ลดการเพิ่มน้ำหนักตัว ลดการดูดซึมไขมันในทางเดินอาหาร และการทดสอบความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ (ทดสอบความเป็นพิษเฉียบพลัน)

 

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด โทร. 02-866-8190-9  ที่อยู่ เลขที่ 46, 46/1-2 ซอย จรัญสนิทวงศ์ 40 ถนน จรัญสนิทวงศ์ บางยี่ขัน บางพลัด กรุงเทพ 10700 ประเทศไทย

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

มายเฮอบัล รีแล็กซา : Myherbal Relaxa

          มายเฮอบัล รีแล็กซา : Myherbal Relaxa เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อการผ่อนคลายจากพืชวงศ์กะเพราะ มีสารสกัดจากสมุนไพร มีฤทธิ์คลายกังวล คลายเครียด นอนไม่หลับ รับประทานวันละ 1 แคบซูล ก่อนนอน

h3

 

คุณสมบัติพิเศษ

มายเฮอบัล รีแล็กซา : Myherbal Relaxa ผ่านการทดสอบจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ด้านคุณภาพทางเคมี (ทั้งสารสกัดและผลิตภัณฑ์) ด้านประสิทธิภาพ (ฤทธิ์คลายกังวล, ต้านความเครียด, ต้านออกซิเดชั่น) ด้านความปลอดภัย (ความเป็นพิษเฉียบพลัน, ความเป็นพิษกึ่งเรื้อรัง และความปลอดภัยต่อโครโมโซม) ด้านความปลอดภัย ในอาสาสมัครสุขภาพดี

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด โทร. 02-866-8190-9  ที่อยู่ เลขที่ 46, 46/1-2 ซอย จรัญสนิทวงศ์ 40 ถนน จรัญสนิทวงศ์ บางยี่ขัน บางพลัด กรุงเทพ 10700 ประเทศไทย

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

Herbacid

          Herbacid เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรชนิดเม็ดที่มีส่วนผสมของสารสกัดผงกล้วยและขิง มีคุณสมบัติ ในการขับลม รักษาและป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร

h2

 

 

คุณสมบัติพิเศษ

Herbacid ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า มีประสิทธิภาพในการต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย  ไม่ก่อให้เกิดการเป็นพิษแบบเฉียบพลันและเรื้อรังต่อระบบทางเดินอาหาร ไต และระบบเลือด

 

หากสนใจผลิตภัณฑ์สามารถโทรติดต่อได้ที่ บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด โทร. 02-866-8190-9  ที่อยู่ เลขที่ 46, 46/1-2 ซอย จรัญสนิทวงศ์ 40 ถนน จรัญสนิทวงศ์ บางยี่ขัน บางพลัด กรุงเทพ 10700 ประเทศไทย

 

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

มายจีซาล เฮอร์เบิล : Mygesal Herbal

          มายจีซาล เฮอร์เบิล : Mygesal Herbal เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาโดยฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) และถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับบริษัท บริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประสมของสารสกัดจากไพลและขิง มีคุณสมบัติ ลดอาการปวดอักเสบของข้อและกล้ามเนื้อได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย วิธีใช้ ให้ทานวดบริเวณที่มีอาการปวดเมื่อย การปวด อักเสบ บวมของข้อ การอักเสบของกล้ามเนื้อ และอาการนิ้วล๊อค วันละ 3-4 ครั้ง

h1

 

คุณสมบัติพิเศษ

มายจีซาล เฮอร์เบิล : Mygesal Herbal ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่า มีประสิทธิภาพในการต้านการอักเสบ โดยสามารถลดการบวมของข้อเข่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีประสิทธิผลในการรักษาผู้ที่มีอาการข้อเข่าเสื่อม โดยลดอาการปวด ทำให้การใช้งานในชีวิตประจำวันของข้อเข่าและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และสามารถใช้ได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษแบบเฉียบพลันและการระคายเคือง

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

บริการทดสอบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์อย่างครบวงจร

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย ศูนย์การบรรจุหีบห่อไทย (ศบท.) มีภารกิจหลักในการยกระดับมาตรฐานการบรรจุภัณฑ์ของประเทศ เพื่อช่วยรักษาคุณภาพสินค้า ลดความสูญเสียและเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ประกอบด้วย การวิเคราะห์และทดสอบวัสดุและบรรจุภัณฑ์ การวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ตลอดจนการส่งเสริมข้อมูลและความรู้ด้านบรรจุภัณฑ์ โดยให้บริการฝึกอบรม เพื่อให้ความรู้และแก้ปัญหาให้กับผู้ประกอบการเฉพาะราย ตลอดจนรวบรวมและจัดทำเอกสารวิชาการ ข้อมูลข้อสนเทศเพื่อให้บริการแก่ผู้สนใจทั่วไป

g15

 

การวิจัยและพัฒนาบรรจุภัณฑ์

g16

 

 

ครอบคลุมงานวิจัยภายใต้นโยบายรัฐบาลและบริการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาให้กับภาคเอกชน โดยเฉพาะนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์เพื่อยืดอายุและอำนวยความสะดวกในการใช้งานผลิตภัณฑ์อาหารและผลิตผลเกษตร ได้แก่ บรรจุภัณฑ์แบบปรับบรรยากาศ บรรจุภัณฑ์แอคทีฟ บรรจุภัณฑ์ฉลาด ฟิล์มหรือบรรจุภัณฑ์บริโภคได้ และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นต้น นอกจากนี้ยังให้บริการออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ทั้งด้านโครงสร้างและกราฟิก เพื่อช่วยลดความเสียหายและส่งเสริมการขายสินค้า

 

บริการวิเคราะห์และทดสอบบรรจุภัณฑ์

g17

 

ครอบคลุมการทดสอบวัสดุและบรรจุภัณฑ์ด้วยเครื่องมืออันทันสมัยและวิธีการที่ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะกระดาษและพลาสติก เช่น น้ำหนักมาตรฐาน ความต้านแรงดันทะลุ ความต้านแรงดึงขาดและการยืดตัว ความต้านแรงฉีกขาด การดูดซึมน้ำ อัตราการซึมผ่านไอน้ำ อัตราการซึมผ่านออกซิเจนของฟิล์มและบรรจุภัณฑ์พลาสติก การวิเคราะห์ชนิดและความหนาฟิล์มพลาสติกหลายชั้น การทดสอบการใช้งานบรรจุภัณฑ์ขนส่ง ได้แก่ การทดสอบความต้านแรงกด ความต้านแรงตกกระแทก ความต้านแรงสั่นสะเทือน ความต้านแรงตกกระแทกด้วยความเร่ง (Shock test) และการทดสอบบรรจุภัณฑ์สินค้าอันตราย เป็นต้น นอกจากนี้ยังบริการให้คำแนะนำปรึกษาเพื่อแก้ปัญหาบรรจุภัณฑ์เฉพาะรายอีกด้วย

g18

 

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

บริการวิเคราะห์ ทดสอบสมบัติของวัสดุและชิ้นส่วนวิศวกรรมให้ได้มาตรฐานสากล

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดย ศูนย์พัฒนาและวิเคราะห์สมบัติของวัสดุ (ศพว.) จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้บริการและคำปรึกษาครบวงจรด้านการวิเคราะห์ ทดสอบและพัฒนาคุณสมบัติของวัสดุ รวมถึงการตรวจสอบสภาพการใช้งานวัสดุ ให้แก่บริษัทและองค์กรในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ อาทิ อุตสาหกรรมปิโตรเคมี โรงกลั่นน้ำมัน โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ อุตสาหกรรมอาหาร และการขนส่ง เป็นต้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อวิเคราะห์ทดสอบสมบัติของวัสดุและชิ้นส่วนวิศวกรรม ให้มีคุณภาพได้มาตรฐานทัดเทียมต่างประเทศ สนับสนุนมาตรการส่งเสริมสินค้าส่งออกของประเทศให้ได้คุณภาพตามมาตรฐานสากลที่ต่างประเทศยอมรับ และแก้ปัญหาทางด้านการเลือกใช้วัสดุให้แก่ภาคอุตสาหกรรมภายในประเทศ ซึ่งเป็นการยกระดับอุตสาหกรรมให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานสากล นอกจากนั้น ศพว. ยังให้บริการนอกสถานที่ ณ สถานประกอบการของลูกค้า โดยห้องปฏิบัติการได้รับการรับรองความสามารถของห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน มอก.17025 (ISO/IEC 17025) รวมทั้งการอบรม และสัมมนาถ่ายทอดความรู้แก่ผู้สนใจ เป็นต้น

 

การบริการสร้างและออกแบบอุปกรณ์สำหรับทดสอบ หรือวิธีทดสอบคุณสมบัติและการใช้งานสำหรับวัสดุและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากลและตามความต้องการของลูกค้า

g7

การประยุกต์/ สร้าง/ ออกแบบอุปกรณ์ รวมถึงวิธีการทดสอบสำหรับการทดสอบวัสดุและผลิตภัณฑ์ตามมาตรฐานสากล และการทดสอบที่ไม่มีมาตรฐานการทดสอบรองรับเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

 

การบริการตรวจประเมินหม้อน้ำ

g8

การตรวจสอบหม้อน้ำก่อนการใช้งานและระหว่างการใช้งานตามมาตรฐานของกรมโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อใช้ในการรับรองและขออนุญาตใช้หม้อน้ำ

 

การบริการวิเคราะห์สาเหตุความเสียหาย

g9

การบูรณาการองค์ความรู้ของการทดสอบต่างๆ เพื่อให้เข้าใจถึงสาเหตุที่แท้จริงของความเสียหายที่เกิดกับวัสดุ ชิ้นส่วนอุปกรณ์ ที่เสียหายก่อนอายุการใช้งานและใช้เป็นข้อมูลในการป้องกันความเสียหายลักษณะเดียวกันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงการให้คำแนะนำในการปรับปรุงและแนวทางในการพัฒนาวัสดุและชิ้นส่วนอุปกรณ์

 

การบริการทดสอบชิ้นส่วนระบบขนส่งทางราง

g10

การทดสอบความความล้า การสั่นสะเทือน และประเมินอายุการใช้งานของรางรถไฟ อุปกรณ์จับยึดรางรถไฟ (Fastening) และหมอนรถไฟคอนกรีต เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการประเมินความคงทนต่อการใช้งานให้เกิดความปลอดภัย

 

การตรวจสอบคุณภาพของงานเชื่อมและฝีมือช่างเชื่อม

g11

การตรวจสอบคุณภาพงานเชื่อมให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทั้งในกระบวนการผลิต และชิ้นงานตัวอย่างที่ผ่านกระบวนการเชื่อมตามที่ได้ออกแบบไว้ เพื่อสร้างความมั่นใจในความสมบูรณ์ของงานเชื่อมและมีความปลอดภัยในการใช้งาน รวมทั้งเป็นข้อมูลในการยืนยันความสามารถ ฝีมือ ทักษะของช่างเชื่อมอีกด้วย

 

การประเมินอายุการใช้งานของเครื่องจักร

g12

 

 

อุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม การประเมินสภาพการใช้งานของเครื่องจักร อุปกรณ์ ด้วยเทคนิคการตรวจสอบชนิดต่างๆ ร่วมกับการคำนวณทางวิศวกรรม และนำไปใช้เป็นข้อมูลในการประเมินอายุการใช้งานของเครื่องจักร อุปกรณ์ในโรงงานอุตสาหกรรม เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพการใช้งานของโรงงาน

 

การวัดข้อมูลทางกลและการสั่นสะเทือน

g13

 

การวัดข้อมูลทางกล เช่น ความเครียด ความเค้น แรงบิด รวมถึงการสั่นสะเทือน ของโครงสร้างและเครื่องจักร เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบ การวิเคราะห์ความสามารถในการรับภาระ รวมถึงการป้องกันความเสียหายก่อนกำหนดอายุการใช้งาน นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลในการออกแบบด้วย

 

การวิเคราะห์โครงสร้างจุลภาคแบบไม่ทำลาย (Replica technique)

g14

เพื่อประเมินหา Creep ภายในท่อหรืออุปกรณ์ที่ใช้งานภายใต้สภาวะความดันและอุณหภูมิสูง เช่น ท่อภายในหม้อความดันไอน้ำ (Boiler)

 

การวิเคราะห์ผิวแตกด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Scanning Electron Microscope : SEM)

เพื่อนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์หาสาเหตุความเสียหาย

 

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

ห้องปฏิบัติการชีวเคมีและจุลชีววิทยา BIOCHEMICAL AND MICROBIOLOGICAL LABORATORY (BML)

ห้องปฏิบัติการชีวเคมีและจุลชีววิทยา ทำหน้าที่ในการให้บริการทดสอบและวิเคราะห์ทางชีวเคมีและจุลชีววิทยา         การวิเคราะห์ส่วนประกอบและคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร นม และผลิตภัณฑ์ การทดสอบความทนทานต่อตะไคร่น้ำและสาหร่าย รวมทั้งการให้บริการที่ปรึกษาในการจัดทำระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ที่ปรึกษาด้านการทดสอบและวิเคราะห์ รวมทั้งการควบคุมคุณภาพของการทดสอบในห้องปฏิบัติการ และบริการจัดฝึกอบรมทางวิชาการด้านระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เทคนิคการทดสอบ/วิเคราะห์ การควบคุมคุณภาพ ฯลฯ ให้กับบุคลากรทั้งภายนอกและภายใน

g6

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

ห้องปฏิบัติการเคมีวิเคราะห์ ANALYTICAL CHEMISTRY LABORATORY (ACL)

ห้องปฏิบัติการเคมีวิเคราะห์เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบและวิเคราะห์ ทำหน้าที่รับผิดชอบในการเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำการวัดแทนสถาบันมาตรวิทยาแห่งชาติด้านอาหารและเครื่องดื่ม ให้บริการทดสอบและวิเคราะห์ทางเคมี ตรวจสอบสารตกค้างหรือสารปนเปื้อน ตรวจสอบการย่อยสลายสู่ระบบนิเวศ การทดสอบสีอุตสาหกรรม ให้บริการสอบเทียบเครื่องมือวิเคราะห์ ตลอดจนให้บริการที่ปรึกษาเกี่ยวกับระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และวิธีการวิเคราะห์ทางเคมี บริการที่ปรึกษาด้านติดตั้งเครื่องมือ ตรวจสอบความถูกต้องของเครื่องมือ การฝึกอบรมวิธีการวิเคราะห์ การตรวจสอบความใช้ได้หรือความสมเหตุสมผลของวิธี การควบคุมคุณภาพผลการทดสอบ การจัดการเอกสารทางคุณภาพและวิชาการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และสถิติที่ใช้ในงานทดสอบทางเคมี บริการที่ปรึกษาแนะนำในการจัดทำระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และบริการจัดฝึกอบรมทางวิชาการและระบบการจัดการคุณภาพห้องปฏิบัติการให้บุคคลภายนอกและภายใน

g5

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

ห้องปฏิบัติการทดสอบทางฟิสิกส์ PHYSICAL TESTING LABORATORY (PTL)

ห้องปฏิบัติการทดสอบทางฟิสิกส์ ทำหน้าที่ทดสอบวัสดุและผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมต่างๆ ในด้านคุณสมบัติทางกล คุณสมบัติทางแสงและอุณหภูมิ และคุณสมบัติทางด้านไฟฟ้า ซึ่งประกอบด้วยการทดสอบแบบทำลายและไม่ทำลาย การทดสอบทางกายภาพ  รวมทั้งให้บริการที่ปรึกษาเกี่ยวกับการปรับปรุงกระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ในโรงงานอุตสาหกรรมและการตรวจสอบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน  ISO/IEC 17025 รวมทั้งบริการจัดฝึกอบรมทางด้านวิชาการให้กับบุคคลภายนอกและภายในและบริการตรวจสอบการทำผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อขอการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

g4

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

ห้องปฏิบัติการมาตรฐานวิศวกรรมทางกล MECHANICAL ENGINEERING STANDARDS LABORATORY (MEL)

ห้องปฏิบัติการมาตรฐานวิศวกรรมทางกล  ทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าและพัฒนาเทคนิค กระบวนการวัด วิธีการวัด เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดและการสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือวัด  เครื่องทดสอบและเครื่องมือมาตรฐานสำหรับปริมาณทางกล รวมถึงการให้บริการด้านมาตรวิทยาทางกล ด้านการตรวจวัดทางอุตสาหกรรมและสิ่งแวดล้อม  ด้านการสอบเทียบเครื่องวัดและเครื่องทดสอบ  บริการให้คำปรึกษาเพื่อรองรับข้อกำหนดความสามารถห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 และบริการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางกลให้แก่บุคคลภายนอกและภายใน รวมทั้งนิสิต นักศึกษา ตลอดจนเป็นวิทยากรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางกล

g3

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางแสงและอุณหภูมิ PHOTOMETRY AND TEMPERATURE STANDARDS LABORATORY (PSL)

ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางแสงและอุณหภูมิ ทำหน้าที่รักษาและพัฒนาระบบมาตรวิทยาทางแสง อุณหภูมิและความชื้น และเทคนิควิธีการวัด ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมถึงการให้บริการวัดและสอบเทียบมาตรฐานเครื่องมือวัดทางแสง อุณหภูมิ ความชื้น และสภาวะแวดล้อม ซึ่งสามารถสอบย้อนกลับ (Traceability) ไปยังมาตรฐานสากลได้ บริการที่ปรึกษาด้านการสอบเทียบเครื่องวัดทางแสง อุณหภูมิ และความชื้น ด้านการจัดการระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการสอบเทียบตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ทั้งนี้ บริการจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางแสงและอุณหภูมิ ให้แก่บุคคลภายนอกและภายใน ตลอดจนเป็นวิทยากรฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางแสงและอุณหภูมิ

g2

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ELECTRICAL AND ELECTRONIC STANDARDS LABORATORY (EEL)

ห้องปฏิบัติการมาตรฐานทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์   ทำหน้าที่ศึกษาค้นคว้าและพัฒนาเทคนิควิธีการวัดสำหรับเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ในการวัดและการสอบเทียบมาตรฐานของปริมาณทางไฟฟ้าและทางเสียง  รวมถึงการให้บริการด้านมาตรวิทยา การสอบเทียบเครื่องมือวัดและเครื่องทดสอบทางไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งเครื่องมือวัดทางเสียง การให้บริการที่ปรึกษาด้านการจัดการระบบคุณภาพห้องปฏิบัติการสอบเทียบตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17025 และบริการจัดฝึกอบรมทางด้านวิชาการและเชิงปฏิบัติการด้านมาตรวิทยาทางไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์และเสียงให้กับบุคคลภายนอกและภายใน

g1

 

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

เทคโนโลยีการแยกก๊าซไฮโดรเจนหรือก๊าซชีวภาพให้บริสุทธิ์

เทคโนโลยีการแยกก๊าซไฮโดรเจนหรือก๊าซชีวภาพให้บริสุทธิ์  การวิจัยนี้ถือเป็นการพัฒนาวิธีการทำความสะอาดก๊าซไฮโดรเจนชีวภาพ หรือ ก๊าซชีวภาพ ให้มีความบริสุทธิ์สูงขึ้น โดยใช้สารดูดซับชนิดซีโอไลต์จากตะกรันเหล็กหรือเถ้าลอยจากการเผาไหม้ชีวมวลผลิตเป็นสารกรองก๊าซให้สามารถเลือกดูดซับเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยในเครื่องแยกก๊าซสลับความดัน (Pressure Swing Adsorbtion : PSA) ซึ่งเครื่องแยกก๊าซที่พัฒนาขึ้นสามารถถอดเปลี่ยนไส้กรองที่บรรจุสารดูดซับก๊าซได้ และมีข้อดีกว่าการใช้หอดูดซึมด้วยสารเคมีชนิดเบส (Scrubber) เนื่องจากการใช้หอดูดซึมชนิดเบส นิยมใช้สารละลายชนิดโซเดียมไฮดรอกไซด์ และ น้ำปูนขาว ที่สารละลายเบสเหล่านี้มีอายุในการใช้งานที่สั้นกว่า การใช้สารดูดซับก๊าซ อีกทั้งก่อให้เกิดปริมาณน้ำเสียที่มีฤทธิ์เป็นเบส อีกทั้งไม่สามารถนำ CO2 กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้ ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนการใช้สารเคมีเพื่อทำให้เป็นกลาง และมีผลต่อต้นทุนการกำจัดของเสียภายหลังการบำบัด

f3

หลักการการแยกก๊าซไฮโดรเจนหรือก๊าซชีวภาพให้บริสุทธิ์ด้วยเครื่องแยกก๊าซสลับความดันนี้ มีหลักการทำงานคือการใช้ความดันสลับเพื่อช่วยการแยกก๊าซให้บริสุทธิ์  ภายในประกอบด้วยหอดูดซับ 2 หอที่มีตะแกรงสำหรับถอดเปลี่ยนไส้กรองสารดูดซับก๊าซ หอดูดซับที่มีความดันสูงจะสามารถกำจัดก๊าซปนเปื้อน เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ หรือก๊าซปนเปื้อนอื่นๆ และหอดูดซับที่มีความดันด่ำจะมีหน้าที่ในการทำความสะอาดก๊าซ และแยกก๊าซที่ดูดซับในสารดูดซับออกเพื่อเก็บในส่วนถังเก็บก๊าซ และมีการสลับความดัน เพื่อให้ก๊าซภายหลังการแยกมีความบริสุทธิ์มากขึ้น เครื่องแยกก๊าซแบบสลับความดันมีประสิทธิภาพในการกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า ร้อยละ 98% และสามารถปรับให้มีก๊าซไฮโดรเจนในก๊าซไนโตรเจนที่มีความบริสุทธิ์เพิ่มสูงขึ้นหรือพัฒนาคุณภาพก๊าซชีวภาพเทื่ออัดเข้าสู่ถัง (Compressed biogas : CBG) เมื่อทดแทนก๊าซ NGV

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

ระบบหมักก๊าซชีวภาพ

ระบบหมักก๊าซชีวภาพ  เป็นระบบที่ย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาวะไร้อากาศ โดยย่อยสลายสารอินทรีย์ เช่น น้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมแปรรูปผลิตผลทางการเกษตร  มูลสัตว์ต่างๆ และขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร  เศษผักสด เป็นต้น ไปเป็นก๊าซชีวภาพ อันได้แก่ ก๊าซมีเทน และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นหลัก  โดยมีก๊าซมีเทนประมาณ ร้อยละ 70 ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น นำไปเป็นเชื้อเพลิงหุงต้ม  ผลิตไฟฟ้าหรือผลิตความร้อน  ระบบหมักก๊าซชีวภาพในปัจจุบันได้มีการพัฒนารูปแบบให้มีการทำงานที่ง่ายขึ้น ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายต่ำ  นอกจากนี้ระบบหมักก๊าซชีวภาพสามารถช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน (Global Warming) ได้ ซึ่งได้พัฒนาระบบผลิตก๊าซชีวภาพเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่

 

  1. แบบถังเดียว เหมาะสำหรับครัวเรือนที่มีวัตถุดิบไม่มากและมีพื้นที่น้อย ประกอบด้วยถังหมักกรด ถังผลิตก๊าซชีวภาพและถังเก็บก๊าซรวมอยู่ในถังเดียวกัน
    f1

* ขนาดของถัง                                เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.4 เมตร สูง 1.5 เมตร

* ปริมาณวัตถุดิบต่อวัน                       20 ลิตรต่อวัน

 

  1. แบบถังผสม เหมาะสำหรับสถานประกอบการที่มีวัตถุดิบในปริมาณมากและมีพื้นที่มาก
    f2

* ขนาดของถังหมักกรด                       เส้นผ่าศูนย์กลาง  0.5 เมตร สูง 1 เมตร

* ขนาดถังหมักก๊าซชีวภาพ                   เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 เมตร สูง 1.5 เมตร

* ขนาดถังเก็บก๊าซ มี 2 ถัง                   เส้นผ่าศูนย์กลาง 0.8 เมตร และ 1.5 เมตร

* ปริมาณวัตถุดิบต่อวัน                       40 ลิตรต่อวัน

* กำลังการผลิตก๊าซชีวภาพต่อวัน            1,100 ลิตรต่อวัน

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

 

Featured

เฝือกอ่อนย่อยสลายได้จากวัสดุพลาสติกชีวภาพ “ไบโอสปลินท์ : Biosplint”

เฝือกอ่อนย่อยสลายได้จากวัสดุพลาสติกชีวภาพ “ไบโอสปลินท์ : Biosplint” เป็นการวิจัยและพัฒนาวัสดุพลาสติกชีวภาพชนิดจำรูปได้หรือเรียกว่า “ไบโอสปลินท์ : Biosplint” โดยมีลักษณะเป็นแผ่น เมื่อถูกความร้อนจะอ่อนตัว สามารถดัดแปลงเป็นรูปร่างต่างๆ และคงสภาพนั้นขณะใช้งาน

e5

 

การประยุกต์ใช้งาน  

ทำเฝือกอ่อนสำหรับดามกระดูกหรือข้อ เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวหรือจัดอวัยวะที่บาดเจ็บให้อยู่ในท่าที่ต้องการได้เป็นอย่างดี การขึ้นรูปไบโอสปลินท์ทำโดยนำแผ่นไบโอสปลินท์ไปแช่ในน้ำอุ่นที่อุณหภูมิ 65-70oC ประมาณ 2-3 นาที ไบโอสปลินท์จะมีลักษณะอ่อนตัว ดัดรูปร่างตามอวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บให้อยู่ในท่าที่เหมาะสม และเมื่อทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องไบโอสปลินท์จะสามารถคงรูปร่างที่ดัดไว้

 

ขณะใช้งานสามารถล้างทำความสะอาดด้วยน้ำได้ มีน้ำหนักเบา สามารถนำมาขึ้นรูปใหม่ได้หลายครั้ง มีความแข็งแรงสูง ถึง 69 shore D มีค่าเปอร์เซ็นต์การยืดตัว ณ จุดขาดเท่ากับ 367 สามารถระบายอากาศได้ดี ไม่มีกลิ่นและไม่ระคายเคืองผิว

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

เครื่องอัลตราซาวนด์กายภาพบำบัด

เครื่องอัลตราซาวด์กายภาพบำบัด   เป็นเครื่องมือสำหรับบำบัดผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บปวดกล้ามเนื้อจากการออกกำลังกาย หรือการเคลื่อนไหวในท่าที่ซ้ำ ๆ กันเป็นเวลานาน หรือผู้ป่วยหลังได้รับการผ่าตัดที่มีอาการยึดของเส้นเอ็น โดยเครื่องนี้ จะส่งคลื่นเหนือเสียงความถี่ที่สูงระดับเมกกะเฮิร์ตที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของอนุภาคที่มากกว่าล้านครั้งต่อวินาที ผ่านผิวหนังไปยังกล้ามเนื้อ ทำให้ของเหลวภายในเซลล์กล้ามเนื้อเกิดการสั่นสะเทือนและมีความร้อนเกิดขึ้น ทำให้เกิดการหมุนเวียนของของเหลว เช่น เลือดภายในร่างกายบริเวณที่ได้รับคลื่นเกิดการหมุนเวียนดีขึ้น อาการเจ็บปวดจะลดน้อยลงและทำให้กล้ามเนื้อที่มีอาการอักเสบกลับคืนสู่สภาพปกติได้รวดเร็วขึ้น

e3

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

เครื่องผสมสารอัลตราโซนิกส์ขนาดเล็ก

เครื่องผสมสารอัลตราโซนิกส์ขนาดเล็ก  เป็นเครื่องสำหรับผสมสารอย่างน้อย 2 ชนิดให้เป็นเนื้อเดียวกันได้รวดเร็ว

e2

 

คุณสมบัติพิเศษ

ทำให้สารเกิดการแตกตัวจนมีขนาดเล็กในระดับนาโนเมตร ซึ่งลักษณะดังกล่าวจะช่วยให้สารที่ผสมกันเกิดปฏิกิริยากันอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องใช้สารเร่งปฏิกิริยาเคมี ช่วยประหยัดพลังงาน และไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยรวม นอกจากนี้ยังสามารถใช้ปั่นเซลล์ชีวภาพให้มีขนาดเล็กลง จึงเหมาะสำหรับนำไปใช้ในงานทดลองทางด้านอุตสาหกรรมยาและห้องทดลองทางชีวภาพ มีราคาถูกกว่าเครื่องนำเข้าประมาณ 50% แต่มีประสิทธิภาพการใช้งานทัดเทียมกับเครื่องนำเข้าจากต่างประเทศ

 

รายละเอียดเครื่อง

(กว้าง x ยาว x สูง)

ขนาดเครื่อง                                             19 x 20 x 25

น้ำหนักเครื่อง                                          3 กิโลกรัม

กำลังไฟฟ้า                                              220 โวลต์ 50 เฮิรตซ์ ขนาดกำลัง 90 วัตต์

 

สนใจติดต่อ กองการตลาด สำนักจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม โทร. 0-2577-9436-38 หรือ Call Center 0-2577-9300 e-mail : marketing_tistr@tistr.or.th

Featured

เครื่องพ่นละอองยาอัลตราโซนิกส์

เครื่องพ่นละอองยาอัลตราโซนิกส์  ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1) หัวเพียโซอิเล็กทริกเซรามิก บรรจุอยู่ในภาชนะที่สามารถแช่อยู่ในน้ำ เป็นตัวให้กำเนิดคลื่นอุลตราซาวด์ 2) วงจรอิเล็กทรอนิกส์ และ 3) ภาชนะสำหรับใส่ยา

e1

 

จุดเด่น

เครื่องพ่นละอองยาอัลตราโซนิกส์ มีขนาดเ