เทคนิคการทำปุ๋ยน้ำชีวภาพ (น้ำสกัดชีวภาพ) จากพืชสด


ปุ๋ยน้ำชีวภาพหรือน้ำสกัดชีวภาพ เป็นการทำปุ๋ยจากธรรมชาติที่ คิดค้นโดยภูมิปัญญาของชาวบ้าน อีกทั้งประกอบด้วยความสามารถของคน ไทยในการนำมาดัดแปลงและพัฒนา ปุ๋ยน้ำชีวภาพที่คิดค้นขึ้นมา เกษตรกร ได้ทดลองทำและใช้กับพืชผล ก็พบว่าพืชผลเจริญเติบโตงอกงามขึ้นอย่างรวด เร็ว และได้มีการพัฒนาวิธีการหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพหรือน้ำสกัดชีวภาพขึ้นมา เป็นจำนวนมาก แต่ในที่นี้ขอกล่าวถึงเทคนิคการทำน้ำหวานหมักจากพืช สกัดสีเขียว (FPJ : Fermented Plant Juice) โดยพืชที่ใช้ทำน้ำหวานหมักคือ พืชสีเขียวทุกชนิดที่รับประทานได้ ส่วนน้ำหวานจากพืช หมายถึงน้ำเลี้ยงของ พืชที่อยู่ในท่อส่งอาหารของพืช น้ำหวานของพืชใดก็จะเป็นอาหารธรรมชาติ ที่ดีที่สุดของพืชชนิดนั้น เช่น น้ำหวานหมักจากข้าวโพดก็จะให้ธาตุอาหารที่ ดีที่สุดสำหรับข้าวโพด หรือน้ำหวานหมักจากอ้อยก็จะให้ธาตุอาหารที่ดีที่สุด สำหรับอ้อย แต่จะมีพืชบางชนิดที่ให้ธาตุอาหารที่มีประโยชน์ต่อพืชอื่น ๆ โดยทั่วไปได้ดี เช่น ผักบุ้ง หยวกกล้วย หน่อไม้ เป็นต้น พืชที่ช่วงความยาว ระหว่างข้อภายในกิ่งยาวยิ่งดี และควรเป็นพืชโตเร็ว เพราะพืชที่โตเร็วมีพลัง ธรรมชาติที่จะสร้างพลังชีวิตได้มากและเร็ว
น้ำหวานจากพืชนี้ เป็นทรัพยากรธรรมชาติภายในพื้นที่ที่ประเมิน ค่ามิได้สำหรับเกษตรกร เพราะไม่ต้องนำเข้าปุ๋ยหรือสารบำรุงพืชใด ๆ เนื่อง จากน้ำหวานจากพืชเป็นอาหารที่ดีที่สุดของพืชอยู่แล้ว ทั้งยังไม่ต้องจ่ายเงิน ซื้อ จะช่วยลดต้นทุนการผลิต ลดการใช้สารเคมี รักษาความสมดุลของระบบ นิเวศและสภาพแวดล้อม เป็นผลดีต่อสุขภาพผู้ผลิต ผู้บริโภค

วัสดุและอุปกรณ์
1. พืชสดสีเขียว
2. น้ำตาลทรายแดง
3. ไหดินเผาเคลือบ สะอาด แห้ง
4. ผ้าพลาสติกปูรอง
5. มีด
6. เขียง
7. ตาชั่ง
8. อ่างคลุกพืช
9. กระดาษสะอาดสำหรับปิดปากไห
10. เชือกสำหรับมัดปากไห
11. ถุงพลาสติกสำหรับใส่น้ำเป็นน้ำหนักทับปากไห
12. ยางรัดถุงพลาสติก

วิธีทำ
1. ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเก็บเกี่ยวพืชที่ต้องการทำน้ำหวานหมัก คือ ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น ไม่ต้องล้าง เพราะไม่ต้องการให้จุลินทรีย์ที่อยู่บน ใบพืชถูกชะล้างออกไป หากเปียกฝน ผึ่งในร่มให้หมาดก่อน เปียกน้ำค้างไม่ เป็นไร เพราะน้ำค้างมีธาตุอาหารของพืชบางส่วน ที่ใบพืชจะมีน้ำหวานของพืชซึมติดอยู่ที่ปลายท่ออาหาร จุลินทรีย์จะไปเกาะกินน้ำเลี้ยงที่ซึมอยู่บนใบ จุลินทรีย์เหล่านี้มีประโยชน์มากต่อพืชตระกูลหญ้า เช่น ข้าว อ้อย ข้าวโพด ฯลฯ
2. ตัดพืชเป็นท่อน ๆ ยาวประมาณ 3-5 ซม. สำหรับหยวกเอามา ทั้งต้น ไม่ต้องตัด ไม่ต้องลอกกาบ และแน่นอนไม่ต้องล้าง ซอยโคนให้เป็น แฉก ๆ กว้างประมาณ 2 ซม. แล้วสับขวางอีกครั้ง ให้ยาวประมาณ 3-4 ซม. หน่อไม้ก็เช่นเดียวกัน อย่าลืมว่าไม่ต้องล้างพืชก่อนตัด
3. ชั่งน้ำหนักพืชที่ตัดแล้ว เพื่อกำหนดสัดส่วนของน้ำตาลทรายแดง ที่จะใช้ผสมในการทำน้ำหวานหมักจากพืชสดสีเขียว จะใช้น้ำตาลครึ่งหนึ่ง ของน้ำหนักพืชสด ในระยะต้นที่ยังกะประมาณไม่เป็น เพราะยังขาดประ- สบการณ์ ควรชั่งเพื่อความถูกต้องแน่นอน เมื่อชำนาญแล้วจึงประมาณเอา ได้ แบ่งน้ำตาลออกเป็น 6 ส่วน 1 ส่วน เก็บไว้ปิดหน้าไห 2 ส่วนใช้คลุกอ่าง แรก อีก 3 ส่วนใช้คลุกอ่างที่สอง
4. ถ้ามีเกลือสินเธาว์ คือ เกลือจากดิน ไม่ใช่เกลือจากทะเล จะใช้เกลือสินเธาว์ผสมในส่วนของน้ำตาลได้ ในสัดส่วนเดิม คือให้เกลือ ผสมน้ำตาลมีน้ำหนักเท่ากับครึ่งหนึ่งของน้ำหนักพืช เช่น พืช 6 กิโลกรัม ปกติต้องใช้น้ำตาล 3 กิโลกรัม ถ้าเป็นเกลือผสมน้ำตาล ก็ต้องเป็น 3 กิโลกรัมเหมือนกัน ควรใช้เกลือน้อยกว่าน้ำตาล จึงเป็นน้ำตาล 2 กิโลกรัม และเกลือ 1 กิโลกรัม เกลือสินเธาว์มีธาตุอาหารสำหรับพืชมาก จะทำให้ น้ำหวานหมักมีธาตุอาหารสำหรับพืชเพิ่มขึ้น และน้ำหวานก็จะมีมากขึ้น
5. แบ่งพืชที่หั่นและชั่งแล้วออกเป็น 2 ส่วน เอาพืชส่วนหนึ่งใส่อ่าง โรยน้ำตาลทรายแดง ผงกอง 2 ส่วนลงบนพืช ไม่ต้องมากนัก แล้วใช้มือทั้งสองกอบพลิกพืช คลุกเคล้ากับน้ำตาลผงที่โรยให้เข้ากัน ระมัดระวัง ทะนุ- ถนอม อย่าให้พืชช้ำ ทุกอย่างต้องเบามือ แล้วค่อย ๆ เอามือทั้งสองกอบพืช ใส่ไหที่เตรียมไว้ เกลี่ยให้เรียบเสมอ กดเบา ๆ ให้แน่นทุกกอบที่ใส่ลงไป

6. ขั้นต่อไป โรยน้ำตาลผงกอง 3 ส่วน ลงบนพืชส่วนที่เหลือในอ่าง ใบที่สอง ถ้าน้ำตาลเป็นก้อนควรบดให้ละเอียด เหลือน้ำตาลกอง 1 ส่วนสุดท้ายไว้ปิดหน้าพืชที่ปากไห หมักพืชส่วนที่สองที่คลุกเคล้าน้ำตาล แล้วนี้ทิ้งไว้ในอ่าง 2 ชั่วโมง เอากระดาษสะอาดปิดคลุมอ่างไว้
7. ค่อย ๆ กอบพืชจากอ่างคลุก เติมลงในไห กดพืชให้แน่นไป เรื่อย ๆ ด้วยปลายนิ้วทั้ง 4 ทั้ง 2 มือพร้อมกัน จนพืชหมดอ่าง ใส่น้ำตาลที่ เหลือปิดหน้าพืชให้ทึบ นำผ้าสะอาดชุบน้ำหมาด ๆ เช็ดปากไห ขอบและ ภายนอกตัวไห อย่าให้มีคราบน้ำตาลเพราะมดจะขึ้น ใช้กระดาษสะอาดปิด ปากไห ทิ้งไว้ 3 ชั่วโมง ในระหว่าง 3 ชั่วโมงนี้ พืชจะยุบตัวโดยธรรมชาติ ถ้าน้ำหวานออกมากและพืชยุบตัวลงเหลือประมาณ 2/3 ของไห นำกระ-ดาษสะอาดปิดปากไห และผูกเชือกได้เลย
8. สำหรับพืชที่น้ำออกน้อย ควรเอาถุงพลาสติกใส่น้ำ ผูกปากให้ แน่น วางทับหน้าพืชเป็นน้ำหนักอีก ทำความสะอาดภายนอกไหอีกครั้ง ให้หมดน้ำตาล ทิ้งไว้ 1 คืน จึงเอาถุงน้ำออก
9. พืชเขียวต้องอยู่ประมาณ 2/3 ของไห ควรมีที่ว่างประมาณ 1/3 ที่ปากไห เพื่อให้จุลินทรีย์หายใจ ใช้กระดาษสะอาดปิดปากไห (ห้าม ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์) แล้วรัดปากไหด้วยยางหรือเชือก เขียนชื่อพืช วัน เวลาที่ผลิตปิดไว้กันลืม 10. ไหที่ทำน้ำหวานหมัก ต้องวางไว้ในร่ม ภายในหลังคา อย่าให้ ถูกฝน จะใช้โถแก้วก็ได้ แต่ต้องหาผ้าหรือกระดาษปิดให้ทึบ อย่าให้แสงเข้า ได้
11. พืชส่วนใหญ่จะใช้เวลา 8-10 วัน จนเกิดการหมักที่สมบูรณ์ ช่วง 4-5 วันแรกจะเป็นเพียงน้ำหวาน การหมักยังไม่สมบูรณ์ เมื่อสมบูรณ์ แล้วจะมีกลิ่นหอมหวาน และพืชจะกลายเป็นสีเหลืองจาง ๆ เพราะธาตุสี เขียว (คลอโรฟีลล์) ถ่ายเทมาอยู่ในของเหลวแล้ว
12. เมื่อได้ที่ เปิดกระดาษที่ปิดไว้ออก ใช้ปั๊มดูดน้ำหวานหมักออก ใส่ขวดสีทึบ ปิดฝา ห้ามใส่ขวดพลาสติก เพราะจะมีปฏิกิริยาเกิดก๊าซพุ่ง ออกมา ปริมาณที่ใส่ในขวดก็เหมือนเดิม คือ 2/3 ของขวด เพื่อมีที่ให้ จุลินทรีย์หายใจ ถ้าไม่มีตู้เย็น เก็บไว้ในที่ร่มเย็น ถ้ากลิ่นเปลี่ยนเป็นกลิ่น เปรี้ยวหรือกลิ่นแอลกอฮอล์ ให้เติมน้ำตาลลงไป 1/3 ของปริมาณน้ำ เป็นอาหารจุลินทรีย์ แต่ไม่ควรทำไว้มากเกินความต้องการใช้ในแต่ละครั้ง

วิธีการนำไปใช้
1. น้ำหวานหมักที่ได้จะต้องไม่มีกลิ่นแอลกอฮอล์
2. การใช้นั้น ใช้น้ำหวานหมัก 1 ส่วนผสมกับน้ำ 500 ส่วน ใช้ ภาชนะเดียวกัน 1:500 นำไปรดผักที่ต้องการตั้งแต่ช่วงผักเริ่มงอกจนกระทั่งเก็บเกี่ยว

การใช้น้ำหวานหมักนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเร่งให้เกิดกิจกรรมทาง ธรรมชาติของต้นไม้ คือจะให้ต้นไม้เจริญเติบโต เมื่อใช้แล้วคอยสังเกตความ เปลี่ยนแปลงจากพืช แล้วปรับสัดส่วนระหว่างน้ำหวานหมักกับน้ำให้เหมาะ- สมกับความต้องการของพืชผักด้วย


สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
เทคโนธานี ถ.เลียบคลองห้า ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 ประเทศไทย
โทรศัพท์ 0-2577-9000
โทรสาร 0-2577-9009

196 พหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทร. 0-2579-1121..30,0-2579-5515,0-2579-0160,0-2579-8533
โทรสาร. 0-2561-4771,0-2579-8533 เทเลกซ์. 21392 TISTR TH
เว็บไซด์ : http://www.tistr.or.th
E-mail: hotline@tistr.or.th

กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี

ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0-2246-0064 , 0-2640-9600
โทรสาร: 0-2246-8106
เว็บไซด์ : http://www.most.go.th
อีเมล์ : helpdesk@most.go.th

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2544 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537