พลังงานและสิ่งแวดล้อม : ดร.พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ

พลังงานและสิ่งแวดล้อม
ดร. พีรศักดิ์ วรสุนทโรสถ
ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย


ผู้เขียนได้เคยกล่าวไว้ในหลาย ๆ ที่ว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญยิ่งในการพัฒนาประเทศและครอบคลุมอธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงไปภายในโลกอย่างรวดเร็ว ในปัจจุบัน เรื่องหนึ่งที่มักจะมองต่างมุมและแยกออกจากกันคือ เรื่องพลังงานและเรื่องของสิ่งแวดล้อม ถ้าเราพูดถึง พลังงานที่เราต้องใช้ใจการพัฒนาในการดำรงชีวิตก็มักจะมีอีกพวกที่คอยต่อต้าน โดยยึดสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับโลกเป็นศูนย์กลาง ในความเป็นจริงทั้งสองส่วนผูกพันกันใกล้ชิดแบบแยกไม่ออก เหมือนถ้ำลิเจียกับลายแทงขุมทรัพย์อย่างไรอย่างนั้นทีเดียว และในโอกาสที่จะเข้าใจในภาพรวมของทั้งหมดเราจำเป็นจะต้องมองให้ทะลุถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกเสียก่อนกล่าวคือ

ลักษณะของไบโอสเฟียร์ใหญ่ที่สุดในโลกคือตัวโลกเองที่เป็นระบบปิดและมีโอกาสน้อยมากที่ธาตุหรือสารประกอบต่าง ๆ ในโลกจะหลุดออกไปนอกแรงดึงดูดของโลก โดยธรรมชาติอาจมีโมเลกุลของไฮโดรเจนเท่านั้นที่เบาพอที่จะหลุดออกจากแรงดึงดูดของโลกได้ แต่บังเอิญไฮโดรเจนโมเลกุลเป็นสารไวไฟที่ทำปฏิกิริยาทางเคมีเป็นสารประกอบอื่น ๆ ได้ง่าย เช่น รวมตัวกับออกซิเจนเป็นน้ำ เป็นต้น และธาตุ ต่าง ๆ ในโลกก็สามารถทำปฏิกิริยาทางเคมีเวียนว่ายตายเกิดกันอยู่ในวัฎสงสารอย่างแท้จริงในโลกใบนี้ ตัวอย่างของน้ำที่เรามีอยู่ในโลกนั้นก็คือปริมาณน้ำที่เรามีอยู่เมื่อ 4,000 ปีที่แล้ว และจะเป็นปริมาณน้ำที่เราจะมีอยู่ในอีก 1,000 ปีข้างหน้า ถึงแม้ว่าจะผ่านวงจรในรูปต่าง ๆ ทางกายภาพ ระเหย เมฆ ฝน ต้นน้ำ ลำธาร แม่น้ำ ซึมลงดิน น้ำบาดาล ไหลออกแม่น้ำ ทะเล มหาสุมทร ระเหยใหม่ หรือในวงจรทางเคมีของพืชที่สังเคราะห์แสงเจริญเติบโตสร้างไฮโดรคาร์บอนโมเลกุลปล่อยคายออกซิเจนจากโมเลกุลของน้ำสู่บรรยากาศ แต่เมื่อสิ้นอายุขัยถ้าค่อยย่อยสลายก็กลายกลับเป็นคาร์บอนไดออกไซด์กับมีเทน หรือถ้าเผาให้ความร้อนก็จะกลับเป็นไอน้ำกับคาร์บอนไดออกไซด์ใหม่ ในที่สุดปริมาณน้ำที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกทั้งหมดของอารย-ธรรมปัจจุบัน จะมีค่าที่อาจเรียกได้ว่าคงตัวมานับพันปีแล้วและจะเป็นอย่างนี้อีกต่อไปนานพอสมควรในอนาคต

ในสภาพธรรมชาติวงจรชีวิตของพืชและสัตว์อาศัยเกื้อกูลซึ่งกันและกัน สัตว์อาศัยก๊าซออกซิเจนหายใจเข้าเพื่อเผาผลาญอาหาร แล้วคายของเสียคือคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ส่วนพืชนั้นอาศัยคาร์บอนไดออกไซด์ในการหายใจเข้าและสร้างอาหารเพื่อให้มีชีวิตเจริญเติบโต และคายของเสียคือออกซิเจนออกมาสู่บรรยากาศ แหล่งปลายวงจรอาหารหลักของสัตว์ก็คือพืชแต่เมื่อสัตว์ตายลงคืนสู่เถ้าธุลีดินก็จะกลายเป็นอาหารของพืชสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันอยู่เช่นนี้ตลอดไป สมดุลทางธรรมชาตินี้มีมาตั้งแต่โบราณกาล แต่ในสภาพปัจจุบันซึ่งสัตว์เจ้าโลกคือคนได้มีอัตราการเจริญเติบโตสูงและใช้พลังงานมากขึ้น ๆ ทุกที และยิ่งเจริญขึ้นเท่าใดก็จะยิ่งใช้พลังงานมากขึ้น ขับของเสียคือคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่โลกในปริมาณที่มากขึ้นกว่าสภาพดำรงชีวิตปกติ และในทำนองเดียวกันสภาพการใช้ทรัพยากรเบียดเบียนอาณา-จักรของพืชเกิดขึ้นอยู่ทั่วโลก ทำให้สภาพสมดุลที่เคยเป็นอยู่เดิมเปลี่ยนแปลงไปอย่างช้า ๆ และเริ่มเร็วขึ้น คนหนึ่งคนเดินทางด้วยการปั่นจักรยานหายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ในจำนวนที่น้อยกว่าคนอีกคนที่เดินทางโดยการขับรถยนต์คายคาร์บอนไดออกไซด์จากการหายใจและไอเสียของเครื่องยนต์นับพันเท่า

เรื่องของพลังงานและสิ่งแวดล้อมนี้เป็นสภาพของอย่างเดียวกันผูกพันกันใกล้ชิดเหมือนเหรียญดันเดียวกันแต่เป็นด้านหัวและด้านก้อยเท่านั้น ยกตัวอย่างให้ดูชัด ๆ เช่น บ้านเรามีการตั้งกระทรวงชื่อกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและพลังงาน ต่อมาเมื่อเรื่องของสิ่งแวดล้อมมีพลังทางสังคมรุนแรงขึ้นก็เปลี่ยนชื่อกระทรวงใหม่เป็นกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อมแทนแต่หน่วยงานภายในเป็นหน่วยงานเดิม มิได้มีอะไรในกอไผ่

อัตราการใช้พลังงานของคนไทยใน 1 วันจะต้องรับประทานอาหารให้ได้พลังงานเฉลี่ยประมาณ 2,600 กิโลแคลอรี่ คนตะวันตกจะมีค่าเฉลี่ยสูงกว่านี้ ประเทศด้อยพัฒนาที่ค่อนข้างขาดแคลนอาหารจะมีค่าเฉลี่ยต่ำกว่านี้ แต่ค่าเฉลี่ยคือค่าเฉลี่ย กล่าวคือคนไทย 2 คนก็กินอาหารไม่เท่ากัน บางคนมากอ้วนมาก บางคนมากแต่ยังไม่อ้วนเพราะสามารถมีกิจกรรมเผาผลาญพลังงานที่กินไว้ได้หมด หรือไม่สามารถย่อยสลายนำพลังงานที่กินไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บางคนกินน้อยแต่ไม่ได้ใช้พลังงานมากมายนัก นั่ง ๆ นอน ๆ ก็อ้วนได้เหมือนกันแล้วแต่ปัจเจกบุคคลที่ไม่เหมือนกัน ถ้าดูปริมาณเฉลี่ยดังกล่าวของคนไทยแล้วจะเห็นได้ว่าพลังงานที่ใช้อาจได้มาจากอาหารแป้ง น้ำตาล โปรตีน ไขมัน ฯลฯ ถ้าคิดเป็นน้ำตาลทั้งหมดก็จะเท่ากับ น้ำตาลทรายเพียง 600 กรัมหรือ 6 ขีดเท่านั้น แต่ถ้าเอาน้ำตาลในปริมาณนี้มาทำเป็นพลังงานใส่รถยนต์ คือมากลั่นเป็นเอทิลแอกอฮอล์แล้วจะได้น้ำมันไม่ถึงครึ่งลิตร ดังนั้นจะเห็นว่าพื้นฐานการดำรงชีวิตจะใช้พลังงานจากอาหารไม่มาก แต่เมื่อใดที่คำว่าอารยธรรมความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจความก้าวหน้าทางวิทยา-ศาสตร์และเทคโนโลยีมีบทบาทในสังคมมากขึ้น ๆ แล้วอัตราการใช้พลังงานรวมของมนุษย์จะทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นสิบเป็นร้อยเป็นพันเท่าของพื้นฐานส่วนที่จำเป็นในการหายใจดำรงชีพ

ดังนั้นสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบันมิได้มาจากว่าคนมีจำนวนมากขึ้นแต่มาจากว่าคนรวยขึ้นเจริญขึ้นใช้พลังงานมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จะเห็นได้จากสถิติต่าง ๆ ทั้งขยะของแข็งขยะของเหลวและขยะที่เป็นก๊าซจะมีสัดส่วนไปในทิศทางเดียวกันกับความเจริญของชาตินั้น ๆ ทีเดียว ดังนั้นถ้าประชากรทั้งโลกมีความเป็นอยู่อย่างอัฟริกาสภาวะแวดล้อมจะอยู่ในสมดุลไม่เปลี่ยนแปลงแต่คนจะอดอยากขาดแคลนอาหาร และประชากรของโลกจะลดลงไปสู่ระดับความเจริญที่มีความสมดุลกับการผลิตอาหาร แต่ถ้าประชากรของโลกมีความเป็นอยู่อย่างคนอเมริกันจะสามารถใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในการสร้างอาหารให้เกินความต้องการต่อจำนวนพลโลก 6,000 ล้านคนได้ อาจรองรับได้ถึง 20,000 ล้านคน แต่สภาวะแวดล้อมจะไม่อยู่ในสมดุลและบรรยากาศของโลกจะเปลี่บนแปลงไปอย่างรวดเร็วมากกว่าที่เป็นอยู่แล้วในปัจจุบัน และในที่สุดธรรมชาติก็จะต้องปรับตัวเองอีกเหมือนกัน ดังนั้นประเทศที่พัฒนาแล้วรู้ซึ้งถึงธรรมชาติข้อนี้เป็นอย่างดี ถ้าจะมีพลโลกที่ร่ำรวยและมีสิ่งอำนวยความสะดวก ต้องมีปริมาณคนร่ำรวยในสัดส่วนที่ไม่มากนัก ปัจจุบันสภาวะแวดล้อมก็เปลี่ยนแปลงไปอยู่แล้วอย่างไม่มีเทวดาหน้าไหนหรือ NGO หมู่ใดจะสามารถยับยั้งได้ เพียงแต่สามารถบี้หัวยับยั้งมิให้ประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายลืมตาอ้าปากเท่านั้นเอง แต่สภาวะการณ์เปลี่ยนแปลงตามธรรมชาตินี้ธรรมชาติและมนุษย์เป็นตัวกำหนด และเป็นไปอย่างไม่รวดเร็วนัก สามารถให้มนุษยชาติที่เจริญปรับฐานตัวเองและสังคมให้ดำรงอยู่ได้ ส่วนชาติด้อยพัฒนาที่รับคำสั่งมานั้นก็คงเป็นทาสในรูปแบบใหม่ ๆ ในอนาคตกันต่อไป ถ้าไม่สามารถมีองค์ความรู้เท่าทันและมองภาพรวมเพื่อจะพัฒนาตนเองให้อยู่ในสังคมโลกอย่างมีเกียรติศักดิ์ศรีและมีแนวทางเดินไต่หน้าผาแห่งความผันผวนไม่ให้ตกตายไปเสียก่อนที่จะเดินทางถึงจุดหมาย

ทีนี้มาดูตัวของแหล่งพลังงานในโลกทั้งหมดถ้าดูภาพรวมลงในแนวลึกจะพบว่าแหล่งพลังงานทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดมาจากชนิดของพลังงานเริ่มต้นเพียงอย่างเดียวคือพลังงานนิวเคลียร์และแหล่ง พลังงานนิวเคลียร์ที่ชี้เป็นชี้ตายหลักของโลกมาจากแหล่งเดียวคือดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานนิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในสุริยจักรวาล จากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวสชั่นของไฮโดรเจนหลอมรวมกันเป็นฮีเลียม ซึ่งมนุษยชาติได้อาศัยนำมาใช้ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ในทางตรงนั้นพลังงานแสงอาทิตย์ได้ให้ความร้อนความอบอุ่นแก่โลก ถ้าปราศจากดวงอาทิตย์ภายในเวลาสั้น ๆ โลกก็จะมืดมิดลง และผลของการใช้พลังงานทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ว่ามนุษย์จะมีขีดความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีอย่างไร ไม่เกิน 200 ปีหลังจากนั้นก็คงจะไม่มีสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่หรือเล็กเหลืออยู่บนโลกอีกต่อไป

พลังงานจากดวงอาทิตย์โดยตรงนั้นคนในประเทศที่เจริญและไม่เจริญได้รับอานิสงส์กันทั่วหน้า เราใช้พลังงานแสงสว่างและความร้อนนี้ในการอบตากอาหารให้แห้ง ในการเก็บเกี่ยวรักษาอาหาร และอีกส่วนได้แก่ประเทศที่มีเทคโนโลยีที่จะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์โดยเปลี่ยนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรงจากโซล่าเซล สำหรับโซล่าเซลนี้ต้องเข้าใจพื้นฐานเบื้องต้นของเทคโนโลยีเสียก่อน กล่าวคือพลังงานแสงอาทิตย์ที่ตกเฉลี่ยบนผิวโลกในประเทศไทยขณะแดดจัดตอนเที่ยงหรือบ่าย 2 โมงนั้นจะมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,300 วัตต์ต่อตารางเมตร และค่าเฉลี่ยทั้งวันอยู่ประมาณ 1,000 วัตต์ต่อตารางเมตรในเวลา 8-9 ชั่วโมง ส่วนประสิทธิภาพของโซล่าเซลที่จะนำพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าใสแสงแดดส่วนที่เป็นแสงทั้งที่เห็นด้วยตาหรือไม่ก็ตามให้แปลงรูปเป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรงนั้นทางทฤษฎีอาจมีประสิทธิภาพถึง 30-40% แล้วแต่ชนิดของโซล่าเซล แต่ในภาคปฏิบัตินั้นนอกจากโซล่าเซลพิเศษที่แพงมากและใช้ในดาวเทียมและสถานีอวกาศแล้ว โซล่าเซลที่ทำขายอยู่ทั่ว ๆ ไปจะมีประสิทธิภาพสูงสุดของแผงรวมไม่เกิน 10% แต่ละตัวอาจมีประสิทธิภาพสูงสุดเกิน 10% เล็กน้อย แต่เมื่อต่อแผงเข้าระบบแล้วมักจะเหลือไม่ถึง 10% และราคาที่ขายอยู่ในท้องตลาดของระบบโซล่าเซลนั้นจะอยู่ที่ประมาณ 100-200 บาทต่อวัตต์ ซึ่งแพงมาก แม้เป็นเทคโนโลยีฟิล์มบางที่เป็นอมอฟัสที่ถูกลงแต่ประสิทธิภาพก็จะลดลงเหลือ 6-8% เท่านั้น ตราบใดที่เทคโนโลยีดังกล่าวไม่มีการค้นพบระบบใหม่ ๆ ที่สามารถมีประสิทธิภาพดีขึ้น 2-3 เท่า และมีราคาถูกลง 5-10 เท่า เหลือราว 20 บาทต่อวัตต์แล้ว ถ้าเราไม่หลอกตัวเองหรือปาหี่ในสภาพปัจจุบันมีการใช้งานที่เหมาะสมของระบบโซล่าเซลจำกัดอยู่บางลักษณะที่จะสามารถแข่งกับพลังงานในรูปอื่น ๆ ได้ เช่น ถ้าพิจารณารถยนต์ที่ขายอยู่ในท้องตลาดขนาด 2 ลิตรปัจจุบัน 150 แรงม้า ถ้าจะใช้พลังงานจากโซล่าเซลโดยตรงเพื่อจะให้ได้ความเร็วสูงสุดตามแรงม้า จะต้องใช้พื้นที่รับแสงกว่า 1,000 ตารางเมตร ทำเครื่องบินก็ยังยากแต่ง่ายกว่ารถยนต์ ถ้าจะใช้พื้นที่รับแสงน้อยแล้วอัดพลังงานในแบตเตอรี่ ปัจจุบันเทคโนโลยีของแบตเตอรี่มีน้ำหนักมากให้พลังงานสะสมน้อย ยกตัวอย่างแบตเตอรี่รถยนต์ขนาด 70 แอมแปร์-ชม. 12 โวลท์ ตามทฤษฎี ถ้ารีดพลังงานที่สะสมจากการอัดออกมาใช้จนเกือบหมดจะได้ราว 0.6 กิโลวัตต์-ชม. ซึ่งมีน้ำหนักประมาณ 7-8 กิโลกรัม ถ้าจะให้พลังงานเท่ากับที่ได้จากน้ำมัน 1 ลิตรจะต้องมีแบตเตอรี่หนัก 100 เท่าของน้ำหนักของน้ำมันเชื้อเพลิง รถไฟฟ้าถ้าจะสะสมพลังงานเท่ากับเติมน้ำมัน 10 ลิตร เฉพาะแบตเตอรี่จะต้องหนัก 1 ตัน!

พลังงานอื่นนอกเหนือจากพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานโดยตรงจากดวงอาทิตย์แล้ว อาจจะเรียกได้ว่าเป็นผลพวงทางอ้อมจากดวงอาทิตย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานน้ำจากเขื่อนซึ่งเป็นพลังงานทางอ้อมจากการที่ดวงอาทิตย์ระเหยน้ำในทะเลมหาสมุทรและส่วนต่าง ๆ ขึ้นไปก่อตัวเป็นเมฆในบรรยากาศอย่างต่อเนื่องและสภาพความชื้นในบรรยากาศของโลกนั้นมีได้ถึงระดับหนึ่งก็ต้องตกลงมาเป็นฝนหรือหิมะหรือลูกเห็บแล้วดวงอาทิตย์ก็จะระเหยน้ำใหม่ขึ้นไปแทนที่ต่อเนื่อกันไป ดังนั้นพลังงานศักย์ของน้ำในเขื่อนจะถูกเปลี่ยนไปเป็นพลังงานจลน์ และพลังงานไฟฟ้าในที่สุด หรือถ้าจะไม่ใช่เพราะฟังเสียงคนค้านมาก ๆ ไม่สร้างใหม่พลังงานจากน้ำเหล่านี้ในหลาย ๆ ครั้งก็จะไหลบ่าท่วมบ้านเรือนทำความเสียหายได้ทั่วไป

พลังงานลมก็จะเกิดขึ้นโดยรอบในบริเวณพื้นผิวโลกที่เรานำมาใช้กันในการระเหยหรือให้ พลังงานจลน์โดยตรงก็มาจากพลังงานจากดวงอาทิตย์ด้วยเหมือนกันแต่เป็นโดยทางอ้อม นอกจากนั้น พลังงานจากคลื่นในทะเลหรือมหาสมุทรถ้าดูกลับไปถึงถิ่นกำเนิดพลังงานก็จะเป็นผลพวงจากพลังงานจากดวงอาทิตย์ ถ้าเชื่อว่าโลกหลุดออกมาจากดวงอาทิตย์พลังงานความร้อนในผิวโลกที่สามารถนำมาใช้ปั่น ไฟฟ้าได้ก็มีรากเหง้ามาจากดวงอาทิตย์ด้วยเหมือนกัน

พลังงานน้ำขึ้นน้ำลงที่ในบางแห่งพยายามที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ผลิตไฟฟ้าโดยตรงนั้นมาจากดวงอาทิตย์ส่วนหนึ่ง จากดวงจันทร์ส่วนหนึ่ง ซึ่งดูโดยรวมแล้วรากฐานเหล่านี้มาจากดวงอาทิตย์ทั้งสิ้น

ยังมีพลังงานหลักที่มนุษยชาติใช้โดยทางอ้อมจากดวงอาทิตย์อีกส่วนหนึ่งคือ พลังงานที่ได้จากสารไฮโดรคาร์บอนในการเปลี่ยนแปลงปฏิกิริยาทางเคมีโดยอาศัยพลังงานจากแสงอาทิตย์ในพืชสีเขียวคือ พลังงานที่ได้จากการสังเคราะห์แสง พลังงานที่ได้จากการสังเคราะห์แสงนี้แยกออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ สภาพในอดีต และสภาพในปัจจุบัน

สภาพในอดีตซากพืชสัตว์ที่ตายทับถมกันเป็นเวลานาน ๆ ถูกเก็บกักไว้ใต้พื้นผิวของโลกนั้น มนุษย์ปัจจุบันได้นำมาใช้ภายใต้ชื่อรวมว่าพลังงานฟอสซิล ซึ่งมีอยู่ 3 สภาพคือ สถานะของแข็งได้แก่ถ่านหิน สถานะของเหลวได้แก่น้ำมันดิบ และสถานะก๊าซได้แก่ก๊าซธรรมชาติ

ในสภาพของถ่านหินนั้น แยกตามชนิดและค่าความร้อนจากเลวไปดีและจากน้อยไปมากจะได้แก่ พีท ลิกไนท์ บิทูมินัส และแอนทราไซด์ ซึ่งมีค่าความร้อนประมาณ 20-80% ของน้ำมันเบนซินหรือดีเซลในน้ำหนักเท่ากัน เช่นถ้าเราต้องการเปรียบเทียบค่าความร้อนของถ่านลิกไนท์ที่มีค่ากำมะถัน 2% และค่าความร้อนเท่ากับเศษหนึ่งส่วนสามของน้ำมันเตา ก็จะเท่ากับกำมะถันไม่เกิน 6% แต่ถ้าจะเป็นเชื้อเพลิงถ่านหินซับบิทูนัสซึ่งมีค่าความร้อนสูงกว่าลิกไนท์และมีค่ากำมะถันต่ำ 0.3% อย่างที่จะนำมาผลิตไฟฟ้าที่บ้าน หินกรูด ก็จะมีค่าราว 0.6-0.7% กำมะถันเมื่อเทียบกับน้ำมันเตา ซึ่งโรงไฟฟ้าที่ใช้น้ำมันเตากำมะถัน 2% ก็มีอยู่ไม่เห็นมีใครโวยวายแต่กลัวกันไปต่าง ๆ นานา ซึ่งอาจจะไม่รู้ว่าถ่านหินที่นำเข้าไม่ว่าจะเป็นออสเตรเลียหรือบราซิลที่เป็นบิทูมินัสหรือซับบิทูมินัสนั้นเข้าถึงโรงไฟฟ้าราคาจะต่ำกว่าถ่านลิกไนท์ที่ใช้ที่ลำปางตั้งแต่ยังไม่ขนส่งเสียด้วยซ้ำไป หรือถ้าลักลอบเอาลิกไนท์จากลำปางขนลงมาเดินไฟฟ้าที่บ้านหินกรูดก็คงจะเป็นการไม่ฉลาดที่สุดในโลกเพราะจะแพงมหาศาล เมื่อเทียบกับพลังงานจำนวนเท่ากันกับที่ได้จากการนำเข้าถ่านหิน ส่วนถ่านหินชนิดแอนทราไซด์ซึงเป็นสุดยอดให้ความร้อนสูงนั้น ในอดีตใช้มากในอุตสาหกรรมถลุงโลหะ ทำเหล็กกล้าก่อนที่จะวิวัฒนาการมาเป็นเตาไฟฟ้า และใช้ในอุตสาหกรรมเฉพาะทางอื่น ๆ อย่างไรก็ดีแหล่งสำรองถ่านหินของโลกในอัตราการใช้พลังงานจากถ่านหินปัจจุบันนั้นอยู่ได้อีกหลายร้อยปี โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่ของโลกที่ต้องการให้ต้นทุนต่ำในประเทศที่พัฒนาแล้ว ถ้าไม่ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงก็มักจะเป็นพลังงานนิวเคลียร์ ส่วนประเทศด้อยพัฒนาที่การควบคุมไม่ทั่วถึงและกลัวก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์นั้น ถ้าประชาธิปไตยจ๋าและมี NGO ออกมาชี้นำแบะ ๆ ก็จะตั้งได้ยาก แต่บางครั้งหารู้ไม่ว่าก๊าซซัลเฟอร์- ไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจากชาวบ้านรมควันผลไม้เพื่อรักษาสภาพในการส่งออกเช่นลำไยนั้น ปริมาณที่สัมผัสกับชุมชนโดยตรงมากกว่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์จากโรงไฟฟ้าหลายเท่า และถ้าเพื่อนบ้านด้อยพัฒนาด้วยกันทั้งหลายมาตั้งโรงไฟฟ้าติดชายแดนก็ไปบังคับให้ติดสารกรองก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ไม่ได้เพราะแพง น้อง ๆ โรงไฟฟ้าเองทีเดียวแหละ ในจีนเอง NGO น้อยไปแนะหลังจากเหตุการที่เทียนอันเหมิน โรงไฟฟ้าถ่านหินของจีนที่เป็นถ่านหินชนิดมีปริมาณซัลเฟอร์ค่อนข้างสูงเหมือนถ่านลิกไนท์ของเราที่ลำปางเกือบ 100% ทั้งประเทศ ก็ไม่มีส่วนจับก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์แต่อย่างไร ก็แล้วแต่ว่าในอนาาคตดินแดนติดต่อกันหมดไม่รู้ว่าความเข้มข้นของก๊าซในบรรยากาศส่วนต่าง ๆ จะเป็นอย่างไรจะลอยไปทางใด แต่ที่รู้แน่ ๆ ว่าประเทศด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาที่รับเทคโนโลยีโรงไฟฟ้าถ่านหินจากจีนในราคาที่รับได้จะไม่มีส่วนนี้เป็นอันขาดต้องขึ้นอยู่กับว่าเชื้อเพลิงถ่านหินที่เขานำมาใช้จะมีปริมาณกำมะถันมากหรือน้อยเพียงใด ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน

ส่วนก๊าซธรรมชาตินั้นมักจะไม่ค่อยนำมาผลิตไฟฟ้ากันนักเพราะก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานชนิดดีควรที่จะให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นได้กว่าการทำไฟฟ้า เช่น ใช้การทำอุตสาหกรรมเคมี หรือพลาสติก เป็นต้น แต่ถ้าใช้ในการทำไฟฟ้าจะทำลายสิ่งแวดล้อมน้อยลง ต้องรวยมีก๊าซมากจึงจะนำมาผลิตไฟฟ้าเป็นล่ำเป็นสัน เพราะค่าใช้จ่ายมักจะสูงกว่าถ่านหินหรือนิวเคลียร์

พลังงานไฟฟ้าเป็นสาธารณูปโภคทางพลังงานที่สำคัญยิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาประเทศเพราะพลังงานไฟฟ้าเมื่อผลิตขึ้นแล้วสามารถส่งจ่ายพลังงานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพสูง เมื่อใช้งานพลังงาน ไฟฟ้าสามารถเปลี่ยนกลับเป็นพลังงานรูปอื่น ๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วและปลอดภัย แต่การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลนี้จะมีประสิทธิภาพสูงสุดใช้งานอยู่ราว 42% สำหรับกรณีไม่มี reheat cycle ถ้ามีประสิทธิภาพจะสูงกว่านี้ได้อีก นั่นหมายความว่า ค่าความร้อนจากต้นกำเนิดเท่ากับ 100 จะมี 40% ที่แปลงเป็นพลังงานไฟฟ้า ส่วนอีก 60% จะต้องเป็นขยะความร้อนให้แก่โลก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่จำเป็นจะต้องอยู่ติดกับแม่น้ำขนาดใหญ่ ทะเล ทะเลสาป ฯลฯ และคายความร้อนให้แก่บรรยากาศโดยที่ไม่รบกวนสภาพแวดล้อมให้มากไปนัก เพราะอุณหภูมิเฉลี่ยที่เปลี่ยนแปลงไปไม่กี่องศาในน้ำอาจไม่ทำให้ปลาตายเพราะมีหน้าร้อนหน้าหนาวอยู่แล้ว แต่อาจมีผลต่อวงจรของโซ่อาหารขนาดเล็กใหญ่น้อยต่อไปในระยะยาว แต่ขอบอกไว้อย่างว่าสภาพในโลกปัจจุบันไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็เปลี่ยนแปลงอยู่แล้ว แต่จุดสำคัญทำอย่างไรให้เปลี่ยนแปลงอย่างช้า ๆ ช้าพอที่มนุษย์และอารยธรรมจะสามารถปรับตัวให้เปลี่ยนแปลงไปได้เท่านั้น

ส่วนพลังงานหลักที่ใช้ในการคมนาคมขนส่งนั้นที่สะดวกและใช้อยู่ในปัจจุบันจะเป็นพลัง-งานฟอสซิลที่กลั่นมาจากส่วนของน้ำมันดิบ ที่ผู้เขียนได้เคยอธิบายไว้ยืดยาวในด้านชนิดและสัดส่วน ต่าง ๆ ไปในหลาย ๆ แห่งหาดูได้จากหนังสือรอยไอยรา 2 และ 3 ที่ออกวางตลาดปัจจุบัน ถ้าเรามาดูถึงสภาพทางเศรษฐศาสตร์ด้านอุปสงค์และอุปทานจะเห็นได้ว่าน่าสนใจมากที่เมื่อปี 1995 เพียง 6 ปีที่แล้ว แหล่งสำรองน้ำมันดิบของโลกที่พบและยืยยันแล้ว 64% อยู่ในมือของโอเปค 36% อยู่นอกโอเปค ซึ่งในขณะนั้นการผลิตน้ำมันดิบออกป้อนโลกกลับข้างกันคือผลิตจากนอกโอเปคมากกว่า 60% และภายในกลุ่มประเทศโอเปคเพียงไม่ถึง 40% สภาพปัจจุบันปี 2001 นี้ แหล่งน้ำมันสำรองของโอเปคได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็น 80% ของทั้งหมด และนอกโอเปคลดลงเหลือเพียง 20% ในขณะที่การผลิตน้ำมันดิบป้อนโลกของกลุ่มโอเปคและนอกโอเปคเป็นราว 50:50 ซึ่งสภาพดังกล่าวจึงมีความคับขันว่าในอนาคตอันใกล้มีความ จำเป็นต้องหาทางใช้พลังงานในรูปอื่นเพื่อให้การพึ่งพาพลังงานจากน้ำมันดิบน้อยลง

ในอัตราส่วนการใช้พลังงานน้ำมันดิบของโลกและแหล่งสำรองที่มีอยู่และได้รับการยืนยันถ้าไม่มีแหล่งใหญ่ที่มีปริมาณมาก ๆ น้ำมันดิบจะใช้ได้อีกไม่ถึง 100 ปี ซึ่งถึงเวลานั้นขึ้นอยู่กับว่าจะสามารถหาแหล่งพลังงานอื่นได้ทันเวลาและคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์หรือไม่

ที่ว่ามาทั้งหมดนี้เป็นแหล่งพลังงานจากพืชสีเขียวในอดีต คงจะต้องมาว่ากันต่อไปว่าพลังงานจากพืชสีเขียวที่มีอยู่ในปัจจุบันจะสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันดิบโดยเฉพาะน้ำมันในการคมนาคมขนส่งอันเป็นหัวใจในการพัฒนาอย่างหนึ่งและต้องอาศัยพลังงานของเหลวเป็นหลัก

เบนซินและดีเซลเป็นพลังงานจากพืชสีเขียวในอดีต ส่วนแอลกอฮอล์และไบโอดีเซลเป็นพลังงานจากพืชสีเขียวในปัจจุบัน แต่ทั้งสองส่วนนี้มาจากพลังงานจากดวงอาทิตย์โดยรวมครับ

ในภาพรวมของน้ำมันดิบนั้น รัฐมนตรีน้ำมันทั้งหลายของโอเปคให้ความเห็นชอบให้ราคาน้ำมันดิบ "ที่เหมาะสม" จะอยู่ระหว่างบาร์เรลละ 22-28 เหรียญในปัจจุบัน ในความเป็นจริงแล้วถ้าราคาน้ำมันดิบต่ำกว่าบาร์เรลละ 20 เหรียญลงมา การที่จะค้นคว้าหาพลังงานทดแทนในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานหลักของโลกจะเป็นการยากเข็ญที่จะทำให้สามารถทำได้คุ้มการลงทุนและคุ้มค่าผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ แต่ถ้าเมื่อใดที่ราคาน้ำมันดิบสูงกว่าบาร์เรลละ 30 เหรียญ พลังงานทดแทนในรูปแบบต่าง ๆ เกือบทั้งหมดที่ใช้เทคโนโลยีปัจจุบันจะสามารถทำได้และมีจุดคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์โดยอัตโนมัติ

จากสาเหตุดังกล่าวราคาน้ำมันสำเร็จรูปโดยเฉพาะที่ใช้ในการคมนาคมขนส่งหลักได้แก่ น้ำมันดีเซล และ น้ำมันเบนซิน ในหลายประเทศจะถูกกำหนดโดยมีสัดส่วนของภาษีอากรสูง ในยุโรปราคาน้ำมันเหล่านี้ลิตรละประมาณ 25-50 บาททีเดียว ส่วนน้ำมันจากพลังงานจากพืชสีเขียวนั้นถ้าจะให้เกิดได้ และคุ้มค่าการลงทุน จะต้องอยู่ในพิกัดอัตราภาษีอากรคนละอย่างจึงจะสามารถทำได้ เพราะต้นทุนของพืชที่นำมาทำพลังงานจากพืชสีเขียวในปัจจุบันมักจะมีราคาสูงกว่าต้นทุนราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่กลั่นจากโรงกลั่นก่อนเสียภาษีอยู่พอสมควร

ในโลกอนาคตเมื่อสัดส่วนของน้ำมันสำรองที่มีอยู่ค่อยไหลเข้าอยู่ในกำมือของประเทศในกลุ่ม โอเปคเกือบทั้งหมดนั้นประการหนึ่ง และการต่อต้านด้านการทำลายสภาวะแวดล้อมและเพิ่มมลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่ ๆ อีกประการหนึ่ง และเทคโนโลยีการตัดต่อสายพันธุ์ยีน GMO อีกประการหนึ่ง จะทำให้ผลิตผลทางการเกษตรจะเพิ่มผลผลิตมากขึ้น และประเทศต่าง ๆ ที่เคยขาดอาหาร และต้องนำเข้าอาหารจะเริ่มเลี้ยงตัวเองได้ หรือประเทศขาดอาหารที่ด้อยพัฒนาหรือกำลังพัฒนาในระดับล้าหลังถึงขาดอาหารก็ไม่ค่อยจะมีปัญญาซื้ออาหาร ส่วนใหญ่เป็นการขอบริจาคอาหารต่างหาก จะมีประเทศที่พัฒนาแล้วมีกำลังซื้อที่ต้องนำเข้าอาหารอยู่เพียงประเทศเดียวในโลกปัจจุบันและอนาคตอย่างเหนียวแน่นคือญี่ปุ่นเท่านั้น

ดังนั้นประเทศที่ในสภาวะปัจจุบันมีอาหารเกินและผลิตผลทางการเกษตรเกินมากพอที่จะนำมาใช้ผลิตเป็นผลังงานของเหลวใช้ในการคมนาคมขนส่งได้จะมีอยู่ไม่กี่ประเทศในโลก เช่น บราซิล สหรัฐ-อเมริกา และในทางเอเซียก็จะเป็นไทยที่มีศักยภาพสูงสุด ในอนาคตเมื่อเวียตนามได้มีผลผลิตทางการเกษตรเหลือเป็นจำนวนมากขึ้น ๆ แล้วก็จะเป็นประเทศต่อไปที่จะมีศักยภาพที่จะผลิตพลังงานจากพืชสีเขียวในปีปัจจุบันได้เช่นกัน

ในอนาคตในช่วงใกล้ ๆ จากปัจจุบันไปอีก 2-3 ทศวรรตที่เป็นรอยต่อของพลังงานต่าง ๆ ขณะที่น้ำมันดิบจะมีปริมาณน้อยลงและค่อย ๆ แพงขึ้นนั้น การคมนาคมขนส่งจะยังคงต้องใช้พลังงานของเหลวที่จะสามารถทดแทนโดยตรงกับเครื่องจักรเครื่องยนต์ในปัจจุบันหรือเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย นอกจากก๊าซปิโตรเลียมเหลว LPG แล้ว ในช่องว่างสั้น ๆ นี้ก่อนที่พลังงานทดแทนรูปอื่นจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นใน กิจกรรมดังกล่าว น้ำมันทดแทนเบนซินคือก๊าซโซฮอล์ หรือน้ำมันพืชไบโอดีเซลที่ใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลจะเป็นบทบาทหลักในช่วงดังกล่าวในอนาคต หลังจากนั้นเมื่อไม่พอจริงจังมากเข้าพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ ก็จะมีบทบาทเข้ามาทดแทนต่อไป เช่น ฟิวแอลเซล พลังงานแสงอาทิตย์ ฯลฯ

สำหรับก๊าซโซฮอล์นั้นผู้เขียนได้เคยพูดถึงรายละเอียดต่าง ๆ ในส่วนนี้แล้วในอดีต ในบทความนี้จะกล่าวครอบคลุมเน้นไปในด้านการทดแทนน้ำมันดีเซล ซึ่งการใช้พลังงานรูปนี้ของไทยในภาคการคมนาคมขนส่ง จะมีสัดส่วนกว่า 50% ของการใช้ทั้งหมด กล่าวคือเป็นราว 2 เท่าของน้ำมันเบนซิน และเป็น 4 เท่าของน้ำมันเครื่องบินเจ็ตตามลำดับในปัจจุบัน (พ.ศ. 2543)

โดยสภาพปกติค่าความร้อนต่อกิโลกรัมของน้ำมันดีเซลอยู่ที่ประมาณ 46,000-47,000 กิโลจูลล์ ในขณะที่น้ำมันพืชดิบหรือผ่านกระบวนการที่พร้อมใช้ทอดกล้วยแขกหรือไข่ดาวในครัวจะอยู่ที่ประมาณ 38,000-40,000 กิโลจูลล์ คือต่ำกว่าดีเซลประมาณ 15-20% ส่วนค่าอัตราของความหนืดอันเป็นคุณสมบัติอีกตัวที่จำเป็นนั้น ดีเซลมีค่าความหนืดต่ำกว่าค่าความหนืดของน้ำมันพืชต่าง ๆ อยู่ราว 10-20 เท่า แล้วแต่ชนิดของน้ำมันพืช ส่วนคุณสมบัติอีกอย่างคือค่าของซีเทนนัมเบอร์นั้นในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วปกติจะกำหนดค่าซีเทนนัมเบอร์อยู่ที่ราว 47-48 ในขณะที่น้ำมันพืชจะมีค่าซีเทนนัมเบอร์สูงขึ้นกว่าน้ำมันดีเซล คือระหว่าง 50-65 แล้วแต่ชนิดของน้ำมันพืช แปลไทยอย่างง่าย ๆ คือ มีคุณภาพน้ำมันเทียบเคียงกับน้ำมันดีเซลแล้ว ค่าซีเทนสูงขึ้นเหมือนกับค่าออกเทนที่สูงขึ้นในน้ำมันเบนซิน แต่ค่าความหนืดสูงดังนั้นการไหลในท่อต่าง ๆ ภายในระบบส่งน้ำมันจะไหลได้ยากทำให้ผ่านหัวฉีดแตกตัวเป็นละอองฝอยได้ยาก ดังนั้นการเดินเครื่องรอบเบาจะมักสะดุด หรือเหมาะกับเครื่องดีเซลขนาดเล็กที่ใช้ในไร่นาและมีการใช้งานที่รอบเครื่องยนต์คงที่ นาน ๆ ที่มากไปกว่านั้นจะมีอีก 2 จุดที่มีปัญหา กล่าวคือเมื่ออุณภูมิภายนอกเย็นลงมาก ๆ น้ำมันพืชจะเริ่มจับตัวเป็นไขแล้วไม่ไหลเสียดื้อ ๆ ประการหนึ่ง หรือสารบางอย่างที่อยู่ในน้ำมันพืชดิบหรือผ่านกระบวนการเบื้องต้นเพื่อพร้อมใช้ปรุงอาหาร เมื่อใช้ไประยะหนึ่งเครื่องยนต์ดีเซลหมุนเร็วมักจะมีปัญหาใน้ด้านที่มียาง เหนียว ๆ สีดำที่เหลือจากการเผาไหม้ไม่หมดในกระบอกสูบค่อย ๆ รวมตัวกันจับอยู่บนลูกสูบ ทำให้สภาวะการสันดาปภายในของเครื่องยนต์ค่อย ๆ เลวลง หรือถ้าเอาน้ำออกไม่หมดมีปริมาณน้ำภายในน้ำมันพืชเหลืออยู่ในปริมาณที่มากจนเกินไปแล้ว ถึงแม้ว่าจะมีผลทางบวกทำให้ประสิทธิภาพเครื่องยนต์ในบางกรณีดีขึ้น แต่ใช้ในระยะยาวอาจมีผลด้านการสึกหรอหรือกัดกร่อนของพื้นผิวโลหะในกระบอกสูบหรือเสื้อสูบทำให้เครื่องยนต์มีสภาพใช้งานถ้าไม่มีการดูแลบำรุงรักษาอย่างถูกวิธีสั้นลงกว่าปกติ

การแก้ไขในส่วนแรกของด้านความหนืดให้ลดลงใกล้เคียงกับดีเซลนั้น อาจทำได้โดยใช้ผสมกับน้ำมันก๊าดในอัตราส่วนเล็กน้อย 5-10% และใช้น้ำมันพืช 90-95% จะสามารถทำให้ค่าความหนืดลดลงอย่างรวดเร็วเข้าใกล้ค่าความหนืดของน้ำมันดีเซล ลักษณะดังกล่าวมีการทดลองใช้กันอย่างชาวบ้านอยู่ในเบื้องต้นในบ้านเรา

ส่วนการแก้ไขความหนืดลงให้ได้มาตรฐานเดียวกันกับน้ำมันดีเซลนั้นอาจใช้ปฏิกิริยาทางเคมีแปรรูปน้ำมันพืชดิบหรือสุกโดยการใช้เอธิลแอลกอฮอล์หรือเมธิลแอลกอฮอล์เข้าไปทำปฏิกิริยาทางเคมีกับน้ำมันพืช ให้ได้สารเคมีน้ำมันพืชในรูปของเอสเธอร์ ซึ่งจะมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซลมาก โดยมีค่าซีเทนนัมเบอร์ที่ดีกว่าดีเซลเสียอีก แต่คุณสมบัติอื่น ๆ ทัดเทียมกัน ในการผลิตเอสเธอร์ของน้ำมันพืชนี้จะใช้แอลกอฮอล์ในปริมาณ 10-20% เข้าทำปฏิกิริยา ส่วนที่เหลือต้องแยกออกไปใช้ต่อ ๆ ไป ส่วนน้ำมันพืชจะกลายเป็นเอสเธอร์ และส่วนที่เป็นไข (Wax) จะแยกชั้นออกไปได้ต่างหาก โดยสภาพทางเคมีแล้วการผลิตเอสเธอร์อาจใช้น้ำมันพืชแปลงเป็นเอสเธอร์ได้ทั้งหมด 100% แต่ในอุตสาหกรรมจะได้อยู่ราว 90% และในห้องปฏิบัติการอาจได้เพียง 80% คือเอสเธอร์ที่ได้จากน้ำมันพืช 1 ลิตร จะได้อยู่ระหว่าง 1 ลิตรลงไปถึง 0.8 ลิตร แล้วแต่ฝีมือและกระบวนการผลิต เอสเธอร์ในรูปนี้เราเรียกภาษทางเทคนิคว่าไบโอดีเซล ซึ่งในประเทศเยอรมันได้มีมาตรฐานของตนเองคือ E DIN 51 606 เป็นต้น หรือในสหรัฐอเมริกามักนำไบโอดีเซลนี้ในปริมาณ 20% ไปผสมกับน้ำมันดีเซลปกติ 80% แล้วใช้เป็นน้ำมันดีเซล B20 เป็นต้น

ในยุโรปแหล่งพืชให้น้ำมันอาจมาจากเมล็ดทานตะวันหรือเมล็ดเรป เช่นในสเปน ฝรั่งเศส หรือเยอรมัน ใช้จากน้ำมันถั่วเหลือง เช่นในสหรัฐอเมริกา หรืออิตาลี เยอรมันนั้นนอกจากจะใช้จากเมล็ดเรปแล้วก็จะใช้จากน้ำมันที่ใช้แล้วเช่น น้ำมันทอดไก่ของผู้การหนวดใจดีพุงพลุ้ย เป็นต้น ออสเตรียก็ใช้จากน้ำมันที่ใช้แล้วเช่นกัน คือน้ำมันที่ใช้ทอดอาหารแล้วจะเริ่มมีอนุมูลอิสระเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในทางทฤษฎีถ้าจะทานของทอดให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงมะเร็งเก็งกอยแล้วจะต้องใช้น้ำมันใหม่มากทอดอาหาร แต่ถ้าทอดซ้ำ ๆ กันหลาย ๆ ครั้งหลาย ๆ ต่ออย่างในประเทศด้อยพัฒนาที่ชีวิตคนราคาถูกและไร้การควบคุมดูแลโดยรัฐแล้วก็คงต้องตัวใครตัวมันกันต่อไป ในต่างประเทศจึงมักเอาน้ำมันพืชที่ใช้แล้วเหล่านี้มาทำต่อเป็นพลังงานแทนที่จะไปทอดอาหารซ้ำ ๆ จนดำปี๋ก็ยังใช้อยู่เหมือนกะทะกล้วยแขกเมืองไทย

เมื่อปีที่แล้วในเยอรมันมีปั๊มน้ำมันขายไบโอดีเซลหลายร้อยสถานี และมีไบโอดีเซลจำหน่ายเพื่อการคมนาคมขนส่งกว่า 200 ล้านลิตร

เมื่อใช้ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงและวัดค่าไอเสียที่เกิดขึ้นกับเครื่องยนต์มักจะพบว่าปริมาณไฮโดรคาร์บอนจะลดลง 20-40% ลดปริมาณฝุ่นละอองอันเกิดจากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ลง 0-40% (แต่ถ้าเป็นน้ำมันพืชดิบหรือสุกก่อนเป็นไบโอดีเซล ปริมาณฝุ่นละอองอาจเพิ่มขึ้นกว่าดีเซลปกติ) ส่วนออกไซด์ของไนโตรเจน (NOX) ถ้าไม่ปรับแต่งหัวฉีดอาจเท่ากันหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่เมื่อปรับแต่งหัวฉีดแล้วจะมีปริมาณลดลงกว่าปกติได้เล็กน้อย (10-15%)

ในประเทศไทยปริมาณน้ำมันพืชหรือสัตว์ที่จะสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานชนิดนี้ได้อย่างเป็นล่ำเป็นสันอาจเป็นน้ำมันปาล์มที่มีการผลิตภายในประเทศปีละ 3-4 ล้านตัน หรือน้ำมันมะพร้าวที่มีการผลิตภายในประเทศปีละเกือบ 2 ล้านตัน นอกจากนั้นแม้ว่าน้ำมันพืชอื่น ๆ สามารถทำไบโอดีเซลได้ แต่ปริมาณที่ผลิตของไทยในปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นน้ำมันถั่วลิสง น้ำมันงา น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันละหุ่ง ฯลฯ จะมีน้อยเกินกว่าที่จะเหลือมาทำอุตสาหกรรมน้ำมันไบโอดีเซลได้ นอกจากบางพื้นที่บางเวลาในปริมาณจำกัดเท่านั้น

อนึ่ง ถึงแม้ว่าดีเซลจากน้ำมันพืชจะมีค่าความร้อนต่ำกว่าน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมก็ตาม แต่การที่มีซีเทนนัมเบอร์สูงกว่า ดังนั้นในการทดสอบในห้องปฏิบัติการเบื้องต้น มักจะพบว่าอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงชนิดตัวต่อตัวเมื่อเทียบกับน้ำมันดีเซลมักไม่ต่างกัน



ไปหน้าประวัติผู้แต่ง กลับไปด้านบน Download บทความเรื่อง "พลังงานและสิ่งแวดล้อม"



สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
เทคโนธานี ถ.เลียบคลองห้า ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 ประเทศไทย
โทรศัพท์ 0-2577-9000
โทรสาร 0-2577-9009

196 พหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทร. 0-2579-1121..30,0-2579-5515,0-2579-0160,0-2579-8533
โทรสาร. 0-2561-4771,0-2579-8533 เทเลกซ์. 21392 TISTR TH
เว็บไซด์ : http://www.tistr.or.th
E-mail: hotline@tistr.or.th

กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี

ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0-2246-0064 , 0-2640-9600
โทรสาร: 0-2246-8106
เว็บไซด์ : http://www.most.go.th
อีเมล์ : helpdesk@most.go.th

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2544 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537