ไบโอดีเซล: พลังงานทางเลือก? : พิศมัย เจนวนิชปัญจกุล

ไบโอดีเซล: พลังงานทางเลือก?
พิศมัย เจนวนิชปัญจกุล
ฝ่ายสิ่งแวดล้อม นิเวศวิทยา และพลังงาน
สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.)


ถึงเวลาแล้ว ที่ประเทศไทยควรส่งเสริม และผลักดันให้มีการใช้น้ำมันพืช และไบโอดีเซลในเครื่องยนต์ดีเซลอย่างจริงจัง และต่อเนื่อง ในห้วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความต้องการใช้น้ำมันดีเซลทั้งชนิดหมุนเร็ว และหมุนช้า เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กล่าวคือ มีความต้องการน้ำมันดีเซลทั้ง 2 ชนิดรวมกัน ในปริมาณ 9,928 ล้านลิตร ในปี พ.ศ. 2533 เพิ่มเป็น 14,973 ล้านลิตร ในปี พ.ศ. 2543 จากความต้องการใช้ในปริมาณสูงเช่นนี้ ทำให้ต้องนำเข้าน้ำมันดิบ ถึงวันละ 674,978 บาเรลต่อวัน เป็นมูลค่านำเข้าถึง 285,862 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2543 การส่งเสริม และสนับสนุนใช้น้ำมันพืชซึ่งเป็นผลิตผลทางการเกษตรที่สามารถผลิตได้เองในประเทศ มาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทน เป็นการรักษาเงินตราต่างประเทศ เป็นการสร้างความมั่นคง และสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานของประเทศอีกด้วย

การใช้น้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ดีเซลไม่ใช่ของใหม่ มีการใช้มาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่เนื่องจากน้ำมันจากปิโตรเลียมยังมีราคาถูก และหาได้ง่าย ทำให้ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจใช้น้ำมันพืช แทนน้ำมันดีเซล หลังจากวิกฤตน้ำมันของโลกในปี คศ. 1971 หรือ พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา ได้เริ่มมีความตื่นตัว และพยายามเพื่อหาพลังงานทดแทนมาใช้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable energy) ที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น น้ำมันพืชเป็นพลังงานหมุนเวียนชนิดหนึ่งที่ได้รับการสนใจ นำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนน้ำมันดีเซลอีกครั้ง ในต่างประเทศมีการนำน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันทานตะวัน และน้ำมันใช้แล้ว มาใช้ทดลองเดินเครื่องยนต์ดีเซล สำหรับประเทศไทยได้เคยมีงานวิจัยในเรื่องดังกล่าว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 โดยทดลองใช้น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันเมล็ดสบู่ดำ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม รวมถึงเอสเตอร์ของน้ำมันปาล์ม เป็นพลังงานทดแทนในเครื่องยนต์ดีเซล เมื่อวิกฤตน้ำมันผ่านไป ความสนใจในการวิจัยค้นหา และศึกษาความเหมาะสมในการใช้พลังงานทดแทนจากน้ำมันพืช ลดน้อยลง รวมถึงไม่มีการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยในด้านนี้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ข้อมูลการใช้น้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ดีเซลของประเทศมีจำกัด จนถึงเมื่อมีวิกฤตน้ำมันแพงอีกครั้ง เมื่อต้นปี พ.ศ. 2544 ข้อมูลที่มีไม่เพียงพอที่จะให้คำตอบถึงผลกระทบที่มีต่อเครื่องยนต์เมื่อใช้น้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิงในระยะยาว ผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงข้อมูลความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์

ในต่างประเทศ ยังคงมีการวิจัยการใช้น้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ดีเซลอย่างต่อเนื่อง โดยใช้น้ำมันพืชจากพืชน้ำมันที่มีปริมาณการเพาะปลูกมากในแต่ละประเทศ เช่น ในยุโรป ใช้น้ำมันเมล็ดเรพ (rape seed oil) และน้ำมันทานตะวัน ในสหรัฐอเมริกา ใช้น้ำมันถั่วเหลือง ในประเทศมาเลเซีย ใช้น้ำมันปาล์ม จนถึงปัจจุบัน ได้มีการตั้งโรงงานเพื่อผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันเมล็ดเรพ และน้ำมันใช้แล้ว ในกลุ่มประเทศยุโรป เพื่อใช้ทดแทนน้ำมันดีเซล ตั้งแต่ ร้อยละ 5 ขึ้นไป และกำลังจะมีการตั้งโรงงานผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มในประเทศมาเลเซียในปีนี้ ทั้งนี้เนื่องจากวิกฤตน้ำมันของโลกที่มีมากขึ้นเป็นลำดับ รวมถึงปัญหาทางภาคการเกษตรด้านผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ ปํญหาทางการเงินของประเทศที่ต้องการรักษาเงินตราต่างประเทศ และที่สำคัญคือปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่มีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลกระทบให้เกิดต่อภาวะโลกร้อน

บทความฉบับนี้ ได้รวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้น้ำมันพืชชนิดต่างๆของประเทศเป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ดีเซล ปริมาณการผลิต การนำเข้า/ส่งออกพืชน้ำมันและน้ำมันพืช คุณสมบัติของน้ำมันพืช/ไบโอดีเซล ความเหมาะสมและข้อจำกัดในการใช้ในเครื่องยนต์ แนวทางการใช้ รวมถึงโอกาส และแนวทางการพัฒนาน้ำมันพืช และไบโอดีเซลเป็นพลังงานทางเลือกสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

งานวิจัยการใช้น้ำมันพืชและไบโอดีเซลภายในประเทศ

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 ประเทศไทยมีงานวิจัยในเรื่องการใช้น้ำมันถั่วลิสง น้ำมันเมล็ดสบู่ดำ(Jatropha curcas) น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม รวมถึงเอสเตอร์ของน้ำมันปาล์ม เป็นพลังงานทดแทนในเครื่องยนต์ดีเซล งานวิจัยการใช้น้ำมันถั่วลิสงแทนน้ำมันดีเซล ทำการทดลองโดยมีแนวคิดที่ต้องการทดลองกับน้ำมันพืชชนิดที่สามารถบีบแยกน้ำมันออกจากเมล็ดพืชได้ง่ายโดยใช้แรงคน ซึ่งทำให้พึ่งพาตนเองได้ หากมีวิกฤตขาดแคลนน้ำมันขึ้น เจนวนิชปัญจกุล และคณะ (2524, 2525) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) รายงานการวิจัยโดยใช้น้ำมันถั่วลิสงเป็นเชื้อเพลิงเปรียบเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซลในเครื่องยนต์ยันมาร์ ขนาด 7 แรงม้า โดยไม่มีการดัดแปลงเครื่องยนต์แต่ประการใด ผลการทดลองพบว่า น้ำมันถั่วลิสงทั้งชนิดดิบและรีไฟน์ มีความหนืดสูง การติดเครื่องยนต์เป็นไปได้ยาก มีปัญหาในการเดินเครื่อง ที่รอบต่ำ ๆ เครื่องเดินสะดุด การสันดาปเกิดขึ้นไม่สมบูรณ์ และไม่ต่อเนื่อง ในการทดสอบสมรรถนะของเครื่องยนต์ระยะสั้น (Short Term Engine Performance Test) พบว่าเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันถั่วลิสงทั้งชนิดดิบและรีไฟน์เป็นเชื้อเพลิง ให้กำลังใกล้เคียงกับที่ใช้น้ำมันดีเซล หลังการทดสอบเดินเครื่องยนต์แล้ว ได้ตรวจสภาพชิ้นส่วนของเครื่องยนต์ พบว่าเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันถั่วลิสงมีเขม่าจับที่ลูกสูบ และวาลว์มากกว่าที่ใช้น้ำมันดีเซล และมีตะกรันขาวตกอยู่ในถังน้ำมันบรรจุเชื้อเพลิงเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะมีผลต่อลูกสูบ และหัวฉีด หากหลุดติดไปกับน้ำมันเชื้อเพลิง

เพื่อแก้ปัญหาเรื่องความหนืดสูง วท. ได้ทดลองเดินเครื่องยนต์โดยใช้น้ำมันผสมระหว่างน้ำมันถั่วลิสงในน้ำมันดีเซล และ น้ำมันก๊าด โดยให้มีความหนืดใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล ได้ใช้ส่วนผสมในอัตราส่วนถั่วลิสงชนิดดิบ 40% ในน้ำมันดีเซล และ น้ำมันถั่วลิสงชนิดดิบ 50 % ในน้ำมันก๊าด ผลการศึกษาสมรรถนะของเครื่องยนต์ในระยะสั้น พบว่า ใช้งานได้ดี ติดเครื่องได้ง่าย เกิดการสันดาปได้อย่างต่อเนื่อง และไม่เกิดปัญหาเครื่องยนต์เดินสะดุดที่รอบต่ำ เหมือนการใช้น้ำมันถั่วลิสงล้วนๆ

นอกจากนั้นแล้ว วท. ได้ทดลองนำ Fatty Acid Methyl Ester จากน้ำมันปาล์ม หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า เอสเตอร์ของน้ำมันปาล์ม มาเป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ดีเซลด้วย Fatty Acid Methyl Ester ที่นำมาใช้ทดลองนี้ได้ วิจัยผลิตขึ้นในห้องปฏิบัติการ โดยใช้น้ำมันปาล์มดิบทำปฏิกิริยากับเมททานอล มีกรดเป็นคะตะลิสต์ เอสเตอร์ของน้ำมันปาล์มที่ได้ มีค่าความหนืดใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล และมีค่า Cetane สูงกว่าน้ำมันดีเซล ในการทดลองกับเครื่องยนต์ พบว่าเครื่องยนต์ให้กำลังเทียบเท่ากับการใช้น้ำมันดีเซลทุกประการ อย่างไรก็ตามไม่มีรายงานการทดลอง และผลที่มีต่อเครื่องยนต์เมื่อใช้ในระยะยาว

สมรรถนะของเครื่องยนต์ และความสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั้ง 5 ชนิด ข้างต้นเปรียบเทียบกัน ดังแสดงในรูปที่ 1 และ ตารางที่ 1. (เจนวนิชปัญจกุล 2525).

รูปที่ 1. เปรียบเทียบสมรรถนะของเครื่องยนต์ เมื่อใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั้ง 5 ชนิด
(คำอธิบาย: DO-น้ำมันดีเซล, Crude peanut oil- น้ำมันถั่วลิสงชนิดดิบ, 40% BDO- น้ำมันถั่วลิสงชนิดดิบ 40% ในน้ำมันดีเซล
50% BK-น้ำมันถั่วลิสงชนิดดิบ 50 % ในน้ำมันก๊าด, FAME-เอสเตอร์ของน้ำมันปาล์ม)

ตารางที่ 1. เปรียบเทียบอัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเมื่อใช้น้ำมันเชื้อเพลิงทั้ง 5 ชนิดที่ความเร็วรอบสูงสุด 2,400 รอบ ต่อนาที

เชื้อเพลิง แรงม้าเบรค
สูงสุดของ
เครื่องยนต์
อัตราการสิ้น
เปลืองเชื้อเพลิง
(ลิตร ต่อชม.)
อัตราการสิ้นเปลือง
เชื้อเพลิงเฉพาะ
(ลิตร ต่อแรงม้าเบรค-ชม.)
1. น้ำมันดีเซล
5.98
2.09
0.3495
2. น้ำมันถั่วลิสงชนิดดิบ
5.85
1.93
0.3299
3. น้ำมันถั่วลิสงชนิดดิบ 40% ในน้ำมันดีเซล
5.22
1.77
0.3391
4. น้ำมันถั่วลิสงชนิดดิบ 50 % ในน้ำมันก๊าด
5.31
1.91
0.3597
5. เอสเตอร์ของน้ำมันปาล์ม หรือ FAME ของน้ำมันปาล์ม
5.98
1.97
0.3294

สกุลอำนวยพงศา (2526) ทำการศึกษาและทดสอบการใช้น้ำมันมะพร้าวเปรียบเทียบกับน้ำมันดีเซลในเครื่องยนต์ดีเซล โดยใช้น้ำมันมะพร้าวผสมในน้ำมันดีเซล และน้ำมันก๊าดในอัตราส่วนต่างๆกัน กล่าวคือ น้ำมันมะพร้าว 100%, น้ำมันมะพร้าวผสมน้ำมันดีเซล ในอัตราส่วน 98 : 2, น้ำมันมะพร้าวผสมน้ำมันก๊าด ในอัตราส่วน 10 : 1, 20 : 1, 30 : 1, 40 : 1 โดยปริมาตร ผลทดสอบสรุปได้ ดังนี้

1. ในสัดส่วนน้ำมันที่ทำการทดลองนั้น พบว่าน้ำมันที่ใช้ได้ดีทีสุด และเหมาะสม คือ น้ำมันมะพร้าวผสมน้ำมันก๊าด ในอัตราส่วน 20 : 1 จึงได้นำน้ำมันนี้ไปทำการทดลองกับเครื่องยนต์
2. ถึงแม้ว่าสัดส่วน 20 : 1 จะเป็นน้ำมันที่มีคุณสมบัติที่ดีที่สุดในการทดลองครั้งนี้ก็ตาม แต่มีปัญหาในการเดินเครื่องยนต์ กล่าวคือ น้ำมันไหลไม่สะดวก และเครื่องยนต์สดุดเมื่อใช้งานที่ภูมิอากาศเย็น ทั้งนี้เนื่องจาก น้ำมันมะพร้าวมีความหนืดสูงขึ้นมาก เมื่ออุณหภูมิต่ำกว่า 25oซและมีจุดแข็งตัวที่อุณหภูมิ 15 - 17o
3. การทดลองกับเครื่องยนต์ดีเซล ต้องทำการดัดแปลง และเพิ่มเติมอุปกรณ์การให้ความร้อนกับน้ำมันเชื้อเพลิงก่อนป้อนเชื้อเพลิงเข้าสู่ปั้มน้ำมันเชื้อเพลิง
4. ผลการทดลองกับเครื่องยนต์ดีเซล 4 จังหวะ สูบเดียว 10 แรงม้า โดยใช้น้ำมันมะพร้าว : น้ำมันก๊าด = 20 : 1 เปรียบเทียบกับน้ำมันดีเซล พบว่า
  • เมื่อทดลองที่ no load: เป็นระยะเวลานาน 350 ชั่วโมง มีการสึกหรอของเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันมะพร้าวผสมกับน้ำมันก๊าดใกล้เคียงกับใช้น้ำมันดีเซล
  • เมื่อทดลองกับการสูบน้ำ: สูบน้ำจากบ่อลึก 1 เมตร ท่อเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 นิ้ว
  • ต้องอุ่นน้ำมันเชื้อเพลิงก่อนเข้าสู่ปั้ม
  • ติดตั้งทางเดินน้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถสลับใช้น้ำมันดีเซลและน้ำมันมะพร้าวผสมน้ำมันก๊าด
  • ใช้งาน 100 ชม. เครื่องยนต์เดินเรียบ
  • เมื่อทดลองกับการขนส่ง : รถบรรทุกใช้เครื่องยนต์คูโบต้า 3 สูบ 24 แรงม้า ความจุกระบอกสูบ 1115 ลบ.ซม. น้ำหนักรถ 1800 กก.ทดสอบกับ ระยะทาง 6,000 กม.ความเร็วสูงสุด 70 กม./ชม.
  • ใช้น้ำมันมะพร้าวผสมกับน้ำมันก๊าด สลับกับการใช้น้ำมันดีเซล
  • ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิงใช้งานได้ 125 - 130 ชม. ไส้กรองตันเร็วกว่าการใช้น้ำมันดีเซล
  • หม้อต้มน้ำมันที่ใช้ในการอุ่นน้ำมันก่อนการป้อนเข้าสู่ปั้มน้ำมันเชื้อเพลิงไม่สามารถควบคุมอุณหภูมิให้อยู่ระหว่าง 60-70oซได้ เมื่ออุณหภูมิน้ำมันเชื้อเพลิงสูงเกินกว่า 80oซเกิด Vapor lock และเครื่องยนต์ดับ
    5. การตรวจสภาพชิ้นส่วนของเครื่องยนต์หลังจากการใช้น้ำมันมะพร้าวผสมกับน้ำมันก๊าด เปรียบเทียบกับเมื่อใช้น้ำมันดีเซล พบว่า
  • ลูกสูบ ฝาสูบ และหัวฉีด มีเขม่าสีดำปนเทา มีปริมาณมากกว่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันดีเซล
  • มีการสึกหรอของเสื้อสูบและแหวนใกล้เคียงกันกับเมื่อใช้ดีเซล

    ภายหลังได้รับทราบว่า นายยุทธชัย วิวัฎฎ์กุลธร เกษตรกรอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้เคยร่วมงานวิจัยกับ คุณโสภณ สกุลอำนวยพงศา ในปี พ.ศ. 2526 ด้วย นอกจากนั้นแล้ว คุณโสภณ ให้ข้อมูลด้วยว่า ได้เคยทำการศึกษาใช้น้ำมันปาล์มแทนน้ำมันดีเซลด้วย โดยใช้แนวทางเดียวกับการใช้น้ำมันมะพร้าว กล่าวคือ ใช้ผสมกับน้ำมันดีเซล และน้ำมันก๊าด เพื่อให้ได้น้ำมันผสมที่มีความหนืดที่เหมาะสม สัดส่วนน้ำมันผสมที่ดีที่สุดคือ น้ำมันปาล์มผสมในน้ำมันดีเซลและน้ำมันก๊าดในอัตราส่วน น้ำมันปาล์ม : น้ำมันดีเซล : น้ำมันก๊าด 60 : 40 : 7 โดยปริมาตร และได้นำน้ำมันดังกล่าวนี้เดินเครื่องยนต์ ทั้งที่ไม่ได้รับน้ำหนักบรรทุก (no load), ใช้สูบน้ำ และใช้ในการเดินทางไกลด้วยรถเกษตรกร แต่ไม่มีรายละเอียด เพียงแต่รายงานว่า น้ำมันผสมในอัตราส่วนข้างต้นใช้ได้ดีเช่นเดียวกับน้ำมันดีเซล

    ปริมาณการผลิต การนำเข้า และส่งออกพืชน้ำมัน/น้ำมันพืชของประเทศ

    จากรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเทศไทยทำการเพาะปลูกพืชน้ำมัน 6 ชนิด คือ ถั่วเหลือง ปาล์มน้ำมัน ถั่วลิสง มะพร้าว ละหุ่ง และงา ในพืชน้ำมัน 6 ชนิดนี้ ปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่มีรายงานปริมาณผลผลิต ในแต่ละปี สูงที่สุด รองลงมาได้แก่มะพร้าว ปริมาณผลผลิตของพืชน้ำมัน 6 ชนิด ดังแสดงในตารางที่ 2.

    ตารางที่ 2. ปริมาณการผลิตพืชน้ำมันของประเทศ (พันตัน)

    ปีพศ.
    ปาล์มน้ำมัน
    มะพร้าว
    ถั่วเหลือง
    ถั่วลิสง
    ละหุ่ง
    งา
    2538/39 2,255 1,413 386 147 6 34
    2539/40 2,688 1,419 359 147 6 34
    2540/41 2,681 1,386 338 126 6 35
    2541/42 2,465 1,372 321 135 7 36
    2542/43 3,512 na na na na na
    ที่มา: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร

    ผลผลิตพืชน้ำมันที่ปลูกได้ มีการนำไปใช้ประโยชน์หลายทาง ขึ้นอยู่กับพืชนั้นๆ เช่น ถั่วเหลือง นำไปใช้ในการสกัดน้ำมัน ผลิตอาหารสัตว์ บริโภคโดยตรง และ แปรรูปอาหาร เป็นน้ำนมถั่วเหลือง เป็นต้น การผลิตถั่วเหลืองในประเทศ มีปริมาณลดลงตามลำดับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 ในปัจจุบัน การผลิตในประเทศไม่เพียงพอกับการบริโภค ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อาเจนตินา บราซิล และแคนาดา การนำเข้ามีทั้งในรูปของถั่วเหลือง และ น้ำมันถั่วเหลือง สำหรับปาล์มน้ำมัน มีทั้งการนำเข้าและส่งออกในรูปของน้ำมันปาล์มดิบ สกัด ผ่านกรรมวิธี และ ชนิดเติมไฮโดรเจน การส่งออกน้ำมันปาล์มส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ในรูปของน้ำมันเมล็ดในปาล์มชนิดดิบ และน้ำมันปาล์มสเตียรีน (palm stearin) ในปริมาณ 20,000 และ 30,000 ตัน/ปี ตามลำดับ ส่วนมะพร้าวมีการนำเข้าในปริมาณน้อยมาก และมีการส่งออก ในรูปของมะพร้าวทั้งผล และน้ำมันมะพร้าว

    ปริมาณการนำเข้า และส่งออกของพืชน้ำมัน และ น้ำมันพืชชนิดต่างๆ ดังแสดงในตารางที่ 3.

    ตารางที่ 3. ปริมาณการนำเข้า และส่งออก ของพืชน้ำมัน และน้ำมันพืชชนิดต่างๆ (เมตริกตัน)

    รายการสินค้า 2537 (1994) 2538 (1995) 2539 (1996) 2540 (1997) 2541 (1998)
    สินค้าขาเข้า
    พืชน้ำมัน
    - ปาล์มน้ำมัน - - - - -
    - มะพร้าวเป็นฝอยทำให้แห้ง 75 62 104 86 51
    - ถั่วเหลือง 97,998 203,156 418,811 869,397 687,255
    - ถั่วลิสง 346 3,535 5,922 4,309 2,858
    น้ำมันพืช
    - น้ำมันปาล์ม** 1,955 19,421 31,082 27,860 20,639
    - น้ำมันมะพร้าว** 1 28 32 45 63
    - น้ำมันถั่วเหลือง** 11,360 13,920 10,738 6,536 2,811
    - น้ำมันถั่วลิสง** 456 938 1,324 939 421
    สินค้าขาออก
    พืชน้ำมัน
    - ปาล์มน้ำมัน 1 na na na na
    - มะพร้าวทั้งผล 7,197 8,342 8,040 11,673 21,177
    - มะพร้าวเป็นฝอยทำให้แห้ง 15 83 52 1,052 299
    - ถั่วเหลือง 312 279 221 329 797
    - ถั่วลิสงกระเทาะเปลือก 133 30 28 14 10
    - ถั่วลิสงไม่กระเทาะเปลือก 3,300 3,549 2,238 1,433 999
    น้ำมันพืช
    - น้ำมันปาล์ม** 17,738 15,686 7,993 67,403 50,563
    - น้ำมันมะพร้าว** 317 2,463 50 15,767 9,367
    - น้ำมันถั่วเหลือง** 546 971 2,954 14,201 7,558
    - น้ำมันถั่วลิสง** 8 45 5 1 1
    * สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
    ** รวมน้ำมันทุกชนิดทั้งชนิด ดิบ สกัด ผ่านกรรมวิธี เติมไฮโดรเจน

    คุณสมบัติของน้ำมันพืช และไบโอดีเซล เปรียบเทียบกับน้ำมันดีเซล

    โดยทั่วไปแล้ว น้ำมันพืช และสัตว์ เป็นสารประกอบไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) มีโครงสร้างเป็น C3H5 เชื่อมต่อกับกรดไขมัน ที่มีจำนวนคาร์บอนตั้งแต่ 10 ถึง 30 ตัว น้ำมันพืชและสัตว์ มีกรดไขมันชนิดต่างๆกันเป็นองค์ประกอบ โดยที่มีปริมาณของกรดไขมันอยู่ในโครงสร้าง ถึงร้อยละ 94-96% ของน้ำหนักโมเลกุลของไตรกลีเซอไรด์ ทำให้คุณสมบัติของน้ำมันแต่ละชนิดทั้งทางเคมี และกายภาพ แตกต่างกันไปตามคุณสมบัติของกรดไขมันนั้นๆที่เป็นองค์ประกอบอยู่ น้ำมันพืชส่วนใหญ่แล้วมี คาร์บอนเป็นองค์ประกอบในกรดไขมัน ระหว่าง 12 ถึง 18 ตัว มีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัว แตกต่างกัน น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันอิ่มตัว ในปริมาณสูง จะมีค่าไอโอดีนต่ำ และเมื่อมีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวลดลง หรือมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงขึ้น ค่าไอโอดีนจะสูงขึ้นตามลำดับ

    น้ำมันพืชเป็นสารที่ไม่อยู่ตัวถูกออกซิไดซ์ และเกิดปฏิกิริยาโพลิเมอไรซ์ได้ที่อุณหภูมิสูง เมื่อเกิดปฏิกิริยาโพลิเมอไรซ์แล้ว น้ำมันจะเกิดเป็นสารเหนียวขึ้น โดยทั่วไปค่าไอโอดีนของน้ำมันพืชจะเป็นดัชนีชี้บอกถึงการเกิดปฏิกิริยาโพลิเมอไรซ์ได้มากหรือน้อย ฉะนั้น การเลือกใช้น้ำมันพืชที่มีค่าไอโอดีนต่ำเป็นเชื้อเพลิง จะเป็นการป้องกันการเกิดสารเหนียวที่เกิดจากปฏิกิริยาโพลิเมอไรซ์ในเครื่องยนต์ได้ในเบื้องต้น ซึ่งการแบ่งชนิดของน้ำมันพืชตามค่าไอโอดีน แบ่งเป็น 3 พวกใหญ่ๆ ดังนี้
  • น้ำมันพืชที่มีค่าไอโอดีนระหว่าง 160-230 เป็นน้ำมันที่เกิดปฏิกิริยาโพลิเมอไรซ์ได้มาก หรือเรียกว่าเป็นน้ำมันชักแห้ง (drying oils)
  • น้ำมันพืชที่มีค่าไอโอดีนระหว่าง 125-150 เป็นน้ำมันกึ่งชักแห้ง (semi-drying oils)
  • น้ำมันพืชที่มีค่าไอโอดีนต่ำกว่า 120 เป็นน้ำมันไม่ชักแห้ง (non-drying oils)

    คุณสมบัติและองค์ประกอบกรดไขมันหลักของน้ำมันพืชชนิดต่างๆ แสดงในตารางที่ 4.

    ตารางที่ 4. คุณสมบัติ และองค์ประกอบกรดไขมันหลัก ของน้ำมันพืชต่างๆ*

    น้ำมันชนิดดิบ ค่าไอโอดีน องค์ประกอบกรดไขมันหลัก
    C12:0 C14:0 C16:0 C18:0 C18:1 C18:2 C18:3
    น้ำมันปาล์ม 14.1-21.0 ND-0.5 0.5-2.0 39.3-47.5 3.5-6.0 36.0-44.0 9.0-12.0 ND-0.5
    น้ำมันปาล์มโอลีน > 56 0.1-0.5 0.5-1.5 38.0-43.5 3.5-5.0 39.8-46.0 10.0-13.5 ND-0.6
    น้ำมันปาล์มสเตียรีน < 48 0.1-0.5 1.0-2.0 48.0-74.0 3.9-6.0 15.5-36.0 3.0-10.0 0.5
    น้ำมันเมล็ดในปาล์ม 50.0-55.0 45.0-55.0 14.0-18.0 6.5-10.0 1.0-3.0 12.0-19.0 1.0-3.5 ND-0.2
    น้ำมันมะพร้าว 6.3-10.6 45.1-53.2 16.8-21.0 7.5-10.2 2.0-4.0 5.0-10.0 1.0-2.5 ND
    น้ำมันถั่วลิสง1 86-107 ND-0.1 ND-0.1 8.0-14.0 1.0-4.5 35.0-67.0 13.0-43.0 ND-0.3
    น้ำมันเมล็ดสบู่ดำ2 101 ND ND 14.9 6.0 41.2 37.4 ND
    น้ำมันเมล็ดเรป 94-120 ND ND-0.2 1.5-6.0 0.5-3.1 8.0-60.0 11.0-23.0 5.0-13.0
    น้ำมันถั่วเหลือง 124-139 ND-0.1 ND-0.2 8.0-13.5 2.0-5.4 17.7-28.0 49.8-59.0 5.0-11.0
    * ที่มา: Codex Alimentarius Commission, FAO/WHO, August 2000, ND: ไม่พบ
    1. รวมถึง C20:0 = 1.0-2.0
    2. เจนวนิชปัญจกุล (2524)

    ในมุมมองของการใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ดีเซล น้ำมันพืชมีค่าความร้อนประมาณ 83-85% ของน้ำมันดีเซล แต่มีความหนืดสูงกว่าน้ำมันดีเซลเป็น 10 เท่า ที่อุณหภูมิต่ำลง น้ำมันพืชยิ่งมีความหนืดสูงขึ้นเป็นลำดับ จนเกิดเป็นไข เช่น น้ำมันปาล์ม และน้ำมันมะพร้าว สำหรับน้ำมันมะพร้าว จะเริ่มเป็นไขที่อุณหภูมิ 24-26oซและมีปริมาณไขถึง 36% ที่อุณหภูมิ 20oซ(Y.H.Hui 1996) ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการป้อนเชื้อเพลิง และใช้งานในพื้นที่และบางฤดูกาล ทีมีอุณหภูมิต่ำ นอกจากนั้นแล้ว น้ำมันพืชมีคุณสมบัติที่ระเหยตัวได้น้อยมาก (low volatility) ทำให้เมื่อป้อนเข้าสู่ห้องเผาไหม้ จุดระเบิดได้ช้ากว่า และมีกากคาร์บอนหลงเหลือหลังการเผาไหม้สูงกว่าน้ำมันดีเซล คุณสมบัติ และค่าความร้อนของน้ำมันพืชชนิดต่างๆ แสดงไว้ในตารางที่ 5.

    การที่น้ำมันพืชมีความหนืดสูงกว่าน้ำมันดีเซล ทำให้หัวฉีดน้ำมัน ฉีดน้ำมันให้เป็นฝอยได้ยาก เกิดเป็นอุปสรรคต่อการป้อนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้ และเกิดการสันดาปไม่สมบูรณ์ นอกจากนั้นแล้ว น้ำมันพืชมีคุณสมบัติที่ระเหยตัวกลายเป็นไอได้ช้า และน้อยมาก (slow/low volatility) ยิ่งทำให้เกิดการจุดระเบิดได้ยาก เครื่องยนต์ติดยาก และหลงเหลือคราบเขม่าเกาะที่หัวฉีด ผนังลูกสูบ แหวนและวาล์ว จากคุณสมบัติที่น้ำมันพืชมีความหนืดสูง และ ระเหยตัวได้ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลนี้ ทำให้เกิดความยุ่งยาก เมื่อใช้น้ำมันพืชล้วนๆ โดยตรงในเครื่องยนต์

    ตารางที่ 5. คุณสมบัติและค่าความร้อนของน้ำมันพืชชนิดต่างๆ

    น้ำมัน ความถ่วงจำเพาะ21ซ
    (กรัม/มล.)
    ความหนืด21ซ
    (เซนติพอยส์)
    ค่าความร้อน
    (กิโลจูลล์/กก.)
    ถั่วเหลือง 0.918 57.2 39,350
    ทานตะวัน 0.918 60.0 39,490
    มะพร้าว 0.915 51.9 37,540
    ถั่วลิสง 0.914 67.1 39,470
    ปาล์ม 0.898 88.6 39,550
    เมล็ดในปาล์ม 0.904 66.3 39,720
    เมล็ดสบู่ดำ2 0.915 36.938ซ 39,000
    น้ำมันดีเซล 0.845 3.8 46,800
    1. ข้อมูลส่วนใหญ่ได้จาก NAS(1980)
    2. เจนวนิชปัญจกุล (2524)

    แนวทางในการใช้น้ำมันพืชทดแทนน้ำมันดีเซลในเครื่องยนต์ดีเซล มี 2 แนวทาง ดังนี้

    1. ดัดแปลงน้ำมันพืช
    เนื่องจากน้ำมันพืชมีคุณสมบัติแตกต่างจากน้ำมันดีเซลมาก ทำให้ไม่เหมาะกับการใช้ในเครื่องยนต์ธรรมดา ที่ไม่มีการดัดแปลงเครื่องยนต์เลย จำเป็นต้องดัดแปลงน้ำมันพืช โดยการลดความหนืด และเพิ่มการระเหยตัวเป็นไอของน้ำมันพืช ให้ใกล้เคียงกับมาตรฐานน้ำมันดีเซล ทั้งนี้เพื่อให้สะดวกต่อการป้อนเชื้อเพลิงเข้าห้องเผาไหม้ และให้เกิดการสันดาปได้อย่างสมบูรณ์ และต่อเนื่อง ในแนวทางนี้ทำได้ 2 ทาง คือ
    • ใช้น้ำมันดีเซล หรือ น้ำมันก๊าดเป็นตัวทำละลายผสมกับน้ำมันพืชโดยตรง เพื่อลดความหนืดของน้ำมันพืชลง โดยผสมในสัดส่วนที่เหมาะสม และไม่เกิดผลกระทบต่อเครื่องยนต์ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สัดส่วนน้ำมันพืชที่ผสมในน้ำมันดีเซล และชนิดของน้ำมันพืชที่ใช้ ขึ้นกับคุณสมบัติของน้ำมันพืชชนิดนั้นๆ และภูมิอากาศของแหล่งที่ใช้ด้วย เนื่องจากน้ำมันพืช มีคุณสมบัติไม่อยู่ตัว เมื่ออุณหภูมิต่ำลง ความหนืดจะสูงขึ้นตามลำดับ นอกจากนั้นแล้ว ในน้ำมันพืชบางชนิด จะเกิดเป็นไข ที่อุณหภูมิต่ำด้วย ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ดังนั้น การใช้น้ำมันพืชผสมกับน้ำมันดีเซล และน้ำมันก๊าด เพื่อใช้ในเครื่องยนต์ดีเซลที่ไม่มีการดัดแปลงเครื่องยนต์ จึงต้องเลือกชนิดน้ำมันพืช ชนิดของตัวทำละลาย และสัดส่วนผสมที่เหมาะสมกับพื้นที่ และฤดูกาลที่ใช้ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการใช้ และไม่เกิดความยุ่งยากต่างๆตามมา เช่น การเกิดไขในท่อส่งน้ำมัน ทำให้เกิดการอุดตัน เป็นต้น

      ข้อกำหนดคุณภาพของน้ำมันดีเซล และน้ำมันก๊าด แสดงไว้ในตารางที่ 6.

    • นำน้ำมันพืชมาสังเคราะห์เป็นเมทธิลหรือเอทธิลเอสเตอร์ หรือที่เรียกว่า ไบโอดีเซล ดังแสดงในรูปที่ 2. ด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือ ลดความหนืดของน้ำมันพืช และให้น้ำมันมีความคงตัวมากขึ้น ในการผลิตไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงจำหน่ายในต่างประเทศ เชื้อเพลิงชนิดนี้ มีความหนืดใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล และมีความคงตัว ความหนืดเปลี่ยนแปลงได้น้อยมาก เมื่ออุณหภูมิเปลี่ยน จุดวาบไฟของไบโอดีเซล มีค่าสูงกว่าน้ำมันดีเซล ทำให้มีความปลอดภัยในการใช้และการขนส่ง นอกจากนั้นแล้ว ค่าซีเทนที่เป็นดัชนีบอกถึงคุณภาพการติดไฟของไบโอดีเซล ยังมีค่าสูงกว่าน้ำมันดีเซลด้วย ดังแสดงในตารางที่ 7.

    ตารางที่ 6. คุณภาพน้ำมันดีเซล และน้ำมันก๊าด ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์

    ข้อกำหนด น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว
    (พ.ศ. 2541)
    น้ำมันดีเซลหมุนช้า
    (พ.ศ. 2523)
    น้ำมันก๊าด
    (พ.ศ. 2533)
    1. ความถ่วงจำเพาะที่ 15.6o 0.81-0.87 ไม่สูงกว่า 0.92 ไม่สูงกว่า 0.84
    2. ค่าซีเทน (Cetane number) ไม่ต่ำกว่า 47 ไม่ต่ำกว่า 45
    3. ค่าความหนืดที่ 40oซ, เซนติสโตรก 1.8-4.1 ไม่สูงกว่า 8
    4. ค่าไหลเท, o ไม่สูงกว่า 10 ไม่สูงกว่า 16
    5. ปริมาณกำมะถัน, %โดยนน. ไม่สูงกว่า 0.05 ไม่สูงกว่า 1.5 ไม่สูงกว่า 0.2
    6. น้ำ/ตะกอน, %โดยปริมาตร ไม่สูงกว่า 0.05 ไม่สูงกว่า 0.3
    7. ปริมาณเถ้า %โดยนน. ไม่สูงกว่า 0.01 ไม่สูงกว่า 0.02
    8. จุดวาบไฟ, o ไม่ต่ำกว่า 52 ไม่ต่ำกว่า 52 ไม่ต่ำกว่า 38
    9. การกัดกร่อนแผ่นทองแดง ที่ 50oซ3 ชม. ไม่สูงกว่า # 1.0 - ไม่สูงกว่า # 1.0
    10. กากคาร์บอน, %โดยนน. ไม่สูงกว่า 0.05 -
    11. การกลั่น, อุณหภูมิระเหย 90%, o ไม่สูงกว่า 357 - ไม่สูงกว่า 300
    12. คุณสมบัติการหล่อลื่น ทดสอบโดย HFRR, ไมโครเมตร ไม่สูงกว่า 460 - -
    13. จุดให้ควัน, มม. - - ไม่ต่ำกว่า 22
    14. สี ไม่สูงกว่า 4 (ASTM) 4.5-7.5 (ASTM) สีน้ำเงิน

    รูปที่ 2. ผังวงจรจากพืชน้ำมันสู่ไบโอดีเซล

    ตารางที่ 7. เปรียบเทียบคุณสมบัติของไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชชนิดต่างๆ

    ไบโอดีเซลจากน้ำมัน ความถ่วงจำเพาะ
    (ก/มล.)
    จุดวาบไฟ
    (oซ)
    ค่าซีเทน ค่าความร้อน
    (กิโลจูลล์/กก.)
    ปาล์ม1/ 0.887 167 62-654/ 39,300
    เมล็ดเรพ2/ 0.883 > 170 58 37,100
    ถั่วเหลือง2/ na na 51-53 na
    ทานตะวัน3/ na na 52 na
    น้ำมันดีเซล4/ 0.81-0.87 >52 >47 46,800
    1. เจนวนิชปัญจกุล (2525)
    2. http://www.biodiesel.de
    3. Connerman and Fisher(1999)
    4. ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ (2541).

    2. ดัดแปลงเครื่องยนต์ดีเซล
    ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ถึงข้อจำกัดของน้ำมันพืชที่ใช้โดยตรงในเครื่องยนต์ดีเซลธรรมดา ที่มีปัญหาความยุ่งยากเมื่อใช้งาน แต่การที่น้ำมันพืชมีค่าความร้อนประมาณ 83-85% ของน้ำมันดีเซล ทำให้สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ดี เครื่องของ DMS Dieselmotoren-und Geratebau GmbH (DMS) (Moussa1995) และเครื่องยนต์ ELSBETT technology (Elsbett G and Elsbett K.1995) เป็นตัวอย่างของเครื่องยนต์ที่ออกแบบมาใช้กับน้ำมันพืชโดยตรง เนื่องจากต้องการลดปัญหาที่ต้องคำนึงถึงข้อจำกัดด้านคุณสมบัติของน้ำมันพืช และหากต้องดัดแปลงน้ำมันพืชให้เหมาะกับเครื่องยนต์ธรรมดา ก็ต้องผ่านกระบวนการ และต้องมีการลงทุนเพิ่ม ในการออกแบบ ได้เน้นดัดแปลงในส่วนของลูกสูบ ระบบหัวฉีด และห้องเผาไหม้ของเครื่องยนต์ ให้ใช้พลังงานความร้อนจากน้ำมันพืช เพื่อเปลี่ยนเป็นแรงบิดได้อย่างคุ้มค่า

    โอกาสการพัฒนาน้ำมันพืชและไบโอดีเซลเป็นพลังงานทดแทนในประเทศ

    โอกาสในการใช้น้ำมันพืช และไบโอดีเซลเป็นพลังงานทดแทนในประเทศ ขึ้นกับปัจจัยหลายประการ อาทิ
  • ราคา
  • ความเพียงพอในด้านปริมาณ และชนิดของน้ำมันพืช
  • ความสะดวกในการใช้ และผลที่มีต่อเครื่องยนต์
  • ปัญหาสิ่งแวดล้อม
  • เนื่องจากพืชน้ำมันเป็นผลิตผลทางการเกษตรของประเทศ มีปริมาณที่ผลิตได้ไม่สม่ำเสมอ บางฤดูกาลล้นตลาด บางฤดูกาลมีไม่เพียงพอ และน้ำมันพืชเป็นสินค้าที่ทดแทนกันได้ จึงทำให้ราคาของน้ำมันพืช และกากแต่ละชนิด จะมีความผันแปร และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นกับอุปสงค์และอุปทานของทั้งตลาดภายในและภายนอก น้ำมันพืชที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ ส่วนใหญ่ใช้ในการบริโภค และมีการส่งออกน้ำมันพืช เช่น น้ำมันเมล็ดในปาล์ม น้ำมันปาล์มสเตียรีน และน้ำมันมะพร้าว ที่เหลือจากความต้องการผลิตในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

    ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิงจะขึ้นอยู่กับราคาเป็นปัจจัยหลัก ในภาวะที่ผลผลิตน้ำมันพืชล้นตลาด และมีราคาตกต่ำ ในขณะที่น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง จะมีความต้องการใช้น้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิงสูง เนื่องจากมีราคาถูกกว่า เมื่อมีผู้สนใจหันมาใช้มากยิ่งขึ้น จะทำให้เกิดภาวะการขาดแคลนน้ำมันพืชเพื่อบริโภค และส่งผลให้ราคาสูงขึ้นเป็นลำดับ จนราคาน้ำมันพืชไม่จูงใจให้ใช้เป็นเชื้อเพลิงอีกต่อไป การพัฒนาใช้น้ำมันพืชเป็นเชื้อเพลิงจะเกิดการหยุดชะงัก อย่างไรก็ตาม ควรคำนึงถึงการแข่งขันทางการค้า อันเนื่องมาจากพันธะกรณีเขตการค้าเสรี AFTA ในปี พ.ศ. 2546 ที่จะส่งผลกระทบเชิงลบทั้งปริมาณและราคา ต่อการขายผลิตผลทางการเกษตร หากมีการเตรียมตัวให้พร้อม และส่งเสริมการพัฒนาน้ำมันพืชและไบโอดีเซลอย่างต่อเนื่อง เพื่อรับสถานการณ์ดังกล่าว ก็สามารถใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสของการพัฒนาไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงของประเทศได้

    เมื่อพิจารณาถึงปริมาณผลผลิต และคุณสมบัติของน้ำมันพืช น้ำมันมะพร้าว น้ำมันเมล็ดในปาล์ม และน้ำมันปาล์มสเตียรีน มีแนวโน้มสูงที่จะใช้เป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากมีความต้องการเป็นอาหารน้อยกว่าน้ำมันชนิดอื่น นอกจากนั้นแล้ว ยังมีน้ำมันเมล็ดสบู่ดำ และน้ำมันพืช/สัตว์ใช้แล้ว ที่มีโอกาสนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงด้วย ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาการขาดแคลนน้ำมันพืชบริโภคที่จะตามมา

    ถึงแม้ว่า น้ำมันพืชมีศักยภาพสูงในการใช้เป็นเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ดีเซล ความสะดวกในการใช้งาน และผลที่มีต่อเครื่องยนต์ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ดึงดูดให้มีการสนใจใช้ ในเรื่องนี้จำเป็นต้องมีข้อมูลพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงจากน้ำมันพืชอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดมีการใช้อย่างกว้างขวาง และต่อเนื่อง

    เนื่องจากน้ำมันพืช และไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงสะอาด มีกำมะถันอยู่ในปริมาณที่น้อยมากเมื่อเทียบกับในน้ำมันดีเซล เมื่อนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในเมืองใหญ่ และพื้นที่ที่มีปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม จะลดผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมได้

    ดังนั้นโอกาสการพัฒนาน้ำมันพืชและไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิง จำเป็นต้องมีการกำหนดนโยบาย และจัดทำแผนแม่บทกำหนดทิศทางการใช้พลังงานทดแทนจากน้ำมันพืช รวมถึงแนวทางการพัฒนาทั้งระยะสั้น และระยะยาวทั้งระบบ ตั้งแต่วัตถุดิบ ที่ควรมีการกำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชน้ำมัน ศึกษาความเพียงพอที่ใช้เพื่อการบริโภค หรือเพื่อเป็นเชื้อเพลิง จนถึงการผลิต การตลาด และระบบโครงสร้างภาษี เพื่อให้เกิดการใช้น้ำมันพืช และไบโอดีเซลเป็นพลังงานทดแทนได้อย่างยั่งยืน

    คำขอบคุณ

    ผู้เขียนขอขอบคุณ ศ. ดร. ประดิษฐ์ เชี่ยวสกุล และคุณปฐมพนธ์ ดิษยาธิคม บริษัทยูโนแคล(ประเทศไทย) ที่ให้คำแนะนำ ข้อคิดเห็น และข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการเขียนบทความนี้

    เอกสารอ้างอิง

    1. การใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันดีเซลในเครื่องยนต์ดีเซล โดย พิศมัย เจนวนิชปัญจกุล, เดโช ศรีวิจิตร, สุมาลัย ศรีกำไลทอง และ สราวุธ วรสุมันต์ เสนอในการประชุมวิชาการครั้งที่ 20 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2525.
    2. แนวคิดและความก้าวหน้าของการใช้น้ำมันพืชเป็นพลังงานทดแทนกับเครื่องยนต์ดีเซล โดย พิศมัย เจนวนิชปัญจกุล และ สุภัทรา มั่นสกุล วารสารวิทยาศาสตร์เกษตร 14 (4) : 157 - 163 (2524)
    3. การวิจัยค้นคว้าใช้เมล็ดสบู่ดำเป็นพลังงานทดแทนกับเครื่องยนต์ดีเซล. โดย ระพีพันธุ์ ภาสบุตร และ สุขสันต์ สุทธิผลไพบูลย์. เอกสารประกอบการสัมมนาเรื่องแผนพลังงานทดแทน ที่สำนักงาน ESCAP กทม. 30 กรกฎาคม 2524.
    4. การศึกษาการใช้น้ำมันมะพร้าวเดินเครื่องยนต์ดีเซล โดย นายโสภณ สกุลอำนวยพงศา และสังวร สังกะ กองเกษตรวิศวกรรม กรมวิชาการเกษตร ทะเบียนวิจัยเลขที่ 25 10 04 11 25 06.
    5. การศึกษาคุณสมบัติเบื้องต้นของน้ำมันเมล็ดสบู่ดำ (2524) โดย พิศมัย เจนวนิชปัญจกุล, กรรณิการ์ สถาปิตานนท์ และ สุภัทรา มั่นสกุล วารสารวิทยาศาสตร์ ปีที่ 35 ฉบับที่ 11 หน้า 820-823.
    6. Codex Alimentarius Commission, FAO/WHO, CX 5/5, CL 2000/25-FO, August 2000.
    7. Y.H.Hui Editor.1996. Bailey's Industrial Oil and Fat Products, 5th Edition, Volume 2, p 113.
    8. NAS. 1980. Vegetable oils as diesel fuels. Information report of discussion seminar of the Advisory Commettee on Technology Innovation Board on Science and Technology for International Development Commission on International Relations, National Academy of Sciences, Washington, D.C.
    9. Conneman J. and Fisher J. 1999. Biodiesel Quality Y2K Market Experiences with FAME. Paper presented at the CEN/TC19 Automotive Fuels Millennium Symposium during November 25-26, 1999 at Amsterdam. The Netherlands.
    10. Elsbette G. and Elsbett K. 1995. Future trends of biofuel engines with Elsbett-technology, Proceedings PORIM BIOFUEL '95 1995 Porim International Biofuel Conference, 16-17 January 1995. P.35-41.
    11. Moussa W. 1995. Vegetable oil engine, Proceedings PORIM BIOFUEL '95 1995 Porim International Biofuel Conference, 16-17 January 1995. P. 50-51.

    กลับไปด้านบน Download บทความเรื่อง "ไบโอดีเซล: พลังงานทางเลือก?"


  • สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
    เทคโนธานี ถ.เลียบคลองห้า ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 ประเทศไทย
    โทรศัพท์ 0-2577-9000
    โทรสาร 0-2577-9009

    196 พหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
    โทร. 0-2579-1121..30,0-2579-5515,0-2579-0160,0-2579-8533
    โทรสาร. 0-2561-4771,0-2579-8533 เทเลกซ์. 21392 TISTR TH
    เว็บไซด์ : http://www.tistr.or.th
    E-mail: hotline@tistr.or.th

    กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี

    ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
    โทรศัพท์ : 0-2246-0064 , 0-2640-9600
    โทรสาร: 0-2246-8106
    เว็บไซด์ : http://www.most.go.th
    อีเมล์ : helpdesk@most.go.th

    สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2544 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537