Un title page

เสริมคุณภาพเพิ่มผลผลิตด้วยปุ๋ยชีวภาพ

ดร. พงศ์เทพ อันตะริกานนท์ และ ประเสริฐ อะมริต

ปุ๋ยชีวภาพ เป็นก้าวใหม่ของการนำเทคโนโลยีชีวภาพมาประยุกต์ใช้ในวงการเกษตรไทย โดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วท.) ระสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนากระบวนการผลิตปุ๋ยชีวภาพนี้เพื่อนำมาใช้ในการเพิ่มผลผลิตพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด อาทิ ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง พืชผัก ไม้ผล และไม้ดอก เป็นต้น นอกจากนั้นการใช้ปุ๋ยชีวภาพยังช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินในระยะยาวอีกด้วย ท่านคงสงสัยว่าปุ๋ยชีวภาพคืออะไร ขอให้คำจำกัดความว่า ปุ๋ยชีวภาพ คือปุ๋ยที่ได้จากการคัดเลือกเอาจุลินทรีย์ที่มี ประโยชน์ต่อดินและพืชมาเพาะเลี้ยงจำนวนมากๆ แล้วเติมลงไปในดินที่จะเพาะปลูกพืช จุลินทรีย์เหล่านี้จะเจริญเติบโต เพิ่มปริมาณขึ้นอย่างรวดเร็ว และผลิตธาตุอาหารให้กับพืชเพื่อนำไปใช้ในการเจริญเติบโตและเพิ่มผลผลิตได้เป็นอย่างดี

คุณสมบัติที่สำคัญของจุลินทรีย์ที่นำมาผลิตปุ๋ยชีวภาพ

1. สามารถผลิตธาตุอาหารและสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชได้ดี
2. เจริญเติบโตได้รวดเร็วและสามารถเพาะเลี้ยงได้ในปริมาณมาก
3. ปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดี ขึ้นได้ดีในทุกแหล่งที่ปลูกพืช
4. มีความคงทนต่อสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร เช่น ยาปราบวัชพืช ยาปราบศัตรูพืช เป็นต้น

ในขณะนี้ วท. ทำการผลิตปุ๋ยชีวภาพ 3 ชนิด เพื่อให้เหมาะสมในการใช้กับชนิดของพืชและสภาพการปลูกพืชแต่ละชนิดดังนี้

ปุ๋ยอัลจินัว

เป็นปุ๋ยที่ได้จากจุลินทรีย์จำพวกสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่มีคุณสมบัติในการเปลี่ยนไนโตรเจนในอากาศเป็นแอมโมเนียซึ่งสามารถนำมาใช้ในการ เพิ่มปุ๋ย ไนโตรเจนให้แก่ดินและเพิ่มผลผลิตข้าว สาหร่ายนี้เจริญได้ดีในดินชื้นแฉะหรือดินนา น้ำขัง เมื่อนำมาผลิตเป็นปุ๋ยชีวภาพจึงเหมาะที่จะนำ ไปใช้ในดินที่ปลูกข้าว โดยทางปฏิบัติสามารถพิสูจน์ได้อย่างแน่ชัดในหลายจังหวัดของประเทศไทยว่าสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวที่นำมาผลิตเป็น ปุ๋ยชีวภาพ สามารถตรึงไนโตรเจน จากอากาศได้จำนวนมาก คิดเทียบกับปุ๋ยยูเรียได้ 8–10 กิโลกรัมต่อไร่ ในแต่ละฤดูการ ปลูกข้าว นอกจากนั้นยังสามารถขับสารจำพวกฮอร์โมนที่ช่วยการ เจริญเติบโต ทำให้พืชแข็งแรง ให้ผลผลิตสูงและปุ๋ยชีวภาพ นี้ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเมื่อสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวตายลงจะให้อินทรียวัตถุแก่ดินทำให้โครงสร้างดินดีขึ้น การเพาะปลูกพืชหลังการทำนาจะได้ผลดี ในกรณีที่มีการส่งเสริมการเลี้ยงปลาในนาข้าวก็จะได้ผลดีด้วย เพราะสาหร่าย เป็นอาหารของปลาและในสาหร่ายมีโปรตีน 65% ทำให้ปลาเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็วและสาหร่ายนี้แพร่พันธุ์ได้เร็วจึงทัน กับการเป็นอาหารของปลา สิ่งขับถ่ายของปลาจะเป็นปุ๋ยในนาข้าวและกระตุ้นการ เจริญเติบโตของสาหร่ายได้อีกทางหนึ่ง

วิธีใช้ปุ๋ยอัลจินัว

ปุ๋ยชีวภาพ “อัลจินัว” สามารถนำไปใช้โดยตรงในนาข้าวหรือจะนำไปเป็นหัวเชื้อสำหรับการเพาะเลี้ยงเพื่อเพิ่มปริมาณปุ๋ยก่อนนำมาใช้ในนา สำหรับการ ใช้เป็นปุ๋ยโดยตรงนั้นจะใช้ได้ ทั้งนาดำและนาหว่าน

นาดำ การใช้ปุ๋ยชีวภาพ “อัลจินัว” จะใช้ในระยะหลังการปักดำในช่วง 1 วันจนถึง 21 วัน และจะใส่เมื่อใดก็ได้แล้วแต่สะดวก โดยใส่ปุ๋ยอัลจินัว เพียงครั้ง เดียวในอัตรา 20–50 กิโลกรัม ต่อไร่

นาหว่าน จะหว่านไปพร้อมกับเมล็ดข้าว โดยผสมปุ๋ยอัลจินัว 20 กิโลกรัม คลุกกับเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ใช้สำหรับเนื้อที่นาหนึ่งไร่ หรือจะหว่านปุ๋ยอัลจินัวให้ทั่ว แปลงหลังจากหว่านข้าวแล้ว 7–21 วัน โดยใช้ปุ๋ยอัลจินัว 20–50 กิโลกรัมต่อไร่

ข้อแนะนำการใช้ปุ๋ยอัลจินัว ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี

1. การใช้ปุ๋ยอัลจินัวร่วมกับปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยพืชสดจะทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้นโดยใช้ปริมาณปุ๋ยอัลจินัวเท่าเดิมและเวลาที่ใช้เหมือนเดิมการใช้ปุ๋ย อินทรีย์จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับเกษตรกรจะหามาได้ ถ้าใช้อย่างสม่ำเสมอแล้วใส่ปุ๋ยอินทรีย์ ไร่ละ 100–200 กิโลกรัม ก็จะเห็นผล
2. การใช้ปุ๋ยอัลจินัวร่วมกับปุ๋ยเคมีก็ได้ผลเช่นเดียวกัน โดยใช้ปุ๋ยอัลจินัวในปริมาณและเวลาตามกำหนดเดิม ส่วนการใช้ปุ๋ยเคมีจะลดปุ๋ยเคมีไนโตรเจน ที่ใช้สำหรับเป็นปุ๋ยแต่งหน้าลงครึ่งหนึ่ง

การผลิตปุ๋ยชีวภาพจากหัวเชื้อปุ๋ยอัลจินัว

เกษตรกรสามารถผลิตปุ๋ยชีวภาพขึ้นใช้เอง โดยการนำเอาปุ๋ยอัลจินัวเป็นหัวเชื้อเพื่อเพาะเลี้ยงเพิ่มปริมาณต่อไป ทำได้โดยวิธีการง่ายๆ ดังนี้คือ

ขั้นตอนการดำเนินงาน (สำหรับการผลิตปุ๋ยชีวภาพจำนวน 100 กิโลกรัม)

1. เตรียมแปลงทดลองขนาด 1x2 ลึก 20–30 เซนติเมตร
2. เตรียมวัสดุรองรับอย่างง่ายๆ คือ ปุ๋ยหมัก 70 กิโลกรัม ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับดินนา จำนวน 30 กิโลกรัม แล้วนำไปเกลี่ยให้ทั่วแปลงขนาด 1x2 เมตร ที่เตรียมไว้
3. โรยหัวเชื้อ “อัลจินัว” ลงไปให้ทั่วแปลงที่เตรียมไว้ ในอัตรา 1 ต่อ 10 คือหัวเชื้อ 1 กิโลกรัม ต่อปุ๋ยชีวภาพที่จะผลิต 10 กิโลกรัม สำหรับการผลิต ปุ๋ยชีวภาพ 100 กิโลกรัม ที่ยกตัวอย่างนี้จะต้องใช้หัวเชื้อ “อัลจินัว” 10 กิโลกรัม
4. เติมน้ำลงไปช้าๆ จนท่วมวัสดุรองรับ ให้น้ำสูงกว่าผิววัสดุรองรับหนึ่งฝ่ามือ หรือ 5–10 เซนติเมตร ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 3–4 สัปดาห์ คอยเติมอย่าให้ น้ำแห้ง
5. หลังจากที่สาหร่ายขึ้นเขียวหนาแน่นดีแล้ว งดเติมน้ำและปล่อยให้แห้งจนสนิทดี กวาดรวมเป็นกองแล้วนำไปบรรจุไว้ใช้ต่อไป

วิธีการใช้ปุ๋ยชีวภาพที่เกษตรกรผลิตขึ้นใช้เองเหมือนกับการใช้ปุ๋ยชีวภาพอัลจินัว แต่เพิ่มปริมาณการใช้เป็น 2 เท่าปุ๋ยไนโตรเรีย

เป็นปุ๋ยที่ให้ธาตุไนโตรเจนเช่นเดียวกับปุ๋ยอัลจินัว แต่ปุ๋ยนี้จะใช้ได้ผลดีกับพืชไร่ (ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และพืชอื่นๆ) พืชผักและผลไม้ ปุ๋ยไนโตรเรียได้จากการคัดเลือกจุลินทรีย์จำพวกแบคทีเรียอะโซโตแบคเตอร์ (Azotobacter) สายพันธุ์จุลินทรีย์นี้มีประสิทธิภาพสูงในการตรึงไนโตรเจน จากอากาศได้และสามารถปลดปล่อยสารประกอบไนโตรเจนและสารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพืชโดยตรงและทำให้ผลผลิต พืชเพิ่มขึ้นวิธีใช้ปุ๋ยไนโตรเรีย

พืชไร่ – เช่น ข้าวโพด อ้อย ฯลฯ ใช้หลังจากที่ให้ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา 20–30 กิโลกรัมต่อไร่
ไม้ผล – ใช้หลังการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้รอบพุ่มใบในอัตรา 0.5–1 กิโลกรัมต่อต้น
พืชผัก – ใช้หลังการให้ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา 20–30 กิโลกรัมต่อไร่
สวนปาล์ม – ใส่รอบพุ่มใบหลังการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา 1–1.5กิโลกรัมต่อต้น
สวนยาง – ใส่รอบพุ่มใบหลังการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น
สวนกาแฟ – ใส่รอบพุ่มใบหลังการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น

ปุ๋ยไนโตรเรียนี้เกษตรกรไม่สามารถที่จะนำหัวเชื้อไปเพาะเลี้ยงเพิ่มปริมาณปุ๋ยได้เหมือนกับปุ๋ยอัลจินัว

ปุ๋ยไบโอฟอสก้า
เป็นผลงานวิจัยที่นำกระบวนการทางเทคโนโลยีชีวภาพมาเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟตซึ่งเป็นทรัพยากร ธรรมชาติ ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในทุกภาคของประเทศ แต่มีข้อจำกัดในการนำหินฟอสเฟตมาใช้เป็น

ปุ๋ยโดยตรง แม้ว่าในหินฟอสเฟตจะมีปริมาณฟอสฟอรัสทั้งหมดสูง แต่ฟอสฟอรัสจะละลายออกมาในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช ซึ่งไม่ทันกับความต้องการของพืช ทำให้การเจริญเติบโตของพืชไม่ดี ให้ผลผลิตต่ำจากการศึกษาวิจัยพบว่าจุลินทรีย์ที่ คัดเลือก จากดินหลายสายพันธุ์ เช่น Aspergillus sp., Penicillium sp., Bacillus sp., และ Pseudomonas sp. มีประสิทธิภาพสูงในการละลาย หินฟอสเฟตและเมื่อนำจุลินทรีย์เหล่านี้มาเพาะเลี้ยงเพิ่มปริมาณแล้วผสมคลุกเคล้ากับหินฟอสเฟตที่บดให้ละเอียดเป็นผง หลังจากนั้นนำผลิตภัณฑ์ ที่ได้ซึ่งมีชื่อว่า “ปุ๋ยไบโอฟอสก้า” ไปทดลองใช้กับพืชไร่ พืชผัก และไม้ผลหลายชนิด ปรากฏว่าการเจริญเติบโตและผลผลิตของพืชเพิ่มขึ้น

วิธีใช้ปุ๋ยไบโอฟอสก้า

พืชผัก – ใช้อัตรา 10–20 กิโลกรัมต่อไร่
ไม้ผล – ใช้หลังการใส่ปุ๋ยอินทรีย์ให้รอบพุ่มใบในอัตรา 0.5–1 กิโลกรัมต่อต้น
สวนปาล์ม – ใส่รอบพุ่มใบหลังการให้ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น
สวนยาง – ใส่รอบพุ่มใบหลังการให้ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น
สวนกาแฟ – ใส่รอบพุ่มใบหลังการให้ปุ๋ยอินทรีย์ในอัตรา 1 กิโลกรัมต่อต้น

ปุ๋ยไบโอฟอสก้า เกษตรกรไม่สามารถที่จะนำหัวเชื้อไปเพาะเลี้ยงเพิ่มปริมาณปุ๋ยได้เหมือนกับปุ๋ยอัลจินัว

วท. ได้พัฒนากระบวนการผลิตปุ๋ยชีวภาพทั้ง 3 ชนิด ในเชิงอุตสาหกรรมเพื่อแก้ปัญหาในด้านการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งเพื่อเป็น การตอบสนองต่อความต้องการใช้ของเกษตรกรในประเทศอีกด้วย

 



สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
เทคโนธานี ถ.เลียบคลองห้า ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 ประเทศไทย
โทรศัพท์ 0-2577-9000
โทรสาร 0-2577-9009

196 พหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทร. 0-2579-1121..30,0-2579-5515,0-2579-0160,0-2579-8533
โทรสาร. 0-2561-4771,0-2579-8533 เทเลกซ์. 21392 TISTR TH
เว็บไซด์ : http://www.tistr.or.th
E-mail: hotline@tistr.or.th

กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี

ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0-2246-0064 , 0-2640-9600
โทรสาร: 0-2246-8106
เว็บไซด์ : http://www.most.go.th
อีเมล์ : helpdesk@most.go.th

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2544 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537