แชมพู
เรียบเรียงโดย :ไพศักดิ์ อนันต์นุกุล
ในสมัยโบราณมีการนำเอาสิ่งของจากธรรมชาติ เช่น ใบไม้บางชนิด มาใช้ในการช่วยกำจัดสิ่งสกปรกจากเส้นผม นอกเหนือจากการใช้น้ำเพียงอย่างเดียว ต่อมามีการนำสบู่มาใช้ฟอกตัวก็ใช้ทำความสะอาดผมด้วย และได้พัฒนา รูปแบบของสบู่มาเป็นวัตถุเหลวที่ใช้สะดวกเรียกว่า “แชมพู” หรือ “แชมพูสบู่” แชมพูสบู่นี้เมื่อใช้กับน้ำกระด้าง แคลเซียมและแมกนี-เซียม ในน้ำกระด้างจะทำปฏิกิริยากับสบู่เกิดเป็นตะกอนที่ไม่ละลายน้ำ เรียกว่า ไคลสบู่ (soapscum)มีลักษณะเป็นขุยเหนียวสีเทาๆเกาะอยู่บนเส้นผม ทำให้ผมเหนียวเหนอะหนะ หวีไม่ออกเมื่อผมแห้งก็ดูหยาบกระด้าง ไม่มีเงา ต้องใช้น้ำส้มสายชูหรือน้ำผลไม้ประเภทส้ม เช่น มะกรูด มะนาว มะขาม ผสมน้ำราดหลังจากสระผม เพื่อละลายไคลสบู่ทำให้ผมสะอาด หรือแก้โดย การเติมสารที่ช่วยจับแคลเซียมหรือแมกนีเซียมลงในแชมพูด้วยสารพวกนี้ ได้แก่ พอลิฟอสเฟต (polyphosphate) หรือเกลือเอทิลีน ไดอามีนเตตระอะ-ซีเตต (ethylene-diamine tetra acetate)
ในปี พ.ศ. 2473 ได้มีการสังเคราะห์สารทำความสะอาดแบบใหม่ ที่เรียกว่าสารซักฟอก (detergent) สารนี้ได้รับความนิยมสูง และได้นำมาใช้เป็นส่วนประกอบของแชมพูด้วย สารซักฟอกเป็นสารอินทรีย์เคมี ที่มีโครงสร้างซับซ้อน เมื่อใช้ทำแชมพูจะได้แชมพูที่มีประสิทธิภาพดีไม่มี ปัญหาเรื่องไคลสบู่ สารตัวนี้มีคุณสมบัติในการลดแรงตึงผิวระหว่างน้ำกับ ฝุ่นละออง หรือไขมันและความสกปรกอื่นๆ บนผิวของสิ่งที่เราต้องการ ทำความสะอาด ทำให้สารเหล่านั้นหลุดจากผิวเดิมลงไปอยู่ในน้ำได้ สารซักฟอกมีหลายชนิด บางชนิดไม่เหมาะสมที่จะนำมาทำแชมพูเพราะ เมื่อเข้าตาจะทำให้เกิดการระคายเคือง แสบตา และทำให้ตาเสียได้
นอกจากส่วนประกอบที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีส่วนประกอบอื่นๆ อีกได้แก่
-การใส่สี เพื่อให้เหมาะสมกับชนิดของแชมพู และคำนึงถึงความ สวยงามน่าใช้ด้วย เช่น แชมพูไข่ก็จะเป็นสีเหลือง แชมพูที่มีส่วนผสมจากพืช ก็มักจะใ่ส่สีเขียว เป็นต้น
-การเติมสารกันเสีย เพื่อป้องกันการเสียของส่วนผสมบางชนิด เช่น สารโปรตีนและป้องกันไม่ให้มีเชื้อจุลินทรีย์แปลกปลอมเกิดขึ้น เพราะแชมพู ที่ดีทุกชนิดจะต้องไม่มีเชื้อจุลินทรีย์ปะปนอยู่เลย
-การเติมสารที่ช่วยในการเพิ่มฟอง คนส่วนมากยังมีความรู้สึกว่า แชมพูที่มีฟองมากจะทำความสะอาดได้ดีกว่าแชมพูที่มีฟองน้อย แต่ที่จริงแล้ว ฟองไม่ได้มีส่วนในการทำความสะอาดแต่อย่างใด
-การปรับให้มีความหนืดที่เหมาะสม เพื่อความสะดวกในการเทใช้ หน้าที่ของสารในแชมพู
หน้าที่หลักของแชมพูคือ การชะล้างเอาเศษฝุ่นละอองและน้ำมัน ส่วนเกินออกไปจากเส้นผมและหนังศีรษะ แต่ในวงการธุรกิจการค้ามีการ ผลิตแชมพูออกมาหลายประเภท บริษัทผู้ผลิตต่างก็เอาสารเคมีที่อ้างว่า มีประโยชน์ต่อสุขภาพผมใส่ผสมไปกับแชมพู แต่ที่จริงแล้วธรรมชาติของ หนังศีรษะของคนที่ปกติไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีเพื่อช่วยบำรุง เพราะอาจเกิดอาการแพ้ได้ เช่น การเติมพวกลาโนลิน บาลซัม หรือกระทั่งน้ำมันพืชสำหรับ สูตรผมแห้ง โดยที่หวังว่าน้ำมันปรับสภาพเหล่านี้จะไปหล่อเลี้ยงเส้นผม ให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ แต่หากลาโนลินหรือบาลซัมไม่สามารถไปชโลมส่วน ของเส้นผมชั้นนอก ที่เรียกว่า เคลือบผิวผม (cuticle) ของผมอย่างสมบูรณ์ สภาพที่ออกมาก็คือผมยุ่งเหยิง เคลือบผิวของผมจะเกิดรอยยับยู่ยี่ ผมจะหงิกงอไม่เรียบ หวีแล้วสะดุดบ่อย ไม่ราบรื่น และยังทำให้ผมด้าน ไม่สะท้อนแสง หรือไม่เป็นเงางามอย่างที่นิยมเรียกกัน
สารเคมีประเภทด่างจะไปทำให้ผิวนอกของเคลือบผิวผมไม่เรียบ ส่วน สารที่เป็นกรดอ่อนๆ เช่น น้ำมะนาว จะช่วยให้ผิวนอกของเคลือบผิวผมเรียบ จากผลอันนี้ บริษัทผู้ผลิตหลายรายได้นำไปใช้ในการปรับสภาพความเป็นกรด ของแชมพู โดยการเติมกรดซิตริกเพื่อลดความเป็นด่างของแชมพู และให้เหมาะกับหนังศีรษะซึ่งมีสภาพเป็นกรดอ่อนๆ
หลังจากสระผม ไขมันและฝุ่นละอองต่างๆ ที่เกาะอยู่จะถูกกำจัด ออกไป และเส้นผมจะมีประจุไฟฟ้าสถิตเป็นลบ ทำให้เส้นผมแต่ละเส้นเกิด แรงผลักดันกัน ทำให้ผมฟูและจัดทรงได้ยาก ดังนั้นจึงมีการใช้ครีมนวด (conditioner) ขึ้นมา ครีมนวดผมนี้จะทำให้เส้นผมไม่มีประจุ (neutralize) และ ชดเชยไขมันที่สูญเสียมากเกินไปจากการสระผม ครีมนวดผมบางชนิดมี ส่วนประกอบเป็นสารพวกโปรตีน และมีสารพวกพอลิเมอร์ที่จะทำหน้าที่ เกาะยึดกับเส้นผม แต่สารโปรตีนนี้จะมีผลต่อภายในเส้นผมน้อยมาก เพราะ ขีดจำกัดในการดูดซึมของเส้นผมนั่นเอง ครีมนวดผมจะเคลือบเส้นผม ทำให้เป็นเงาและจัดทรงได้ง่าย แชมพูบางชนิดมีการเติมส่วนประกอบ ที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกับครีมนวดผมไว้ด้วย แชมพูชนิดนี้เรียกว่า แชมพู ปรับสภาพเส้นผม (conditioning shampoo)
แชมพูขจัดรังแค (anti dandruff shampoo) เป็นแชมพูชนิดหนึ่งที่มี ความสำคัญในปัจจุบัน โดยมีส่วนประกอบที่สามารถกำจัดเชื้อแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของการเกิดรังแคได้ ส่วนประกอบนี้ได้แก่ zinc pyrithion, selenium sulfide, coal tar เป็นต้น แต่ตัวที่นิยมใช้กันมากที่สุดได้แก่ zinc pyrithion หรือบางทีภาษาในทางการค้าเรียก ZPT
ส่วนแชมพูสำหรับเด็กนั้น นอกจากจะเป็นแชมพูที่อ่อนแล้ว ยังเติมสารที่ไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองเมื่อเข้าตาอีกด้วย
เส้นผมต้องการอาหารเสริมจริงหรือ
เส้นผมเป็นเซลล์ที่ตายแล้วประกอบไปด้วยสารโปรตีน พวกเคราติน เช่นเดียวกับเล็บมือ เล็บเท้าที่ขดขมวดโมเลกุลกันเข้าเป็นเหมือนเส้นด้าย แบ่งเป็น 2 ชั้นใหญ่ๆ คือ ชั้นนอก เรียกว่า เคลือบผิวผม ลักษณะเหมือน เซลล์ที่เป็นเกล็ดซ้อนกันเป็นชั้นๆ เหมือนการมุงกระเบื้องเป็นตัวปกป้อง คุ้มภัยให้ผมชั้นในที่เรียกว่า คอร์เทกซ์ (cortex) ซึ่งเป็นโครงสร้างที่ยืดหยุ่น ได้ ประกอบไปด้วยเซลล์เม็ดสี (pigment) มากมาย ผมจะมีสีอะไรขึ้นอยู่กับ เซลล์เม็ดสีที่อยู่ในชั้นนี้ ซึ่งก็ต้องย้อนกลับไปถึงพันธุกรรมว่าเป็นอย่างไร อีกต่อหนึ่ง
แชมพูที่สระผมโดยทั่วๆ ไปนั้น จะมีผลเฉพาะชั้นเคลือบผิวผมเท่านั้น ดังนั้นการสระผมบ่อยๆ จึงไม่มีผลเสียต่อเส้นผม แชมพูหลายชนิดที่มีส่วน ประกอบหรือโฆษณาว่ามีส่วนประกอบที่เป็นสารอาหารรวมอยู่ด้วยนั้น จะไม่ สามารถไปหล่อเลี้ยงเส้นผมที่ตายแล้วได้เลย ซึ่งการที่สารอาหารจะไปหล่อ เลี้ยงเส้นผมได้โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เท่านั้น ดังนั้นจะเห็นว่า คนที่ขาดอาหารหรือสุขภาพไม่ดี ก็จะมีลักษณะของเส้นผมที่ไม่ดีตามไปด้วย แม้จะใช้ยารักษาเส้นผมมากมายอย่างไรก็ตามก็จะไม่ช่วยให้ดีขึ้นได้
บริเวณโคนผมใต้หนังศีรษะจะมีต่อมไขมันซึ่งทำหน้าที่ผลิตไขมันออก มาเคลือบเส้นผม ทำให้ผิวเซลล์เกล็ดชั้นเคลือบผิวผมเรียบ ทำให้ผมเป็นเงา ถ้ามีไขมันน้อยเกินไปจะทำให้ผมแห้ง แต่ถ้ามีไขมันมากเกินไปจะทำให้ ฝุ่นละอองและแบคทีเรียมาเกาะตามเส้นผมและหนังศีรษะได้ง่าย
สุขภาพของเส้นผมจะขึ้นกับสภาพของเคลือบผิวผม เมื่อผมยาว ออกมามากๆ เคลือบผิวผมจะแยกออกจากกันทำให้ผมแตกปลาย นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอีกมากที่จะเป็นผลเสียต่อเส้นผม เป็นต้นว่าน้ำยาดัดผม ยาย้อมผม ความร้อนจากการดัดหรืออบผม การหวีหรือแปรงผมอย่างรุนแรงเกินไป โดนคลอรีนในสระว่ายน้ำหรือโดนแดดมากจนเกินไป แชมพูหลายๆ ชนิดจึงใส่ส่วนผสมบางอย่างที่ทำให้เส้นผมที่เสียกลับมีสภาพที่ดูดีขึ้น ส่วนผสมนี้อาจเป็นสารพวกไขมัน ซึ่งจะมาทดแทนไขมันตามธรรมชาติ ที่สูญเสียไป หรืออาจเป็นสารพวกโปรตีน ซึ่งจะเคลือบเส้นผม ทำให้ ดูหนาและนุ่มขึ้น นอกจากนี้ยังทำให้เส้นผมที่แตกปลายกลับสู่สภาพ ที่ดีได้ชั่วคราว แต่วิธีการที่จะรักษาเส้นผมแตกปลายให้ได้ผลดีที่สุดคือตัดผม ส่วนที่แตกปลายนั้นออกเสีย
จากหน้าที่หลักและองค์ประกอบต่างๆ ของแชมพูดังได้กล่าวมาแล้ว คงมีส่วนช่วยให้ตัดสินใจได้แล้วว่าจะเลือกแชมพูที่มีคุณสมบัติเช่นไร จึงจะเหมาะต่อสภาพผมบนศีรษะของแต่ละคน ถ้าใช้แชมพูยี่ห้อใดแล้ว มีความรู้สึกดีอยู่แล้ว ไม่มีอาการแพ้ต่อสารเคมีที่เป็นส่วนผสมอยู่ในแชมพูนั้นๆ ใช้แล้วไม่มีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับหนังศีรษะหรือเส้นผม เช่น คันศีรษะ ผมร่วง หรือมีรังแคมากขึ้น ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนไปใช้ยี่ห้อใหม่ๆ ตามคำโฆษณา ไม่จำเป็นว่าแชมพูราคาแพงๆ จะดูแลรักษาและทำความสะอาดเส้นผมได้เกลี้ยงเกลากว่าแชมพูราคาถูกๆ นักจิตวิทยากล่าวว่า การเลือกใช้แชมพูราคาแพงเป็นการตอบสนองความต้องการทางด้าน จิตใจมากกว่าความต้องการของเส้นผม


สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
เทคโนธานี ถ.เลียบคลองห้า ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 ประเทศไทย
โทรศัพท์ 0-2577-9000
โทรสาร 0-2577-9009

196 พหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทร. 0-2579-1121..30,0-2579-5515,0-2579-0160,0-2579-8533
โทรสาร. 0-2561-4771,0-2579-8533 เทเลกซ์. 21392 TISTR TH
เว็บไซด์ : http://www.tistr.or.th
E-mail: hotline@tistr.or.th

กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี

ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0-2246-0064 , 0-2640-9600
โทรสาร: 0-2246-8106
เว็บไซด์ : http://www.most.go.th
อีเมล์ : helpdesk@most.go.th

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2544 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537