ระบบภูมิคุ้มกันมนุษย์

ทวีศักดิ์ สุนทรธนศาสตร์

โรคเอดส์เป็นโรคร้ายแรงที่เกิดกับมนุษย์ เกิดขึ้นจากการติดเชื้อไวรัส ที่กระทำต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ธรรมชาติได้สร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับ ร่างกายได้อย่างวิเศษน่าอัศจรรย์ยิ่ง ในเบื้องต้นจะได้กล่าวถึงสารแปลกปลอม อันเป็นสาเหตุของโรค ยกเว้นโรคที่เกิดจากพันธุกรรมหรือโรคที่เกิดจากความ บกพร่องของอวัยวะเฉพาะที่ สารแปลกปลอมที่กระทำต่อร่างกายจะได้แก่
1) สารทางกายภาพและเคมี เช่น ความร้อน ของมีคมบาด กรด ด่าง เป็นต้น
2) พวกจุลินทรีย์ต่างๆ เช่น แบคทีเรีย ไวรัส เป็นต้น
ด่านแรกที่สิ่งแปลกปลอมจะผ่านเข้าสู่ร่างกายได้แก่ ผิวหนังและ รูเปิดต่างๆ เช่น ตา จมูก ปาก เป็นต้น ผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงผิวหนังจะสามารถป้องกันสิ่งแปลกปลอมจากภายนอกที่จะเข้าสู่ร่างกายได้ สำหรับรูเปิดของ ร่างกายจะมีสารเมือกต่างๆ โดยที่สารเมือกเหล่านี้จะประกอบด้วยโปรตีน เกลือแร่ น้ำ เซลล์ต่างๆ โดยเฉพาะเซลล์พวกเม็ดเลือดขาวที่จะช่วยต่อต้าน การลุกลามของสิ่งแปลกปลอม หากมีสิ่งที่แปลกปลอมสามารถเข้าสู่ร่างกาย เมื่อไร ร่างกายจะต้านทานโดยการเกิดปรากฏการณ์จับ ทำลาย (phagocytosis) โดย ที่เซลล์เม็ดเลือดขาวจะเป็นตัวที่เข้าจับทำลาย ปรากฏ การณ์นี้จะเกิดขึ้นตลอดเวลาจนกระทั่งสิ่งแปลกปลอมถูกทำลายสิ้น หากไม่สามารถทำลายได้ร่างกายจะเกิดการสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้น
จะเห็นได้ว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวจะเป็นตัวสำคัญ เปรียบเสมือนทหารที่คอยป้องกันการรุกรานของข้าศึก เซลล์เม็ดเลือดขาวเป็นองค์ประกอบหนึ่งของเลือดอันประกอบด้วยส่วนที่เป็นของเหลว (plasma) เม็ดเลือด (corpuscles) และเพลตเลต (platelets) สำหรับเม็ดเลือดจะประกอบด้วยเม็ดเลือดแดง (red blood cell) และ เม็ดเลือดขาว (white blood cell) ในที่นี้จะขอกล่าวถึงเม็ดเลือดขาวเท่านั้น ซึ่งมีหน้าที่สร้างระบบภูมิคุ้มกันให้เกิดขึ้น และต่อสู้จับกลืนสิ่งแปลกปลอม ดังกล่าวข้างต้น
เม็ดเลือดขาวจะถูกสร้างขึ้นในไขกระดูก และบางส่วนจะถูกสร้างขึ้นจากเนื้อเยื่อของระบบน้ำเหลือง (Iymph tissue) เม็ดเลือดขาวสามารถแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ๆ คือพวกที่มีแกรนูลในไซโตพลาสซึม (cytoplasm) ของเซลล์ เรียกว่า แกรนูลโลไซต์ (granulocyte) กับพวกที่ไม่มีแกรนูลใน ไซโตพลาสซึมของเซลล์ เรียกว่า อะแกรนูลโลไซต์ (agranulocyte)
พวกแกรนูลโลไซต์แบ่งเป็น นิวโตรฟิล (neutrophils) ซึ่งจะพบกระจัดกระจายอยู่ทั่วร่างกาย จะเป็นตัวแรกที่เข้าไปขจัดและจะถูกเร่งสร้างออกมามากมาย ในขณะที่สิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย ชนิดที่สองคือ อีโอซินโนฟิล (eosinophils) จะขจัดพวกที่ก่อให้เกิดอาการแพ้และพวก ติดเชื้อแฝง (parasitic infection) โดยที่จำนวนจะเพิ่มขึ้นในระยะสุดท้าย ของการอักเสบต่างๆ และชนิดที่สามได้แก่ เบโซฟิล (basophils) จะพบเพิ่มจำนวนมากขึ้นในผู้ที่อักเสบเรื้อรัง เช่นผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับไขกระดูก ไขสันหลัง และโรคโลหิตต่างๆ
ส่วนพวกอะแกรนูลโลไซต์จะถูกสร้างขึ้นจากเนื้อเยื่อของระบบน้ำเหลือง โดยสามารถเคลื่อนที่และแพร่ขยายไปทั่วผนังหลอดเลือดแบ่งเป็น เม็ดน้ำเหลือง (lymphocyte) จะช่วยต่อสู้กับเชื้อไวรัสที่เข้าสู่ร่างกาย วิธีการที่จะกำจัดสิ่งแปลกปลอมจะแตกต่างกับพวกแกรนูลโลไซต์ โดยไม่ใช่ลักษณะ จับกลืน (phagocyte) ดังจะได้อธิบายในภายหลัง อีกชนิดหนึ่งได้แก่ โมโนไซต์ (monocyte) สร้างจากเซลล์ของเส้นเลือดฝอยของอวัยวะต่างๆ โดยเฉพาะจากม้าม และไขกระดูก ทำหน้าที่ต่อสู้กับการติดเชื้อที่เรื้อรัง จะเห็นได้ว่าจากผลการตรวจเลือดเมื่อร่างกายเกิดความผิดปกติ จำนวนของเม็ดเลือดขาวชนิดต่างๆ จะสามารถชี้บ่งให้เแพทย์ผู้วินิจฉัยโรคทราบว่ามีอาการผิดปกติของพยาธิสภาพของโรคต่างๆ ได้เบื้องต้น
เมื่อสิ่งแปลกปลอมมีมากเกินกว่าที่จะรับได้ เม็ดน้ำเหลืองจะถูกกระตุ้นให้ทำหน้าที่ทันที เม็ดน้ำเหลืองมี 2 ชนิด ได้แก่ ที–เซลล์ (T–cell) และ บี–เซลล์ (B–cell) ที–เซลล์ มีหน้าที่สำคัญในการกำจัดพวกเชื้อรา (fungi) ไวรัส (virus) และเชื้อแบคทีเรียบางชนิด นอกจากนี้ยังทำหน้าที่กำจัดเซลล์ผิดปกติที่เกิดขึ้นหรือแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เช่น เซลล์มะเร็งหรือเซลล์ของเนื้อเยื่อที่ถูกปลูกถ่ายในร่างกาย เป็นต้น นอกจากที–เซลล์แล้วยังมีเซลล์อีก 2 ชนิดได้แก่ ที–เซลล์ชนิดช่วยเสริม (helper T–cell) จะเป็นชนิดที่ช่วยเสริมให้เกิดการสร้าง บี–เซลล์ และที–เซลล์ชนิดปกติ กับที–เซลล์ชนิดยับยั้ง (suppressor T–cell) ซึ่งจะเป็นชนิดที่ทำหน้าที่ ตรงข้ามกับชนิดที่กล่าวมาแล้ว ได้แก่การยับยั้งการสร้าง บี–เซลล์ และ ที–เซลล์ ชนิดปกติ ทั้ง 2 ชนิดนี้จะทำหน้าที่เสมือนสวิตช์ปิด–เปิด ควบคุมซึ่งกันและกัน ให้อยู่ในสถานะสมดุล ในสภาวะปกติอัตราส่วนของ ที–เซลล์ชนิดช่วยเสริมต่อ ที–เซลล์ชนิดยับยั้งจะมีประมาณ 1.8 : 1

ผู้ที่ได้รับเชื้อไวรัสเอดส์เข้าสู่ร่างกาย ไวรัสจะเข้าไปทำให้ ที–เซลล์ ชนิดช่วยเสริมทำหน้าที่บกพร่องไป อัตราส่วนของ ที–เซลล์ชนิดช่วยเสริมต่อชนิดยับยั้งจะประมาณ 1 : 1 หรือ ต่ำกว่านี้ ในผู้ป่วย SLE (Systemic Lupus Erythematosus) จะเป็น 1.5 : 1 พวกเม็ดน้ำเหลืองจะทำหน้าที่กำจัดสารแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายโดยการจับรวมโดยตรง (binding) แล้วกำจัดออกนอกร่างกาย นอกจากนี้ยังมีเซลล์จากระบบน้ำเหลือง ได้แก่ เค–เซลล์ (K หรือ Killer cell) กับ เอ็น เค–เซลล์ (NK– หรือ natural killer cell) ที่ร่างกายสร้างขึ้นตลอดเวลา เพื่อทำหน้าที่ทำลายเซลล์ของเลือดที่แก่แล้วและเซลล์มะเร็ง
บี–เซลล์ สร้างขึ้นจากไขกระดูก ทำหน้าที่ขจัดพวกแบคทีเรียชนิดที่ทำให้เกิดหนองฝี เมื่อ บี–เซลล์ถูกกระตุ้นจะสร้างสารโปรตีน ที่เรียกว่า แอนติบอดี (antibodies) ที่จะจับกับเชื้อจุลินทรีย์แล้วกำจัดเสีย
จะเห็นได้ว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถทำหน้าที่ได้เองตามธรรมชาติ ในอันที่จะกำจัดสิ่งที่แปลกปลอมที่จะเข้าสู่ร่างกายหรือเกิดขึ้นในร่างกายได้อย่างวิเศษ หากเกิดโรคที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน เช่น โรคเอดส์ การลุกลามของเชื้อโรคอื่นๆ เข้าสู่ร่างกายจะเกิดขึ้นได้ง่าย ผู้ป่วยจะเกิด การติดเชื้อ ตลอดจนการลุกลามของเซลล์มะเร็ง บทความนี้มุ่งย้ำให้เห็นถึงกลไกพื้นฐานของระบบภูมิคุ้มกันที่มีส่วนสันพันธ์กับโรคเอดส์อันเป็นโรคมหันตภัยของมนุษย์


สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
เทคโนธานี ถ.เลียบคลองห้า ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 ประเทศไทย
โทรศัพท์ 0-2577-9000
โทรสาร 0-2577-9009

196 พหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทร. 0-2579-1121..30,0-2579-5515,0-2579-0160,0-2579-8533
โทรสาร. 0-2561-4771,0-2579-8533 เทเลกซ์. 21392 TISTR TH
เว็บไซด์ : http://www.tistr.or.th
E-mail: hotline@tistr.or.th

กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี

ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0-2246-0064 , 0-2640-9600
โทรสาร: 0-2246-8106
เว็บไซด์ : http://www.most.go.th
อีเมล์ : helpdesk@most.go.th

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2544 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537