ค้างคาวดูดเลือด
เรียบเรียงโดย :สุรชิต แวงโสธรณ์
ในบรรดาสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด ค้างคาว (bats) เป็นกลุ่ม สัตว์ที่มีจำนวนชนิดมากเป็นอันดับสองรองจากสัตว์ฟันแทะ ดังนั้น เพื่อป้องกันการแก่งแย่งอาหารซึ่งกันและกัน จึงมีพฤติกรรมในการ หาอาหารที่แตกต่างกันไปด้วย บางชนิดออกหาอาหารในช่วงเวลาที่ต่างกัน บางชนิดหาอาหารในสถานที่ต่างกัน หรือบางชนิดจะกินอาหารที่แตกต่างกัน ในจำนวนนี้ยังมีค้างคาวอยู่กลุ่มหนึ่งที่มีวิวัฒนาการการกินอาหาร แตกต่างจากกลุ่มอื่นๆ คือ กินเลือดเป็นอาหาร มีชื่อเรียกค้างคาวในกลุ่มนี้ว่า ค้างคาวดูดเลือดหรือค้างคาวแวมไพร์ (vampires) ทั่วโลกมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ค้างคาวดูดเลือดแท้ (true vampires) ซึ่งเป็นค้างคาวที่กินเลือด ของสัตว์เลือดอุ่นเป็นอาหารโดยตรง และค้างคาวดูดเลือดเทียม (false vampires) เป็นค้างคาวที่กินแมลงและสัตว์เล็กๆ เป็นอาหาร แต่เมื่อก่อนเข้าใจ ว่ากินเลือดเป็นอาหารเช่นเดียวกับค้างคาวดูดเลือดแท้
ค้างคาวดูดเลือดแท้หรือมีอีกชื่อหนึ่งว่า ค้างคาวแวมไพร์แท้ จัดอยู่ในวงศ์ Desmodontidae มีอยู่ทั้งหมด 3 ชนิด คือ Diaemus youngi, Desmodus rotundus และ Diphylla ecaudata พบบริเวณประเทศเม็กซิโก ปารากวัย และทางตอนเหนือของชิลี มีขนาดลำตัวยาว 6.5-9 เซนติเมตร ช่วงต้นแขนยาว 5-6.3 เซนติเมตร ส่วนในประเทศไทยไม่พบค้างคาว ในวงศ์นี้ ค้างคาวดูดเลือดแท้เป็นค้างคาวที่ปรับตัวมาจากค้างคาวกินแมลง โดยการมีฟันหน้าที่คมกริบเพื่อใช้กรีดผิวหนังเหยื่อ มีแผ่นหนังที่อ่อนนุ่ม บริเวณมือและเท้า ทำให้เกาะเหยื่อได้โดยที่เหยื่อไม่รู้สึกตัว และการที่มี กระเพาะอาหารเป็นหลอด มีผนังบางทำให้บรรจุเลือดได้มากเช่นเดียว กันกับกระเพาะอาหารของทากดูดเลือด และกระเพาะอาหารของยุง ค้างคาวดูดเลือดแท้จะออกหาอาหารในเวลากลางคืน ซึ่งเป็นเวลาที่เหยื่อ นอนหลับ ค้างคาวจะบินเข้าไปใกล้เหยื่อและจะเกาะบนพื้นก่อนที่จะค่อยๆ คลานเข้าไปหาเหยื่อ ใช้ฟันหน้าที่คมกรีดผิวหนังเหยื่อบริเวณที่ไม่มีขน พร้อมทั้งปล่อยสารกันเลือดแข็ง (anti-coagulating agent) ทำให้เลือด แข็งตัวช้า แล้วจึงค่อยๆ เลียกินเลือดที่ไหลออกมาจนอิ่ม จนมีลำตัวกลมป้อม เคลื่อนไหวได้เชื่องช้า เหยื่อของค้างคาวดูดเลือดส่วนมากเป็นสัตว์เลี้ยง เช่น วัว ควาย แพะ ม้า หมู หรือแม้กระทั่งคน เหยื่อที่ถูกค้างคาวกัดและกินเลือด จะไม่ได้รับอันตรายถึงตายแต่อย่างใด แต่รอยแผลที่เกิดจากค้างคาวกัด จะมีแมลงเข้าไปไข่ไว้ ทำให้สัตว์เลี้ยงอ่อนแอลงและเจริญเติบโตไม่เต็มที่ ดังนั้นค้างคาวดูดเลือดจึงเป็นอันตรายต่อการปศุสัตว์ เมื่อค้างคาวดูดเลือด กินอาหารอิ่มแล้วจะบินกลับไปยังถ้ำที่อยู่ในป่า และจะออกหาอาหารอีกครั้ง หลังจากกินอาหารครั้งแรก 2-3 วัน
ค้างคาวดูดเลือดเทียม หรือมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ค้างคาวแวมไพร์แปลง จัดอยู่ในวงศ์ Megadermatidae พบในเขตร้อนชื้นและ กึ่งร้อนชื้นของทวีปแอฟริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนในประเทศไทยพบค้างคาวในกลุ่มนี้ 2 ชนิดคือ ค้างคาวแวมไพร์แปลงใหญ่ (greater false vampire; Megaderma lyra) มีขนาดลำตัวยาว 7.5-9 เซนติเมตร ช่วงต้นแขนยาว 6.5-7.5 เซนติเมตร มีการกระจายอยู่ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก ภาคกลาง และตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังพบในพม่า ตอนใต้ของจีนและมาเลเซีย และค้างคาวแวมไพร์ แปลงเล็ก (lesser false vampire; M. spasma) มีขนาดลำตัวยาว 7-8 เซนติเมตร ช่วงต้นแขนยาว 5.5-6 เซนติเมตร มีการกระจายทาง ภาคตะวันตก ภาคใต้ และภาคตะวันออกของประเทศไทย และยังพบ ในประเทศอินเดีย พม่า มาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ค้างคาวทั้งสองชนิดอาศัยอยู่ตามเพิงหินหรือตามโพรงไม้ ชอบอยู่รวมกัน เป็นฝูง ผสมพันธุ์กันในขณะที่เกาะห้อยหัวลง มีระยะตั้งท้องนาน 5 เดือน ตกลูกปีละครั้งๆ ละ 1 ตัว ค้างคาวในวงศ์นี้กินแมลงและสัตว์เล็กๆ เป็นอาหาร ค้างคาวดูดเลือดเทียม นอกจากจะไม่กินเลือดเป็นอาหารแล้ว ยังไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างของร่างกายเพื่อการดูดเลือดแต่อย่างใด ในประเทศไทยพบว่าค้างคาวแวมไพร์แปลงใหญ่ เป็นพวกกินสัตว์เป็นอาหาร (carnivore) จะออกหาอาหารหลังจากพระอาทิตย์ตกดินแล้ว โดยจะบินเรี่ย ไปกับพื้นดิน จับสัตว์จำพวกกบ นก ปลา หรือค้างคาวชนิดอื่นๆ เมื่อจับได้ จะนำมากินบริเวณที่เกาะพัก เคยมีรายงานว่าค้างคาวชนิดนี้จับค้างคาว-ลูกหนู (pipistrelle) และดูดเลือดกินขณะที่บินอยู่ได้ แต่ก็มีข้อโต้แย้งว่า พฤติกรรมนี้ไม่น่าจะสังเกตเห็นได้ในเวลากลางคืน ขณะที่ค้างคาวกำลังบิน ส่วนค้างคาวแวมไพร์แปลงเล็กเป็นพวกที่กินแมลงเป็นอาหาร (insectivore) ออกหาอาหารในตอนหัวค่ำบินไปตามพื้นดินโฉบจับแมลงที่เกาะอยู่ ตามพุ่มไม้ เมื่อจับได้จะนำมากินบริเวณที่เกาะพัก ก่อนกินจะฟาดแมลงกับ ผนังที่เกาะเพื่อให้แมลงตายแล้วจึงเริ่มกินแมลงจากทางหัวก่อน จะเหลือปีก และขาคู่หลังทิ้งให้ร่วงอยู่บนพื้น หลังจากนั้นจึงบินออกไปหาเหยื่อ อีกครั้งจนกว่าจะอิ่ม


สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
เทคโนธานี ถ.เลียบคลองห้า ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 ประเทศไทย
โทรศัพท์ 0-2577-9000
โทรสาร 0-2577-9009

196 พหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทร. 0-2579-1121..30,0-2579-5515,0-2579-0160,0-2579-8533
โทรสาร. 0-2561-4771,0-2579-8533 เทเลกซ์. 21392 TISTR TH
เว็บไซด์ : http://www.tistr.or.th
E-mail: hotline@tistr.or.th

กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี

ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0-2246-0064 , 0-2640-9600
โทรสาร: 0-2246-8106
เว็บไซด์ : http://www.most.go.th
อีเมล์ : helpdesk@most.go.th

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2544 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537