เต่าตนุ
เรียบเรียงโดย :จารุจินต์ นภีตะภัฏ
เต่าตนุ (Chelonia mydas) เป็นเต่าทะเล ชนิดหนึ่งในห้าชนิดที่พบ อาศัยอยู่ในบริเวณน่านน้ำ ทะเลไทย พบชุกชุมอยู่ใน บริเวณเขตร้อนและเขต กึ่งร้อนทั่วโลก ซึ่งมีอุณหภูมิของน้ำทะเลในเดือนที่มี อากาศหนาวเย็นที่สุดสูง กว่า 20 องศาเซลเซียส เต่าตนุเป็นเต่าทะเลขนาด ใหญ่ กระดองมีความยาว ถึง 1 เมตร และน้ำหนักตัว 136-158 กิโลกรัม มีนิสัยชอบกินพืชเป็นส่วนใหญ่ ยกเว้นเต่าอายุน้อยจะกินสัตว์เล็กๆ ในทะเล อาหารของเต่าตนุจะเป็นหญ้า ในสกุล Thalassia, Halodule, Halophlls, Pocldonia และ Zostera และสาหร่าย ทะเลในสกุล Hypnea และ Caulerpa ลูกเต่าตนุจะเติบโตได้เร็วหรือช้าขึ้นอยู่ กับปริมาณธาตุอาหารในหญ้าทะเลและสาหร่ายทะเลมากกว่าอุณหภูมิของน้ำ หรือปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
ในประเทศไทยเต่าตนุจะพบชุกชุมในบริเวณอ่าวไทย และฝั่งทะเล อันดามันด้านมหาสมุทรอินเดีย บริเวณอ่าวไทยพบวางไข่บนเกาะคราม และเกาะกระ จังหวัดชลบุรี โดยขึ้นวางไข่มากที่สุดระหว่างเดือนมิถุนายน จนถึงเดือนกันยายน นอกจากนี้ยังพบขึ้นวางไข่เป็นครั้งคราวในอีกหลาย บริเวณ เช่น บริเวณเกาะมันใน จังหวัดระยอง เกาะช้างและเกาะกูด จังหวัดตราด และชายหาดจังหวัดปัตตานีและนราธิวาส ส่วนแถบทะเล อันดามัน พบเต่าตนุขึ้นวางไข่ในบริเวณหาดทรายในจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต และสตูล ตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ โดยขึ้นวางไข่ มากที่สุดในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมกราคม
ตามปกติเต่าตนุจะวางไข่บริเวณชายหาดที่เงียบสงบ เมื่อเลือกที่ ได้แล้ว มันจะใช้เท้าหลังขุดหลุมกว้าง 25-35 เซนติเมตร ลึก 60-80 เซนติเมตร จากนั้นจะเริ่มวางไข่เป็นชุดๆ ละ 2-5 ฟอง ใช้เวลาในการวางไข่ นานครั้งละประมาณ 25-30 นาที จำนวนไข่เต่าที่วางแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับอายุ ของแม่เต่า มักอยู่ระหว่าง 70-150 ฟอง แม่เต่าตัวหนึ่งๆ สามารถวางไข่ได้ 3-7 ครั้งในแต่ละฤดูกาล เมื่อวางไข่เสร็จแล้วมันจะใช้เท้าคู่หลังกวาดทราย ลงในหลุมแล้วใช้แผ่นอกกระแทกอัดทรายให้แน่น จากนั้นจึงพรางร่องรอย ของหลุมไข่ โดยกวาดเอาทรายแห้งมาเกลี่ยทับบนหลุมไข่อีกทีหนึ่ง ก่อนที่จะ คลานกลับลงสู่ทะเลตามเดิม ปล่อยให้ความร้อนจากดวงอาทิตย์ช่วยฟักไข่ ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 50-60 วัน ก่อนที่ลูกเต่าจะฟักออกเป็นตัว
ลูกเต่าเมื่อแรกเกิดจนมีอายุประมาณ 10 วัน จะยังไม่กินอาหาร แต่ใช้ อาหารจากถุงเก็บอาหารที่ติดมากับตัว จนกว่าอาหารจะหมดและถุงยุบแห้งหายไป ต่อจากนั้นลูกเต่าจะเริ่มกินอาหารจำพวกสัตว์ จนมีอายุได้ประมาณ 6 เดือน จึงเริ่มเปลี่ยนนิสัยการกินอาหารมากินพืชด้วย เต่าเมื่อโตเต็มที่จะกินอาหารพืช เพียงอย่างเดียว และจะต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไป จึงจะผสมพันธุ์วางไข่ได้
เต่าตนุเป็นเต่าที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงกว่าเต่าทะเลชนิดอื่นๆ เนื่องจากเกือบทุกส่วนนำมาใช้ประโยชน์ได้ ไข่เต่าหรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ไข่จะละเม็ด” ถึงแม้ว่าจะมีราคาสูงกว่าไข่เป็ดและไข่ไก่ แต่ก็มีปริมาณสารอาหารบางชนิดมากกว่า โดยเฉพาะวิตามินบี 1 ในขณะที่ให้พลังงาน ต่ำกว่า เนื้อใช้บริโภคได้ ส่วนกระดูกอ่อนบริเวณคอและหางใช้ทำซุป ซึ่งมีราคาแพงกว่าซุปชนิดอื่นๆ กระดองเต่าตนุมีความหนาประมาณ 0.5 มิลลิเมตร สามารถนำไปใช้ประดับเป็นลวดลายบนเครื่องตกแต่งบ้าน เต่าตนุสตัฟฟ์ใช้ประดับบ้าน หนังของมันใช้ทำเครื่องหนัง เช่น เข็มขัด รองเท้า และกระเป๋า และน้ำมันจากเต่าตนุยังใช้สำหรับผลิตเครื่องสำอาง ได้อีกด้วย
ในปัจจุบันเต่าตนุได้ลดจำนวนลงมากกว่าร้อยละ 50 เนื่องจากติด อวนลาก และถูกจับส่งเป็นสินค้าออกปีละมากๆ จึงควรเร่งให้มีการแก้ไข กฎหมายในเรื่องการส่งออก และการจับเต่าทะเล ดำเนินการอนุรักษ์พันธุ์เต่า โดยการนำไข่เต่าไปฟัก แล้วดูแลจนฟักออกมาเป็นตัวเพื่อปล่อยลงทะเลไป เช่น อุทยานแห่งชาติหาดไนยาง จังหวัดภูเก็ต มีโครงการอนุรักษ์พันธุ์ เต่าทะเล และปล่อยลูกเต่าในเทศกาลสงกรานต์ของทุกๆ ปี


สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย
เทคโนธานี ถ.เลียบคลองห้า ต.คลองห้า อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี 12120 ประเทศไทย
โทรศัพท์ 0-2577-9000
โทรสาร 0-2577-9009

196 พหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพมหานคร 10900
โทร. 0-2579-1121..30,0-2579-5515,0-2579-0160,0-2579-8533
โทรสาร. 0-2561-4771,0-2579-8533 เทเลกซ์. 21392 TISTR TH
เว็บไซด์ : http://www.tistr.or.th
E-mail: hotline@tistr.or.th

กระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี

ถนนพระราม 6 เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0-2246-0064 , 0-2640-9600
โทรสาร: 0-2246-8106
เว็บไซด์ : http://www.most.go.th
อีเมล์ : helpdesk@most.go.th

สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2544 ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537