ชื่อภาษาไทย       แฝกหอม
ชื่ออื่นๆ       หญ้าแฝก แฝก แฝกลุ่ม แกงหอม แคมหอม
ชื่อภาษาอังกฤษ       Vetiver grass, Khus-khus
ชื่อวิทยาศาสตร์       Vetiveria zizanioides (L.) Nash
ชื่อพ้อง       Phalaris zizanioides L., Andropogon muricatus Retzius, A. zizanioides (L.) Urban
วงศ์       Gramineae (Poaceae)
ลักษณะทาง
พฤกษศาสตร์
      ไม้ล้มลุก อายุหลายปี ขึ้นเป็นกอแน่น  คล้ายกอตะไคร้  สูง 1-1.6 เมตร  อาจสูงถึง 3 เมตร  มีรากฝอยที่หยั่งลึกในดิน ได้หลายเมตร อาจถึง 4 เมตร รากมีกลิ่นหอม มีกาบใบแบนพับกลางเป็นสัน เรียงสลับตรงข้ามซ้อนกัน ใบเดี่ยว รูปแถบยาว ขนาดกว้าง 0.4-1.5   เซนติเมตร   ยาว  30-75   เซนติเมตร  ปลายใบเรียวแหลม  ผิวด้านล่างเกลี้ยง  กลางใบด้านบนมีแถบยาวสีจางขาว ขอบใบมีขนสากคล้ายหนามคมเล็ก ๆ ลิ้นใบเตี้ย ขอบมีขน ช่อดอกออกที่กลางยอด แบบแยกแขนงยื่นเรียวยาวเหนือปลายใบ ยาว 15-40 เซนติมตร  มี 6-10 ข้อ  และช่อดอกย่อยแตกแขนงแบบกระจะ ก้านช่อดอกย่อย ไม่มีขนหรือมีเล็กน้อย แต่ละข้อมีช่อดอกย่อยแบบช่อเชิงลด  1  คู่    เป็นช่อมีก้านและไม่มีก้านช่ออย่างละช่อ  ช่อที่ไม่มีก้านยาวกว่าช่อที่มีก้าน  มีกาบช่อหุ้ม ดอกย่อย ดอกด้านล่างฝ่อ ด้านบนสมบูรณ์เพศ เกสรเพศผู้มี 3 อัน อับเรณูสีส้ม เกสรเพศเมีย ยอดเกสรสีชมพู มีการติดผลน้อย [1]
     
นิเวศวิทยา       แหล่งกำเนิดในอินเดียตอนเหนือ พม่า และหลายพื้นที่ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดในที่ชื้นแฉะตามธรรมชาติ มีการปลูกในอินเดียมาหลายศตวรรษ  แล้วแพร่กระจายไปยังประเทศอื่น ๆ  ในเขตร้อนและกึ่งร้อน  มีการปลูกเพื่อสกัดน้ำมันหญ้าแฝกในตาฮิติ ชวาตะวันตก อินเดีย จีน และบราซิล เริ่มมีการปลูกเพื่อใช้ในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ในอินเดียก่อน แล้วไปยังหมู่เกาะแคลิบเบียน และฟิจิ ต่อมามีการปลูกแพร่หลายในเขตร้อน แฝกหอมสามารถทนต่อสภาพดินและภูมิอากาศต่าง ๆได้ดี  ปัจจุบันประเทศไทยมีการรณรงค์สนับสนุนเป็นอย่างมากในการปลูกหญ้าแฝก  เพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำ  และเป็นแกนนำในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับหญ้าแฝก  มีการจัดประชุม  สัมมนาและดูงาน   ตลอดจนสนับสนุนให้มีการปลูกและใช้ในวิธีการที่ถูกต้อง จนกระทั่งหลายประเทศทั้งที่มีการใช้อยู่ก่อนและยังไม่ได้ใช้หันมาปลูกหญ้าแฝกในการอนุรักษ์ดินและน้ำมากขึ้น [1]
     
สรรพคุณ       รากแฝกหอมใช้ขับลมในลำไส้ แก้ท้องขึ้น อืดเฟ้อ [2]
ข้อมูลการวิจัยของน้ำมันแฝกหอม
องค์ประกอบทางเคมี       รากแฝกหอมแห้งเมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยวการต้มกลั่น (hydrodistillation) ได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.3-1.0 องค์ประกอบทางเคมีของน้ำมันวิเคราะห์โดย GC และ GC-MS มีดังนี้
           

           
1. a-muurolene (0.62), 2. calacorene (0.43), 3. nootkatone (0.47), 4. khusimol (17.48), 5. b-vetivone (2.66), 6. isovalencenol (4.88), 7. a-vetivone (4.36)
     
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา       ไล่แมลง [3] ฆ่ายุง [4] ต้านเชื้อรา [5] สงบประสาท [6]
ความเป็นพิษ       น้ำมันแฝกหอมมีขนาดของยาที่ทำให้สัตว์ทดลองตายครึ่งหนึ่ง (LD50) เมื่อให้ยาทางปากหนูขาวและทางผิวหนังกระต่าย มากกว่า 5 กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว [7]
การใช้ประโยชน์จากน้ำมันแฝกหอม       แต่งกลิ่นเครื่องสำอาง ประเภทแชมพู สบู่ ผงซักฟอก และผสมในน้ำหอม ช่วยทำให้กลิ่นติดทนนาน แต่งกลิ่นอาหาร
รูปแบบของผลิตภัณฑ์       น้ำหอม สบู่
ราคาน้ำมันแฝกหอม       3,800 บาทต่อกิโลกรัม
เอกสารอ้างอิง       1. Guzman, de C.C., Oyen, L.P.A. 1999. Vetiver zizanioides (L.) Nash . In: L.P.A. Oyen and Nguyen Xuan Dung (Editors): Plant Resources of South-East Asia No 19. Essential-oil plants. Backhuys Publishers, Leiden, the Netherlands. pp. 167-72.
2. พงษ์บุญรอด, เสงี่ยม. 2522. ไม้เทศเมืองไทย. กรุงเทพฯ. หน้า 359.
3. Jain,SC. et al. 1982. Insect repellents from vetiver oil, Ziganol and epigiganal. Tetrahedron Lett 23:4639-42.
4. Chantraine, JM. et al. 1998. Inseticidal activity of essential oil on Aedes aegypti larvae. Phytother Res 12(5):350-4.
5. Misha, A. and Dubey, N. 1994. Evalution of some essential oil for their toxicity against fungi causing deterioration of stored food commodities. Appl Environ Microbial 60(4):1101-5.
6. Thubthimtheds. et al. 2003. Vetiver oil and its sedative effect. Proceedings of the third International Conferenee on Vetiver and Exhibition. China.
7. Opdyke, DLJ. 1974. Monographs on Fragrance Raw Materials in Food and Cosmetics Toxicology. pp.1013