ชื่อภาษาไทย       ขิง
ชื่ออื่นๆ       ขิงแกลง ขิงแดง ขิงเผือก สะเอ
ชื่อภาษาอังกฤษ       Ginger
ชื่อวิทยาศาสตร์       Zingiber officinale Roscoe
ชื่อพ้อง       Amomum zingiber L.
วงศ์       Zingiberaceae
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์       พืชล้มลุก  มีเหง้าใต้ดิน  แตกแขนงเอียงตั้งออกด้านข้าง  เนื้อในสีเหลืองหรือเหลืองอ่อน  ส่วนบนดินสูง 30-130 เซนติเมตร มีกลิ่นเฉพาะตัว  ใบเดี่ยว  ออกสลับสองด้าน  ใบรูปขอบขนานแกมรี  ขนาดกว้าง 0.8-2 เซนติเมตร  ยาว 15-30 เซนติเมตร ปลายใบแหลม โคนใบมน หลังใบมีขน ก้านใบสั้น ดอกช่อ ออกจากเหง้า ช่อดอกรูปกลมยาวคล้ายกระบอง  สีเขียว  ก้านช่อยาว ใบประดับเรียงซ้อนกันแน่น คล้ายเกล็ดปลา รูปไข่ถึงรี สีเขียวออกเหลือง มี 1 ดอกต่อใบประดับ  กลีบเลี้ยง  โคนเชื่อมเป็นหลอด  ปลายแยก 3 หยัก สีขาวใส กลีบดอกโคนเชื่อมติดกัน ปลายมี 3 กลีบ กลีบบนรูปไข่รี ปลายเรียวแหลมโค้งจงอยงุ้มคลุมอับเรณู กลีบล่างรูปขอบขนาน  ปลายมน โค้งม้วนลง  เกสรเพศผู้  ส่วนที่เป็นกลีบอยู่บนปลายหลอดกลีบดอก  มี 3 หยัก หยักกลางหรือกลีบปากขนาดใหญ่   รูปไข่กลับ พื้นสีเหลืองอ่อน ข้างในแต้มสีม่วงแดง  หรือมีสีแดงบริเวณปลายหรือขอบ  มีจุดสีเหลืองแซม มีขนที่โคนกลีบด้านใน  กลีบบนหรือข้าง มี 2 หยัก รูปขอบขนานแกมรี  สีเหลืองแกมเขียว ก้านเกสรสั้น อับเรณูสีเหลืองอ่อน ปลายเป็นจงอยโค้ง สีชมพูม่วง เกสรเพศเมีย ยอดเกสรรูปคล้ายกรวย สีขาวมีขนที่ปาก รังไข่ รูปกลม มี 3 ช่อง ผลกลม แตกมี 3 พูสีแดง เมล็ดเล็ก สีดำ
นิเวศวิทยา       ไม่ทราบแหล่งกำเนิดที่แน่นอน  พบว่ามีการปลูกในกลุ่มประเทศเอเซียเขตร้อนมาช้านานแล้ว   และได้มีการนำจากประเทศอินเดียไปยังยุโรปและแอฟริกาตะวันออก  ชาวโปรตุเกตนำจากแอฟริกาตะวันออก  ไปยังทางแอฟริกาตะวันตกและเขตร้อนอื่น ๆ ส่วนสเปน นำไปยังจาไมก้า ซึ่งปัจจุบันมีการปลูกขิงในเขตร้อนชื้น ขิงเจริญเติบโตได้ดีในที่ดินร่วง มีความอุดมสมบูรณ์ แสงแดดพอเพียง การระบายน้ำได้ดี ไม่ชอบพื้นที่มีน้ำท่วมขัง [1]
สรรพคุณ       เหง้า ใช้ขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้คลื่นหืนอาเจียน ลดอาการเมารถเมาเรือ ช่วยเจริญอาหาร [2]
ข้อมูลการวิจัยของน้ำมันขิง      
องค์ประกอบทางเคมี       เหง้าสด เมื่อนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการต้มกลั่น (hydrodistillation) ได้น้ำมันหอมระเหยร้อยละ 0.20 (สนใจรายละเอียด GC Chromatogram ติดต่อที่ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ฝ่ายเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ)
           

           
     
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา       ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา [3, 4] แก้อักเสบ [5] คลายกล้ามเนื้อเรียบ [6] ต้านออกซิเดชัน [7] ไล่แมลง [8, 9]
ความเป็นพิษ       น้ำมันขิงจัดเป็นสารที่มีความปลอดภัย  (GRAS)   และได้รับอนุญาติให้ใช้เป็นส่วนผสมในอาหาร   น้ำมันขิงมีขนาดของยาที่ทำให้สัตว์ทดลองตาย่ครึ่งหนึ่ง  (LD 50)   เมื่อให้ทางปากในหนูขาวและให้โดยการทาผิวหนังกระต่าย   มากกว่า  5  กรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว[10]
การใช้ประโยชน์จากน้ำมันขิง       ใช้แต่งกลิ่นเครื่องดื่ม ขนมหวาน และเครื่องสำอาค ประเภทสบู่ ครีม โลชั่นทาตัว
รูปแบบของผลิตภัณฑ์       -
ราคาน้ำมันขิง       3,800 บาทต่อกิโลกรัม
เอกสารอ้างอิง       1. Sutarno, H., Hadad, E.A. & Brink,M., 1999. Zingiber officinale Roscoe . In: de Guzman, C.C. and Siemonsma, J.S. (Editors): Plant Resources of South-East Asia No 13. Spices. Backhuys Publishers, Leiden, the Netherlands. pp. 238-44.
2. บุณยะประภัศร, นันทวัน. และคณะ. 2539. ก้าวไปกับสมุนไพร เล่ม 1. กรุงเทพฯ.
3. Meena, MR. and Sethi, V. 1994. Antimicrobial activity of essential oils from Zingiber species. J Food  Sci Technol (31) 1: 68-70.
4. Roengsumran, S.,  Petsom, A.,  Thanivanvarn, S.,  Pornpakakul, S.  and  Khantahiran, S.  1997.   Antibacterial activity of some essential oils. J. Sci Res Chulalonhkorn Univ 22 (1):13-19.
5. Sharma, JN., Srivastava, KC. and Gan,EK.  1994.  Suppressive effects of eugenol and ginger oil on arthritic rats. Pharmacology 49 5: 314-8.
6. Reiter, M. and Brandt, W R.  1985.  Relaxant effects on tracheal and ileal smooth muscles of the guinea pig. Arzaeim-Forsch 35 (1):408-14.
7. Kawamura, F. and Kada, M.1992. Antioxidative effect of ginger on the peroxidation of lard in boiled water. I. Effect of the essential oils and sliced ginger. Nippon Kasei Gakkaishi 43 (1): 31-5.
8. Zhang, W. et al. 2004. Repellency of ginger oil to Bemisia argentifolii (Homoptera:Alertrodidae) on tomato. J Econ Entomol 97(4):1310-8.
9. Prajapati, V. et al. 2005. Insecticidal, repellent and oviposition-deterrent activity of selected essential oils against Anopheles stephensi, Aedes aegypti and Culex quinquefasciatus. Bioresour Technol 96(16):1749-57.
10. Opdyke, DLJ. 1974. Monographs on Fragrance Raw Materials in Food and Cosmetics Toxicology. p. 901.